Active Social Capital : ทุนทางสังคมกับการพัฒนา
หลังจากเมืองไทยได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2551 อีกครั้ง ความแตกแยกในสังคมไทยดูจะร้ายแรงยิ่งขึ้น แทนที่จะลดลง ปรากฏการณ์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยของไทยยังล้มลุกคลุกคลานแม้จะพยายามพัฒนากันมากว่า 75 ปีแล้วก็ตาม ย้อนกลับไปราว 150 ปี ไทยและญี่ปุ่นเปิดประเทศรับเทคโนโลยีใหม่ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานของการปฏิวัติอุตสาหกรรม จากวันนั้นถึงวันนี้ญี่ปุ่นพัฒนาเศรษฐกิจหนีไทยไปแบบไม่เห็นฝุ่น แต่ไทยก็ใช่จะโดดเดี่ยว หากมีเพื่อนร่วมชะตากรรมจำนวนมาก ฉะนั้นในปัจจุบันนี้จึงมีหลายประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเพียงแต่ชื่อและชาวโลกกว่า 1 พันล้านคนตกอยู่ในสภาพยากจนสุด ๆ การค้นหาปัจจัยที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการเช่นนี้มีอยู่เรื่อย ๆ และนำไปสู่ข้อสรุปที่เสริมกันบ้าง แย้งกันบ้าง
แนวคิดหนึ่งซึ่งถูกนำมาใช้ในระยะหลัง ๆ นี้ได้แก่ประเด็นเกี่ยวกับทุนทางสังคม เมื่อปี 2545 ศาสตราจารย์ Anidudh Krishna แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊กได้พิมพ์ผลการวิจัยในระดับหมู่บ้านของรัฐราชสถานและมัธยประเทศในอินเดียมาเสนอในหนังสือขนาด 250 หน้าชื่อ Active Social Capital: Tracing the Roots of Development and Democracy ผู้เขียนแยกการนำเสนอเป็น 8 บท เสริมด้วยภาคผนวกเกี่ยวกับวิธีวิจัยและรายละเอียดของหมู่บ้าน 69 แห่งที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง
ผู้เขียนนำคำจำกัดความของทุนทางสังคมที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางมาเป็นฐานของการวิจัย นั่นคือ “ลักษณะสำคัญของสังคม เช่น เครือข่าย แบบแผนและความไว้เนื้อเชื่อใจกันซึ่งเอื้อให้เกิดการประสานงานและความร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ร่วมกันในสังคม” นักสังคมวิทยาเชื่อว่าทุนทางสังคมสามารถบ่มเพาะและปลูกฝังขึ้นมาได้ ฉะนั้นการพัฒนาสามารถทำได้จากระดับรากหญ้าขึ้นไป แทนการสั่งลงมาจากองค์กรของรัฐ การวิจัยในอดีตโดยใช้การเป็นสมาชิกในองค์กรเอกชนของประชาชนเป็นฐานพบว่า ประเทศที่มีการพัฒนาสูงมีทุนทางสังคมสูง ส่วนประเทศด้อยพัฒนามีทุนทางสังคมต่ำ แต่ผู้เขียนมองว่าการวัดทุนทางสังคมเช่นนั้นไม่พอสำหรับการวิจัยในประเทศด้อยพัฒนา ฉะนั้นการวิจัยของเขาจึงขยายการวัดให้ครอบคลุมปัจจัยอื่น เช่น ทัศนคติและพฤติกรรมของสมาชิกในสังคม
การวิจัยในหนังสือเล่มนี้มุ่งไปที่ประเด็นที่ทุนทางสังคมมีผลต่อวิวัฒนาการใน 3 ด้านได้แก่ (1) การพัฒนาเศรษฐกิจ (2) ความสงบสุขในชุมชน และ (3) การเข้าร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย นอกจากนั้นผู้เขียนยังพิจารณาโครงสร้างทางสังคมและบทบาทของ “ตัวแทน” โดยเฉพาะของผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถในการเป็นตัวเชื่อมระหว่างชาวบ้านและพนักงานของรัฐในการก่อให้เกิดวิวัฒนาการเหล่านี้อีกด้วย เขาเชื่อว่าตัวแทนที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญยิ่งในวิวัฒนาการของชนบท
ผู้เขียนมองว่าในปัจจุบันนี้ยังมีผู้สงสัยในความสำคัญของทุนทางสังคม เพื่อจะสร้างความกระจ่างเพิ่มขึ้น ในกระบวนการวิจัยเขาตั้งสมมติฐานไว้ 3 ข้อคือ
(1) ความแตกต่างระหว่างสังคมมนุษย์ในด้านการประสบความสำเร็จเกิดจากปัจจัยด้านทุนทางสังคมเพียงอย่างเดียว
(2) ทุนทางสังคมไม่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสำเร็จของสังคมมนุษย์ ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จได้แก่โครงสร้างทางสังคมซึ่งมีสถาบันอันมีแบบแผนแน่นอน และแรงจูงใจที่สถาบันเหล่านั้นสร้างขึ้น ทุนทางสังคมเป็นเพียงผลพลอยได้ของสถาบันดังกล่าวเท่านั้น และ
(3) ทุนทางสังคมมีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของสังคมผ่านการเชื่อมต่อของผู้นำรุ่นใหม่ในฐานะตัวแทน และประสิทธิภาพของตัวแทนในสังคมมีความสำคัญเท่า ๆ กับระดับของทุนทางสังคม
ก่อนที่จะทดสอบสมมติฐาน ผู้เขียนกล่าวถึงปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นในชนบทของอินเดียและการวัดทุนทางสังคมพร้อมกับตัวแปรอื่น ๆ เขามองว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดผู้นำรุ่นใหม่มีอยู่ 3 ด้านด้วยกันคือ
(1) การแพร่กระจายของการศึกษาเข้าไปในชนบท
(2) บทบาทของรัฐและการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในโครงการต่าง ๆ
(3) การแข่งขันกันอย่างเข้มข้นของพรรคการเมือง ผู้นำรุ่นใหม่เข้าไปมีบทบาทในหมู่บ้านแทนผู้นำรุ่นเก่าที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเพราะการถือกำเนิดในบางวรรณะ หรือในระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม
ในด้านการศึกษา ข้อมูลจากหมู่บ้านในโครงการวิจัยบ่งว่า ความเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ หลายอย่างได้เกิดขึ้นในหมู่บ้านในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เช่น เศรษฐกิจใช้เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนมากขึ้นและชาวชนบทมีที่ดินมากขึ้นอันเป็นผลมาจากการปฏิรูปที่ดิน อย่างไรก็ตามในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาการศึกษาเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญที่สุด การขยายการศึกษาเข้าไปในชนบทยังผลให้ระดับการศึกษาของประชาชนโดยรวมเพิ่มขึ้นโดยคนรุ่นหลังได้รับการศึกษาสูงกว่าคนรุ่นก่อน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ คนรุ่นหลังจากวรรณะต่ำกำลังไล่คนรุ่นเดียวกันจากวรรณะสูงกว่าเข้ามาอย่างกระชั้นชิดจนกระทั่งคนรุ่นนี้มีการศึกษาใกล้เคียงกันแล้ว การมีการศึกษามากขึ้นของผู้ที่อยู่ในวรรณะต่ำทำให้พวกเขาเข้าใจความเป็นไปในโลกรอบด้านมากขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่มีการศึกษาจากวรรณะเดียวกันสามารถอาศัยผู้ที่มีการศึกษาเป็นตัวแทนในการติดต่อกับพนักงานของรัฐได้ง่ายขึ้น
ในด้านบทบาทและการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของรัฐในชนบท โครงการพัฒนาประเทศในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาได้ขยายจากการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่การพัฒนาเกษตรกรรม โครงการพัฒนาเกษตรกรรมนอกจากจะนำไปสู่การเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในชนบทหลายเท่าแล้ว ยังนำไปสู่ความต้องการหลายอย่างที่สร้างความจำเป็นต้องใช้คนรุ่นหลังที่มีการศึกษาดีกว่าอีกด้วย เช่น ชาวชนบทต้องกรอกข้อความในแบบฟอร์มต่าง ๆ ของรัฐเพื่อรับประโยชน์จากโครงการ ผู้ที่ไม่มีการศึกษาต้องอาศัยคนรุ่นหลังทำให้ แม้แต่ในการไปโรงพยาบาลซึ่งเป็นองค์กรใหม่ ผู้ที่ไม่มีการศึกษาก็มักต้องอาศัยคนรุ่นหลังที่มีการศึกษาพาไป นอกจากนั้นเมื่อชาวชนบทรวมตัวกันเพื่อขอแบ่งงบประมาณให้หมู่บ้านของตน พวกเขาต้องการผู้นำที่มีความสามารถในการสื่อสารกับพนักงานของรัฐได้ดีกว่าพวกเขา กิจเหล่านี้ก่อให้เกิดการเป็นหนี้บุญคุณและเครือข่ายในชนบทขึ้นมาแทนระบบเก่าซึ่งมีวรรณะเป็นหลัก
โครงการต่าง ๆ จ้างคนในชนบทจำนวนมากโดยเฉพาะโครงการส่งเสริมการจ้างงานนอกฤดูการเกษตร โครงการเหล่านี้ต้องการพนักงานที่มีการศึกษาดีควบคุมการทำงานของคนงาน บางครั้งรัฐไม่สามารถจ่ายค่าจ้างได้ทันทีต้องอาศัยคนรุ่นหลังที่คุมงานเป็นผู้รับเงินมาจ่ายให้ชาวบ้านด้วย เมื่อชนบทมีเงินไหลเวียนมากขึ้นและพัฒนามากขึ้น บริษัทห้างร้านและธนาคารก็ขยายกิจการออกไปสู่ชนบท องค์กรเหล่านี้ต้องการพนักงานท้องถิ่นที่มีการศึกษาดีกว่าชาวชนบททั่วไปและไม่เกี่ยงว่าคนเหล่านั้นจะมาจากวรรณะอะไร การจ้างพนักงานเช่นนั้นเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของชนบทด้วย
สำหรับในด้านการแข่งขันของพรรคการเมือง พรรคต่าง ๆ พยายามสร้างเครือข่ายขึ้นในชนบท ย้อนไปในยุคที่ชาวชนบทยังไม่มีการศึกษา พรรคการเมืองมักอาศัยเครือข่ายที่เกิดจากวรรณะและระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่แล้ว เนื่องจากระบบนี้มีความสำคัญลดลงเมื่อคนรุ่นหลังมีการศึกษามากขึ้นพร้อมกับมีเครือข่ายที่ไม่อ้างอิงวรรณะแข็งแกร่งขึ้น พรรคการเมืองจึงหันไปใช้เครือข่ายของคนรุ่นหลังเพื่อเป็นฐานเสียงของนักการเมืองระดับรัฐและระดับชาติ ในขณะเดียวกันพรรคก็ต้องการนักการเมืองท้องถิ่นที่มีการศึกษาดีกว่าคนรุ่นเก่าเนื่องจากพวกเขามีความสามารถสูงกว่าและเลิกยึดความเชื่อเรื่องวรรณะแล้ว
ในการวัดทุนทางสังคมและตัวแปรอื่นที่มีบทบาทในการทดสอบสมมติฐานทั้ง 3 ข้อ ผู้เขียนทบทวนการวิจัยในอดีต 13 ชิ้นที่พยายามวัดทุนทางสังคมด้วยวิธีต่าง ๆ กัน หลังจากนั้นจึงอธิบายถึงวิธีที่เขาพัฒนาขึ้นมาใช้ในการวิจัยของเขาโดยการสร้างดัชนีขึ้นจากคำตอบในแบบสอบถามของชาวชนบทใน 69 หมู่บ้านเกี่ยวกับคำถาม 6 ข้อได้แก่ (1) การเป็นสมาชิกของกลุ่มเอาแรงกันทำงานในหมู่บ้าน (2) ในกรณีที่มีโรคระบาดของพืชเกิดขึ้นทั่วทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านจะแก้ปัญหาอย่างไรในบรรดาวิธีจากต่างคนต่างแก้ปัญหาของตนไปจนถึงการรวมกันแก้ปัญหาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ และการทำร่วมกันทั้งหมู่บ้าน (3) ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติขึ้นในหมู่บ้าน ใครจะเป็นผู้ไปเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วย คะแนนขึ้นอยู่กับคำตอบจากวิธีที่ไม่มีใครในหมู่บ้านเลยถึงการร่วมกันทำทั้งหมู่บ้าน (4) การไว้วางใจกันภายในหมู่บ้านโดยการตอบคำถามว่าเพื่อนของผู้ตอบจะเลือกอะไรในสองอย่างคือ (ก) เป็นเจ้าของและทำการเกษตรโดยลำพังในที่ดิน 10 ไร่ และ (ข) เป็นเจ้าของและทำการเกษตรร่วมกับผู้อื่นในที่ดิน 25 ไร่ (5) ในหมู่บ้านจะหาผู้นำที่เสียสละผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัวเพื่อส่วนรวมได้หรือไม่ และ (6) หากเยาวชนในหมู่บ้านมีปัญหาทางความประพฤติ ใครในหมู่บ้านจะรู้สึกว่าตนมีสิทธิช่วยแก้ คะแนนขึ้นอยู่กับคำตอบจากไม่มีใครเลย ไปจนถึงญาติ เพื่อนบ้านและทุกคนในหมู่บ้านทำได้
นอกจากทุนทางสังคมแล้ว ผู้เขียนวัดตัวแปรที่เขาเชื่อว่ามีความสำคัญในการทดสอบสมมติฐานอีกสองชุดคือ ประสิทธิภาพของ “ตัวแทน” ของชาวชนบท และปัจจัยด้านโครงสร้างของหมู่บ้าน สำหรับการวัดประสิทธิภาพของตัวแทนของชาวชนบท เขาใช้แบบสอบถามเพื่อพิจารณาให้ค่าแก่ตัวแปร 6 ตัวได้แก่ (1) ความแข็งแกร่งของพรรคการเมือง (2) ความแข็งแกร่งขององค์กรทางวรรณะ (3) ความแข็งแกร่งขององค์กรของรัฐ (4) ความแข็งแกร่งทางด้านการพัฒนาของผู้นำหมู่บ้าน (5) ความแข็งแกร่งของสภาหมู่บ้านดั้งเดิม และ (6) ความแข็งแกร่งของระบบอุปถัมภ์
สำหรับปัจจัยด้านโครงสร้าง เขาวัดจำนวนของวรรณะที่มีอยู่ในหมู่บ้าน จำนวนคนที่อยู่ในแต่ละวรรณะ การกระจายของการเป็นเจ้าของที่ดิน และอัตราของประชากรที่รู้หนังสือ
ในการทดสอบสมมติฐานเพื่อวัดบทบาทที่ทุนทางสังคมมีต่อวิวัฒนาการ 3 ด้านคือ การพัฒนาเศรษฐกิจ ความสงบสุขในชุมชน และการเข้าร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย ผู้เขียนแยกนำเสนอวิวัฒนาการแต่ละด้านก่อนจะนำไปรวมกันในบทสรุปอีกครั้งหนึ่ง
ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้เขียนสร้างดัชนีชี้วัด 4 ชุดขึ้นมาเพื่อทดสอบสมมติฐาน ดัชนีเหล่านี้สะท้องความต้องการของชาวบ้านซึ่งประกอบด้วย (1) เสถียรภาพของความเป็นอยู่ซึ่งวัดจากความยั่งยืนของผลผลิตที่ได้จากการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้าน (2) การลดลงของความยากจนซึ่งผู้เขียนคำนวณว่ามีอยู่อย่างแพร่หลายในทุกหมู่บ้าน บางหมู่บ้านมีคนจนอยู่สูงถึง 87% ของประชากรและ 29 ใน 69 หมู่บ้านที่เขาศึกษามีประชากรยากจนเป็นส่วนใหญ่ (3) การสร้างงานโดยเฉพาะในช่วงนอกฤดูทำเกษตรกรรมซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการหารายได้เสริมของชาวชนบท และ (4) การเข้าถึงและคุณภาพของบริการสังคมซึ่งประกอบด้วยการศึกษา การรักษาพยาบาลและน้ำสะอาด
การทดสอบสมมติฐานได้ข้อสรุปว่า ทั้งทุนทางสังคมและประสิทธิภาพของคนรุ่นใหม่ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชาวชนบทมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของหมู่บ้าน ปัจจัยสองอย่างนี้เสริมกันและกัน ฉะนั้นหมู่บ้านที่มีปัจจัยใดเพียงปัจจัยเดียวมีระดับการพัฒนาต่ำกว่าหมู่บ้านที่มีปัจจัยทั้งสองอย่าง นอกจากนั้นการทดสอบยังพบอีกว่า ระดับการศึกษาโดยทั่วไปของประชาชนซึ่งวัดโดยอัตราของประชากรที่อ่านออกเขียนได้เป็นปัจจัยที่ยังผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย
ในด้านความสงบสุขในชุมชน ผู้เขียนสร้างดัชนีชี้วัดจากข้อมูล 5 ด้านในหมู่บ้านได้แก่ (1) เหตุการณ์รุนแรง (2) ข้อพิพาทเรื่องที่ดิน (3) สถิติอาชญากรรม (4) การเข้าร่วมฉลองเทศกาลสำคัญ ๆ ของหมู่บ้าน และ (5) ความรู้สึกของสมาชิกว่าหมู่บ้านของตนสงบสุขกว่าหมู่บ้านอื่น
การทดสอบสมมติฐานได้ข้อสรุปว่า ทั้งทุนทางสังคมและประสิทธิภาพของตัวแทนของประชาชนในหมู่บ้านมีความสำคัญต่อความสงบสุขของชุมชน แต่ตัวแทนของประชาชนในกรณีนี้ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษามากกว่าชาวบ้านทั่วไปเช่นในกรณีของการพัฒนาเศรษฐกิจ หากเป็นสภาหมู่บ้านซึ่งมีมาเป็นเวลานานแล้วและผู้ที่เป็นสมาชิกสภามักเป็นคนรุ่นเก่ามากกว่าคนรุ่นใหม่ ประสิทธิภาพของตัวแทนในกรณีนี้จึงหมายถึงความแข็งแกร่งในการทำงานของสภาในกิจต่าง ๆ เช่น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างสมาชิกในหมู่บ้านด้วยกัน ผู้เขียนเสริมข้อสรุปนี้ด้วยการนำเรื่องราวของหมู่บ้าน 2 แห่งมาเล่าย่างละเอียด หมู่บ้านหนึ่งเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีทั้งทุนทางสังคมน้อยและสภาชุมชนที่มีประสิทธิภาพต่ำยังผลให้เป็นชุมชนที่ไม่ค่อยมีความสงบสุข ส่วนอีกหมู่บ้านหนึ่งเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีทุนทางสังคมสูงพร้อมกับมีสภาหมู่บ้านที่มีประสิทธิภาพสูงทำให้เป็นชุมชนที่มีความสงบสุข
นอกจากนั้นผู้เขียนยังนำข้อมูลประกอบมาเสนอเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมแบบใหม่ซึ่งประกอบด้วยตำรวจและระบบศาล เขาอ้างว่าเป็นเวลานับร้อยปีแล้วที่กระบวนการนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลง จริงอยู่ในยุคนี้ชาวชนบทสามารถเดินทางไปศาลได้ง่ายขึ้น แต่ชาวบ้านยังมองว่าตำรวจมักใช้อำนาจบาตรใหญ่ หยาบคายและเรียกร้องเอาสินบน กระบวนการของศาลยุติธรรมต้องใช้ทั้งเงินและเวลา แต่ก็ใช่ว่าจะตัดสินอย่างตรงไปตรงมาตามที่น่าจะเป็น ในบางกรณียังมีการเรียกร้องเอาสินบนและในบางครั้งคู่กรณีรอไปตลอดชีวิตศาลก็ยังไม่มีคำตัดสิน ในสภาพเช่นนี้ชาวชนบทจึงพอใจที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมแบบดั้งเดิมโดยอาศัยสภาหมู่บ้านเป็นผู้ตัดสินกรณีพิพาทต่าง ๆ เนื่องจากสภาหมู่บ้านมีบทบาทสำคัญในด้านความสงบสุขของชุมชน ผู้เขียนจึงเสนอให้รักษาระบบนี้ไว้คู่กับกระบวนการยุติธรรมแบบใหม่
ในด้านการเข้าร่วมกระบวนการประชาธิปไตย ผู้เขียนใช้ดัชนีชี้วัด 4 ตัวด้วยกันคือ (1) การไปออกเสียงเลือกตั้ง (2) การเข้าร่วมกระบวนการหาเสียงของนักการเมืองและกิจกรรมสนับสนุนพรรคการเมือง (3) การพบปะกันในหมู่บ้านและการร่วมกันเสนอคำร้องเรียนต่อรัฐและนักการเมือง และ (4) การประท้วง
การทดสอบสมมติฐานได้ข้อสรุปว่า ทุนทางสังคมและตัวแทนมีความสำคัญในการเข้าร่วมกระบวนการประชาธิปไตยของชาวชนบท ตัวแทนในที่นี้คือนักการเมืองรุ่นใหม่ในท้องถิ่นที่ไม่ยึดวรรณะ ศาสนาและระบบอุปถัมภ์ดั้งเดิมเป็นปัจจัยของการสร้างฐานทางการเมือง หากยึดความต้องการของชาวบ้านเป็นหลักโดยเฉพาะในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้เขียนนำข้อมูลมาเสนอว่าการเข้าถึงการศึกษาและสื่อยุคใหม่มีบทบาทสำคัญในการสร้างกระบวนการประชาธิปไตยจากรากหญ้า ปัจจัยทั้งสองนี้มีบทบาทสำคัญในการลบล้างระบบเก่าซึ่งอาศัยวรรณะและระบบอุปถัมภ์เป็นแกน
ข้อสังเกต – เนื่องจากหนังสือเล่มนี้นำเสนอผลของการวิจัย เนื้อหาส่วนหนึ่งจึงพูดถึงกระบวนการทางเทคนิคซึ่งน่าจะเหมาะสำหรับนักศึกษาในระดับปริญญาโทขึ้นไปหรือผู้ที่เข้าใจวิชาสถิติค่อนข้างดี อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เป็นภูมิหลังของการวิจัยมีความน่าสนใจในตัวของมันเองและผู้อ่านทั่วไปจะติดตามได้เป็นอย่างดี สำหรับในด้านวิธีนำเสนอ ผู้เขียนพูดถึงประเด็นต่าง ๆ ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งจนบางทีทำให้น่าเบื่อ ฉะนั้นผู้ที่มีเวลาน้อยแต่มีความสนใจในรายละเอียดอยู่บ้างอาจอ่านเฉพาะบทที่ 8 ซึ่งเป็นบทสรุปและมีความยาว 22 หน้า การอ่านบทนี้อาจเพียงพอที่จะทำให้เกิดข้อคิดว่าจะนำผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทยได้อย่างไรด้วย







ผมกำลังมีคำถามในใจว่า ทำไมคนถึงอยากเป็นนักการเมืองนัก ถึงแม้ถูกห้าม ก็ยังพยายามแก้กฎเพื่อกลับมามีอาชีพเป็นนักการเมืองอีก ก็เลยน่าจะอธิบายได้ว่า มันคุ้มที่จะเสียง หมายถึงใช้เงินใช้ชื่อเสียง หรือ หน้าตาแล้ว ได้อำนาจ มีโอกาสได้ข้อมูลลับ มีโอกาสอยู่กับคนชั้นสูง ได้เงิน(โกงมาด้วย) มากกว่าหลายเท่าตัว แสดงว่า ใช้ต้นทุนไม่มาก เสี่ยงเล็กน้อย ถ้าสำเร๊จกำไรหลายเท่าตัว ดังนั้น ผมคิดว่าต้องเพิ่มความเสี่ยงให้นักการเมืองมากกว่านี้ เช่นถ้าผิดและจับได้ นอกจากเสียต้นทุนทางสังคมแล้ว อับอายขายหน้าแล้ว ต้องเสียเงินมหาศาลเป็นค่าปรับข้อหาทำลายระบบประชาธิปไตยด้วย หรือ อาจติดคุกด้วย หรืออีกทางคือจะซื่อเสียงต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล
คุณ chongkiat
ครับ ถ้าคิดในแง่ของการลงทุนเพื่อแสวงหากำไร คงเป็นอย่างนั้น ไต้หวันเพิ่งสั่งจำคุกอดีตประธานาธิบดีตลอกชีวิต อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้เคยถูกลงโทษเช่นเดียวกัน และคนที่ยังไม่ถูกลงโทษกระโดดหน้าผาตาย ถ้าเมืองไทยมีมาตรการในระดับนั้น คงจะช่วยได้มาก แค่ติดคุก ๒ ปี หรือห้ามเล่นการเมือง (โดยตรง) ๕ ปีไม่มีความหมายเท่าไรหรอก ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ก็ต้องมีมาตรการที่จูงใจได้จริง สิงคโปร์ห้ามบ้วนน้ำลายในที่สาธารณะ ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งและทำโทษพวกฝ่าฝืนจริง ๆ เพราะต้องการเปลี่ยนสังคม เขาทำได้
การเมืองที่คุณ chongkiat เอ่ยถึงคือการเมืองที่ไม่พัฒนา และได้รับการยอมรับจากประชาชนซึ่งไม่พัฒนาเช่นกัน มิเช่นนั้นเหตุการณ์เหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง เมื่อนักการเมืองฉ้อฉลขนาดนั้น ประชาชนมีทางเลือก 2 ทาง 1.ประชาชนลุกขึ้นเร่งรัดให้รัฐออกกฎหมายเพิ่มโทษทางกฎหมายดังที่คุณ chogkiat ได้ให้ความเห็นไว้ 2.ประชาชนนิ่งเฉยด้วยเหตุผลที่หลากหลายประการ ณ.ตอนนี้เราก็เห็นแล้วว่าประชาชนเลือกทางใด
คุณ ywara
แนวคิดหนึ่งซึ่งผมได้รับจากการศึกษาการทำงานของนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมอาจสรุปได้สั้น ๆ ว่า “การดูดายเป็นบาป” คนไทยส่วนใหญ่ดูดายด้วยทัศนะที่ว่า “ธุระไม่ใช่” “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” อย่า “แกว่งเท้าหาเสี้ยน” ฯลฯ บาปที่สั่งสมขึ้นในเมืองไทยกำลังแสดงตัวออกมาให้เห็นดังเช่นที่เป็นอยู่ ผมสรุปเรื่องนี้หลังจากได้ศึกษาการทำงานของนายแพทย์ชื่อ Paul Farmer ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้าผมคิดว่าจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นอกจากในหลวงแล้ว ผมเห็นว่าเขาน่าจะได้รับ เรื่องราวของเขาอาจหาอ่านได้ในหนังสือชื่อ Mountains beyond Mountains ของ Tracy Kidder ซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ผมเสอนให้แปลหนังสือเล่มนนี้ แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนทำ ผมมีบทคัดย่อที่คุณหมอนภาพรทำไว้ หากคุณต้องการอ่าน กรุณาส่งอีเมล์ไปหาผมนะครับ
อาจารย์ค่ะ ทฤษฏีความอลวน กับ Chaos theory เหมือนกันไหมค่ะ อาจารย์จะกรุณาเล่าเกี่ยวกับทฤษฏีนี้ และการประยุกต์ใช้ ให้เป็นวิทยาทานได้ไหมค่ะ
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ
ปลา
ขอบคุณครับคุณปลา – ขออภัยที่ตอบช้าไป
อย่างเดียวกันครับ ผมคิดว่าได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีนี้มาลงไว้แล้ว ให้ผมมีเวลาคุยกับคุณโกศล ผู้ทำเว็บไซต์ ก่อนนะครับ ตอนนี้ทราบว่าคุณโกศลยุ่งมาก
ผมได้รวบรวมตัวเลขคร่าวๆ ของ GDP ประเทศไทย มีความเห็นว่า องค์ประกอบหลักใน GDP อยู่ในความควบคุมของรัฐบาลมากกว่า 50% เช่น ตัวเลขงบประมาณภาครัฐ บวกกับรัฐวิสาหกิจที่เติบโตอย่างมากหลังเข้าตลากหลักทรัพย์ เช่น ปตท. สนามบิน AOT อสมท. และอื่นๆ บริษัทเหล่านี้ตกอยู่ใต้อำนาจนักการเมืองทั้งทางตรง หรืออ้อม ขาดการแข่งขันที่เป็นธรรม ลักษณะนี้ อาจมองว่าเป็นข้อดี คือรัฐบาลสามารถควบคุมเศรษฐกิจได้ง่ายแต่ก็เป็นข้อเสียอย่างมาก คือ เป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาล และก็เกิดการแก่งแย่งอย่างรุนแรงเพื่อเข้าสู่อำนาจนั้น เพื่อโอกาสในการโกง แม้แต่สินค้าเกษตร ก็มีการแทรกแซงโดยรัฐ และก็มีการโกง ผมคิดว่า นอกจากการลงโทษที่รุนแรงกับคนโกงแล้ว เราอาจจะต้องลดอำนาจของรัฐบาล ให้รัฐวิสาหกิจมีการแข่งขันที่แท้จริง และความโปร่งใสในการบริหารไม่ถูกครอบงำจากนักการเมือง ให้ตลาดเสรีทำงานมากขึ้น ลดจำนวนข้าราชการ
ขณะเดียวกันจะต้องเพิ่มสัดส่วนของ GDP ที่ไม่เกี่ยวกับรัฐ เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและเล็กให้มากขึ้นอีกมาก
ขอบคุณครับคุณ Chongkiat
คงเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า จะยึดหลักไหนในการปฏิบัติก็ตาม หากผู้ปฏิบัติฉ้อฉลเสียแล้ว ทุกอย่างผิดจุดมุ่งหมายไปหมด มันเป็นเช่นเดียวกับเรื่องเทคโนโลยีที่มักมีคำสาปติดมาด้วย เทคโนโลยีอยู่ในมือคนดีย่อมมีประโยชน์ ตรงข้าม ในมือคนชั่วมักเป็นโทษ แม้แต่เศรษฐกิจตามแนวคิดตลาดเสรีก็มองได้ว่าเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่งซึ่งวางอยู่บนสมมติฐานของการแข่งขันอย่างโปร่งใส อย่างมีคุณธรรม โดย “กรรมการ” คือคนของรัฐต้องไม่ลงไปเล่นด้วย แต่เมืองไทยใช้แนวคิดนั้นอย่างไรเรารู้กันอยู่แล้ว ร้ายยิ่งกว่านั้น ยัง
มีการฉ้อฉลกันมากมายในทุกวงการอีกด้วย
เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ เราจึงต้องกระจายความเสี่ยง กระจายอำนาจ ไม่ให้อำนาจอยู่ในมือใครมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายมาก ถ้าคนไม่ดีนั้นได้อำนาจ