Are We Rome? – ใครอยู่ได้ค้ำฟ้า? (1)
หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายและสหรัฐอเมริกากลายเป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงประเทศเดียวเมื่อปี 2534 ผู้เชี่ยวชาญถกเถียงกันอย่างเข้มข้นมาตลอดว่าสหรัฐอเมริกาจะพัฒนาไปทางไหน บางคนอ้างถึงการศึกษาที่สรุปว่าทุกอาณาจักรในอดีตล้วนล่มสลายตามสัจธรรมที่ว่า ไม่มีอะไรอยู่ได้ค้ำฟ้า ฉะนั้นสหรัฐอเมริกาก็จะล่มสลายในวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน
การศึกษาของศาสตราจารย์ Paul Kennedy ที่พิมพ์ในรูปของหนังสือชื่อ The Rise and Fall of the Great Powers เป็นหนึ่งในการศึกษาชิ้นสำคัญที่มักถูกอ้างถึงและมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือเรื่อง “กะลาภิวัตน์” บางคนเริ่มศึกษาใหม่โดยย้อนกลับไปดูความล่มสลายของอาณาจักรโรมันเพื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาในยุคปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ หนึ่งในจำนวนนี้ได้แก่ Cullen Murphy ซึ่งเสนอผลการศึกษาออกมาเมื่อปี 2550 ในหนังสือชื่อ Are We Rome?: The Fall of An Empire and the Fate of America หนังสือขนาด 260 หน้าเล่มนี้แบ่งเป็น 5 บทพร้อมด้วยบทนำและบทส่งท้าย
บทนำซึ่งมีความยาวถึง 23 หน้าเริ่มด้วยการเปรียบเทียบกระบวนการเดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ ของประธานาธิบดีอเมริกัน เช่น จอร์จ ดับเบิลบู บุช ว่า ไม่ต่างกับการเดินทางของจักรพรรดิโรมันมากนัก เริ่มจากคณะรักษาความปลอดภัยที่ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อเตรียมสถานที่ คณะของประธานาธิบดีห้อมล้อมด้วยหน่วยรักษาความปลอดภัยหลายชั้นรวมทั้งผู้ชิมอาหารก่อนประธานาธิบดีจะรับประทานด้วย นอกจากนั้นยังมีรัฐมนตรี ที่ปรึกษาและกองเลขานุการซึ่งไม่ต่างอะไรกับข้าทาสบริวารของจักรพรรดิโรมันยกเว้นในยุคนี้ไม่มีพวกขันทีเท่านั้น เมื่อไปถึงที่ไหนก็จะมีผู้นำท้องถิ่นมารายงานเหตุการณ์ต่าง ๆให้ทราบรวมทั้งผู้นำของประเทศที่ว่าเป็น “มหาอำนาจ” ด้วย กระบวนการเช่นนี้มีเกิดขึ้นตลอดเวลาจนทำให้รัฐมนตรีอาวุโสของอังกฤษคนหนึ่งรำพึงเป็นข้อเขียนออกมาว่า “คุณตระหนักถึงบทบาทของคุณว่าคือเมืองขึ้น คุณเข้าไปพบเขาในฐานะบริวารที่มีความจงรักภักดีและหวังว่าเขาจะเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ” การเปรียบเทียบเช่นนี้มีไปถึงรายละเอียดอื่น ๆ เช่น สัญลักษณ์รูปนกอินทรีย์ กีฬาฟุตบอลอเมริกันซึ่งเท่ากับการต่อสู้กันของนักสู้โรมันที่สู้กันเองบ้าง สู้กับสัตว์ร้ายบ้าง และพวกที่พยายามเล็ดลอดเข้าไปในสหรัฐอเมริกาที่คนไทยมักเรียกกันว่า “โรบินฮู้ด” คือส่วนหนึ่งของ “คนป่า” ในสมัยโรมัน
แต่ผู้เขียนเสนอว่าการเปรียบเทียบไม่ใช่ของใหม่เพราะในสมัยก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะประกาศเอกราชเมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วก็มีการเปรียบเทียบอเมริกากับอาณาจักรโรมันในยุคที่อาณาจักรนั้นยังมีการปกกรองแบบสาธารณรัฐก่อนที่จะกลายเป็นเผด็จการอันมีจักรพรรดิเป็นผู้รวมอำนาจ ฉะนั้นลักษณะของการเปรียบเทียบจึงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละกลุ่มชนซึ่งผู้เขียนแยกออกเป็น 7 กลุ่มด้วยกัน
กลุ่มแรกเป็นพวกอเมริกันจ๋าหรือขวาตกขอบนำโดยจอร์จ ดับเบิลยู บุช เอง กลุ่มนี้มองว่าอเมริกาเป็นมหาอำนาจที่รับมรดกตกทอดมาจากอาณาจักรโรมันและอังกฤษและต่อไปนี้จะไม่มีใครท้าทายได้อีก อเมริกาจะไม่มีทางเสื่อม ส่วนเหตุการณ์ชนิดที่กำลังเกิดขึ้นในอิรัก อัฟกานิสถาน อิหร่านและส่วนอื่นของโลกเป็นเพียงอุปสรรคเล็กน้อยเท่านั้น กลุ่มที่ 2 มองจากอีกขั้วหนึ่ง นั่นคือ มองว่าอเมริกากำลังแผ่ขยายอำนาจและความรับผิดชอบออกไปจนไกลเกินศักยภาพในขณะที่ตนเองมีปัญหาหนักหนาสาหัสอยู่ภายในเช่นเดียวกับในช่วงหลังของอาณาจักรโรมัน อเมริกากำลังทำลายสถาบันทางการเมืองและฐานทางคุณธรรมของตัวเองในนามของความปลอดภัย เช่น การใช้อำนาจลับและการติดตามดูประชาชนทุกฝีก้าว กลุ่มที่ 3 ตกอยู่ในระหว่างสองขั้วแรกนี้คือ มองว่าโลกต้องการอเมริกาในฐานะอภิมหาอำนาจที่สามารถทำหน้าที่ผู้นำของชาวโลกได้ อย่างไรก็ตามอเมริกาไม่พยายามทำหน้าที่นั้น แต่กลับหันไปสนใจแต่เรื่องภายในของตนเองโดยมุ่งสร้างความร่ำรวยและใช้เวลาหมดไปกับการแสวงหาความบันเทิง
กลุ่มที่ 4 มองว่าอเมริกากำลังเสื่อมลงอย่างรวดเร็วจนเป็นเสมือนอาณาจักรโรมันตอนกำลังล่มสลายแล้ว ปัญหาของอเมริกาเริ่มจากความล่มสลายในครอบครัว ต่อด้วยการใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไปในทางชั่วร้ายและรัฐบาลกดขี่ด้วยการเก็บภาษีแบบไม่เป็นธรรม จนทำให้สถาบันต่าง ๆ ค่อย ๆ ล่มสลายตามกันไปเรื่อย ๆ ส่วนกลุ่มที่ 5 เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มขวาตกขอบที่มองว่าอเมริกามีปัญหาหนักหนาสาหัสจากภายในโดยชนชั้นผู้นำที่สนใจแต่ในตัวเองพร้อมกับขาดความกล้าหาญทางด้านคุณธรรมและความอดทน
กลุ่มที่ 6 มองทุกอย่างจากสายตาของศาสนาคริสต์ อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้มีความเห็นต่างกันเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายหนึ่งมองว่าอเมริการุ่งเรืองขึ้นมาตามความต้องการของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะเผยแพร่คำสอนของศาสนาให้กระจายออกไปยิ่งขึ้น แต่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าอเมริกากำลังละทิ้งคำสอนของศาสนาจึงจะเดินเข้าสู่ความเสื่อมเช่นเดียวกับอาณาจักรโรมันหากยังไม่หันหลับมายึดหลักศาสนาอีกครั้ง ส่วนกลุ่มที่ 7 มองว่าอเมริกาจะใหญ่ยิ่งต่อไปในรูปของการควบรวมส่วนอื่นของโลกเพื่อสู้กับผู้ท้าทายคือ ชาวมุสลิมและจีน กลุ่มนี้มองว่าอเมริกาจะต้องควบรวมส่วนต่าง ๆ ของทวีปอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลียและบางส่วนของเอเซีย เช่น ญี่ปุ่น เข้าไปไว้ในอาณาจักรของตน
ในขณะที่การถกเถียงกันเป็นไปอย่างเข้มข้นนี้ ผู้เขียนมองว่าปัญหาสำคัญที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงคือ อะไรเกิดขึ้นกับอาณาจักรโรมันกันแน่ ฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบสองอภิมหาอำนาจซึ่งรุ่งเรืองในช่วงเวลาต่างกันถึงสองพันปี อย่างไรก็ตามเขาจะพยายามชี้ให้เห็นว่าอเมริกามีทั้งส่วนต่างและส่วนคล้ายกับอาณาจักรโรมัน เนื่องจากการเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างกันเป็นเวลานับพันปีไม่สามารถทำได้เช่นการทำเอาของสองอย่างมาตั้งเทียบกัน ฉะนั้นผู้เขียนจึงเสนอให้มองว่า เนื้อหาหนังสือเป็นเสมือนแบบฝึกหัดอย่างหนึ่ง
ส่วนต่างมีหลายอย่างด้วยกัน เริ่มจากเทคโนโลยีซึ่งตลอดเวลาราว 600 ปีอาณาจักรโรมันตกอยู่ในยุคเกษตรกรรมในขณะที่อเมริกาในช่วงเวลาเพียงสองร้อยกว่าปีได้พัฒนาผ่านยุคอุตสาหกรรมและยุคสารสนเทศและเริ่มเดินเข้าสู่ยุคชีวภาพแล้ว ฉะนั้นในด้านเศรษฐกิจอเมริการ่ำรวยกว่าอาณาจักรโรมันปานฟ้ากับดิน อเมริกาไม่มีทางอดอยาก ส่วนชะตากรรมของชาวโรมันขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศซึ่งหากแห้งแล้งติดต่อกันเป็นเวลานานจะยังผลให้ชาวโรมันอดอยากทันที อเมริกามีคนชั้นกลางจำนวนมากและปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โรมันไม่มีคนชั้นกลาง หากมีแต่กลุ่มชนชั้นสูงกลุ่มเล็ก ๆ ที่ปกครองประเทศด้วยระบบเผด็จการเป็นส่วนใหญ่พร้อมกับใช้ข้าทาสบริหารจำนวนมากซึ่งยากจน ในขณะที่โรมันพยายามขยายอาณาจักร อเมริกาไม่แสวงหาอาณานิคม ชาวอเมริกันพยายามสร้างความมั่งคั่งด้วยการทำกิจการต่าง ๆ ของตัวเองในฐานะนักธุรกิจ ส่วนชาวโรมันต้องการเพียงมรดกตกทอด ยิ่งกว่านั้นชาวอเมริกันมองตัวเองต่างกับชาวโรมัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการถือยศถือศักดิ์ หรือการมองบทบาทของสองเพศ
ในด้านความคล้าย ผู้เขียนมองว่ามีอยู่ด้วยกัน 6 ด้านคือ (1) ชนชั้นผู้นำมองประเทศของตนว่ามีอำนาจล้นฟ้าและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อกิจการของโลก (2) ทั้งสองประเทศมีแสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่ แต่ต้องอาศัยกำลังคนจากต่างถิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนของตนเองมีไม่พอ (3) การแปรรูปความรับผิดชอบของรัฐไปสู่เอกชนเปิดโอกาสให้เกิดความฉ้อฉลกว้างขวางขึ้นและนำไปสู่การขาดความรับผิดชอบ (4) การมองโลกภายนอกว่าล้าหลัง ทัศนคติเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพของโลกอย่างแท้จริง (5) พรมแดนซึ่งมีรูรั่วอยู่ทั่วไป เปิดโอกาสให้ผู้คนหลั่งไหลเข้าไปในประเทศเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และ (7) กิจการภายนอกและภายในมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดทำให้การบริหารจัดการเป็นไปด้วยความยากลำบากเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ในบทที่ 1 ผู้เขียนกลับไปทบทวนประวัติของอาณาจักรโรมันโดยมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่าอาณาจักรนั้นอาจมิได้ล่มสลายไปดังที่ใครต่อใครคิด หากได้วิวัฒน์ไปตามความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา และจบด้วยข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวโรมันและชาวอเมริกันที่บ่งบอกว่ามองตัวเองอย่างไร
ตามความเชื่อของนักประวัติศาสตร์ กรุงโรมถือกำเนิดขึ้นในรูปของชุมชนเกษตรบนฝั่งแม่น้ำไทเบอร์เมื่อ 743 ปีก่อนคริสตกาล หลังชุมชนนั้นขยายออกไปจนกลายเป็นสังคมที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ กรุงโรมปกครองด้วยระบบกษัตริย์ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายชั่วคนแล้วจึงเปลี่ยนเป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐก่อนเกิดคริสตกาลราว 500 ปี ระบบนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้ในบางกรณีและมีสภาสูงกับผู้บริหารประเทศสองคนเป็นแกน กรุงโรมขยายอาณาเขตออกไปจนครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ในระหว่างนั้นก็มีปัญหาสังคมและการเมืองอยู่ไม่ขาด จนกระทั่ง 31 ปีก่อนคริสตกาล ระบบสาธารณรัฐจึงสิ้นสุดลงเมื่อกองทัพของออกเตเวียนเอาชนะผู้อื่นได้และตั้งตนเป็นผู้ปกครองอาณาจักรโรมันแต่เพียงผู้เดียว
หลังจากนั้นอาณาจักรโรมันรุ่งเรืองและตามด้วยความถดถอยในกรอบเวลา 507 ปี นักประวัติศาสตร์ถือกันว่าอาณาจักรโรมันสิ้นสุดลงในปี ค. ศ. 476 (พ. ศ. 1019) เมื่อกองทัพของกรุงโรมพ่ายแพ้แก่กองทัพของผู้ที่ชาวโรมันถือว่าเป็น “คนป่า” นำโดยแม่ทัพชื่อโอโดเอเซอร์และอาณาจักรแตกออกเป็นสองซีกคือ ซีกตะวันตกซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรมอยู่ใต้การปกครองของแม่ทัพคนนั้นและวิวัฒน์ต่อมาเป็นประเทศอิตาลีและอื่น ๆ ส่วนซีกตะวันออกซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (เมืองอิสตันบูลในปัจจุบัน) ยังเป็นเอกราชต่อมาอีกหลายร้อยปีจนกระทั่งพ่ายแพ้แก่อาณาจักรออตโตมาน ผู้เขียนเสนอว่าเราอาจมองว่าอาณาโรมันยังอยู่ก็ได้ แต่อยู่ในรูปอื่น เช่น ตัวอักษร วรรณคดี หลักกฎหมายและสถาปัตยกรรม ผู้ที่มองว่ามันล่มสลายแยกสาเหตุออกได้เป็นสองด้านคือ ด้านปัจจัยภายในซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากจักรพรรดิที่ไร้ความสามารถ ความร่อยหรอของทรัพยากรที่ต้องนำมาใช้เพื่อการบริโภคและก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ และความเสื่อมโทรมทางสังคม ปัจจัยภายในก่อให้เกิดความอ่อนแอและเปิดโอกาสให้ศัตรูรุกราน
ผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาชื่นชมอุดมการณ์ของชาวโรมันโดยเฉพาะในตอนที่อาณาจักรโรมันยังเป็นสาธารณรัฐ อุดมการณ์นั้นเป็นทั้งรูปแบบของการปกครองในแนวสาธารณรัฐที่ให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงและมีรัฐสภา และรูปของพฤติกรรมส่วนบุคคลที่มีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น มีวินัย รักครอบครัว เสียสละเพื่อรับใช้ประเทศชาติ จอร์จ วอชิงตัน ซึ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกายึดอุดมการณ์ของโรมันอย่างเหนียวแน่นโดยไม่ยอมรับตำแหน่งกษัตริย์และเป็นประธานาธิบดีอยู่ 2 สมัยก็สละตำแหน่งเพื่อออกไปเป็นประชาชนธรรมดา
ผู้เขียนชี้ว่าอุดมการณ์ของชาวโรมันเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ 68 ปีก่อนคริสตกาล ตอนนั้นเมืองท่าสำคัญถูกโจรสลัดโจมตี สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวโรมันอย่างยิ่ง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชาวโรมันยกอำนาจให้บุคคลคนเดียวคือ ปอมเปอี ซึ่งสามารถทำอะไรได้ตามใจชอบในนามของการป้องกันประเทศ อำนาจเผด็จการนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมทางอุดมการณ์ของชาวโรมันซึ่งต่อมาก็ยกเลิกการปกครองแบบสาธารณรัฐ แม้ผู้เขียนจะไม่ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์วันที่ 11 กันยาน 2544 โดยตรง แต่ในบริบทที่เขาเขียน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชาวอเมริกันยกอำนาจแนวเผด็จการให้กับฝ่ายบริหารอันมีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นผู้นำ รัฐบาลนี้มีการกระทำหลายอย่างซึ่งต่างจากมาตรฐานของผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การลิดรอนสิทธิของประชาชน หรือการประกาศสงครามโดยปราศจากความเห็นชอบของรัฐสภา
ท่ามกลางความรุ่งเรืองและความมีอำนาจที่กล่าวถึงนี้มีวิวัฒนาการอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแก่เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันและของสหรัฐอเมริกา วิวัฒนาการนั้นมีชื่อเรียกเชิงขบขันว่าเป็น “การเฝ้ามองสะดือตัวเอง” นั่นคือ ผู้มีอำนาจซึ่งรวมหัวกันอยู่ในตัวเมืองหลวงถือว่าเมืองนั้นเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างในพิภพและสิ่งที่พวกเขาคิดและทำคือสิ่งที่ถูกต้อง เมืองหลวงมิได้ผลิตอะไร แต่กลับใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล สิ่งที่เมืองหลวงทำได้ดีคือ การเก็บภาษีจากส่วนอื่นของประเทศ นอกจากนั้นกรุงวอชิงตันยังเก็บอีกอย่างหนึ่งซึ่งกรุงโรมไม่ได้เก็บ นั่นคือ ข้อมูลส่วนตัวของประชาชน ซึ่งเป็นการละเมิดฐานทางอุดมการณ์ของเสรีภาพ การเฝ้ามองสะดือตัวเองทำให้คนในเมืองหลวงไม่เข้าใจความเป็นไปของโลกภายนอกซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดทางนโยบาย
บทที่ 2 เป็นการเปรียบเทียบด้านแสนยานุภาพของเอมริกาและอาณาจักรโรมัน นักประวัติศาสตร์มองว่าอเมริกามีกำลังทหารและฐานทัพกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกเช่นเดียวกับอาณาจักรโรมันที่มีทหารและฐานทัพอยู่ในทวีปยุโรปไปจนถึงเอเซีย เมื่อเปรียบเทียบกับกองทัพของประเทศอื่นในสมัยเดียวกัน กองทัพอเมริกันเหนือชั้นกว่ากองทัพอื่นแบบเทียบกันไม่ติด เช่นเดียวกับกองทัพโรมันซึ่งเหนือชั้นกว่าใครทั้งหมดเมื่อสองพันปีที่แล้ว
ผู้เขียนมองว่ากองทัพอเมริกันและกองทัพโรมันมีความคล้ายกัน 2 ด้านคือ ความสามารถในการส่งกำลังบำรุงและการฝึก ฐานทัพอเมริกากระจัดกระจายกันอยู่ทั่วทุกมุมโลกและพร้อมที่จะออกรบเสมอ นอกจากนั้นยังมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วอีกจำนวนหนึ่งซึ่งสามารถออกไปปฏิบัติการทั่วโลกได้ภายในเวลา 18 ชั่วโมง แสนยานุภาพเหล่านี้ทำอะไรไม่ได้หากไม่มีระบบส่งกำลังบำรุงที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ทั้งที่ใช้เทคโนโลยีแบบเก่า แต่อาณาจักรโรมันก็สามารถผลิตและส่งทุกอย่างที่จำเป็นได้ตามที่ต้องการเพราะความสามารถในการสร้างโครงข่ายของถนนและท่าเรือเพื่อเชื่อมต่อทางลำเลียงไว้ทั่วอาณาจักร ส่วนในด้านการฝึกนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่ากองทัพอเมริกันและกองทัพโรมันมีการฝึกเหนือชั้นกว่ากองทัพอื่นในยุคของตน
ทั้งที่มีกองทัพขนาดใหญ่และศักยภาพเหนือกองทัพของผู้อื่น แต่มหาอำนาจทั้งสองก็ยังพบว่ามันยังไม่พอสำหรับภารกิจของตน ฉะนั้นทั้งสองจึงต้องพยายามเพิ่มกำลังพล อเมริกาสามารถใช้เทคโนโลยีแทนกำลังคนได้ระดับหนึ่ง ส่วนอาณาจักรโรมันต้องเพิ่มจำนวนคนเท่านั้น การกระทำเช่นนั้นสร้างปัญหาร้ายแรงตามมาให้กับอเมริกาและอาณาจักรโรมัน นั่นคือ ค่าใช้จ่ายที่สูงมากจนสร้างผลกระทบต่อส่วนอื่นของสังคมเพราะค่าใช้จ่ายนั้นต้องมาจากเงินสำหรับกิจการอื่นของรัฐ เช่น การบริการสังคม หรือไม่ก็ได้มาจากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นการใช้จ่ายยังมักรั่วไหลไปเข้ากระเป๋าของผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับศูนย์ของอำนาจ สิ่งเหล่านี้สร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนเพิ่มขึ้น
เนื่องจากชาวอเมริกันหลีกเลี่ยงการเป็นทหารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และกองทัพโรมันต้องการทหารเพิ่มขึ้น ทั้งสองกองทัพจึงเผชิญกับปัญหาการขาดกำลังคนและแก้ปัญหาด้วยการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้าร่วมโดยสัญญาว่าจะให้สัญชาติแก่พวกเขา วิธีนี้แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็แก้ไม่ได้ทั้งหมดโดยเฉพาะในด้านการฝึกกำลังคนในระดับผู้บัญชาการ ดังที่อ้างถึงแล้ว กองทัพที่มีชาวต่างชาติซึ่งชาวโรมันถือว่าเป็นคนป่าเป็นแม่ทัพนี่เองที่โค่นอาณาจักรโรมันลง ฉะนั้นจึงมีคนมองว่าอเมริกาก็กำลังจะเดินไปตามทางนั้นด้วย อย่างไรก็ตามผู้เขียนมองว่า “คนป่า” ที่กำลังสร้างปัญหาให้กับอเมริกาอาจไม่ใช่ผู้ที่ถือกำเนิดในต่างถิ่น หากเป็นผู้ที่เกิดในแผ่นดินอเมริกา ทั้งนี้เพราะวิวัฒนาการสองด้านด้วยกันคือ ด้านแรก ชาวอเมริกันผ่านการเป็นทหารน้อยลงจึงแตกต่างกับชาวอเมริกันในสมัยก่อนซึ่งมีวินัยสูง ตรงไปตรงมา เคร่งศาสนาและยึดอุดมการณ์แนวอนุรักษ์นิยม ส่วนชาวอเมริกันในยุคปัจจุบันหย่อนยานทั้งในด้านร่างกายและจิตวิญญาณ ด้านที่สอง กองทัพอเมริกาต้องลดมาตรฐานของทหารใหม่เพื่อให้ได้กำลังคนครบตามจำนวนพร้อมกับแบ่งภารกิจส่วนหนึ่งให้บริษัทเอกชนทำ การกระทำเหล่านี้จะสร้างความอ่อนแอให้แก่กองทัพ
……………
อ่านต่อตอนที่ 2 ที่นี่







Leave a Reply