กระแสต่อต้านการเสริมสร้างทุนทางสังคม

เมื่อวันที่ 11 ผมเรียนว่าการจะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป สังคมไทยต้องเสริมสร้างทุนทางสังคมให้แข็งแกร่งขึ้น วันนี้จะเรียนว่า การทำเช่นนั้นนับวันจะยิ่งยากเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนวิวัฒนาการโลกจะเป็นอุปสรรคที่หนักหนาสาหัสขึ้น ปัจจัยพื้นฐานมีสี่อย่างด้วยกันคือ ทรัพยากร จำนวนคน การบริโภคของแต่ละคนและเทคโนโลยี เราทราบดีแล้วว่าโลกมีทรัพยากรจำกัด นั่นเป็นสัจพจน์ ขณะนี้โลกมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6,800 ล้านคนแล้ว ทุกคนต้องบริโภค หรือใช้ทรัพยากรเพื่อยังชีวิต เทคโนโลยีถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา มันมีคุณอนันต์แต่มักแฝงโทษมหันต์มาด้วย

ก่อนเกิดยุคเกษตรกรรมเมื่อเกือบ 10,000 ปีที่แล้ว โลกมีประชากรประมาณ 5 ล้านคนซึ่งดำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ จึงจำกัดการบริโภคเท่าที่หาได้ เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้แก่การรู้จักปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ซึ่งเอื้อให้ผลิตอาหารได้มาก เมื่อมีอาหาร คนโบราณก็ผลิตลูกเพิ่ม พวกเขามีเวลาแสวงหาความก้าวหน้าและสร้างอาณาจักรต่าง ๆ ขึ้นด้วย แต่การเพิ่มขึ้นของประชากรและการสร้างอาณาจักรเหล่านั้นนำไปสู่การใช้ทรัพยากรมากขึ้น มันเป็นคำสาปของเทคโนโลยีใหม่เมื่อมันนำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อมและการแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างเข้มข้นจนในที่สุดอาณาจักรทั้งหลายก็ล่มสลายลง ไม่ว่าจะเป็นบาบิโลน โรมัน หรือมายา

โลกตกอยู่ในยุคเกษตรกรรมหลายพันปีก่อนที่เทคโนโลยีใหม่ซึ่งได้แก่เครื่องจักรกลจะเกิดขึ้นเมื่อราว 250 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นประชากรโลกเพิ่มเป็นประมาณ 800 ล้านคน เครื่องจักรกลทำให้เกิดยุคอุตสาหกรรมอันมีโรงงานขนาดใหญ่ที่จูงใจคนงานให้ทิ้งถิ่นฐานบ้านเดิมไปรับงานใหม่ในเมือง พวกเขามักถูกเอาเปรียบจากนายจ้างยังผลให้เกิดความแตกต่างอย่างฟ้ากับดินของคนสองชนชั้น ความแตกต่างนั้นผลักดันให้เกิดแนวคิดระบบคอมมิวนิสต์ ระบบนี้แตกต่างกับระบบตลาดเสรีซึ่งมีมาก่อนแล้วคือ รัฐเป็นเจ้าของทรัพยากรทุกอย่างและจะสั่งใครทำอะไรก็ได้ ในขณะที่ในระบบตลาดเสรี เอกชนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพยากรและมีอิสระที่จะประกอบอาชีพ

ความก้าวหน้าทางการรักษาพยาบาลที่เกิดพร้อม ๆ กันกับเครื่องจักรกลทำให้จำนวนคนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและการแย่งชิงทรัพยากรเข้มข้นจนเกิดการล่าอาณานิคมและสงครามน้อยใหญ่ไปทั่วโลก สงครามเย็นเป็นสงครามที่ฝ่ายตลาดเสรีต่อสู่กับฝ่ายที่ใช้ระบบคอมมิวนิสต์ซึ่งมีผลทั้งในด้านการค้นพบเทคโนโลยีใหม่และการทำลายทรัพยากรที่ใช้สร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อทำลายล้างกัน ในบรรดาเทคโนโลยีใหม่ได้แก่เทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งขับเคลื่อนให้เกิดยุคสารสนเทศเมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา แม้ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะแพ้สงครามเย็น แต่การแย่งชิงทรัพยากรยังเข้มข้นเพราะจำนวนคนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร้ายยิ่งกว่านั้น เกือบทุกคนยังต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นแบบไม่มี่สิ้นสุด เทคโนโลยีใหม่ช่วยแก้ปัญหาได้มากแต่ก็พกเอาคำสาปมาด้วยเช่นเดิม โดยเฉพาะการหลอมรวมตลาดเงินเป็นตลาดเดียวกันจนทำให้การโยกย้ายเงินจำนวนมหาศาลสามารถทำได้ภายในพริบตา เมืองไทยได้รับผลร้ายของการโยกย้ายเงินแบบนี้เมื่อกลางปี 2540

การบริโภคที่เพิ่มขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุดนี้มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหน้าใหญ่ซึ่งผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดโดยการให้เสรีภาพแก่ภาคเอกชนจนระบบตลาดเสรีเลื่อนไปตกขอบ แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวจนเอื้อให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่บริโภคได้มากจนอ้วนเกินพอดีและแต่ละคนใช้ทรัพยากรราว 6 เท่าของชาวโลกแล้ว แต่ชาวอเมริกันยังต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น วิธีที่พวกเขาจะทำได้คือการสร้างความร่ำรวยมหาศาลซึ่งมีค่าทำกับการแย่งชิงทรัพยากรมาไว้ในครอบครองนั่นเอง กระบวนการนี้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือ หนุ่มสาวอเมริกันที่มีมันสมองปราดเปรื่องนิยมเรียนวิชาบริหารธุรกิจแทนการเรียนสาขาที่นิยมกันมาก่อน เช่น แพทย์ เมื่อเรียนจบก็มักไปทำงานในภาคการเงินเพื่อหวังสร้างความร่ำรวยอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งทำได้ แต่อีกส่วนหนึ่งกลับใช้การละเมิดจรรยาบรรณและการฉ้อโกง

วิธีการสร้างความร่ำรวยที่สำคัญได้แก่การสร้างนวัตกรรมทางการเงิน อาทิ การสร้างตราสารหนี้ขึ้นจากดัชนีและหนี้อื่น ๆ แล้วนำมาขายในรูปของอนุพันธ์ และการตั้งกองทุนขนาดใหญ่เพื่อใช้เก็งกำไรและโจมตีค่าเงิน เมืองไทยได้เห็นพิษสงของกิจกรรมจำพวกนี้เมื่อปี 2540 วิกฤติเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันก็เกิดจากกระบวนการเดียวกัน นั่นคือ ชาวอเมริกันจำนวนมากก่อหนี้จนเกินระดับที่ตนสามารถชำระได้เพื่อนำเงินไปซื้อบ้าน การก่อหนี้นั้นได้รับการช่วยเหลือจากนายหน้าซึ่งลดมาตรฐานของการให้กู้และบางคนทำผิดกฎหมายด้วยการสร้างหลักฐานเท็จขึ้น เมื่อให้กู้ไปแล้ว พวกเขาก็นำสัญญาหนี้ไปขายให้สถาบันการเงินซึ่งนำสัญญาเหล่านั้นมารวมกันแล้วแยกขายในรูปของอนุพันธ์ต่าง ๆ ผู้ที่ซื้อไปไม่รู้แม้กระทั่งความเสี่ยงเพราะคิดแต่เพียงว่าจะทำกำไรได้อย่างงดงาม นั่นเป็นการลงทุนที่มีจรรยาบรรณต่ำมาก เทคโนโลยีใหม่เอื้อให้การซื้อขายอนุพันธ์จำนวนมหาศาลเกิดขึ้นได้เพราะมันทำให้ตลาดเงินไร้พรมแดนแล้ว กระบวนการนี้เป็นไปหลายรอบจนกระทั่งถึงวันที่ลูกหนี้จำนวนมากไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญา ชนวนวิกฤติก็ถูกจุดให้ประทุออกมาเมื่อกลางปี 2550

ปรากฏการณ์หลายอย่างในเมืองไทยอาจอธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ผลักดันให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรกันนี่เอง ความไร้จรรยาบรรณของชนชั้นพ่อค้าและความฉ้อฉลของชนชั้นผู้นำที่หาทางสร้างความร่ำรวยแบบไม่มีที่สิ้นสุดเป็นปรากฏการณ์เลวร้ายที่เห็นได้ชัดยิ่งขึ้น เทคโนโลยีร่วมสมัยช่วยให้การฉ้อฉลและการซุกซ่อนกลโกงทำได้ง่าย การสั่งจ่ายสินบนในต่างประเทศ การโยกย้ายเงินไปซุกไว้ในเกาะต่าง ๆ และการถอนเงินนั้นมาใช้ในการป่วนบ้านป่วนเมืองล้วนทำได้ภายในพริบตา แต่สังคมไทยก็ใช่จะโดดเดี่ยวเพราะประเทศที่ก้าวหน้าเช่นสหรัฐอเมริกาก็มีความฉ้อฉลเพิ่มขึ้นเช่นกันหากเราอ่านหนังสือชื่อ Are We Rome? ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com ยิ่งกว่านั้น การแย่งชิงทรัพยากรกันในระดับประเทศก็เข้มข้นขึ้นด้วย เกือบทุกสัปดาห์จึงมีรายงานว่าจีนไปซื้อบริษัทขนาดยักษ์ที่ผลิตวัตถุดิบจากทั่วสารทิศ กระบวนการนี้มิใช่ของใหม่เพราะบริษัทใหญ่ ๆ ของฝรั่งทำกันมานานแล้ว

ในภาวะเช่นนี้เรามีทางออกอย่างไร ? อันที่จริงคนไทยเคยมองกาลไกลมาก่อน จึงได้ลดอัตราการเกิดของประชากรลงอย่างรวดเร็ว แต่เราต้องพยายามลดต่อไปจนกว่าประชากรไทยจะไม่เพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าคู่สามีภรรยาโดยทั่วไปไม่ควรมีลูกเกินสองคน อย่างไรก็ตาม การบริโภคของแต่ละคนยังเพิ่มขึ้นทั้งที่บางส่วนไม่มีความจำเป็น ฉะนั้น ผู้ที่เห็นว่าตนบริโภคเกินก็ควรลดส่วนนั้นลงบ้าง เกี่ยวกับประเด็นนี้ รัฐบาลมีบทบาทสำคัญ นั่นคือ ใช้มาตรการจูงใจให้ผู้ที่ยังไม่ค่อยตระหนักถึงผลเสียของการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็นให้หยุดยั้งและลดละการกระทำเช่นนั้น ผมได้เสนอแนวคิดสำหรับมาตรการต่าง ๆ ไว้ในหนังสือชื่อ “ทางข้ามเหว: แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย” ซึ่งคุณหมอนภาพร ลิมป์ปิยากรได้จัดพิมพ์เพื่อนำส่วนหนึ่งไปมอบให้ผู้ที่อาจมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมอ่านรวมทั้งผู้ที่อยู่ในรัฐบาลด้วย แก่นของหนังสือคือการเสนอแนะว่าจะนำพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่แนวปฏิบัติอย่างจริงจังได้อย่างไร แต่ขณะนี้คงไม่มีใครใส่ใจกับหนังสือเล่มนั้นเพราะนอกจากมันจะกลั่นออกมาจากสมองของปลาซิวปลาสร้อยแล้ว รัฐบาลยังกำลังประสบกับความกดดันรอบด้านโดยเฉพาะจากคนฉ้อฉลที่ปะปนอยู่ในรัฐบาลเองและจากพวกพ้องของนายกรัฐมนตรีขี้ฉ้อฉลสามคนที่พ้นอำนาจไป

ปัจจัยทั้งหลายทั้งปวงที่ผมเล่ามานี้จะมีผลผลักดันให้กระแสต่อต้านการเสริมสร้างทุนทางสังคมนับวันจะยิ่งเชี่ยวกรากขึ้น ฉะนั้น หากคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนัก ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่เหมาะสมกว่า ไม่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวมบ้างและไม่ช่วยกันขัดขวางคนเลว หรือดูดาย โอกาสที่เมืองไทยจะพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปมีเพียงน้อยนิด

—————-

บทความโดย ดร.ไสว บุญมา

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการเอเอสทีวี วันที่ 25 กันยายน 2552

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Tuesday, September 29th, 2009 and is filed under การพัฒนา. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

5 Responses to “กระแสต่อต้านการเสริมสร้างทุนทางสังคม”

  1. Note on September 29th, 2009 at 6:33 pm

    ฟังแล้วก็น่าเศร้านะครับกับประเทศชาติบ้านเรา… ขอบคุณอาจารย์ที่ให้ความรู้ครับ ติดตามอ่านมาเรื่อยๆ ปัญหามันมาตลอดแล้วทุกอย่างก็มีที่มา ประเด็นคือสังคมไม่รู้เท่าทันแล้วพัฒนาไปพร้อมๆกัน ทางแก้มันกูมืดมนเข้าไปทุกวันๆ…

  2. โกศล อนุสิม on September 29th, 2009 at 10:38 pm

    หากพิเคราะห์ตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ สิ่งที่อาจารย์สรุปไว้ในย่อหน้าสุดท้ายน่ากลัวว่าจะเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นนำด้วยแล้ว ปากว่าตาขยิบ มุ่งหาอามิส เสียทั้งสิ้น ทำบาป 7 ประการที่ท่านมหาตมะ คานธี กล่าวไว้ครบทุกอย่าง คือ

    -เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ
    -หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด
    -ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน
    -มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี
    -ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลธรรม
    -วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์
    -บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ

    (จากหนังสือ ข้าพเจ้าทดลองความจริง แปลโดย ท่านอาจารย์กรุณา – เรืองอุไร กุศลาสัย)

    อย่างไรก็ดี มีเสียงปลาซิวปลาสร้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเสียงใดเลยนะครับท่านอาจารย์.

  3. ไสว บุญมา on September 30th, 2009 at 1:37 am

    ในสภาพที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ เป็นธรรมดาที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเช่นเมืองไทบย่อมตามวิวัฒนาการไม่ทัน ในภาวะเช่นนี้ชนชั้นผู้นำมีความสำคัญยิ่ง พวกเขามีการศึกษามากกว่า จึงมักจะเข้าใจวิวัฒนาการดีกว่า แต่แทนที่จะใช้ความเข้าใจนั้นพาสังคมไปในทางที่เหมาะสม พวกเขากลับทำลายสังคมด้วยการใช้ความเข้าใจไปในทางผิด

    ตามที่เราเข้าใจกันอยู่แล้ว พลทหารย่อมมองภาพใหญ่ไม่เห็นว่าข้าศึกเป็นอย่างไรและจะต่อสู้อย่างไรจึงจะไม่แพ้ แต่ถ้าชนชั้นนายทัพมัวแต่สร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง โอกาสจะชนะสงครามย่อมไม่มี

  4. ywara on October 11th, 2009 at 1:58 pm

    แล้วจะมีทางใดที่จะสร้างความมั่นคงให้กับสังคมได้ เมื่อเราได้รับรู้ถึงปัญหาแล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไรในระยะเวลาที่เราเชื่อว่ามีอย่างจำกัด

  5. Sawai Boonma on October 11th, 2009 at 9:38 pm

    ผมเชื่อเรื่อง “ความดูดายเป็นบาป” ในสังคมที่เต็มไปด้วยคนดูดาย บาปย่อมสั่งสมขึ้นเรื่อย ๆ ความดูดายอาจเกิดจากเรื่องง่าย ๆ เช่น เมื่อเห็นเศษกระดาษตกอยู่ ก็เดินข้ามไปทั้งที่มีโอกาสเก็บใส่ถังขยะ แต่ แน่ละ เมื่อมันมีมาก ๆ เช่น ตามสะพานข้ามถนน เราคงไม่มีเวลาที่จะไปตามเก็บได้หมด นั่นเป็นบาปที่คนจำนวนมากร่วมกันสร้างขึ้น ผู้ที่มีโอกาสไปสิงคโปร์ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ จะเห็นว่าไม่ค่อยมีสิ่งเหล่านั้นตามข้างถนน คนของเขาไม่ค่อยทำบาปจำพวกนี้ หรือถ้ามีอะไรตกอยู่ ก็มักมีผู้เก็บไปทิ้ง ยังมีเรื่องใหญ่ ๆ กว่านี้อีกมากที่เป็นบาปที่สมาชิกในสังคมก่อขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนพอมองเห็น ส่วนจะเลือกทำอย่างไรนั้น ผมคงบอกใครไม่ได้ ทุกคนมีกฎเกณฑ์และข้อจำกัดของตัวเอง ในการต่อสู้กันระหว่างผู้ที่สร้างบาปกับผู้ที่ไม่ดูดาย ฝ่ายที่มีพลังสูงกว่าย่อมชนะซึ่งจะมีผลสะท้อนออกมาในสังคม ปี่ ๒๕๕๕ อาจเป็นเพียงเป้าเพื่อจะเตือนสังคมให้ตื่นตัวเท่านั้น ฉะนั้น กรุณาอย่าถอดใจ พยายามทำในสิ่งที่ลดบาปของสังคมต่อไป นะครับ

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.