The Age of Moral Deficit

The economic crisis of the past 2 years has cost millions of people in various lines of work their jobs. Writers and reporters on economic affairs, however, are among the exceptions, as they have a lot more work to do and have produced so many books and reports that it is hard to keep [...]

โจเซฟ สติกลิตซ์ กับวิกฤติเศรษฐกิจและสังคม

หลังจากถดถอยมาเป็นเวลากว่าสองปี เศรษฐกิจโลกมีทีท่าว่าจะฟื้นคืนชีพกลับมาอย่างมั่นคงแล้ว ในช่วงที่ภาคต่างๆ กำลังถดถอยอยู่นั้น ภาคหนึ่งซึ่งขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การเขียนหนังสือวิจารณ์ปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤติและการแก้ไข ในช่วงเวลาเพียงสองปีมีหนังสือพิมพ์ออกมาในอเมริกาไม่ต่ำกว่า 34 เล่ม ในจำนวนนี้ เล่มที่วิจารณ์ตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างกว้างขวางที่สุด ได้แก่ Freefall : America, Free Markets, and the Sinking of the World Economy โดย ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์

บทเรียนจากการเปลี่ยนระบบคอมมิวนิสต์เป็นตลาดเสรี

ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบลผ่านมาเมืองไทยเมื่อปลายเดือนสิงหาคม  เรื่องราวและข้อคิดของเขาได้รับการเผยแพร่  แต่ไม่มีใครพูดถึงประเด็นหนึ่งซึ่งคล้ายการเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยที่ให้บทเรียนสำคัญ  ประเด็นนั้นมาจากประสบการณ์ที่เขาเล่าไว้ในหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents และ Making Globalization Work ซึ่ง ประชาชาติธุรกิจ เคยนำบทคัดย่อมาเสนอและในปัจจุบันอาจดึงออกมาอ่านได้จากเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com
ย้อนไปในยุคอุตสาหกรรม โลกเห็นการเปลี่ยนระบบตลาดเสรีให้เป็นคอมมิวนิสต์ เช่น ในรัสเซียหลังปี ๒๔๖๐ และในเมืองจีนเมื่อปี ๒๔๙๒  เมื่อโลกเดินเข้ายุคสารสนเทศและสงครามเย็นสิ้นสุดลงในปี ๒๕๓๒ ดินแดนของผู้แพ้สงครามนั้นถูกเปลี่ยนจากระบบคอมมิวนิสต์ให้เป็นระบบตลาดเสรี  เนื่องจากการเปลี่ยนเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โลกจึงขาดประสบการณ์ยังผลให้ผู้เชี่ยวชาญแตกออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายแรกคิดว่าควรปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะเห็นว่าประเทศคอมมิวนิสต์ขาดกฎเกณฑ์และสถาบันเบื้องต้นของระบบตลาดเสรี เช่น กฎเกณฑ์ของการแข่งขัน ข้อปฏิบัติของสถาบันการเงินและกฎหมายล้มละลาย  ยิ่งกว่านั้นชาวรัสเซียซึ่งถูกปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์มา ๗๒ ปี ไม่เคยต้องตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองเลย ได้แต่รอฟังคำสั่งจากรัฐบาล  พวกเขาต้องใช้เวลานานในการเรียนรู้และตัดสินใจทำอะไร ๆ ด้วยตัวเอง  ฝ่ายที่สองต้องการให้เปลี่ยนทุกอย่างทันที  ฝ่ายนี้มีกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่และมีไอเอ็มเอฟเป็นลิ่วล้อจึงเป็นฝ่ายชนะ

ฟังโจเซฟ สติกลิตซ์ อย่างไรจะได้ยิน ?

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมืองไทยได้ต้อนรับ ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ อีกครั้ง  เป็นที่ทราบกันดีว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ดร. สติกลิตซ์มาเมืองไทยและกล่าวปาฐกกาในโอกาสที่มาด้วย  แต่ยังเป็นที่สงสัยว่าคนไทย “ได้ยิน” สิ่งที่ ดร. สติกลิตซ์ พูดหรือยังเพราะคนไทยมักฟังอะไรไม่ค่อยได้ยิน  ยิ่งในภาวะที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวายจากความชั่วร้ายของนักการเมืองเช่นในปัจจุบันนี้ ผู้ที่จะเงี่ยหูฟังคงมีน้อย  แต่สิ่งที่ ดร. สติกลิตซ์พูดไม่ใช่ของใหม่เนื่องจากเขาพูดแล้วหลายครั้งและอาจหาอ่านได้ในหนังสือ 2 เล่มชื่อ Globalization and Its Discontents และ Making Globalization Work

Making Globalization Work – ทำโลกาภิวัตน์ให้เป็นโอกาสทอง (1)

วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทำให้ “ไอเอ็มเอฟ” (IMF) ซึ่งเป็นตัวย่อของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ถูกวิจารณ์จนเกิดความประทับใจในหมู่คนไทยอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรก เฉกเช่นที่เกิดขึ้นทั่วโลก การวิจารณ์และความประทับใจเป็นไปในทางลบสูง ในบรรดาคำวิจารณ์ทั้งหลายคงไม่มีของใครนำไปสู่การโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนเท่ากับของศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล การวิจารณ์ของเขามีอยู่ในหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents ซึ่งพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2545 หนังสือเล่มนั้นมีข้อเสนอมากมายโดยใช้การวิเคราะห์ผลกระทบของโลกาภิวัต์เป็นหลัก เมื่อปี 2549 ผู้เขียนพิมพ์หนังสือตามออกมาซึ่งขายได้กว่า 2 ล้านเล่มแล้วชื่อ Making Globalization Work หนังสือขนาด 350 หน้าเล่มนี้มีบทวิเคราะห์ ข้อคิดและข้อเสนอเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในด้านการใช้กระบวนการโลกาภิวัตน์เพื่อปรับปรุงระบบการเงิน การค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจของสังคมโลก
ผู้เขียนแยกการนำเสนอออกเป็น 10 บท เริ่มด้วยการบอกว่า เขาจะจำกัดเนื้อหาของหนังสือให้อยู่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ทั้งที่เขาตระหนักดีว่าโลกาภิวัตน์มีส่วนประกอบอีกมาก เช่น การแพร่กระจายความรู้และความคิด การรวมหลอมวัฒนธรรม การเกิดประชาคมโลกและความเคลื่อนไหวในด้านสิ่งแวดล้อม เขาเชื่อว่าโลกาภิวัตน์มีพลังสูงพอที่จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลทั้งแก่ประเทศก้าวหน้าและแก่ประเทศล้าหลัง แต่ในปัจจุบันมันยังไม่เกิดขึ้นมิใช่เพราะความบกพร่องของตัวโลกาภิวัตน์เอง [...]

Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (1)

๑. คำมั่นสัญญาของสถาบันโลก

ปลายสัปดาห์นี้ (ปลายกันยายน ๒๕๔๕) จะมีการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกในกรุงวอชิงตัน ตามธรรมดาการประชุมเป็นไปอย่างเงียบๆ ไม่มีอะไรกระโตกกระตากให้พาดหัวข่าว แต่ปีนี้จะเหมือนเมื่อปีที่แล้ว จะเป็นข่าวใหญ่ที่แพร่ไปทั่วโลกเพราะองค์กรเอกจำนวนมากวางแผนก่อการประท้วงอย่างกว้างขวาง อาจปะทะกับผู้รักษากฎหมายจนถึงกับเลือดตกยากออกดังที่เคยเป็นมาแล้วก็ได้
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นในเมื่อเรามักได้ยินเสมอว่า สองสถาบันนี้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ ?
ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ นำประเด็นนี้มาตีแผ่เป็นบทแรกของหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents ในหัวข้อ “The Promise of Global Institutions” ซึ่งคงแปลได้ว่า คำมั่นสัญญาของสถาบันโลก ก่อนเล่าเกี่ยวกับบทนี้ ขอกระซิบว่า ถ้าวิชาเศรษฐศาสตร์ทำให้ท่านง่วงนอนละก็บทนี้จะทำให้ท่านหลับก่อนอ่านจบแน่เพราะ ดร. สติกลิตซ์ เขียนยาวพรืดไป ๑๙ หน้ากระดาษโดยปราศจากการแบ่งขั้นตอน ทำให้อ่านแล้วทั้งง่วงนอนและสับสนมาก ฉะนั้นถ้าท่านจะลองไปอ่านต้นฉบับควรเตรียมตัวเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ (แต่คงไม่ถึงกับต้องรับประทานยาบ้า)
ดร. สติกลิตซ์ กล่าวว่าการประท้วงนี้เป็นยุทธวิธีของสงครามต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ เป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องมาจากการประท้วงครั้งใหญ่ในระหว่างการประชุมขององค์การค้าโลกเมื่อปี ๒๕๔๒ รากเหง้าของการประท้วงจริง ๆ เกิดมานานแล้วแต่ไม่ค่อยได้ถูกนำมาพาดหัวข่าว เพราะมันเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาที่ไปขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟและถูกไอเอ็มเอฟสั่งดำเนินมาตรการอันมีผลกระทบร้ายแรงต่อคนจน การประท้วงในประเทศด้อยพัฒนาวิวัฒน์มาเป็นสงครามต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ [...]

Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (2)

๒. ผิดสัญญา
หลังจากชวนผู้อ่านหลับด้วยการนำเสนอบทแรกยาวพรืดถึง ๑๙ หน้า ดร. สติกลิตซ์ ดูจะเปลี่ยนวิธีเขียนบทที่ ๒ เล็กน้อยคือ หลังจากนำเข้าสู่เนื้อหาใน ๓ หน้าแรกแล้วก็เริ่มแยกหัวข้อย่อย แต่หลังจากนั้นก็เขียนไปกว่า ๒๖ หน้าจนจบบทโดยไม่แบ่งหัวข้ออีกเลย ! ถึงอย่างไรก็ตามบทที่ ๒ ซึ่งชื่อว่า Broken Promises หรือ ผิดสัญญา ไม่ทำให้ง่วงเท่าบทแรกเพราะมีตัวอย่างจริงๆ ประกอบเกือบตลอด

Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (3)

๓. เลือกทางได้อย่างเสรี ?
หลังจากวางยานอนหลับผู้อ่านด้วยการเขียนแบบยาวพรืดมาสองบท ดร. สติกลิตซ์ แบ่งบทที่ ๓ ซึ่งชื่อว่า Freedom to Choose ? (คงแปลตรงๆ ได้ว่า เลือกทางได้อย่างเสรี ?) ออกเป็น ๖ ตอนเพื่อพูดถึงการขายรัฐวิสาหกิจ (Privatization) การลดการควบคุมของรัฐ (Liberalization) การลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investment) การจัดลำดับและจังหวะของนโยบาย (Sequencing and Pacing) เศรษฐศาสตร์แนวน้ำซึม (Trickle-Down Economics) และการรอบรู้ถึงสิ่งสำคัญและยุทธการต่างๆ (Priorities and Strategies)

Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (4)

๔. วิกฤติในตะวันออกไกลและนโยบายของไอเอ็มเอฟ
ในบทที่ ๔ ดร. สติกลิตซ์ พูดถึงวิกฤติเศรษฐกิจในภาคพื้นตะวันออกไกลซึ่งไทยเป็นดารานำแสดงในฐานะที่เป็นผู้จุดชนวนวิกฤติด้วยการลดค่าเงินบาทเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ ความร้ายแรงและการลุกลามอย่างกว้างขวางของวิกฤติครั้งนั้นสร้างความแปลกใจไม่น้อยให้กับสถาบันทั่วโลก ทั้งนี้เพราะเอเซียตะวันออกเป็นภาคพื้นที่ได้รับความสำเร็จในการพัฒนาต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานอย่างไม่เคยมีมาก่อนในโลก จนนักพัฒนาอ้างว่ามันเป็นความมหัศจรรย์

Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (5)

๕. ตลาดเสรีน่ะดีอยู่ แต่ …
หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลงเมื่อปี ๒๕๓๒ ไอเอ็มเอฟรับภาระเป็นหัวหอกหลักของฝ่ายชนะในการปรับเปลี่ยนดินแดนของผู้แพ้จากระบบคอมมิวนิสต์ให้เป็นระบบตลาดเสรี ดร. สติกลิตซ์ ให้ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ถึงขนาดใช้เนื้อที่ ๓ บทเพื่อเล่าเรื่องราวของการปลูกฝังระบบตลาดเสรีและความล้มเหลวของไอเอ็มเอฟ โดยเฉพาะในรัสเซียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศซึ่งแตกออกมาจากสหภาพโซเวียตและบริวารในยุโรปตะวันออก

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.