ฟังโจเซฟ สติกลิตซ์ อย่างไรจะได้ยิน ?

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมืองไทยได้ต้อนรับ ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ อีกครั้ง  เป็นที่ทราบกันดีว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ดร. สติกลิตซ์มาเมืองไทยและกล่าวปาฐกกาในโอกาสที่มาด้วย  แต่ยังเป็นที่สงสัยว่าคนไทย “ได้ยิน” สิ่งที่ ดร. สติกลิตซ์ พูดหรือยังเพราะคนไทยมักฟังอะไรไม่ค่อยได้ยิน  ยิ่งในภาวะที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวายจากความชั่วร้ายของนักการเมืองเช่นในปัจจุบันนี้ ผู้ที่จะเงี่ยหูฟังคงมีน้อย  แต่สิ่งที่ ดร. สติกลิตซ์พูดไม่ใช่ของใหม่เนื่องจากเขาพูดแล้วหลายครั้งและอาจหาอ่านได้ในหนังสือ 2 เล่มชื่อ Globalization and Its Discontents และ Making Globalization Work

ต้นแค เสาเข็ม (1)

อะไรคือความพัฒนา ?
อะไรเป็นความเจริญ ?
อะไรเป็นเครื่องวัดว่าประเทศนั้นประเทศนี้พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว ?
ประเทศนั้นพัฒนากว่าประเทศนี้ เจริญกว่าประเทศนี้ ?
อะไรทำให้ประเทศนั้นพัฒนาหรือเจริญกว่าประเทศนี้ ?

ต้นแค เสาเข็ม (2)

ข้อสังเกตของผมวัดเป็นตัวเลขไม่ได้จึงยากแก่การพิสูจน์ให้เห็นอย่างแน่ชัดว่าใกล้ความเป็นจริงแค่ไหน ในปัจจุบันนี้ ไม่เฉพาะผมเท่านั้นที่สนใจเรื่องในทำนองนี้ มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สนใจอย่างจริงจังและได้ตั้งสถาบันขึ้นเพื่อศึกษาเรื่องการฉ้อโกงในประเทศทั่วโลกขึ้นที่ประเทศเยอรมัน สถาบันนี้มีชื่อว่า Transparency International ถ้าจะแปลเป็นภาษาไทยอาจเป็น สถาบันวิจัยความโปร่งใสระหว่างประเทศ หรืออะไรทำนองนั้น งานหลักชิ้นหนึ่ง

บัญญัติ 10 ประการของวอร์เรน บัฟเฟตต์

ในการจัดอันดับมหาเศรษฐีเมื่อปีที่แล้ว นิตยสารฟอรบส์เลื่อน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ขึ้นมาเป็นหมายเลข 1 แทน บิล เกตส์ ซึ่งรั้งตำแหน่งนั้นอยู่ 13 ปี มหาเศรษฐีในยุคนี้มักอาศัยพลังของคลื่นเทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความร่ำรวยเช่นเดียวกับบิล เกตส์ หรือไม่ก็ใช้การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินเช่นเดียวกับจอร์จ โซรอส แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ อายุ 78 ปีแล้วและเริ่มก่อร่างสร้างตัวมาก่อนเทคโนโลยีดิจิทัลจะเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดคลื่นลูกที่ 3 (คลื่นลูกที่ 1 เกิดหลังการค้นพบวิธีปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เมื่อราว 10,000 ปีก่อนซึ่งนำไปสู่ยุคเกษตรกรรม คลื่นลูกที่ 2 เกิดหลังการค้นพบเครื่องจักรกลเมื่อราว 300 ปีที่แล้วซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม) นอกจากนั้นเขายังต่อต้านการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินแบบจอร์จ โซรอสอีกด้วย

Making Globalization Work – ทำโลกาภิวัตน์ให้เป็นโอกาสทอง (1)

วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทำให้ “ไอเอ็มเอฟ” (IMF) ซึ่งเป็นตัวย่อของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ถูกวิจารณ์จนเกิดความประทับใจในหมู่คนไทยอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรก เฉกเช่นที่เกิดขึ้นทั่วโลก การวิจารณ์และความประทับใจเป็นไปในทางลบสูง ในบรรดาคำวิจารณ์ทั้งหลายคงไม่มีของใครนำไปสู่การโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนเท่ากับของศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล การวิจารณ์ของเขามีอยู่ในหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents ซึ่งพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2545 หนังสือเล่มนั้นมีข้อเสนอมากมายโดยใช้การวิเคราะห์ผลกระทบของโลกาภิวัต์เป็นหลัก เมื่อปี 2549 ผู้เขียนพิมพ์หนังสือตามออกมาซึ่งขายได้กว่า 2 ล้านเล่มแล้วชื่อ Making Globalization Work หนังสือขนาด 350 หน้าเล่มนี้มีบทวิเคราะห์ ข้อคิดและข้อเสนอเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในด้านการใช้กระบวนการโลกาภิวัตน์เพื่อปรับปรุงระบบการเงิน การค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจของสังคมโลก
ผู้เขียนแยกการนำเสนอออกเป็น 10 บท เริ่มด้วยการบอกว่า เขาจะจำกัดเนื้อหาของหนังสือให้อยู่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ทั้งที่เขาตระหนักดีว่าโลกาภิวัตน์มีส่วนประกอบอีกมาก เช่น การแพร่กระจายความรู้และความคิด การรวมหลอมวัฒนธรรม การเกิดประชาคมโลกและความเคลื่อนไหวในด้านสิ่งแวดล้อม เขาเชื่อว่าโลกาภิวัตน์มีพลังสูงพอที่จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลทั้งแก่ประเทศก้าวหน้าและแก่ประเทศล้าหลัง แต่ในปัจจุบันมันยังไม่เกิดขึ้นมิใช่เพราะความบกพร่องของตัวโลกาภิวัตน์เอง [...]

Making Globalization Work – ทำโลกาภิวัตน์ให้เป็นโอกาสทอง (2-จบ)

บทที่ 7 พูดถึงเรื่องบริษัทข้ามชาติ ผู้เขียนยอมรับว่าเขาเห็นด้วยในหลาย ๆ กรณีกับฝ่ายที่กล่าวหาว่าบริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบแก่กระบวนโลกาภิวัตน์ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มองว่าบริษัทไม่ได้สร้างเฉพาะปัญหาอย่างเดียว หากยังสร้างคุณประโยชน์มหาศาลด้วยเพราะบริษัทเหล่านั้นเป็นตัวจักรสำคัญในการก่อให้เกิดกระบวนโลกาภิวัตน์และนำผลดีของมันไปสู่ประเทศล้าหลัง ฉะนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะชักจูงให้บริษัทสร้างประโยชน์เพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กับลดผลกระทบในทางลบลงให้เหลือน้อยที่สุด เขามีข้อเสนอ 5 ข้อด้วยกัน
ข้อแรกเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวทั้งภายในและภายนอกบริษัทที่จะให้บริษัทรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น บริษัทจำนวนมากตระหนักดีว่า การกระทำที่บ่งถึงการมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงนำไปสู่การสร้างกำไรได้มากขึ้นพร้อมกับทำให้พนักงานมีความพอใจมากขึ้น อย่างไรก็ตามการแข่งขันอันเข้มข้นยังกดดันให้บริษัทพยายามลดต้นทุนลงอยู่ตลอดเวลา ทางหนึ่งคือการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ปล่อยของเสียออกไปในสิ่งแวดล้อม ร้ายยิ่งกว่านั้นแทนที่จะพยายามทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างจริงจัง บางบริษัทกลับจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์ให้สร้างภาพปิดตาประชาชน ด้วยเหตุเหล่านี้ผู้เขียนจึงมองว่าจะรอให้บริษัทยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยความสมัครใจย่อมไม่ได้ผลเร็วเท่าที่ควร ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องออกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น การปรับเปลี่ยนกฎหมายแรงงานและระบบการทำบัญชี
ข้อสองเกี่ยวกับการจำกัดอำนาจของบริษัท ในการแสวงหากำไร บริษัทมักใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อพยายามสร้างการผูกขาดในตลาดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฮุบหรือการร่วมมือกับคู่แข่งขัน ก่อนที่กระบวนโลกาภิวัตน์จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รัฐบาลสามารถจำกัดพฤติกรรมจำพวกนั้นได้ด้วยกฎหมายควบคุมการต่อต้านการแข่งขันภายในประเทศ หลังจากกระบวนการโลกาภิวัตน์เกิดขึ้น กิจการของบริษัทได้ขยายข้ามพรมแดนออกไปทั่วโลก บริษัทขนาดใหญ่พยายามหาทางเพิ่มความสามารถในการผูกขาดตลาดโลก แต่สังคมโลกไม่มีสถาบันที่มีอำนาจในการจำกัดการกระทำเช่นนั้นได้ยังผลให้บริษัทมีอำนาจผูกขาดสูงมาก เช่น ไมโครซอฟท์ [...]

Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (1)

๑. คำมั่นสัญญาของสถาบันโลก

ปลายสัปดาห์นี้ (ปลายกันยายน ๒๕๔๕) จะมีการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกในกรุงวอชิงตัน ตามธรรมดาการประชุมเป็นไปอย่างเงียบๆ ไม่มีอะไรกระโตกกระตากให้พาดหัวข่าว แต่ปีนี้จะเหมือนเมื่อปีที่แล้ว จะเป็นข่าวใหญ่ที่แพร่ไปทั่วโลกเพราะองค์กรเอกจำนวนมากวางแผนก่อการประท้วงอย่างกว้างขวาง อาจปะทะกับผู้รักษากฎหมายจนถึงกับเลือดตกยากออกดังที่เคยเป็นมาแล้วก็ได้
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นในเมื่อเรามักได้ยินเสมอว่า สองสถาบันนี้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ ?
ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ นำประเด็นนี้มาตีแผ่เป็นบทแรกของหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents ในหัวข้อ “The Promise of Global Institutions” ซึ่งคงแปลได้ว่า คำมั่นสัญญาของสถาบันโลก ก่อนเล่าเกี่ยวกับบทนี้ ขอกระซิบว่า ถ้าวิชาเศรษฐศาสตร์ทำให้ท่านง่วงนอนละก็บทนี้จะทำให้ท่านหลับก่อนอ่านจบแน่เพราะ ดร. สติกลิตซ์ เขียนยาวพรืดไป ๑๙ หน้ากระดาษโดยปราศจากการแบ่งขั้นตอน ทำให้อ่านแล้วทั้งง่วงนอนและสับสนมาก ฉะนั้นถ้าท่านจะลองไปอ่านต้นฉบับควรเตรียมตัวเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ (แต่คงไม่ถึงกับต้องรับประทานยาบ้า)
ดร. สติกลิตซ์ กล่าวว่าการประท้วงนี้เป็นยุทธวิธีของสงครามต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ เป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องมาจากการประท้วงครั้งใหญ่ในระหว่างการประชุมขององค์การค้าโลกเมื่อปี ๒๕๔๒ รากเหง้าของการประท้วงจริง ๆ เกิดมานานแล้วแต่ไม่ค่อยได้ถูกนำมาพาดหัวข่าว เพราะมันเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาที่ไปขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟและถูกไอเอ็มเอฟสั่งดำเนินมาตรการอันมีผลกระทบร้ายแรงต่อคนจน การประท้วงในประเทศด้อยพัฒนาวิวัฒน์มาเป็นสงครามต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ [...]

Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (2)

๒. ผิดสัญญา
หลังจากชวนผู้อ่านหลับด้วยการนำเสนอบทแรกยาวพรืดถึง ๑๙ หน้า ดร. สติกลิตซ์ ดูจะเปลี่ยนวิธีเขียนบทที่ ๒ เล็กน้อยคือ หลังจากนำเข้าสู่เนื้อหาใน ๓ หน้าแรกแล้วก็เริ่มแยกหัวข้อย่อย แต่หลังจากนั้นก็เขียนไปกว่า ๒๖ หน้าจนจบบทโดยไม่แบ่งหัวข้ออีกเลย ! ถึงอย่างไรก็ตามบทที่ ๒ ซึ่งชื่อว่า Broken Promises หรือ ผิดสัญญา ไม่ทำให้ง่วงเท่าบทแรกเพราะมีตัวอย่างจริงๆ ประกอบเกือบตลอด

Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (3)

๓. เลือกทางได้อย่างเสรี ?
หลังจากวางยานอนหลับผู้อ่านด้วยการเขียนแบบยาวพรืดมาสองบท ดร. สติกลิตซ์ แบ่งบทที่ ๓ ซึ่งชื่อว่า Freedom to Choose ? (คงแปลตรงๆ ได้ว่า เลือกทางได้อย่างเสรี ?) ออกเป็น ๖ ตอนเพื่อพูดถึงการขายรัฐวิสาหกิจ (Privatization) การลดการควบคุมของรัฐ (Liberalization) การลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investment) การจัดลำดับและจังหวะของนโยบาย (Sequencing and Pacing) เศรษฐศาสตร์แนวน้ำซึม (Trickle-Down Economics) และการรอบรู้ถึงสิ่งสำคัญและยุทธการต่างๆ (Priorities and Strategies)

Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (4)

๔. วิกฤติในตะวันออกไกลและนโยบายของไอเอ็มเอฟ
ในบทที่ ๔ ดร. สติกลิตซ์ พูดถึงวิกฤติเศรษฐกิจในภาคพื้นตะวันออกไกลซึ่งไทยเป็นดารานำแสดงในฐานะที่เป็นผู้จุดชนวนวิกฤติด้วยการลดค่าเงินบาทเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ ความร้ายแรงและการลุกลามอย่างกว้างขวางของวิกฤติครั้งนั้นสร้างความแปลกใจไม่น้อยให้กับสถาบันทั่วโลก ทั้งนี้เพราะเอเซียตะวันออกเป็นภาคพื้นที่ได้รับความสำเร็จในการพัฒนาต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานอย่างไม่เคยมีมาก่อนในโลก จนนักพัฒนาอ้างว่ามันเป็นความมหัศจรรย์

sawiboonma-twitter white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๙ การมอบหนังสือ ๓ เล่มให้กัลยาณมิตร

ผมเอ่ยถึงในโอกาสต่าง ๆ ว่าในช่วงนี้ผมมีหนังสือ ๓ เล่มที่จะมอบให้กัลยาณมิตร... >> อ่านต่อที่นี่

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation whiteline

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น

เรื่องล่าสุด

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.