Last week’s earthquake in Haiti is devastating. But it might not be as devastating as the long suffering endured by the people of that country, condemned to be the poorest in the Western Hemisphere for decades. Those who have read Collapse: How Societies Choose to Fail or Succeed by Jarred Diamond or An Inconvenient Truth by Al Gore might recall a description and an aerial photograph showing a sharp contrast between the two halves of the island of Hispaniola, mostly covered by dense forest when Christopher Columbus discovered it in 1492. The eastern half which is now occupied by the Dominican Republic is generally green as a large part of its forest remains intact while the western half which is Haiti is largely brown as over 97% of its forest has been cleared resulting in the denuded land turning arid.
Burma recently announced that it would purchase 20 Mig-29 from Russia to add to the dozen its air force already had. Vietnam followed with an announcement that it was buying a few submarines from the same source, presumably to counter the Chinese threat. Normally, such announcements would trigger some sort of response from the Thai armed forces. This time, however, there has been no report of an immediate reaction from the Thai air force. The Thai navy, on the other hand, said it would recommend that the government purchase 3-4 submarines at the cost of some 20 billion baht each, with one billion baht to be spent immediately on an old submarine for training purposes.

After the summit meeting on climate change ended in disappointment last week, Prime Minster Abhisit Vejjajiva announced Thailand would commit itself to reducing greenhouse gases in any case. He certainly has an opportunity to set an example but if the past is any guide, this opportunity will likely be wasted again.
I judge this on the basis of repeated declarations by recent governments that they would base their economic management on the King’s Sufficiency Economy Framework (SEF), most recently by Mr. Abhisit himself at the National Defense College just before he departed for Copenhagen. So far, no substantive measures have come out that could be labeled SEF-inspired, except for some programs to support village administration activities that are often riddled with corruption. This is disappointing because economic management based on SEF not only will put Thailand on a solid path towards sustainable development but also would go a long way towards reducing greenhouse gases. And if Thailand achieves discernable results using SEF, other countries may very well follow as SEF can be universally applied, in particular its principle of moderation.
Most scientists agree that global warming results from human activities which in essence are our consumption. As consumption goes up, more fuels are burned and other activities are undertaken to support it, leading to increased emissions of greenhouse gases. Throughout history, consumption has continuously risen, due to two basic factors: the number of people and the consumption of each person. A lot of arguments may be made on whether the world population has passed the point at which it can be adequately sustained by available resources. Some scholars have convincingly shown that it has. But, sadly, some countries with declining populations are trying to reverse that trend.
Over the past week, the world has again witnessed the deep love and respect that Thais have for His Majesty King Bhumibol Adulyadej.
During the morning of December 5, tens of thousands lined the route that he traveled from Siriraj hospital to the Grand Palace; many had camped out on the footpaths the night before so that they could get a better chance of catching a glimpse of him when his motorcade passed by. Unlike in some countries, these people were not recruited by the chambers of commerce to impress their political leaders. What the Thais did came from their hearts. Seeing the King even for a second gives them so much joy that for some would last a life time.
On this occasion, it meant even more for them as His Majesty had just recovered from a long illness suffered since September. Many said that they would gladly trade their good health for his illness if that could be done. Some would do even more.
ในตอนก่อนสิ้นปี 2552 ไม่นาน รัฐบาลพม่าและรัฐบาลเวียดนามแถลงว่าจะซื้ออาวุธจำนวนมากจากรัสเซีย พม่าจะซื้อเครื่องบินขับไล่ มิก-29 เพิ่มขึ้นอีก 20 ลำซึ่งจะทำให้กองทัพอากาศพม่ามีเครื่องบินชนิดนั้นรวมกันเป็น 32 ลำ ส่วนเวียดนามจะซื้อเรือดำน้ำจำนวนหนึ่ง ตามธรรมดาการประกาศซื้ออาวุธเช่นนั้นของประเทศเพื่อนบ้านมักนำไปสู่การผลักดันของกองทัพไทยให้รัฐบาลจัดสรรเงินเพื่อซื้ออาวุธเพิ่มขึ้นทันที แต่ครั้งนี้กองทัพอากาศดูจะยังนิ่งเงียบ ส่วนกองทัพเรือเสนอว่า เมืองไทยน่าจะซื้อเรือดำน้ำสัก 3-4 ลำด้วยราคาลำละราว 20 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นควรจะใช้เงินราวหนึ่งพันล้านบาทซื้อเรือดำน้ำเก่ามาใช้ในการฝึกทันที
มีข่าวว่าสัปดาห์นี้ Paul Midler จะผ่านมาเมืองไทย ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะพบกับใครบ้างในระหว่างที่อยู่ที่นี่และจะมีสื่อนำเรื่องราวของเขามาเสนอหรือไม่ต้องรอดูไปอีกระยะหนึ่ง ผมไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่ได้อ่านหนังสือของเขาไม่นานหลังหนังสือเล่มนั้นออกจากโรงพิมพ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 หนังสือชื่อ Poorly Made in China: An Insider’s Account of the Tactics behind China’s Production Game ชื่อของหนังสือกระตุกความสนใจของผมเป็นพิเศษเพราะมันบ่งบอกถึงเบื้องหลังของการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพในเมืองจีน คงเป็นที่ทราบกันแล้วว่า การผลิตสินค้าด้อยคุณภาพดูจะเป็นข่าวคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของจีนอย่างต่อเนื่อง เราจึงได้ยินเรื่องจำพวกการใส่สารอันตรายเช่นเมลามีนลงไปในนม การผสมสารตะกั่วลงไปในสีและความละเลยด้านการตรวจตราสารเคมีอย่างถี่ถ้วนในของเด็กเล่นเป็นประจำ
บทความนี้เขียนระหว่างช่วงต่อของปี 2552 และปี 2553 เพื่อลงพิมพ์หลังวันขึ้นปีใหม่ หวังว่ายังไม่สายเกินไปที่จะส่งความปรารถนาดีและไมตรีจิตรถึงผู้อ่านในเทศกาลส่งความสุข วันนี้ขออนุญาตชี้แจงเรื่องเบื้องต้น 4 เรื่องเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันเพราะมันมีความสำคัญต่อการอ่านวิวัฒนาการด้านเศรษฐกิจและการประเมินนโยบายต่อไปในวันข้างหน้า
ณ วันนี้ผู้ที่ลงทุนซื้อทองคำเก็บไว้เมื่อหลายปีก่อนคงนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับกำไรที่ทำได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อไว้เป็นเวลากว่าห้าปี เนื่องจากไม่มีการลงทุนหรือการเก็งกำไรชนิดไหนในช่วงห้าปีที่ผ่านมาจะทำกำไรได้ถึงสามเท่าของเงินทุนเช่นการซื้อทองคำ แต่ผู้ที่เพิ่งซื้อเมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมาคงจะตกอยู่ในภาวะหายใจไม่ค่อยทั่วท้องบ้างเป็นครั้งคราว ภาวะเช่นนี้จะคงอยู่ต่อไปแม้จะมีผู้ทำนายว่าราคาทองคำจะยังเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้เพราะในเวลาเดียวกันมีผู้แย้งว่า ย้อนไปห้าปีบรรดาผู้เชี่ยวชาญก็พากันยืนยันอย่างแข็งขันว่าราคาบ้านในอเมริกาจะไม่มีทางตก เนื่องจากผมไม่มีความสามารถที่จะฟันธงลงไปว่าราคาทองคำจะวิวัฒน์ไปทางไหน ผมจะไม่เขียนถึงเรื่องราคาในอนาคต แต่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลพวงที่ทองคำทำให้เกิดขึ้น
มีผู้สังเกตว่าอายุเรายิ่งมากขึ้นเท่าไร นาฬิกาดูจะเดินไวขึ้นเท่านั้น นั่นน่าจะจริงเพราะนี่ก็ปีใหม่อีกแล้ว
ทั้งที่ผมมีความรู้สึก ว่าเพิ่งขึ้นปี 2552 มาหยกๆ หากนาฬิกาเดินไวขนาดนี้ วันที่ 21 ธันวาคม 2555 จะมาถึงเร็วเกินความคาดหมายของคนหลายพันล้านคน อะไรจะเกิดขึ้นในวันนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากไม่มีใครรู้จนยืนยันให้ผมมั่นใจได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจึงยึดเอามุมมองของเออร์วิน ลาสซโล ในหนังสือเรื่อง The Chaos Point เป็นหลักคิด (อาจอ่านบทคัดย่อภาษาไทยของ The Chaos Point ได้ในหนังสือชื่อ “กะลาภิวัตน์” และในเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com) ผมสรุปมุมมองของเขาสั้นๆ ว่า วันนั้นจะเกิดจุดพลิกผันสำคัญยิ่ง กล่าวคือ โลกจะเดินเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลายแบบกู่ไม่กลับ หากมนุษย์เรายังไม่ยับยั้งการทำลายโลกด้วยการบริโภค หรือการใช้ทรัพยากรโลก แบบไร้เหตุผล
คอลัมน์นี้อ้างถึงเหตุการณ์วันสิ้นโลก 2012 หลายครั้งรวมทั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมาด้วย ช่วงนี้พอดีผมเดินทางไปในย่านฮอลลีวูด จึงถือโอกาสไปดูภาพยนตร์เรื่องวันสิ้นโลก 2012 ซึ่งกำลังสร้างความสนใจ การไปดูที่นั่นเพิ่มบรรยากาศขึ้นมากเนื่องจากมีโอกาสคุยกับผู้อยู่ในวงการภาพยนตร์และฉากใหญ่ ๆ เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย
สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ดูภาพยนตร์ ขอเรียนว่า 2012 ซึ่งตรงกับ พ. ศ. 2555 เป็นปีที่มีผู้ทำนายว่าจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เริ่มด้วยชาวมายาซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในอเมริกากลาง ตามด้วยชาวฝรั่งเศสชื่อนอสตราดามุสซึ่งเขียนคำทำนายไว้เมื่อราว 500 ปีก่อน และพระสงฆ์ไทยชื่อฐิติลาโภ ภิกขุ ซึ่งเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เพียงไม่กี่เดือน อย่างไรก็ตามทั้งสามไม่ได้อธิบายว่าอะไรจะก่อให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จึงทำให้คาดเดากันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าลูกอุกาบาตขนาดยักษ์จะพุ่งชนโลก บ้างก็ว่าโรคร้ายจะทำให้คนตายนับพันล้านคน ส่วนภาพยนตร์เรื่องนั้นใช้การปะทุใหญ่หลวงของดวงอาทิตย์เป็นต้นเหตุที่ทำให้แกนของโลกละลาย ส่งผลให้แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดและเกิดคลื่นยักษ์ทั่วไปจนทำให้โลกประสบวันสิ้นสุด
ผู้อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูทีวีเป็นประจำอาจมีความรู้สึกว่า ปัจจุบันมีแต่เรื่องร้าย ๆ จนเกิดความสงสัยว่าโลกใบนี้ยังมีอะไรดี ๆ เหลืออยู่บ้างหรือเปล่า และคนเราจะหาความสุขได้อย่างไร ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้วเกือบจะทุกอย่างในโลกดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต ในหนังสือเรื่อง The Progress Paradox: How Life Gets Better While People Feel Worse ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2546 ผู้เขียนชื่อ Gregg Easterbrook บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร New Republic นำข้อมูลมากมายมาเสนอเพื่อจะบอกกับเราว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนดีขึ้น แต่คนจำนวนมากอาจไม่มีความรู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ดีขึ้นและไม่รู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นด้วย ตรงข้ามพวกเขาอาจรู้สึกว่ามีความสุขน้อยลง นั่นเป็นเพราะอะไร และพวกเขาควรจะทำอะไรหรืออย่างไรเพื่อให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้น ผู้เขียนมีคำตอบ
เนื่องจากความสุขกายสบายใจเป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิต เราทุกคนจึงมักกระเสือกกระสนแสวงหากันอย่างทั่วถึง ส่วนนักวิชาการก็พยายามค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยหลัก เมื่อปลายปีที่ผ่านมา การวิจัยของมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ในอังกฤษสรุปว่า หลังจากมีปัจจัยเบื้องต้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว การใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อหาสรรพสิ่งมาเพิ่มจะไม่ทำให้เกิดความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขหลังจากร่างกายมีทุกอย่างเพียงพอแล้วประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ซึ่งอาจแยกออกได้เป็น ๕ หมวดหมู่ด้วยกันคือ