Active Social Capital : ทุนทางสังคมกับการพัฒนา

socail

หลังจากเมืองไทยได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2551 อีกครั้ง ความแตกแยกในสังคมไทยดูจะร้ายแรงยิ่งขึ้น แทนที่จะลดลง  ปรากฏการณ์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยของไทยยังล้มลุกคลุกคลานแม้จะพยายามพัฒนากันมากว่า 75 ปีแล้วก็ตาม  ย้อนกลับไปราว 150 ปี ไทยและญี่ปุ่นเปิดประเทศรับเทคโนโลยีใหม่ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานของการปฏิวัติอุตสาหกรรม  จากวันนั้นถึงวันนี้ญี่ปุ่นพัฒนาเศรษฐกิจหนีไทยไปแบบไม่เห็นฝุ่น  แต่ไทยก็ใช่จะโดดเดี่ยว หากมีเพื่อนร่วมชะตากรรมจำนวนมาก  ฉะนั้นในปัจจุบันนี้จึงมีหลายประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเพียงแต่ชื่อและชาวโลกกว่า 1 พันล้านคนตกอยู่ในสภาพยากจนสุด ๆ  การค้นหาปัจจัยที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการเช่นนี้มีอยู่เรื่อย ๆ และนำไปสู่ข้อสรุปที่เสริมกันบ้าง แย้งกันบ้าง

แนวคิดหนึ่งซึ่งถูกนำมาใช้ในระยะหลัง ๆ นี้ได้แก่ประเด็นเกี่ยวกับทุนทางสังคม  เมื่อปี 2545 ศาสตราจารย์ Anidudh Krishna แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊กได้พิมพ์ผลการวิจัยในระดับหมู่บ้านของรัฐราชสถานและมัธยประเทศในอินเดียมาเสนอในหนังสือขนาด 250 หน้าชื่อ Active Social Capital: Tracing the Roots of Development and Democracy ผู้เขียนแยกการนำเสนอเป็น 8 บท เสริมด้วยภาคผนวกเกี่ยวกับวิธีวิจัยและรายละเอียดของหมู่บ้าน 69 แห่งที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง

ผู้เขียนนำคำจำกัดความของทุนทางสังคมที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางมาเป็นฐานของการวิจัย นั่นคือ “ลักษณะสำคัญของสังคม เช่น เครือข่าย แบบแผนและความไว้เนื้อเชื่อใจกันซึ่งเอื้อให้เกิดการประสานงานและความร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ร่วมกันในสังคม” นักสังคมวิทยาเชื่อว่าทุนทางสังคมสามารถบ่มเพาะและปลูกฝังขึ้นมาได้  ฉะนั้นการพัฒนาสามารถทำได้จากระดับรากหญ้าขึ้นไป แทนการสั่งลงมาจากองค์กรของรัฐ  การวิจัยในอดีตโดยใช้การเป็นสมาชิกในองค์กรเอกชนของประชาชนเป็นฐานพบว่า ประเทศที่มีการพัฒนาสูงมีทุนทางสังคมสูง  ส่วนประเทศด้อยพัฒนามีทุนทางสังคมต่ำ  แต่ผู้เขียนมองว่าการวัดทุนทางสังคมเช่นนั้นไม่พอสำหรับการวิจัยในประเทศด้อยพัฒนา  ฉะนั้นการวิจัยของเขาจึงขยายการวัดให้ครอบคลุมปัจจัยอื่น เช่น ทัศนคติและพฤติกรรมของสมาชิกในสังคม

การวิจัยในหนังสือเล่มนี้มุ่งไปที่ประเด็นที่ทุนทางสังคมมีผลต่อวิวัฒนาการใน 3 ด้านได้แก่ (1) การพัฒนาเศรษฐกิจ (2) ความสงบสุขในชุมชน และ (3) การเข้าร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย  นอกจากนั้นผู้เขียนยังพิจารณาโครงสร้างทางสังคมและบทบาทของ “ตัวแทน” โดยเฉพาะของผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถในการเป็นตัวเชื่อมระหว่างชาวบ้านและพนักงานของรัฐในการก่อให้เกิดวิวัฒนาการเหล่านี้อีกด้วย  เขาเชื่อว่าตัวแทนที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญยิ่งในวิวัฒนาการของชนบท

ผู้เขียนมองว่าในปัจจุบันนี้ยังมีผู้สงสัยในความสำคัญของทุนทางสังคม  เพื่อจะสร้างความกระจ่างเพิ่มขึ้น ในกระบวนการวิจัยเขาตั้งสมมติฐานไว้ 3 ข้อคือ

(1) ความแตกต่างระหว่างสังคมมนุษย์ในด้านการประสบความสำเร็จเกิดจากปัจจัยด้านทุนทางสังคมเพียงอย่างเดียว

(2) ทุนทางสังคมไม่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสำเร็จของสังคมมนุษย์  ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จได้แก่โครงสร้างทางสังคมซึ่งมีสถาบันอันมีแบบแผนแน่นอน และแรงจูงใจที่สถาบันเหล่านั้นสร้างขึ้น  ทุนทางสังคมเป็นเพียงผลพลอยได้ของสถาบันดังกล่าวเท่านั้น และ

(3) ทุนทางสังคมมีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของสังคมผ่านการเชื่อมต่อของผู้นำรุ่นใหม่ในฐานะตัวแทน และประสิทธิภาพของตัวแทนในสังคมมีความสำคัญเท่า ๆ กับระดับของทุนทางสังคม

ก่อนที่จะทดสอบสมมติฐาน ผู้เขียนกล่าวถึงปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นในชนบทของอินเดียและการวัดทุนทางสังคมพร้อมกับตัวแปรอื่น ๆ  เขามองว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดผู้นำรุ่นใหม่มีอยู่ 3 ด้านด้วยกันคือ

(1) การแพร่กระจายของการศึกษาเข้าไปในชนบท

(2) บทบาทของรัฐและการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในโครงการต่าง ๆ

(3) การแข่งขันกันอย่างเข้มข้นของพรรคการเมือง  ผู้นำรุ่นใหม่เข้าไปมีบทบาทในหมู่บ้านแทนผู้นำรุ่นเก่าที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเพราะการถือกำเนิดในบางวรรณะ หรือในระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม

ในด้านการศึกษา ข้อมูลจากหมู่บ้านในโครงการวิจัยบ่งว่า ความเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ หลายอย่างได้เกิดขึ้นในหมู่บ้านในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เช่น เศรษฐกิจใช้เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนมากขึ้นและชาวชนบทมีที่ดินมากขึ้นอันเป็นผลมาจากการปฏิรูปที่ดิน  อย่างไรก็ตามในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาการศึกษาเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญที่สุด  การขยายการศึกษาเข้าไปในชนบทยังผลให้ระดับการศึกษาของประชาชนโดยรวมเพิ่มขึ้นโดยคนรุ่นหลังได้รับการศึกษาสูงกว่าคนรุ่นก่อน  แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ คนรุ่นหลังจากวรรณะต่ำกำลังไล่คนรุ่นเดียวกันจากวรรณะสูงกว่าเข้ามาอย่างกระชั้นชิดจนกระทั่งคนรุ่นนี้มีการศึกษาใกล้เคียงกันแล้ว  การมีการศึกษามากขึ้นของผู้ที่อยู่ในวรรณะต่ำทำให้พวกเขาเข้าใจความเป็นไปในโลกรอบด้านมากขึ้น  ส่วนผู้ที่ไม่มีการศึกษาจากวรรณะเดียวกันสามารถอาศัยผู้ที่มีการศึกษาเป็นตัวแทนในการติดต่อกับพนักงานของรัฐได้ง่ายขึ้น

ในด้านบทบาทและการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของรัฐในชนบท โครงการพัฒนาประเทศในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาได้ขยายจากการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่การพัฒนาเกษตรกรรม  โครงการพัฒนาเกษตรกรรมนอกจากจะนำไปสู่การเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในชนบทหลายเท่าแล้ว ยังนำไปสู่ความต้องการหลายอย่างที่สร้างความจำเป็นต้องใช้คนรุ่นหลังที่มีการศึกษาดีกว่าอีกด้วย เช่น ชาวชนบทต้องกรอกข้อความในแบบฟอร์มต่าง ๆ ของรัฐเพื่อรับประโยชน์จากโครงการ  ผู้ที่ไม่มีการศึกษาต้องอาศัยคนรุ่นหลังทำให้  แม้แต่ในการไปโรงพยาบาลซึ่งเป็นองค์กรใหม่ ผู้ที่ไม่มีการศึกษาก็มักต้องอาศัยคนรุ่นหลังที่มีการศึกษาพาไป  นอกจากนั้นเมื่อชาวชนบทรวมตัวกันเพื่อขอแบ่งงบประมาณให้หมู่บ้านของตน พวกเขาต้องการผู้นำที่มีความสามารถในการสื่อสารกับพนักงานของรัฐได้ดีกว่าพวกเขา  กิจเหล่านี้ก่อให้เกิดการเป็นหนี้บุญคุณและเครือข่ายในชนบทขึ้นมาแทนระบบเก่าซึ่งมีวรรณะเป็นหลัก

โครงการต่าง ๆ จ้างคนในชนบทจำนวนมากโดยเฉพาะโครงการส่งเสริมการจ้างงานนอกฤดูการเกษตร  โครงการเหล่านี้ต้องการพนักงานที่มีการศึกษาดีควบคุมการทำงานของคนงาน  บางครั้งรัฐไม่สามารถจ่ายค่าจ้างได้ทันทีต้องอาศัยคนรุ่นหลังที่คุมงานเป็นผู้รับเงินมาจ่ายให้ชาวบ้านด้วย  เมื่อชนบทมีเงินไหลเวียนมากขึ้นและพัฒนามากขึ้น บริษัทห้างร้านและธนาคารก็ขยายกิจการออกไปสู่ชนบท  องค์กรเหล่านี้ต้องการพนักงานท้องถิ่นที่มีการศึกษาดีกว่าชาวชนบททั่วไปและไม่เกี่ยงว่าคนเหล่านั้นจะมาจากวรรณะอะไร  การจ้างพนักงานเช่นนั้นเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของชนบทด้วย

สำหรับในด้านการแข่งขันของพรรคการเมือง พรรคต่าง ๆ พยายามสร้างเครือข่ายขึ้นในชนบท  ย้อนไปในยุคที่ชาวชนบทยังไม่มีการศึกษา พรรคการเมืองมักอาศัยเครือข่ายที่เกิดจากวรรณะและระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่แล้ว  เนื่องจากระบบนี้มีความสำคัญลดลงเมื่อคนรุ่นหลังมีการศึกษามากขึ้นพร้อมกับมีเครือข่ายที่ไม่อ้างอิงวรรณะแข็งแกร่งขึ้น พรรคการเมืองจึงหันไปใช้เครือข่ายของคนรุ่นหลังเพื่อเป็นฐานเสียงของนักการเมืองระดับรัฐและระดับชาติ  ในขณะเดียวกันพรรคก็ต้องการนักการเมืองท้องถิ่นที่มีการศึกษาดีกว่าคนรุ่นเก่าเนื่องจากพวกเขามีความสามารถสูงกว่าและเลิกยึดความเชื่อเรื่องวรรณะแล้ว

ในการวัดทุนทางสังคมและตัวแปรอื่นที่มีบทบาทในการทดสอบสมมติฐานทั้ง 3 ข้อ ผู้เขียนทบทวนการวิจัยในอดีต 13 ชิ้นที่พยายามวัดทุนทางสังคมด้วยวิธีต่าง ๆ กัน  หลังจากนั้นจึงอธิบายถึงวิธีที่เขาพัฒนาขึ้นมาใช้ในการวิจัยของเขาโดยการสร้างดัชนีขึ้นจากคำตอบในแบบสอบถามของชาวชนบทใน 69 หมู่บ้านเกี่ยวกับคำถาม 6 ข้อได้แก่ (1) การเป็นสมาชิกของกลุ่มเอาแรงกันทำงานในหมู่บ้าน (2) ในกรณีที่มีโรคระบาดของพืชเกิดขึ้นทั่วทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านจะแก้ปัญหาอย่างไรในบรรดาวิธีจากต่างคนต่างแก้ปัญหาของตนไปจนถึงการรวมกันแก้ปัญหาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ และการทำร่วมกันทั้งหมู่บ้าน (3) ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติขึ้นในหมู่บ้าน ใครจะเป็นผู้ไปเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วย  คะแนนขึ้นอยู่กับคำตอบจากวิธีที่ไม่มีใครในหมู่บ้านเลยถึงการร่วมกันทำทั้งหมู่บ้าน (4) การไว้วางใจกันภายในหมู่บ้านโดยการตอบคำถามว่าเพื่อนของผู้ตอบจะเลือกอะไรในสองอย่างคือ (ก) เป็นเจ้าของและทำการเกษตรโดยลำพังในที่ดิน 10 ไร่ และ (ข) เป็นเจ้าของและทำการเกษตรร่วมกับผู้อื่นในที่ดิน 25 ไร่ (5) ในหมู่บ้านจะหาผู้นำที่เสียสละผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัวเพื่อส่วนรวมได้หรือไม่ และ (6) หากเยาวชนในหมู่บ้านมีปัญหาทางความประพฤติ ใครในหมู่บ้านจะรู้สึกว่าตนมีสิทธิช่วยแก้  คะแนนขึ้นอยู่กับคำตอบจากไม่มีใครเลย ไปจนถึงญาติ เพื่อนบ้านและทุกคนในหมู่บ้านทำได้

นอกจากทุนทางสังคมแล้ว ผู้เขียนวัดตัวแปรที่เขาเชื่อว่ามีความสำคัญในการทดสอบสมมติฐานอีกสองชุดคือ ประสิทธิภาพของ “ตัวแทน” ของชาวชนบท และปัจจัยด้านโครงสร้างของหมู่บ้าน  สำหรับการวัดประสิทธิภาพของตัวแทนของชาวชนบท เขาใช้แบบสอบถามเพื่อพิจารณาให้ค่าแก่ตัวแปร 6 ตัวได้แก่ (1) ความแข็งแกร่งของพรรคการเมือง (2) ความแข็งแกร่งขององค์กรทางวรรณะ (3) ความแข็งแกร่งขององค์กรของรัฐ (4) ความแข็งแกร่งทางด้านการพัฒนาของผู้นำหมู่บ้าน (5) ความแข็งแกร่งของสภาหมู่บ้านดั้งเดิม และ (6) ความแข็งแกร่งของระบบอุปถัมภ์

สำหรับปัจจัยด้านโครงสร้าง เขาวัดจำนวนของวรรณะที่มีอยู่ในหมู่บ้าน  จำนวนคนที่อยู่ในแต่ละวรรณะ  การกระจายของการเป็นเจ้าของที่ดิน และอัตราของประชากรที่รู้หนังสือ

ในการทดสอบสมมติฐานเพื่อวัดบทบาทที่ทุนทางสังคมมีต่อวิวัฒนาการ 3 ด้านคือ การพัฒนาเศรษฐกิจ ความสงบสุขในชุมชน และการเข้าร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย ผู้เขียนแยกนำเสนอวิวัฒนาการแต่ละด้านก่อนจะนำไปรวมกันในบทสรุปอีกครั้งหนึ่ง

ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้เขียนสร้างดัชนีชี้วัด 4 ชุดขึ้นมาเพื่อทดสอบสมมติฐาน  ดัชนีเหล่านี้สะท้องความต้องการของชาวบ้านซึ่งประกอบด้วย (1) เสถียรภาพของความเป็นอยู่ซึ่งวัดจากความยั่งยืนของผลผลิตที่ได้จากการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้าน (2) การลดลงของความยากจนซึ่งผู้เขียนคำนวณว่ามีอยู่อย่างแพร่หลายในทุกหมู่บ้าน  บางหมู่บ้านมีคนจนอยู่สูงถึง 87% ของประชากรและ 29 ใน 69 หมู่บ้านที่เขาศึกษามีประชากรยากจนเป็นส่วนใหญ่ (3) การสร้างงานโดยเฉพาะในช่วงนอกฤดูทำเกษตรกรรมซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการหารายได้เสริมของชาวชนบท และ (4) การเข้าถึงและคุณภาพของบริการสังคมซึ่งประกอบด้วยการศึกษา การรักษาพยาบาลและน้ำสะอาด

การทดสอบสมมติฐานได้ข้อสรุปว่า ทั้งทุนทางสังคมและประสิทธิภาพของคนรุ่นใหม่ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชาวชนบทมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของหมู่บ้าน  ปัจจัยสองอย่างนี้เสริมกันและกัน  ฉะนั้นหมู่บ้านที่มีปัจจัยใดเพียงปัจจัยเดียวมีระดับการพัฒนาต่ำกว่าหมู่บ้านที่มีปัจจัยทั้งสองอย่าง  นอกจากนั้นการทดสอบยังพบอีกว่า ระดับการศึกษาโดยทั่วไปของประชาชนซึ่งวัดโดยอัตราของประชากรที่อ่านออกเขียนได้เป็นปัจจัยที่ยังผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย

ในด้านความสงบสุขในชุมชน ผู้เขียนสร้างดัชนีชี้วัดจากข้อมูล 5 ด้านในหมู่บ้านได้แก่ (1) เหตุการณ์รุนแรง (2) ข้อพิพาทเรื่องที่ดิน (3) สถิติอาชญากรรม (4) การเข้าร่วมฉลองเทศกาลสำคัญ ๆ ของหมู่บ้าน และ (5) ความรู้สึกของสมาชิกว่าหมู่บ้านของตนสงบสุขกว่าหมู่บ้านอื่น

การทดสอบสมมติฐานได้ข้อสรุปว่า ทั้งทุนทางสังคมและประสิทธิภาพของตัวแทนของประชาชนในหมู่บ้านมีความสำคัญต่อความสงบสุขของชุมชน  แต่ตัวแทนของประชาชนในกรณีนี้ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษามากกว่าชาวบ้านทั่วไปเช่นในกรณีของการพัฒนาเศรษฐกิจ หากเป็นสภาหมู่บ้านซึ่งมีมาเป็นเวลานานแล้วและผู้ที่เป็นสมาชิกสภามักเป็นคนรุ่นเก่ามากกว่าคนรุ่นใหม่  ประสิทธิภาพของตัวแทนในกรณีนี้จึงหมายถึงความแข็งแกร่งในการทำงานของสภาในกิจต่าง ๆ เช่น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างสมาชิกในหมู่บ้านด้วยกัน  ผู้เขียนเสริมข้อสรุปนี้ด้วยการนำเรื่องราวของหมู่บ้าน 2 แห่งมาเล่าย่างละเอียด  หมู่บ้านหนึ่งเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีทั้งทุนทางสังคมน้อยและสภาชุมชนที่มีประสิทธิภาพต่ำยังผลให้เป็นชุมชนที่ไม่ค่อยมีความสงบสุข  ส่วนอีกหมู่บ้านหนึ่งเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีทุนทางสังคมสูงพร้อมกับมีสภาหมู่บ้านที่มีประสิทธิภาพสูงทำให้เป็นชุมชนที่มีความสงบสุข

นอกจากนั้นผู้เขียนยังนำข้อมูลประกอบมาเสนอเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมแบบใหม่ซึ่งประกอบด้วยตำรวจและระบบศาล  เขาอ้างว่าเป็นเวลานับร้อยปีแล้วที่กระบวนการนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลง  จริงอยู่ในยุคนี้ชาวชนบทสามารถเดินทางไปศาลได้ง่ายขึ้น  แต่ชาวบ้านยังมองว่าตำรวจมักใช้อำนาจบาตรใหญ่ หยาบคายและเรียกร้องเอาสินบน  กระบวนการของศาลยุติธรรมต้องใช้ทั้งเงินและเวลา แต่ก็ใช่ว่าจะตัดสินอย่างตรงไปตรงมาตามที่น่าจะเป็น  ในบางกรณียังมีการเรียกร้องเอาสินบนและในบางครั้งคู่กรณีรอไปตลอดชีวิตศาลก็ยังไม่มีคำตัดสิน  ในสภาพเช่นนี้ชาวชนบทจึงพอใจที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมแบบดั้งเดิมโดยอาศัยสภาหมู่บ้านเป็นผู้ตัดสินกรณีพิพาทต่าง ๆ  เนื่องจากสภาหมู่บ้านมีบทบาทสำคัญในด้านความสงบสุขของชุมชน ผู้เขียนจึงเสนอให้รักษาระบบนี้ไว้คู่กับกระบวนการยุติธรรมแบบใหม่

ในด้านการเข้าร่วมกระบวนการประชาธิปไตย ผู้เขียนใช้ดัชนีชี้วัด 4 ตัวด้วยกันคือ (1) การไปออกเสียงเลือกตั้ง (2) การเข้าร่วมกระบวนการหาเสียงของนักการเมืองและกิจกรรมสนับสนุนพรรคการเมือง (3) การพบปะกันในหมู่บ้านและการร่วมกันเสนอคำร้องเรียนต่อรัฐและนักการเมือง และ (4) การประท้วง

การทดสอบสมมติฐานได้ข้อสรุปว่า ทุนทางสังคมและตัวแทนมีความสำคัญในการเข้าร่วมกระบวนการประชาธิปไตยของชาวชนบท  ตัวแทนในที่นี้คือนักการเมืองรุ่นใหม่ในท้องถิ่นที่ไม่ยึดวรรณะ ศาสนาและระบบอุปถัมภ์ดั้งเดิมเป็นปัจจัยของการสร้างฐานทางการเมือง หากยึดความต้องการของชาวบ้านเป็นหลักโดยเฉพาะในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ  ผู้เขียนนำข้อมูลมาเสนอว่าการเข้าถึงการศึกษาและสื่อยุคใหม่มีบทบาทสำคัญในการสร้างกระบวนการประชาธิปไตยจากรากหญ้า  ปัจจัยทั้งสองนี้มีบทบาทสำคัญในการลบล้างระบบเก่าซึ่งอาศัยวรรณะและระบบอุปถัมภ์เป็นแกน

ข้อสังเกต – เนื่องจากหนังสือเล่มนี้นำเสนอผลของการวิจัย เนื้อหาส่วนหนึ่งจึงพูดถึงกระบวนการทางเทคนิคซึ่งน่าจะเหมาะสำหรับนักศึกษาในระดับปริญญาโทขึ้นไปหรือผู้ที่เข้าใจวิชาสถิติค่อนข้างดี  อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เป็นภูมิหลังของการวิจัยมีความน่าสนใจในตัวของมันเองและผู้อ่านทั่วไปจะติดตามได้เป็นอย่างดี  สำหรับในด้านวิธีนำเสนอ ผู้เขียนพูดถึงประเด็นต่าง ๆ ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งจนบางทีทำให้น่าเบื่อ  ฉะนั้นผู้ที่มีเวลาน้อยแต่มีความสนใจในรายละเอียดอยู่บ้างอาจอ่านเฉพาะบทที่ 8 ซึ่งเป็นบทสรุปและมีความยาว 22 หน้า  การอ่านบทนี้อาจเพียงพอที่จะทำให้เกิดข้อคิดว่าจะนำผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทยได้อย่างไรด้วย

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Saturday, August 8th, 2009 and is filed under การพัฒนา. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

9 Responses to “Active Social Capital : ทุนทางสังคมกับการพัฒนา”

  1. chongkiat on September 28th, 2009 at 12:58 pm

    ผมกำลังมีคำถามในใจว่า ทำไมคนถึงอยากเป็นนักการเมืองนัก ถึงแม้ถูกห้าม ก็ยังพยายามแก้กฎเพื่อกลับมามีอาชีพเป็นนักการเมืองอีก ก็เลยน่าจะอธิบายได้ว่า มันคุ้มที่จะเสียง หมายถึงใช้เงินใช้ชื่อเสียง หรือ หน้าตาแล้ว ได้อำนาจ มีโอกาสได้ข้อมูลลับ มีโอกาสอยู่กับคนชั้นสูง ได้เงิน(โกงมาด้วย) มากกว่าหลายเท่าตัว แสดงว่า ใช้ต้นทุนไม่มาก เสี่ยงเล็กน้อย ถ้าสำเร๊จกำไรหลายเท่าตัว ดังนั้น ผมคิดว่าต้องเพิ่มความเสี่ยงให้นักการเมืองมากกว่านี้ เช่นถ้าผิดและจับได้ นอกจากเสียต้นทุนทางสังคมแล้ว อับอายขายหน้าแล้ว ต้องเสียเงินมหาศาลเป็นค่าปรับข้อหาทำลายระบบประชาธิปไตยด้วย หรือ อาจติดคุกด้วย หรืออีกทางคือจะซื่อเสียงต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล

  2. ไสว บุญมา on September 29th, 2009 at 7:00 am

    คุณ chongkiat

    ครับ ถ้าคิดในแง่ของการลงทุนเพื่อแสวงหากำไร คงเป็นอย่างนั้น ไต้หวันเพิ่งสั่งจำคุกอดีตประธานาธิบดีตลอกชีวิต อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้เคยถูกลงโทษเช่นเดียวกัน และคนที่ยังไม่ถูกลงโทษกระโดดหน้าผาตาย ถ้าเมืองไทยมีมาตรการในระดับนั้น คงจะช่วยได้มาก แค่ติดคุก ๒ ปี หรือห้ามเล่นการเมือง (โดยตรง) ๕ ปีไม่มีความหมายเท่าไรหรอก ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ก็ต้องมีมาตรการที่จูงใจได้จริง สิงคโปร์ห้ามบ้วนน้ำลายในที่สาธารณะ ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งและทำโทษพวกฝ่าฝืนจริง ๆ เพราะต้องการเปลี่ยนสังคม เขาทำได้

  3. ywara on September 29th, 2009 at 6:59 pm

    การเมืองที่คุณ chongkiat เอ่ยถึงคือการเมืองที่ไม่พัฒนา และได้รับการยอมรับจากประชาชนซึ่งไม่พัฒนาเช่นกัน มิเช่นนั้นเหตุการณ์เหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง เมื่อนักการเมืองฉ้อฉลขนาดนั้น ประชาชนมีทางเลือก 2 ทาง 1.ประชาชนลุกขึ้นเร่งรัดให้รัฐออกกฎหมายเพิ่มโทษทางกฎหมายดังที่คุณ chogkiat ได้ให้ความเห็นไว้ 2.ประชาชนนิ่งเฉยด้วยเหตุผลที่หลากหลายประการ ณ.ตอนนี้เราก็เห็นแล้วว่าประชาชนเลือกทางใด

  4. ไสว บุญมา on September 29th, 2009 at 7:49 pm

    คุณ ywara

    แนวคิดหนึ่งซึ่งผมได้รับจากการศึกษาการทำงานของนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมอาจสรุปได้สั้น ๆ ว่า “การดูดายเป็นบาป” คนไทยส่วนใหญ่ดูดายด้วยทัศนะที่ว่า “ธุระไม่ใช่” “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” อย่า “แกว่งเท้าหาเสี้ยน” ฯลฯ บาปที่สั่งสมขึ้นในเมืองไทยกำลังแสดงตัวออกมาให้เห็นดังเช่นที่เป็นอยู่ ผมสรุปเรื่องนี้หลังจากได้ศึกษาการทำงานของนายแพทย์ชื่อ Paul Farmer ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้าผมคิดว่าจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นอกจากในหลวงแล้ว ผมเห็นว่าเขาน่าจะได้รับ เรื่องราวของเขาอาจหาอ่านได้ในหนังสือชื่อ Mountains beyond Mountains ของ Tracy Kidder ซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ผมเสอนให้แปลหนังสือเล่มนนี้ แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนทำ ผมมีบทคัดย่อที่คุณหมอนภาพรทำไว้ หากคุณต้องการอ่าน กรุณาส่งอีเมล์ไปหาผมนะครับ

  5. platu on February 2nd, 2010 at 3:13 pm

    อาจารย์ค่ะ ทฤษฏีความอลวน กับ Chaos theory เหมือนกันไหมค่ะ อาจารย์จะกรุณาเล่าเกี่ยวกับทฤษฏีนี้ และการประยุกต์ใช้ ให้เป็นวิทยาทานได้ไหมค่ะ

    ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

    ปลา

  6. ไสว บุญมา on February 3rd, 2010 at 6:12 am

    ขอบคุณครับคุณปลา – ขออภัยที่ตอบช้าไป

    อย่างเดียวกันครับ ผมคิดว่าได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีนี้มาลงไว้แล้ว ให้ผมมีเวลาคุยกับคุณโกศล ผู้ทำเว็บไซต์ ก่อนนะครับ ตอนนี้ทราบว่าคุณโกศลยุ่งมาก

  7. Chongkiat on June 25th, 2010 at 5:51 pm

    ผมได้รวบรวมตัวเลขคร่าวๆ ของ GDP ประเทศไทย มีความเห็นว่า องค์ประกอบหลักใน GDP อยู่ในความควบคุมของรัฐบาลมากกว่า 50% เช่น ตัวเลขงบประมาณภาครัฐ บวกกับรัฐวิสาหกิจที่เติบโตอย่างมากหลังเข้าตลากหลักทรัพย์ เช่น ปตท. สนามบิน AOT อสมท. และอื่นๆ บริษัทเหล่านี้ตกอยู่ใต้อำนาจนักการเมืองทั้งทางตรง หรืออ้อม ขาดการแข่งขันที่เป็นธรรม ลักษณะนี้ อาจมองว่าเป็นข้อดี คือรัฐบาลสามารถควบคุมเศรษฐกิจได้ง่ายแต่ก็เป็นข้อเสียอย่างมาก คือ เป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาล และก็เกิดการแก่งแย่งอย่างรุนแรงเพื่อเข้าสู่อำนาจนั้น เพื่อโอกาสในการโกง แม้แต่สินค้าเกษตร ก็มีการแทรกแซงโดยรัฐ และก็มีการโกง ผมคิดว่า นอกจากการลงโทษที่รุนแรงกับคนโกงแล้ว เราอาจจะต้องลดอำนาจของรัฐบาล ให้รัฐวิสาหกิจมีการแข่งขันที่แท้จริง และความโปร่งใสในการบริหารไม่ถูกครอบงำจากนักการเมือง ให้ตลาดเสรีทำงานมากขึ้น ลดจำนวนข้าราชการ
    ขณะเดียวกันจะต้องเพิ่มสัดส่วนของ GDP ที่ไม่เกี่ยวกับรัฐ เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและเล็กให้มากขึ้นอีกมาก

  8. ไสว บุญมา on June 25th, 2010 at 8:29 pm

    ขอบคุณครับคุณ Chongkiat

    คงเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า จะยึดหลักไหนในการปฏิบัติก็ตาม หากผู้ปฏิบัติฉ้อฉลเสียแล้ว ทุกอย่างผิดจุดมุ่งหมายไปหมด มันเป็นเช่นเดียวกับเรื่องเทคโนโลยีที่มักมีคำสาปติดมาด้วย เทคโนโลยีอยู่ในมือคนดีย่อมมีประโยชน์ ตรงข้าม ในมือคนชั่วมักเป็นโทษ แม้แต่เศรษฐกิจตามแนวคิดตลาดเสรีก็มองได้ว่าเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่งซึ่งวางอยู่บนสมมติฐานของการแข่งขันอย่างโปร่งใส อย่างมีคุณธรรม โดย “กรรมการ” คือคนของรัฐต้องไม่ลงไปเล่นด้วย แต่เมืองไทยใช้แนวคิดนั้นอย่างไรเรารู้กันอยู่แล้ว ร้ายยิ่งกว่านั้น ยัง
    มีการฉ้อฉลกันมากมายในทุกวงการอีกด้วย

  9. Chongkiat on July 1st, 2010 at 3:55 pm

    เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ เราจึงต้องกระจายความเสี่ยง กระจายอำนาจ ไม่ให้อำนาจอยู่ในมือใครมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายมาก ถ้าคนไม่ดีนั้นได้อำนาจ

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.