bannafound

Making Globalization Work TheEssaysOfWarrenBuffett whiteline stiglitz_joseph whiteline Bad Samaritans

ทางออกสำหรับยุครัฐบาลมั่วสุมกับภาคการแสวงหากำไร

หลังฝ่ายคอมมิวนิสต์แพ้สงครามเย็นไม่นาน ชาวอเมริกันชื่อ ฟรานซิส ฟูกุยามา เขียนหนังสือชื่อ “วันสิ้นประวัติศาสตร์” (The End of History and the Last Man) ออกมาโดยสรุปว่า นับตั้งแต่นี้ไป โลกใบนี้จะมีสันติสุขจากการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย แต่หลังเวลาผ่านไป 20 ปี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าโลกใบนี้ยังไม่มีสันติสุข
ผมมองว่าโลกจะไม่มีวันเกิดสันติสุขตราบใดที่จำนวนคนยังเพิ่มขึ้นและแต่ละคนต้องการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นในขณะที่ทรัพยากรลดลงจากการถูกนำมาใช้แบบไม่บันยะบันยัง ยิ่งกว่านั้น มนุษย์เราประดิษฐ์เทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ แต่แทนที่จะใช้เทคโนโลยีเฉพาะในทางนั้น กลับใช้มันไปในทางทำลายส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน

จับความลี้ลับของทุน (2)

(๒) ความลับลี้อยู่ที่”หัว”

บทที่ ๓ ชื่อว่า The Mystery of Capital หรือ “ความลี้ลับของทุน” ดูตามชื่อแล้วบทนี้น่าจะเป็นหัวใจของหนังสือ ผู้เขียนเสนอว่าประเทศด้อยพัฒนาไม่สามารถเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนได้เพราะลืมไป หรือไม่รู้ด้วยว่า การเปลี่ยนนั้นเป็นขบวนการที่สลับซับซ้อนคล้ายการเปลี่ยนก้อนอิฐให้เป็นพลังงานโดยใช้กระบวนการระเบิดอะตอมของไอน์สไตน์ มักลืมไปด้วยซ้ำว่า “ทุน” หมายความว่าอะไร และมักสำคัญผิดคิดว่า “เงิน” คือ “ทุน” บางประเทศพิมพ์เงินออกมามากมายแต่ไม่มีทุนเพียงพอในการขยายผลิตผล เพราะเงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนและตัวแสดงค่าของสิ่งต่าง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ทุน ตัวเชื่อมระหว่างเงินกับทุนได้แก่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

จับความลี้ลับของทุน (1)

(๑) เนื้อหามาจากนอก

ความตั้งใจของรัฐบาลที่จะขจัดความยากจนของคนไทยด้วยการแปลงทรัพย์ให้เป็นทุนตามแนวคิดในหนังสือ The Mystery of Capital ของ เฮอนานโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย The Mystery of Capital คงแปลได้ว่า “ความลี้ลับของทุน”

เดอ โซโต อ้างว่าสาเหตุที่ระบบทุนนิยมใช้ได้ผลในสังคมตะวันตก แต่ไร้ผลในประเทศด้อยพัฒนา เพราะสังคมตะวันตกสามารถเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนได้ ส่วนประเทศด้อยพัฒนามองไม่เห็นว่าจะทำอย่างไร ทุนจึงมีความ “ลี้ลับ” สำหรับประเทศในกลุ่มหลัง เขาเขียนหนังสือขึ้นเพื่อไขความลี้ลับให้ประเทศเหล่านี้

ตัวชี้วัดการพัฒนาและปัญหาความยากจนกับการปฏิรูป

เมื่อไม่นานมานี้มีผลการวิจัยสองชิ้นพิมพ์ออกมา ชิ้นแรกเป็นของนักวิชาการในธนาคารโลกและมหาวิทยาลัยในเยอรมนี ชิ้นที่สองเป็นงานของโครงการในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ทั้งสองชิ้นน่าสนใจโดยเฉพาะในบริบทของเมืองไทยในยุคจะปฏิรูป จึงขอนำมาเล่าคร่าว ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดข้อคิดบางอย่างสำหรับแนวทางปฏิรูป

บิล เกตส์ กับการศึกษา

คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิล เกตส์ ออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ก่อนเรียนจบปริญญาตรี  แต่อาจไม่เป็นที่ทราบกันดีว่า เขาสนใจในด้านการศึกษาไม่ต่ำกว่าในด้านเทคโนโลยี  งานเขียนของเขาจึงมักมีเรื่องราวของการศึกษาแทรกอยู่เสมอโดยเฉพาะในหนังสือเรื่อง Business @ the Speed of Thought ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ “คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์” และเรื่อง The Road Ahead ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดพิมพ์ชื่อ “แนวคิดของนักธุรกิจนามกระเดื่อง”  นอกจากนั้น ในการกล่าวคำปราศรัยและการให้สัมภาษณ์ เขามักจะมีข้อคิดเรื่องการศึกษาเสมอ  คำปราศรัยที่มีเนื้อหาน่าสนใจยิ่งได้แก่เมื่อเขารับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน 2550 ซึ่งมีคำแปลอยู่ในเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com

วาทะของบิลล์ เกตส์ ในวันรับปริญญาเมื่ออายุเกือบ 52 ปี ตอนที่ 2

การทะลุทะลวงความสลับซับซ้อนเพื่อค้นหาทางแก้ไขมีขั้นตอนที่พอจะคาดได้อยู่สี่ขั้นด้วยกันคือ พิจารณาจุดหมาย, ค้นหากลวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด, แสวงหาเทคโนโลยีทีเหมาะสมที่สุดสำหรับกลวิธีนั้น, และในระหว่างที่แสวงหาอยู่, ก็ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วอย่างชาญฉลาด – ไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ต้องใช้ความรอบรู้ค่อนข้างสูง, เช่น ยา, หรือชนิดที่ง่ายกว่า, เช่น มุ้ง.

ขอยกการแพร่ระบาดของโรคเอดส์มาเป็นตัวอย่าง. จุดหมายกว้าง ๆ, แน่ละ, ย่อมได้แก่การกำจัดโรคนั้น. กลวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดได้แก่การป้องกัน. เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นวัคซีนที่ฉีดเพียงครั้งเดียวแล้วคุ้มครองได้ตลอดชีวิต. ดังนั้นรัฐบาล, บริษัทยา, และมูลนิธิทั้งหลายจะต้องสนับสนุนเงินแก่การวิจัยวัคซีน. แต่งานวิจัยคงใช้เวลาเกินทศวรรษ, ดังนั้นในระหว่างที่งานวิจัยกำลังดำเนินไป, เราต้องใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในมือแล้ว – และกลวิธีป้องกันที่ดีที่สุดที่เรามีในปัจจุบันได้แก่การชักจูงผู้คนให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง.

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.
sawaiboonma-footerline
Free counter and web stats