ธนาคารกับวันสิ้นโลก

คอลัมน์นี้อ้างถึงเหตุการณ์วันสิ้นโลก 2012 หลายครั้งรวมทั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมาด้วย ช่วงนี้พอดีผมเดินทางไปในย่านฮอลลีวูด จึงถือโอกาสไปดูภาพยนตร์เรื่องวันสิ้นโลก 2012 ซึ่งกำลังสร้างความสนใจ การไปดูที่นั่นเพิ่มบรรยากาศขึ้นมากเนื่องจากมีโอกาสคุยกับผู้อยู่ในวงการภาพยนตร์และฉากใหญ่ ๆ เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ดูภาพยนตร์ ขอเรียนว่า 2012 ซึ่งตรงกับ พ. ศ. 2555 เป็นปีที่มีผู้ทำนายว่าจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เริ่มด้วยชาวมายาซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในอเมริกากลาง ตามด้วยชาวฝรั่งเศสชื่อนอสตราดามุสซึ่งเขียนคำทำนายไว้เมื่อราว 500 ปีก่อน และพระสงฆ์ไทยชื่อฐิติลาโภ ภิกขุ ซึ่งเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เพียงไม่กี่เดือน อย่างไรก็ตามทั้งสามไม่ได้อธิบายว่าอะไรจะก่อให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จึงทำให้คาดเดากันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าลูกอุกาบาตขนาดยักษ์จะพุ่งชนโลก บ้างก็ว่าโรคร้ายจะทำให้คนตายนับพันล้านคน ส่วนภาพยนตร์เรื่องนั้นใช้การปะทุใหญ่หลวงของดวงอาทิตย์เป็นต้นเหตุที่ทำให้แกนของโลกละลาย ส่งผลให้แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดและเกิดคลื่นยักษ์ทั่วไปจนทำให้โลกประสบวันสิ้นสุด

นั่นเป็นมุมมองหนึ่งซึ่งคาดเดาเอาว่าภัยธรรมชาติจะเป็นต้นเหตุของวันสิ้นโลก จากมุมมองนี้ มนุษย์เราไม่มีโอกาสทำอะไรได้มากนักนอกจากจะพยายามเอาตัวรอด ในภาพยนตร์ ผู้นำของชาติมหาอำนาจสร้างเรือขนาดใหญ่ขึ้นหลายลำเพื่อนำคนและสัตว์ไปแสวงหาที่ปลอดภัยสำหรับเริ่มชีวิตใหม่ในทำนองเดียวกันกับที่โนอาห์ทำเมื่อครั้งน้ำท่วมโลกตามคัมภีร์ปฐมกาล

อีกมุมมองหนึ่งอ้างถึงกิจกรรมของมนุษย์ว่าจะเป็นต้นเหตุ มุมมองนี้มีที่มาจากหนังสือเรื่อง The Chaos Point ของชาวฮังการีชื่อ Irvin Laszlo เขามองว่ามนุษย์เรากำลังสร้างปัญหาหนักหนาสาหัส หากเราไม่หยุดยั้ง ปัญหาที่กำลังประดังกันเข้ามาจะพาโลกเดินเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลายในปี 2012 หากเราฉลาดและสามารถลดปัญหาลงได้ โลกจะพัฒนาต่อไปสู่ความยั่งยืน

ปัญหาพื้นฐานอันเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแล้วได้แก่ภาวะโลกร้อนซึ่งเกิดจากการเผาผลาญซากดึกดำบรรพ์จำพวกถ่านหินและน้ำมันปิโตรเลียม การเผาผลาญเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะจำนวนประชากรโลกและการบริโภคของแต่ละคนเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งทั้งคู่ ภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายหลายอย่างรวมทั้งภาวะฝนแล้งจัด ลมพายุขนาดยักษ์ ฝนตกหนักเกินปกติและน้ำแข็งขั้วโลกละลายยังผลให้ผืนดินตามชายฝั่งจมทะเล ทั้งที่รู้ว่าปัญหามาจากการเผาผลาญเชื้อเพลิง แต่ชาวโลกก็ยังไม่ลดการเผาผลาญนั้นอย่างจริงจัง ยิ่งกว่านั้น ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะถดถอยขนานใหญ่ ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้แก่การบริโภคเกินพอดีของชาวอเมริกันซึ่งผลักดันให้เกิดฟองสบู่เศรษฐกิจผ่านธนาคารและสถาบันการเงินที่กอบโกยกำไรไปจำนวนมหาศาลจากกิจการเป่าฟองสบู่ของผู้บริหารและพนักงานของตน เมื่อฟองสบู่แตก ผู้เสียภาษีที่ทำงานจริง ๆ ทั่วโลกกลับเป็นผู้รับกรรม

ทั้งที่รู้ว่าต้นตอของปัญหามาจากการบริโภคเกินพอดีและธนาคารกับสถาบันการเงินเป็นหัวจักรใหญ่ที่ขับเคลื่อนให้ปัญหาหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น แต่รัฐบาลก็ยังพากันกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวเช่นเดิมอีก เป็นที่ทราบกันดีว่าวิธีกระตุ้นสำคัญได้แก่การลดดอกเบี้ยและอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจของธนาคารและสถาบันการเงิน การขยายตัวของเศรษฐกิจต่อไปย่อมหมายถึงการเพิ่มการบริโภคถึงแม้ในบางส่วนของโลกการบริโภคจะสูงถึงขั้นสุดโต่ง หรือไร้เหตุผลแล้วก็ตาม การบริโภคแบบนี้จะมีผลทำให้โลกเดินเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลายได้ในสองแนวคือ

(1) ทำลายธรรมชาติจนขาดสมดุลอย่างร้ายแรงซึ่งเริ่มแสดงอาการออกมาในรูปของปัญหาโลกร้อนแล้ว และ

(2) เกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติระหว่างมหาอำนาจซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์ สงครามชนิดนี้มีโอกาสเกิดขึ้นเพราะมหาอำนาจขนาดยักษ์เช่นสหรัฐ จีนและอินเดียล้วนพยายามออกไปจับจองทรัพยากรของโลกเพื่อนำมาให้ประชาชนของตนบริโภคเพิ่มขึ้น การสิ้นโลกจากมุมมองนี้มีธนาคารและสถาบันการเงินเป็นหัวจักรสำคัญแต่ยังไม่เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางเช่นมุมมองแรก

ณ วันนี้น่าจะมีมุมมองของการสิ้นโลกอีกมุมมองหนึ่งซึ่งผมได้จากการอ่านนวนิยายเรื่อง The Unit ในระหว่างเดินทางไปในย่านฮอลลีวูดพอดี นวนิยายเรื่องนี้แปลมาจากงานของนักประพันธ์ชาวสวีเดนชื่อ Ninni Holmqvist แก่นของเรื่องเกิดที่ The Unit อันเป็นธนาคารอวัยวะมนุษย์ ธนาคารนี้เป็นสถานที่รวมของหญิงชายที่สังคมเห็นว่าไม่น่าจะทำประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจให้แก่สังคมได้อีก นั่นคือ หญิงที่อายุ 50 ปีขึ้นไปและชายที่อายุ 60 ปีแล้วซึ่งต่างก็ไม่มีลูกและยึดอาชีพที่สังคมเห็นว่าไม่มีประโยชน์ เช่น ศิลปินและนักเขียน คนเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมจากพนักงานของธนาคารอวัยวะตามเงื่อนไขสองข้อคือ

(1) ยอมเป็นหนูทดลองยาใหม่ทั้งยาสำหรับร่างกายและยาทางด้านจิตวิทยาซึ่งทางธนาคารฯ ต้องการทดลอง และ

(2) สละอวัยวะของตนเมื่อสังคมต้องการนำไปใส่ให้แก่ผู้ที่สังคมเห็นว่ายังมีประโยชน์ การสละอวัยวะอาจจะเริ่มด้วยไตและกระดูกอ่อนในหูซึ่งผู้สละจะไม่เสียชีวิต แต่วันหนึ่งก็จะถึงปอดและหัวใจอันเป็นการสละครั้งสุดท้ายของผู้ที่อยู่ในธนาคารฯ

แน่ละ นวนิยายย่อมมีนางเอกกับพระเอกซึ่งพบกันในธนาคารอวัยวะ แม้ผู้เขียนจะผูกปมความรักและดำเนินเรื่องได้อย่างเร้าใจ แต่สำหรับผมเรื่องจะจบลงอย่างไรแทบไม่มีความหมายแม้แต่น้อยนิด ทั้งนี้เพราะแนวคิดพื้นฐานกระตุ้นให้เกิดการมองต่อไปว่า ถ้ามนุษย์เรากลายเป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจโดยไม่คิดถึงมิติอื่นของความเป็นมนุษย์นอกจากอรรถประโยชน์เสียแล้ว โลกใบนี้ย่อมไม่มีความเป็นโลกดังที่เรารู้จักกันอยู่อีกต่อไป นั่นย่อมหมายถึงการสิ้นโลกจากอีกมุมมองหนึ่งซึ่งน่าจะโหดร้ายไม่น้อยว่าถ้ามันสิ้นสุดลงในแนวของสองมุมมองแรก

……….

บทความโดย ดร.ไสว บุญมา ตีพิมพ์ในคอลัมน์บ้านเขาเมืองเรา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2552

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Tuesday, December 15th, 2009 and is filed under เศรษฐกิจ. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “ธนาคารกับวันสิ้นโลก”

  1. ลิลิต on January 12th, 2010 at 7:38 pm

    มองดูแล้วโลกพัฒนาไปทั้งด้านบวกและลบ เพียงแต่คนในสังคมทั้งถูกกระตุ้นถูกสั่งสอนให้ถูกครอบงำว่ามีเงินมากความสุขมาก ความสำเร็จของชีวิตคือการที่มีวัตถุในครอบครองมากกว่าผู้อื่น ซ้ำร้ายยังเชิดชูคนมากวัตถุว่าเป็นคนดี พื้นฐานแท้จริง(ซึ่งอยากจะเรียกว่า) “จิตสำนึก” ที่ใช้ตัดสินความดีความชั่วนั้นถูกปิดกั้นแทบจะถาวร โลกในด้านลบจึงสามารถโน้มนำสังคมให้เข้าสู่ภาวะเช่นในปัจจุบัน

  2. ไสว บุญมา on January 16th, 2010 at 11:37 am

    ขอบคุณครับคุณลิลิต

    ผมพยายามชักชวนสำนักพิมพ์ให้แปลเรื่องนี้ออกมาเป็นภาษาไทย จะได้ผลหรือไม่ต้องรอดูไปอีกระยะหนึ่งครับ

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.