ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข

เนื่องจากความสุขกายสบายใจเป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิต เราทุกคนจึงมักกระเสือกกระสนแสวงหากันอย่างทั่วถึง  ส่วนนักวิชาการก็พยายามค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยหลัก  เมื่อปลายปีที่ผ่านมา การวิจัยของมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ในอังกฤษสรุปว่า หลังจากมีปัจจัยเบื้องต้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว การใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อหาสรรพสิ่งมาเพิ่มจะไม่ทำให้เกิดความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย  ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขหลังจากร่างกายมีทุกอย่างเพียงพอแล้วประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ซึ่งอาจแยกออกได้เป็น ๕ หมวดหมู่ด้วยกันคือ

เป็นเงาะป่าช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผมเขียนเรื่องนี้สำหรับน้อง ๆ ที่อ่านนิตยสารครอบครัวพอเพียงนานแล้ว ขอนำมาเล่าต่อเพราะเห็นว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อม ๆ กับพิจารณาหางานอดิเรก
ผู้เคยอ่านวรรณกรรมเรื่องสังข์ทองย่อมจำได้ว่า ก่อนถอดรูปออกมาเป็นชายร่างงาม สังข์ทองซ่อนอยู่ในร่างของเงาะป่า เมื่อรจนาเลือกเงาะป่าเป็นคู่ครอง ทั้งสองถูกขับไล่ออกไปอยู่ปลายนา เงาะป่าปลูกเผือกปลูกมันเป็นอาหารเลี้ยงชีวิต ย้อนไปในสมัยที่สิ่งแวดล้อมของโลกยังไม่ตกอยู่ในภาวะทรุดโทรมเช่นในปัจจุบัน การรับประทานเผือกและมันไม่มีนัยสำคัญทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก มาถึงยุคนี้ สภาพแวดล้อมมีปัญหา การรับประทานเผือกและมันแทนการรับประทานข้าวเสียบ้างจะเป็นทางช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งได้ธาตุอาหารเพิ่มขึ้นด้วย
เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ?
คำตอบคือ ข้าวใช้น้ำและพลังงานมากกว่าเผือกและมัน คงเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่า การปลูกข้าวต้องใช้น้ำมากเนื่องจากต้นข้าวขึ้นในนา ส่วนเผือกและมัน ไม่ว่าจะเป็นมันเทศ มันสำปะหลัง มันฝรั่งหรือมันเสา ล้วนขึ้นบนบก การศึกษาพบว่าการปลูกข้าวต้องใช้น้ำราว ๔ เท่าของการปลูกพืชจำพวกเผือกและมัน ฉะนั้น การรับประทานเผือกและมันแทนข้าวจะลดการใช้น้ำได้มาก นอกจากนั้น ข้าวยังใช้พลังงานมากกว่าเผือกและมันเนื่องจากเรานำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวจากทุ่งนามาหุงต้มทันทีไม่ได้ เราต้องสีและซ้อมเสียก่อนซึ่งต้องใช้พลังงาน ยิ่งถ้าเราต้องการนำข้าวไปทำเป็นแป้ง เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวและเป็นเส้นขนมจีนด้วยแล้ว เราต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกหลายทอด ส่วนเผือกกับมันนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวได้ เรานำมาต้มมานึ่งได้ทันที เราจึงใช้พลังงานเพียงครั้งเดียว การใช้พลังงานเผาผลาญเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน
เนื่องจากความตระหนักทั้งในด้านคุณค่าของอาหารและในด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม [...]

สามเหลี่ยมที่มีค่ากว่าทองคำ

เหตุการณ์สะเทือนใจในอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกี่ยวกับทหารยิงเพื่อนทหารตายไปกว่าหนึ่งโหลและผู้ตกงานในย่านเมืองออลานโดยิงผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ถึงชีวิตและบาดเจ็บหลายคนคงนำไปสู่การวิจารณ์อเมริกาว่า นั่นคือความเสื่อมของทุนนิยมสามานย์  ฐานของความเป็นจริงจะสนับสนุนข้อสรุปเช่นนั้นหรือไม่ยังไม่เป็นที่ประจักษ์  จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับชาวอเมริกันมากว่า 40 ปี ผมมีความประทับใจว่า อเมริกากำลังวิวัฒน์ไปในแนวน่าวิตกเนื่องจากทุกคนถูกกระตุ้นให้บริโภคเพิ่มขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุด  ฉะนั้น แม้ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยจะบริโภคคนละหลายเท่าของชาวโลกแล้ว แต่ก็ยังต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น  ส่วนรัฐบาลก็ดำเนินนโยบายให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนก่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นและความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยเพิ่มขึ้นทุกวัน  ในขณะเดียวกันก็ออกไปรุกรานชาวโลกเพื่อช่วงชิงทรัพยากรด้วยการทำสงครามแบบยืดเยื้อซึ่งเมื่อรวมเข้ากับการแข่งขันภายในสร้างความกดดันให้ชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นจนในบางครั้งประทุออกมาในรูปของการฆ่าแกงกันดังที่เป็นข่าว

Indifference Will Ensure that Thailand Continue to Wallow in Social and Political Morass

For the first time in Thai history, there is a widespread popular movement for change.  Two groups, distinguished by the yellow and red shirts they wear, are the largest and most potent.  Both claim to be fighting evils which they say are the root cause of social and political problems facing Thailand.  The yellow shirts [...]

ถึงเวลาล้างบาปของความดูดายด้วยวิธีขายตรง

ผมไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านศาสนา  แต่ผมมองว่าปัญหาของสังคมไทยในขณะนี้มีที่มาหลักจากบาปสั่งสมที่สมาชิกของสังคมร่วมกันก่อ  บ่อเกิดของบาปได้แก่การกระทำผิดกฎเกณฑ์ของสังคม จรรยาบรรณและศีลธรรม บวกกับความดูดาย  บาปจากการกระทำผิดดังกล่าวนั้นคงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้ว  ส่วนบาปจากความดูดายอาจยังไม่มีผู้เคยได้ยินมาก่อน  บาปจะล้างได้หรือไม่ยังถกเถียงกันไม่จบ  บางคนบอกว่าล้างไม่ได้  บางคนบอกว่าล้างได้  ส่วนจะล้างอย่างไรเป็นอีกประเด็นหนึ่ง  วันนี้ผมจะเสนอการล้างบาปของสังคมไทยโดยใช้วิธีขายตรงซึ่งกำลังนิยมทำกันอย่างแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน  ก่อนพูดถึงเรื่องนั้นขอปูฐานการมองการกระทำผิดและบาปของผมสักเล็กน้อย

Mountains Beyond Mountains – สองมือที่สร้างโลก ตอนที่ 2 (จบ)

(3)
ในปี 2533 บาทหลวงแจ็ค รุสสิน เพื่อนสนิทคนหนึ่งของหมอฟาร์เมอร์ได้เดินทางไปยังย่านคาราเบย์โย อันเป็นสลัมแห่งหนึ่งในเมืองลิมา ประเทศเปรู หลังจากไปปักหลักที่นั่นไม่นาน เขาก็ชักชวนหมอฟาร์เมอร์และจิม ยอง คิม ให้ขยายบริการของ PIH ไปยังเมืองนั้นเพราะเขาเห็นว่าประชาชนในสลัมแห่งนี้มีปัญหาทางด้านสุขภาพมากมาย ลิมาก็เหมือนเมืองแออัดอื่น ๆ ในโลกที่ประชาชนมักมีปัญหาวัณโรค องค์การอนามัยโลกจึงได้ตั้งโครงการควบคุมวัณโรคขึ้น จิมและหมอฟาร์มเมอร์จึงคิดว่าวัณโรคน่าจะเป็นปัญหาสุขภาพเพียงเรื่องเดียวที่พวกเขาไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว แต่ในเดือนพฤษภาคมปี 2538 บาทหลวงรุสสินกลับป่วยด้วยวัณโรคจนต้องบินกลับไปบอสตัน แม้ว่าแพทย์จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ แต่เขาก็เสียชีวิตลงในเวลาไม่นาน ผลการเพาะเชื้อจากเสมหะพบว่าเขาเป็นวัณโรคชนิดเชื้อดื้อยาทั้ง 4 ตัว หมอฟาร์เมอร์จึงเกิดความกังขากับโครงการวัณโรคของลิมาที่องค์การอนามัยโลกดูแลอยู่ เขาและคณะจึงสืบค้นสาเหตุและพบว่า ในโครงการนี้มีผู้ป่วยด้วยเชื้อดื้อยาทั้ง 4 ชนิดเป็นจำนวนมาก แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ยังคงได้รับการรักษาด้วยยาชนิดเดิมต่อไปอีกจนครบโดยมิได้มีการเปลี่ยนยาหรือเพิ่มยาใด ๆ ให้ นั่นหมายความว่า ไม่เพียงผู้ป่วยเหล่านี้จะมิได้หายจากการเป็นวัณโรคแล้ว พวกเขายังกลายเป็นกลุ่มคนที่แพร่เชื้อวัณโรคดื้อยาเข้าสู่ชุมชนอีกด้วย

Mountains Beyond Mountains – สองมือที่สร้างโลก ตอนที่ 1

(1)
ผู้ที่ดูหนังโฆษณาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเรื่องการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นคือชีวิตที่มีคุณค่าและมีความสุขอาจรู้สึกซาบซึ้งระคนสงสัยว่า มีคนปฏิบัติตนตามแนวคิดนี้ในชีวิตจริงด้วยหรือ พวกเขาเป็นคนเช่นไรกันแน่และแตกต่างจากคนทั่ว ๆ ไปหรือไม่ คำถามนี้มีคำตอบอยู่ใน Mountains Beyond Mountains: The Quest of Dr. Paul Farmer, A Man Who Would Cure the World หนังสือขนาด 322 หน้าเขียนโดย Tracy Kidder นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2546 ซึ่งนำเสนอชีวิตของนายแพทย์พอล ฟาร์เมอร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน นอกจากเรื่องราวของนายแพทย์คนนั้นแล้ว เนื้อหาของหนังสือยังบอกเล่าถึงความสำเร็จและความสุขที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตตามปรัชญาในแนวนั้นอีกด้วย

การมองโลกในแง่ดีแม้ปี 2555 จะมาถึงก่อนกำหนด

ในภาวะที่หลายสิ่งหลายอย่างดูจะประดังกันเข้ามา มีผู้ถามผมเกี่ยวกับปี 2555 อยู่ไม่ขาด  สำหรับผู้ที่อาจหลงลืมไป ขอทบทวนว่า พ. ศ. 2555 เป็นปีที่โหรและปราชญ์ทำนายว่าจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ชนิดที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน  ผู้ทำนายได้แก่ชาวมายาซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในอเมริกากลาง ชาวฝรั่งเศสชื่อนอสตราดามุส และล่าสุดเป็นภิกษุไทยชื่อฐิติลาโภ ภิกขุ ซึ่งกรุงเทพธุรกิจนำเรื่องราวมาเล่าไว้ในฉบับประจำวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา  คำทำนายทั้งสามนั้นไม่มีการอธิบายว่าอะไรจะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จึงทำให้เดากันไปต่าง ๆ นานา เช่น ลูกอุกาบาตรขนาดใหญ่อาจพุ่งชนโลก และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะก่อให้เกิดโรคระบาดชนิดใหม่ซึ่งจะทำให้ประชากรโลกล้มตายกันนับพันล้านคน  นอกจากนั้นยังมีการวิเคราะห์ของปราชญ์ชาวฮังการีชื่อเออร์วิน ลาสซโลซึ่งสรุปว่า ปัญหาต่าง ๆ กำลังประดังกันเข้ามาและเมื่อถึงปี 2555 โลกจะเดินเข้าทางแห่งความล่มสลายแบบกู่ไม่กลับหากเรารับมือกับปัญหาเหล่านั้นไม่ได้  แต่หากเราแก้ปัญหาได้ โลกจะพัฒนาต่อไปสู่ความยั่งยืน

บทเรียนจากการเปลี่ยนระบบคอมมิวนิสต์เป็นตลาดเสรี

ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบลผ่านมาเมืองไทยเมื่อปลายเดือนสิงหาคม  เรื่องราวและข้อคิดของเขาได้รับการเผยแพร่  แต่ไม่มีใครพูดถึงประเด็นหนึ่งซึ่งคล้ายการเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยที่ให้บทเรียนสำคัญ  ประเด็นนั้นมาจากประสบการณ์ที่เขาเล่าไว้ในหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents และ Making Globalization Work ซึ่ง ประชาชาติธุรกิจ เคยนำบทคัดย่อมาเสนอและในปัจจุบันอาจดึงออกมาอ่านได้จากเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com
ย้อนไปในยุคอุตสาหกรรม โลกเห็นการเปลี่ยนระบบตลาดเสรีให้เป็นคอมมิวนิสต์ เช่น ในรัสเซียหลังปี ๒๔๖๐ และในเมืองจีนเมื่อปี ๒๔๙๒  เมื่อโลกเดินเข้ายุคสารสนเทศและสงครามเย็นสิ้นสุดลงในปี ๒๕๓๒ ดินแดนของผู้แพ้สงครามนั้นถูกเปลี่ยนจากระบบคอมมิวนิสต์ให้เป็นระบบตลาดเสรี  เนื่องจากการเปลี่ยนเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โลกจึงขาดประสบการณ์ยังผลให้ผู้เชี่ยวชาญแตกออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายแรกคิดว่าควรปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะเห็นว่าประเทศคอมมิวนิสต์ขาดกฎเกณฑ์และสถาบันเบื้องต้นของระบบตลาดเสรี เช่น กฎเกณฑ์ของการแข่งขัน ข้อปฏิบัติของสถาบันการเงินและกฎหมายล้มละลาย  ยิ่งกว่านั้นชาวรัสเซียซึ่งถูกปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์มา ๗๒ ปี ไม่เคยต้องตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองเลย ได้แต่รอฟังคำสั่งจากรัฐบาล  พวกเขาต้องใช้เวลานานในการเรียนรู้และตัดสินใจทำอะไร ๆ ด้วยตัวเอง  ฝ่ายที่สองต้องการให้เปลี่ยนทุกอย่างทันที  ฝ่ายนี้มีกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่และมีไอเอ็มเอฟเป็นลิ่วล้อจึงเป็นฝ่ายชนะ

sawiboonma-twitter white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๙ การมอบหนังสือ ๓ เล่มให้กัลยาณมิตร

ผมเอ่ยถึงในโอกาสต่าง ๆ ว่าในช่วงนี้ผมมีหนังสือ ๓ เล่มที่จะมอบให้กัลยาณมิตร... >> อ่านต่อที่นี่

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation whiteline

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น

เรื่องล่าสุด

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.