<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SawaiBoonma.com &#187; หนังสือคือชีวิต</title>
	<atom:link href="http://sawaiboonma.com/category/books/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sawaiboonma.com</link>
	<description>ดร.ไสว บุญมา : ความรู้คือฐานของการพัฒนาประเทศ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 29 Aug 2010 23:47:44 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Are We Rome? : ใครอยู่ได้คำฟ้า?</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/are-we-rome-cullenmurphy</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/are-we-rome-cullenmurphy#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jul 2010 03:56:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนังสือคือชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[Cullen Murphy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=728</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายและสหรัฐอเมริกากลายเป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงประเทศเดียวเมื่อปี 2534 ผู้เชี่ยวชาญถกเถียงกันอย่างเข้มข้นมาตลอดว่าสหรัฐอเมริกาจะพัฒนาไปทางไหน  บางคนอ้างถึงการศึกษาที่สรุปว่าทุกอาณาจักรในอดีตล้วนล่มสลายตามสัจธรรมที่ว่า ไม่มีอะไรอยู่ได้ค้ำฟ้า  ฉะนั้นสหรัฐอเมริกาก็จะล่มสลายในวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน  การศึกษาของศาสตราจารย์ Paul Kennedy ที่พิมพ์ในรูปของหนังสือชื่อ The Rise and Fall of the Great Powers เป็นหนึ่งในการศึกษาชิ้นสำคัญที่มักถูกอ้างถึงและคอลัมน์นี้ได้นำมาเสนอแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 (บทคัดย่อของหนังสือเล่มนั้นมีอยู่ในหนังสือเรื่อง “กะลาภิวัตน์”)  บางคนเริ่มศึกษาใหม่โดยย้อนกลับไปดูความล่มสลายของอาณาจักรโรมันเพื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาในยุคปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่  หนึ่งในจำนวนนี้ได้แก่ Cullen Murphy ซึ่งเสนอผลการศึกษาออกมาเมื่อปี 2550 ในหนังสือชื่อ Are We Rome?: The Fall of An Empire and the Fate of America หนังสือขนาด 260 หน้าเล่มนี้แบ่งเป็น 5 บทพร้อมด้วยบทนำและบทส่งท้าย
บทนำ ซึ่งมีความยาวถึง 23 หน้าเริ่มด้วยการเปรียบเทียบกระบวนการเดินทางไปในสถานที่ต่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายและสหรัฐอเมริกากลายเป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงประเทศเดียวเมื่อปี 2534 ผู้เชี่ยวชาญถกเถียงกันอย่างเข้มข้นมาตลอดว่าสหรัฐอเมริกาจะพัฒนาไปทางไหน  บางคนอ้างถึงการศึกษาที่สรุปว่าทุกอาณาจักรในอดีตล้วนล่มสลายตามสัจธรรมที่ว่า ไม่มีอะไรอยู่ได้ค้ำฟ้า  ฉะนั้นสหรัฐอเมริกาก็จะล่มสลายในวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน  การศึกษาของศาสตราจารย์<strong> Paul Kennedy </strong>ที่พิมพ์ในรูปของหนังสือชื่อ <strong>The Rise and Fall of the Great Powers</strong> เป็นหนึ่งในการศึกษาชิ้นสำคัญที่มักถูกอ้างถึงและคอลัมน์นี้ได้นำมาเสนอแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 (บทคัดย่อของหนังสือเล่มนั้นมีอยู่ในหนังสือเรื่อง “กะลาภิวัตน์”)  บางคนเริ่มศึกษาใหม่โดยย้อนกลับไปดูความล่มสลายของอาณาจักรโรมันเพื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาในยุคปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่  หนึ่งในจำนวนนี้ได้แก่ <strong>Cullen Murphy</strong> ซึ่งเสนอผลการศึกษาออกมาเมื่อปี 2550 ในหนังสือชื่อ <strong>Are We Rome?: The Fall of An Empire and the Fate of America</strong> หนังสือขนาด 260 หน้าเล่มนี้แบ่งเป็น 5 บทพร้อมด้วยบทนำและบทส่งท้าย</p>
<p><strong>บทนำ </strong>ซึ่งมีความยาวถึง 23 หน้าเริ่มด้วยการเปรียบเทียบกระบวนการเดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ ของประธานาธิบดีอเมริกัน เช่น จอร์จ ดับเบิลบู บุช ว่า ไม่ต่างกับการเดินทางของจักรพรรดิโรมันมากนัก เริ่มจากคณะรักษาความปลอดภัยที่ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อเตรียมสถานที่  คณะของประธานาธิบดีห้อมล้อมด้วยหน่วยรักษาความปลอดภัยหลายชั้นรวมทั้งผู้ชิมอาหารก่อนประธานาธิบดีจะรับประทานด้วย  นอกจากนั้นยังมีรัฐมนตรี ที่ปรึกษาและกองเลขานุการซึ่งไม่ต่างอะไรกับข้าทาสบริวารของจักรพรรดิโรมันยกเว้นในยุคนี้ไม่มีพวกขันทีเท่านั้น  เมื่อไปถึงที่ไหนก็จะมีผู้นำท้องถิ่นมารายงานเหตุการณ์ต่าง ๆให้ทราบรวมทั้งผู้นำของประเทศที่ว่าเป็น “มหาอำนาจ” ด้วย  กระบวนการเช่นนี้มีเกิดขึ้นตลอดเวลาจนทำให้รัฐมนตรีอาวุโสของอังกฤษคนหนึ่งรำพึงเป็นข้อเขียนออกมาว่า “คุณตระหนักถึงบทบาทของคุณว่าคือเมืองขึ้น  คุณเข้าไปพบเขาในฐานะบริวารที่มีความจงรักภักดีและหวังว่าเขาจะเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ”  การเปรียบเทียบเช่นนี้มีไปถึงรายละเอียดอื่น ๆ เช่น สัญลักษณ์รูปนกอินทรีย์ กีฬาฟุตบอลอเมริกันซึ่งเท่ากับการต่อสู้กันของนักสู้โรมันที่สู้กันเองบ้าง สู้กับสัตว์ร้ายบ้าง และพวกที่พยายามเล็ดลอดเข้าไปในสหรัฐอเมริกาที่คนไทยมักเรียกกันว่า “โรบินฮู้ด” คือส่วนหนึ่งของ “คนป่า” ในสมัยโรมัน</p>
<p>แต่ผู้เขียนเสนอว่าการเปรียบเทียบไม่ใช่ของใหม่เพราะในสมัยก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะประกาศเอกราชเมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วก็มีการเปรียบเทียบอเมริกากับอาณาจักรโรมันในยุคที่อาณาจักรนั้นยังมีการปกกรองแบบสาธารณรัฐก่อนที่จะกลายเป็นเผด็จการอันมีจักรพรรดิเป็นผู้รวมอำนาจ  (ประวัติย่อของอาณาจักรโรมันมีในตอนต่อไป)  ฉะนั้นลักษณะของการเปรียบเทียบจึงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละกลุ่มชนซึ่งผู้เขียนแยกออกเป็น 7 กลุ่มด้วยกัน</p>
<p>กลุ่มแรกเป็นพวกอเมริกันจ๋าหรือขวาตกขอบนำโดยจอร์จ ดับเบิลยู บุช เอง  กลุ่มนี้มองว่าอเมริกาเป็นมหาอำนาจที่รับมรดกตกทอดมาจากอาณาจักรโรมันและอังกฤษและต่อไปนี้จะไม่มีใครท้าทายได้อีก  อเมริกาจะไม่มีทางเสื่อม  ส่วนเหตุการณ์ชนิดที่กำลังเกิดขึ้นในอิรัก อัฟกานิสถาน อิหร่านและส่วนอื่นของโลกเป็นเพียงอุปสรรคเล็กน้อยเท่านั้น  กลุ่มที่ 2 มองจากอีกขั้วหนึ่ง นั่นคือ มองว่าอเมริกากำลังแผ่ขยายอำนาจและความรับผิดชอบออกไปจนไกลเกินศักยภาพในขณะที่ตนเองมีปัญหาหนักหนาสาหัสอยู่ภายในเช่นเดียวกับในช่วงหลังของอาณาจักรโรมัน  อเมริกากำลังทำลายสถาบันทางการเมืองและฐานทางคุณธรรมของตัวเองในนามของความปลอดภัย เช่น การใช้อำนาจลับและการติดตามดูประชาชนทุกฝีก้าว  กลุ่มที่ 3 ตกอยู่ในระหว่างสองขั้วแรกนี้คือ มองว่าโลกต้องการอเมริกาในฐานะอภิมหาอำนาจที่สามารถทำหน้าที่ผู้นำของชาวโลกได้  อย่างไรก็ตามอเมริกาไม่พยายามทำหน้าที่นั้น แต่กลับหันไปสนใจแต่เรื่องภายในของตนเองโดยมุ่งสร้างความร่ำรวยและใช้เวลาหมดไปกับการแสวงหาความบันเทิง</p>
<p>กลุ่มที่ 4 มองว่าอเมริกากำลังเสื่อมลงอย่างรวดเร็วจนเป็นเสมือนอาณาจักรโรมันตอนกำลังล่มสลายแล้ว  ปัญหาของอเมริกาเริ่มจากความล่มสลายในครอบครัว ต่อด้วยการใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไปในทางชั่วร้ายและรัฐบาลกดขี่ด้วยการเก็บภาษีแบบไม่เป็นธรรม จนทำให้สถาบันต่าง ๆ ค่อย ๆ ล่มสลายตามกันไปเรื่อย ๆ  ส่วนกลุ่มที่ 5 เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มขวาตกขอบที่มองว่าอเมริกามีปัญหาหนักหนาสาหัสจากภายในโดยชนชั้นผู้นำที่สนใจแต่ในตัวเองพร้อมกับขาดความกล้าหาญทางด้านคุณธรรมและความอดทน</p>
<p>กลุ่มที่ 6 มองทุกอย่างจากสายตาของศาสนาคริสต์  อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้มีความเห็นต่างกันเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายหนึ่งมองว่าอเมริการุ่งเรืองขึ้นมาตามความต้องการของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะเผยแพร่คำสอนของศาสนาให้กระจายออกไปยิ่งขึ้น  แต่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าอเมริกากำลังละทิ้งคำสอนของศาสนาจึงจะเดินเข้าสู่ความเสื่อมเช่นเดียวกับอาณาจักรโรมันหากยังไม่หันหลับมายึดหลักศาสนาอีกครั้ง  ส่วนกลุ่มที่ 7 มองว่าอเมริกาจะใหญ่ยิ่งต่อไปในรูปของการควบรวมส่วนอื่นของโลกเพื่อสู้กับผู้ท้าทายคือ ชาวมุสลิมและจีน  กลุ่มนี้มองว่าอเมริกาจะต้องควบรวมส่วนต่าง ๆ ของทวีปอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลียและบางส่วนของเอเซีย เช่น ญี่ปุ่น เข้าไปไว้ในอาณาจักรของตน</p>
<p>ในขณะที่การถกเถียงกันเป็นไปอย่างเข้มข้นนี้ ผู้เขียนมองว่าปัญหาสำคัญที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงคือ อะไรเกิดขึ้นกับอาณาจักรโรมันกันแน่  ฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบสองอภิมหาอำนาจซึ่งรุ่งเรืองในช่วงเวลาต่างกันถึงสองพันปี  อย่างไรก็ตามเขาจะพยายามชี้ให้เห็นว่าอเมริกามีทั้งส่วนต่างและส่วนคล้ายกับอาณาจักรโรมัน  เนื่องจากการเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างกันเป็นเวลานับพันปีไม่สามารถทำได้เช่นการทำเอาของสองอย่างมาตั้งเทียบกัน  ฉะนั้นผู้เขียนจึงเสนอให้มองว่า เนื้อหาหนังสือเป็นเสมือนแบบฝึกหัดอย่างหนึ่ง</p>
<p>ส่วนต่างมีหลายอย่างด้วยกัน เริ่มจากเทคโนโลยีซึ่งตลอดเวลาราว 600 ปีอาณาจักรโรมันตกอยู่ในยุคเกษตรกรรมในขณะที่อเมริกาในช่วงเวลาเพียงสองร้อยกว่าปีได้พัฒนาผ่านยุคอุตสาหกรรมและยุคสารสนเทศและเริ่มเดินเข้าสู่ยุคชีวภาพแล้ว  ฉะนั้นในด้านเศรษฐกิจอเมริการ่ำรวยกว่าอาณาจักรโรมันปานฟ้ากับดิน  อเมริกาไม่มีทางอดอยาก  ส่วนชะตากรรมของชาวโรมันขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศซึ่งหากแห้งแล้งติดต่อกันเป็นเวลานานจะยังผลให้ชาวโรมันอดอยากทันที  อเมริกามีคนชั้นกลางจำนวนมากและปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  โรมันไม่มีคนชั้นกลาง หากมีแต่กลุ่มชนชั้นสูงกลุ่มเล็ก ๆ ที่ปกครองประเทศด้วยระบบเผด็จการเป็นส่วนใหญ่พร้อมกับใช้ข้าทาสบริหารจำนวนมากซึ่งยากจน  ในขณะที่โรมันพยายามขยายอาณาจักร อเมริกาไม่แสวงหาอาณานิคม  ชาวอเมริกันพยายามสร้างความมั่งคั่งด้วยการทำกิจการต่าง ๆ ของตัวเองในฐานะนักธุรกิจ ส่วนชาวโรมันต้องการเพียงมรดกตกทอด  ยิ่งกว่านั้นชาวอเมริกันมองตัวเองต่างกับชาวโรมัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการถือยศถือศักดิ์ หรือการมองบทบาทของสองเพศ</p>
<p>ในด้านความคล้าย ผู้เขียนมองว่ามีอยู่ด้วยกัน 6 ด้านคือ (1) ชนชั้นผู้นำมองประเทศของตนว่ามีอำนาจล้นฟ้าและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อกิจการของโลก (2) ทั้งสองประเทศมีแสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่ แต่ต้องอาศัยกำลังคนจากต่างถิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนของตนเองมีไม่พอ (3) การแปรรูปความรับผิดชอบของรัฐไปสู่เอกชนเปิดโอกาสให้เกิดความฉ้อฉลกว้างขวางขึ้นและนำไปสู่การขาดความรับผิดชอบ (4) การมองโลกภายนอกว่าล้าหลัง  ทัศนคติเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพของโลกอย่างแท้จริง (5) พรมแดนซึ่งมีรูรั่วอยู่ทั่วไป เปิดโอกาสให้ผู้คนหลั่งไหลเข้าไปในประเทศเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และ (7) กิจการภายนอกและภายในมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดทำให้การบริหารจัดการเป็นไปด้วยความยากลำบากเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง</p>
<p>ในบทที่ 1 ผู้เขียนกลับไปทบทวนประวัติของอาณาจักรโรมันโดยมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่าอาณาจักรนั้นอาจมิได้ล่มสลายไปดังที่ใครต่อใครคิด หากได้วิวัฒน์ไปตามความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา และจบด้วยข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวโรมันและชาวอเมริกันที่บ่งบอกว่ามองตัวเองอย่างไร</p>
<p>ตามความเชื่อของนักประวัติศาสตร์ กรุงโรมถือกำเนิดขึ้นในรูปของชุมชนเกษตรบนฝั่งแม่น้ำไทเบอร์เมื่อ 743 ปีก่อนคริสตกาล  หลังชุมชนนั้นขยายออกไปจนกลายเป็นสังคมที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ กรุงโรมปกครองด้วยระบบกษัตริย์ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายชั่วคนแล้วจึงเปลี่ยนเป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐก่อนเกิดคริสตกาลราว 500 ปี  ระบบนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้ในบางกรณีและมีสภาสูงกับผู้บริหารประเทศสองคนเป็นแกน  กรุงโรมขยายอาณาเขตออกไปจนครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล  แต่ในระหว่างนั้นก็มีปัญหาสังคมและการเมืองอยู่ไม่ขาด จนกระทั่ง 31 ปีก่อนคริสตกาล ระบบสาธารณรัฐจึงสิ้นสุดลงเมื่อกองทัพของออกเตเวียนเอาชนะผู้อื่นได้และตั้งตนเป็นผู้ปกครองอาณาจักรโรมันแต่เพียงผู้เดียว</p>
<p>หลังจากนั้นอาณาจักรโรมันรุ่งเรืองและตามด้วยความถดถอยในกรอบเวลา 507 ปี  นักประวัติศาสตร์ถือกันว่าอาณาจักรโรมันสิ้นสุดลงในปี ค. ศ. 476 (พ. ศ. 1019) เมื่อกองทัพของกรุงโรมพ่ายแพ้แก่กองทัพของผู้ที่ชาวโรมันถือว่าเป็น “คนป่า” นำโดยแม่ทัพชื่อโอโดเอเซอร์และอาณาจักรแตกออกเป็นสองซีกคือ ซีกตะวันตกซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรมอยู่ใต้การปกครองของแม่ทัพคนนั้นและวิวัฒน์ต่อมาเป็นประเทศอิตาลีและอื่น ๆ  ส่วนซีกตะวันออกซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (เมืองอิสตันบูลในปัจจุบัน) ยังเป็นเอกราชต่อมาอีกหลายร้อยปีจนกระทั่งพ่ายแพ้แก่อาณาจักรออตโตมาน  ผู้เขียนเสนอว่าเราอาจมองว่าอาณาโรมันยังอยู่ก็ได้ แต่อยู่ในรูปอื่น เช่น ตัวอักษร วรรณคดี หลักกฎหมายและสถาปัตยกรรม  ผู้ที่มองว่ามันล่มสลายแยกสาเหตุออกได้เป็นสองด้านคือ ด้านปัจจัยภายในซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากจักรพรรดิที่ไร้ความสามารถ ความร่อยหรอของทรัพยากรที่ต้องนำมาใช้เพื่อการบริโภคและก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ และความเสื่อมโทรมทางสังคม  ปัจจัยภายในก่อให้เกิดความอ่อนแอและเปิดโอกาสให้ศัตรูรุกราน</p>
<p>ผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาชื่นชมอุดมการณ์ของชาวโรมันโดยเฉพาะในตอนที่อาณาจักรโรมันยังเป็นสาธารณรัฐ  อุดมการณ์นั้นเป็นทั้งรูปแบบของการปกครองในแนวสาธารณรัฐที่ให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงและมีรัฐสภา และรูปของพฤติกรรมส่วนบุคคลที่มีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น มีวินัย รักครอบครัว เสียสละเพื่อรับใช้ประเทศชาติ  จอร์จ วอชิงตัน ซึ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกายึดอุดมการณ์ของโรมันอย่างเหนียวแน่นโดยไม่ยอมรับตำแหน่งกษัตริย์และเป็นประธานาธิบดีอยู่ 2 สมัยก็สละตำแหน่งเพื่อออกไปเป็นประชาชนธรรมดา</p>
<p>ผู้เขียนชี้ว่าอุดมการณ์ของชาวโรมันเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ 68 ปีก่อนคริสตกาล  ตอนนั้นเมืองท่าสำคัญถูกโจรสลัดโจมตี สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวโรมันอย่างยิ่ง  เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชาวโรมันยกอำนาจให้บุคคลคนเดียวคือ ปอมเปอี ซึ่งสามารถทำอะไรได้ตามใจชอบในนามของการป้องกันประเทศ  อำนาจเผด็จการนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมทางอุดมการณ์ของชาวโรมันซึ่งต่อมาก็ยกเลิกการปกครองแบบสาธารณรัฐ  แม้ผู้เขียนจะไม่ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์วันที่ 11 กันยาน 2544 โดยตรง แต่ในบริบทที่เขาเขียน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชาวอเมริกันยกอำนาจแนวเผด็จการให้กับฝ่ายบริหารอันมีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นผู้นำ  รัฐบาลนี้มีการกระทำหลายอย่างซึ่งต่างจากมาตรฐานของผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การลิดรอนสิทธิของประชาชน หรือการประกาศสงครามโดยปราศจากความเห็นชอบของรัฐสภา</p>
<p>ท่ามกลางความรุ่งเรืองและความมีอำนาจที่กล่าวถึงนี้มีวิวัฒนาการอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแก่เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันและของสหรัฐอเมริกา  วิวัฒนาการนั้นมีชื่อเรียกเชิงขบขันว่าเป็น “การเฝ้ามองสะดือตัวเอง”  นั่นคือ ผู้มีอำนาจซึ่งรวมหัวกันอยู่ในตัวเมืองหลวงถือว่าเมืองนั้นเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างในพิภพและสิ่งที่พวกเขาคิดและทำคือสิ่งที่ถูกต้อง  เมืองหลวงมิได้ผลิตอะไร แต่กลับใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล  สิ่งที่เมืองหลวงทำได้ดีคือ การเก็บภาษีจากส่วนอื่นของประเทศ  นอกจากนั้นกรุงวอชิงตันยังเก็บอีกอย่างหนึ่งซึ่งกรุงโรมไม่ได้เก็บ นั่นคือ ข้อมูลส่วนตัวของประชาชน ซึ่งเป็นการละเมิดฐานทางอุดมการณ์ของเสรีภาพ  การเฝ้ามองสะดือตัวเองทำให้คนในเมืองหลวงไม่เข้าใจความเป็นไปของโลกภายนอกซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดทางนโยบาย</p>
<p>บทที่ 2  เป็นการเปรียบเทียบด้านแสนยานุภาพของเอมริกาและอาณาจักรโรมัน  นักประวัติศาสตร์มองว่าอเมริกามีกำลังทหารและฐานทัพกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกเช่นเดียวกับอาณาจักรโรมันที่มีทหารและฐานทัพอยู่ในทวีปยุโรปไปจนถึงเอเซีย  เมื่อเปรียบเทียบกับกองทัพของประเทศอื่นในสมัยเดียวกัน กองทัพอเมริกันเหนือชั้นกว่ากองทัพอื่นแบบเทียบกันไม่ติด เช่นเดียวกับกองทัพโรมันซึ่งเหนือชั้นกว่าใครทั้งหมดเมื่อสองพันปีที่แล้ว</p>
<p>ผู้เขียนมองว่ากองทัพอเมริกันและกองทัพโรมันมีความคล้ายกัน 2 ด้านคือ ความสามารถในการส่งกำลังบำรุงและการฝึก  ฐานทัพอเมริกากระจัดกระจายกันอยู่ทั่วทุกมุมโลกและพร้อมที่จะออกรบเสมอ  นอกจากนั้นยังมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วอีกจำนวนหนึ่งซึ่งสามารถออกไปปฏิบัติการทั่วโลกได้ภายในเวลา 18 ชั่วโมง  แสนยานุภาพเหล่านี้ทำอะไรไม่ได้หากไม่มีระบบส่งกำลังบำรุงที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม  ทั้งที่ใช้เทคโนโลยีแบบเก่า แต่อาณาจักรโรมันก็สามารถผลิตและส่งทุกอย่างที่จำเป็นได้ตามที่ต้องการเพราะความสามารถในการสร้างโครงข่ายของถนนและท่าเรือเพื่อเชื่อมต่อทางลำเลียงไว้ทั่วอาณาจักร  ส่วนในด้านการฝึกนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่ากองทัพอเมริกันและกองทัพโรมันมีการฝึกเหนือชั้นกว่ากองทัพอื่นในยุคของตน</p>
<p>ทั้งที่มีกองทัพขนาดใหญ่และศักยภาพเหนือกองทัพของผู้อื่น แต่มหาอำนาจทั้งสองก็ยังพบว่ามันยังไม่พอสำหรับภารกิจของตน  ฉะนั้นทั้งสองจึงต้องพยายามเพิ่มกำลังพล  อเมริกาสามารถใช้เทคโนโลยีแทนกำลังคนได้ระดับหนึ่ง  ส่วนอาณาจักรโรมันต้องเพิ่มจำนวนคนเท่านั้น  การกระทำเช่นนั้นสร้างปัญหาร้ายแรงตามมาให้กับอเมริกาและอาณาจักรโรมัน นั่นคือ ค่าใช้จ่ายที่สูงมากจนสร้างผลกระทบต่อส่วนอื่นของสังคมเพราะค่าใช้จ่ายนั้นต้องมาจากเงินสำหรับกิจการอื่นของรัฐ เช่น การบริการสังคม หรือไม่ก็ได้มาจากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น  นอกจากนั้นการใช้จ่ายยังมักรั่วไหลไปเข้ากระเป๋าของผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับศูนย์ของอำนาจ  สิ่งเหล่านี้สร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนเพิ่มขึ้น</p>
<p>เนื่องจากชาวอเมริกันหลีกเลี่ยงการเป็นทหารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และกองทัพโรมันต้องการทหารเพิ่มขึ้น ทั้งสองกองทัพจึงเผชิญกับปัญหาการขาดกำลังคนและแก้ปัญหาด้วยการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้าร่วมโดยสัญญาว่าจะให้สัญชาติแก่พวกเขา  วิธีนี้แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็แก้ไม่ได้ทั้งหมดโดยเฉพาะในด้านการฝึกกำลังคนในระดับผู้บัญชาการ  ดังที่อ้างถึงแล้ว กองทัพที่มีชาวต่างชาติซึ่งชาวโรมันถือว่าเป็นคนป่าเป็นแม่ทัพนี่เองที่โค่นอาณาจักรโรมันลง  ฉะนั้นจึงมีคนมองว่าอเมริกาก็กำลังจะเดินไปตามทางนั้นด้วย  อย่างไรก็ตามผู้เขียนมองว่า “คนป่า” ที่กำลังสร้างปัญหาให้กับอเมริกาอาจไม่ใช่ผู้ที่ถือกำเนิดในต่างถิ่น หากเป็นผู้ที่เกิดในแผ่นดินอเมริกา ทั้งนี้เพราะวิวัฒนาการสองด้านด้วยกันคือ ด้านแรก ชาวอเมริกันผ่านการเป็นทหารน้อยลงจึงแตกต่างกับชาวอเมริกันในสมัยก่อนซึ่งมีวินัยสูง ตรงไปตรงมา เคร่งศาสนาและยึดอุดมการณ์แนวอนุรักษ์นิยม  ส่วนชาวอเมริกันในยุคปัจจุบันหย่อนยานทั้งในด้านร่างกายและจิตวิญญาณ  ด้านที่สอง กองทัพอเมริกาต้องลดมาตรฐานของทหารใหม่เพื่อให้ได้กำลังคนครบตามจำนวนพร้อมกับแบ่งภารกิจส่วนหนึ่งให้บริษัทเอกชนทำ  การกระทำเหล่านี้จะสร้างความอ่อนแอให้แก่กองทัพ</p>
<h2 style="text-align: center;"></h2>
<p>บทที่ 3 พูดถึงวิวัฒนาการและผลกระทบของระบบอุปถัมภ์และการแปรรูปกิจการของรัฐไปให้เอกชน  ผู้เขียนอ้างถึงหลักฐานต่าง ๆ ที่บ่งชี้ว่า สังคมโรมันวางอยู่บนฐานอันกว้างใหญ่ของระบบอุปถัมภ์  ระบบนี้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนนักประวัติศาสตร์บางคนมองว่า ถ้าจะค้นหาปัจจัยที่ทำให้สังคมโรมันเสื่อมโทรมในตอนสุดท้ายไม่ต้องไปหาที่ไหนมาก หากให้ดูวิวัฒนาการของระบบอุปถัมภ์</p>
<p>สังคมโรมันประกอบด้วยชนชั้นผู้นำจำนวนน้อยกลุ่มหนึ่งซึ่งเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายในระดับสูง  ชนชั้นผู้นำแต่ละคนมีผู้อยู่ในความอุปถัมภ์กลุ่มหนึ่งซึ่งมีโครงข่ายเชื่อมต่อกันไปเป็นทอด ๆ  ประชาชนเหล่านี้รวมกันเป็นฐานทางการเมืองของผู้นำแต่ละคน  ภายในโครงข่ายนี้ผู้ที่มีตำแหน่งสูงทางสังคมมักส่งจดหมายไปถึงผู้ที่ตนรู้จักเพื่อแนะนำ หรือฝากตัวให้แก่คนของตน  นั่นคือที่มาของ “จดหมายแนะนำ” (Letter of Recommendation) ที่ใช้กันอยู่ในสมัยนี้  ในตอนต้น ๆ ของอาณาจักรโรมัน การเขียนจดหมายแนะนำทำกันด้วยความซื่อตรงและสมัครใจโดยไม่มีค่าตอบแทน  แต่ระบบนี้ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นระบบต่างตอบแทนซึ่งเต็มไปด้วยความฉ้อฉล</p>
<p>ผู้เขียนเล่าถึงวิวัฒนาการดังกล่าวผ่านการเปลี่ยนความหมายของคำว่า “suffragium” ซึ่งเป็นต้นตอของคำว่า “suffrage”  และมีความหมายว่าใบลงคะแนนเสียง  ความหมายของมันเปลี่ยนไปเป็นการใช้ระบบอุปถัมภ์เพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจซึ่งสามารถควบคุมเสียงได้เป็นจำนวนมาก  ในตอนต้น ๆ การใช้คะแนนเสียงเช่นนี้ไม่มีเงินหรือการต่างตอบแทนกันเข้ามาเกี่ยวข้อง  แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันค่อย ๆ กลายเป็นระบบการซื้อสิทธิขายเสียงและการใช้เงินเพื่อซื้อทุกอย่างในสังคม ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งในระบบราชการ การให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของรัฐ การประเมินภาษี หรือแม้แต่การจัดที่พักให้ทหาร  ในกระบวนการนี้มักมีผู้มีเส้นมีสายทำตัวเป็นนายหน้าซึ่งผู้เขียนเรียกว่า “fixers” เป็นผู้วิ่งเต้นแทนผู้รับประโยชน์และได้เงินเป็นค่าตอบแทน  ระบบนี้ค่อย ๆ ถ่ายโอนหน้าที่ของรัฐไปให้เอกชนและเป็นต้นเหตุของความฉ้อฉลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของสังคมซึ่งเปิดโอกาสให้ศัตรูรุกราน</p>
<p>ผู้เขียนมองว่าสังคมอเมริกันก็กำลังเริ่มเดินไปในแนวนั้นด้วยเพราะนักการเมืองอาศัยเครือข่ายของผู้สนับสนุนที่บริจาคเงินจำนวนมากในกระบวนการเลือกตั้ง  เมื่อได้ตำแหน่งทางการเมืองแล้ว นักการเมืองก็จะตอบแทนด้วยมาตรการต่าง ๆ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สนับสนุน รวมทั้งการแต่งตั้งพวกเขาให้เป็นพนักงานของรัฐด้วย  การเข้ามาทำงานของรัฐเป็นฐานของการสร้างเครือข่ายและระบบเส้นสายอย่างกว้างขวางในสังคมของชนชั้นผู้นำ  เมื่อพ้นวาระคนเหล่านั้นก็จะทำตัวเป็นนายหน้าซึ่งในสมัยนี้มักเรียกว่า “lobbyists” เพื่อขายบริการให้กับผู้ต้องการได้อะไรสักอย่างจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการซึ่งไม่ต้องประกวดราคา หน้าที่ของรัฐ เช่น ด้านการทหาร ด้านการรักษาความปลอดภัยและด้านการกังขังผู้กระทำผิด หรือ การสอดไส้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ซื้อบริการ</p>
<p>กระบวนการนี้บางทีก็เรียกว่า “การแปรรูป” (privatization) บางทีก็เรียกว่า “การขายสัมปทาน” (franchising) อำนาจและหน้าที่ของรัฐให้ไปอยู่ในมือของผู้แสวงหาประโยชน์  มันมีความคล้ายกับการแบ่งงานให้ผู้อื่นทำในภาคเอกชนที่เรียกว่า “outsourcing”  ฉะนั้นหากดูกันตามตัวเลขจะเห็นว่าอเมริกามีพนักงานของรัฐเพียงราว 2 ล้านคน  แต่ถ้าหากรวมตัวเลขของเอกชนที่รับจ้างทำงานของรัฐตามโครงการและสัญญาต่าง ๆ รัฐบาลกลางมีลูกจ้างถึง 12-13 ล้านคน  อย่างไรก็ตามพนักเอกชนเหล่านี้มักได้รับการยกเว้นจากระเบียบข้อบังคับของพนักงานรัฐ หรือถ้าไม่ได้รับการยกเว้นโดยตรงก็โดยผ่านการจ้างบริษัทต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง  ฉะนั้นงานก่อสร้างต่าง ๆ ในอิรักจึงเต็มไปด้วยความฉ้อฉลแต่ไม่ผิดกฎหมายสหรัฐ  แม้แต่การทรมานทักโทษต่างชาติที่สหรัฐฯ จับได้ในนามของสงครามกับผู้ก่อการร้ายก็ยกให้ต่างชาติทำเพื่อพยายามเลี่ยงกฎหมายอเมริกัน  กระบวนการนี้มีความฉ้อฉลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต่างกับในสมัยโรมัน</p>
<p>บทที่ 4 พูดถึงผลพวงอันเกิดจากชาวโรมันและชาวอเมริกันมองผู้อื่นและผู้อื่นมองชาวโรมันและชาวอเมริกัน  ตอน 2 ของบทคัดย่อนี้ได้พูดถึงเรื่องอาณาจักโรมันล่มสลายหลังจากพ่ายแพ้แก่กองทัพของ “คนป่า” แล้ว  แต่การพ่ายแพ้ครั้งนั้นไม่ใช่การพ่ายแพ้ครั้งแรกของกองทัพโรมันขนาดใหญ่ที่ยาตราออกไปเพื่อจะปราบผู้ที่ชาวโรมันคิดว่าป่าเถื่อนและด้อยกว่าตน  ผู้เขียนเล่าว่าก่อนนั้น ในดินแดนที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน กองทัพโรมันขนาดใหญ่ถูกทำลายลงอย่างราบคาบภายในเวลาไม่กี่วันวันเพราะคิดว่าตนเองเหนือชั้นกว่าข้าศึกและไม่พยายามทำความเข้าใจในสภาพภูมิประเทศและกำลังของข้าศึกอย่างถ่องแท้  ในความพ่ายแพ้ครั้งนั้นกองทัพโรมันสูญกำลังพลไปราว 30,000 คน แต่ไม่ใช่การพ่ายแพ้ครั้งเดียวที่มีต้นเหตุมาจาการดูแคลนผู้อื่นและความโอหังซึ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อชาวโรมันในหมู่ของชนชาติอื่น  ความเกลียดชังนั้นเป็นพลังใจให้แก่ข้าศึก  ผู้เขียนนำความพ่ายแพ้ในแนวเดียวกันของกองทัพโรมันมาเล่าอีกหลายเรื่อง  แต่ชาวโรมันไม่เคยเรียนรู้เพราะมัวแต่หลงดูแต่สะดือตัวเองดังที่กล่าวแล้ว</p>
<p>ผู้เขียนเห็นว่าอเมริกาถูกมองว่าเป็นเช่นเดียวกับชาวโรมันมาเป็นเวลาราว 50 กว่าปีแล้ว  แม้จะมีแนวโน้มที่จะหลงดูแต่สะดือตัวเองเช่นเดียวกับชาวโรมัน แต่ชาวอเมริกันก็มักไม่ค่อยรู้จักตัวเอง  ผู้เขียนยกตัวอย่างการศึกษาที่ยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่า วัยรุ่นอเมริกันรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์ของตนน้อยกว่าวัยรุ่นจากต่างประเทศ เช่น เรื่องสงครามกลางเมืองและเรื่องนโยบายเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์  แม้แต่เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันซึ่งชาวอเมริกันถูกประณามทั่วทั้งโลก ชาวอเมริกันก็รู้น้อยกว่าชาวยุโรป เช่น เรื่องการกักขังเชลยศึกที่จับได้ในสนามรบอัฟกานิสถานไว้ในคุกบนเกาะคิวบา และการทำโทษเชลยซึกแบบวิตถารในอิรัก</p>
<p>แม้การรู้จักตัวเองจะมีน้อย แต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังรู้จักโลกภายนอกน้อยกว่านั้นเสียอีก  ผู้เขียนนำผลการศึกษามาเสนอ เช่น นักเรียนมัธยม 6 ราว 25% ไม่รู้แม้แต่ชื่อของมหาสมุทรที่อยู่ระหว่างอเมริกากับเอเซีย  กว่า 75% ของชาวอเมริกันอายุ 18-24 ปีชี้ไม่ได้ว่าอิรักและอิหร่านอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก  การขาดความสนใจในโลกภายนอกส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะชาวอเมริกันคิดว่าพวกตนเป็นชนชั้นพิเศษเช่นเดียวกับชาวโรมัน  การคิดเช่นนี้นำไปสู่แนวโน้มที่จะตีตัวออกห่างจากโลกภายนอกเสมอ  สหรัฐฯ จึงไม่ยอมเข้าร่วมองค์การสันนิบาติแห่งชาติหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 และมักประณามองค์การสหประชาชาติด้วยถ้อยคำที่บ่งบอกถึงการดูแคลน  นอกจากนั้นชาวอเมริกันมักจะสั่งสอนชาวโลกเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมและความเหนือชั้นของแนวคิดของตน  ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังต้องการให้ผู้อื่นยกยออีกด้วย  เมื่อไปอยู่ที่ไหนคนอเมริกันก็มักไม่พยายามเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของท้องถิ่นเพราะคิดว่าภาษาและวัฒนธรรมของตนเหนือกว่าและผู้อื่นควรจะต้องเรียนรู้  ผู้เขียนชี้ว่าในเขตที่ชาวอเมริกันไปตั้งฐานในกรุงแบกแดด แทบไม่มีชาวอเมริกันที่พูดภาษาอาหรับได้</p>
<p>พฤติกรรมแบบโอหังเหล่านั้นทำให้ชาวอเมริกันเป็นที่เกลียดชังของชาวโลก  ตอนนี้ชาวอเมริกันจึงเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มต่าง ๆ  แม้กระทั่งในกลุ่มพันธมิตรด้วยกันเองก็มีผู้ไม่ชอบชาวอเมริกันมากขึ้นโดยเฉพาะต่อชนชั้นผู้นำในกลุ่มของจอร์จ ดับเบิลยู บุช  ตอนนี้เวลาออกไปไหนในต่างประเทศรวมทั้งในยุโรป ชาวอเมริกันต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  ผู้เขียนชี้ว่าในการแข่งขันฟุตบอลโลกในเยอรมนีเมื่อปี 2549 รถที่ขนส่งนักฟุตบอลอเมริกันเป็นเพียงคันเดียวที่ไม่มีตราบ่งบอกถึงสัญชาติของผู้เล่น  ทั้งที่ความจริงเป็นดังที่เห็นอยู่มานาน แต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำให้พวกเขามองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงตัวเอง</p>
<h2 style="text-align: center;"></h2>
<p>บทที่ 5 พูดถึงเขตแดน เริ่มด้วยการบรรยายถึงกำแพงเป็นแนวยาวตลอดคอคอดของเกาะอังกฤษซึ่งอาณาจักรโรมันสร้างขึ้นเพื่อชี้บ่งเขตแดนของตน  ผู้เขียนเสนอว่ากำแพงนั้นเป็นเครื่องกั้นพรมแดนเช่นเดียวกับกำแพงที่สหรัฐอเมริกาสร้างขึ้นเพื่อกั้นเขตแดนของตนในส่วนที่เชื่อมต่อกับเม็กซิโก  อย่างไรก็ตามคำว่า “เขตแดน” ไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจได้ง่ายนัก  มันเป็นเสมือนแนวคิดอย่างหนึ่งซึ่งอาจหมายถึงเครื่องหมายบ่งบอกขอบเขตทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางเชื้อชาติ ทางศาสนา หรือแม้แต่ทางจิตวิทยา  ฉะนั้นความหมายของมันจึงขึ้นอยู่กับบริบทและมักก่อให้เกิดการถกเถียงกันว่ามันคืออะไรแน่  บนพื้นฐานของการแบ่งเขตแดนตั้งแต่ครั้งสมัยโรมันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ผู้มีความเห็นอาจแยกได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกมองว่ามันเป็นการบ่งบอกความต้องการของจักรพรรดิโรมันว่าอาณาจักรนั้นจะไม่แผ่ขยายต่อไปหลังจากได้ขยายมาหลายร้อยปี  แนวคิดนี้มีอยู่ในสังคมอเมริกันมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันด้วยเพราะจะเห็นว่าประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน เตือนชาวอเมริกันเมื่อตอนก้าวลงจากตำแหน่งว่าอย่ามุ่งขยายขอบเขตต่อไปโดยไม่รู้จักจบสิ้นและแนวคิดนี้ก็มีอยู่ในคำเตือนของประธานาธิบดีดไวท์ ไอเซนฮาวร์ เมื่อตอนก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อปี2504 เช่นกัน  ตอนนี้ชาวอเมริกันถือปฏิบัติโดยยึดหลักที่ว่า เขตแดนต้องแจ้งชัดและคงที่</p>
<p>กลุ่มที่ 2 เห็นว่าชาวโรมันไม่เคยคิดที่จะหยุดขยายอาณาอาณาจักร หากปักหลักเขตหรือสร้างกำแพงขึ้นมาในแต่ละแห่งเพื่อจุดมุ่งหมายต่างกัน  ในบางกรณีหลักเขตมีไว้เพื่อชี้ว่าความสามารถในการส่งกำลังบำรุงกองทัพทำได้ไกลที่สุดแค่นั้น  แต่ในบางกรณีหลักเขตมีไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายชี้บ่งขอบเขตทางการเมือง  ผู้เขียนเห็นว่ากลุ่มนี้น่าจะมีน้ำหนักมากกว่าเพราะอาณาจักรโรมันไม่เคยหยุดขยายเมื่อได้โอกาส  ส่วนสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่เคยหยุดความพยายามที่จะเผยแพร่แนวคิดเรื่องประชาธิปไตยและตลาดเสรีทั้งที่เขตแดนทางภูมิศาสตร์ยังคงเดิม  และที่สำคัญที่สุดก็คือ แนวชายแดนเป็นเขตที่ไม่มีการหยุดอยู่นิ่ง ๆ หากเปลี่ยนไปตลอดเวลาอันเนื่องมาจากการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ การเดินทางไปมาของประชาชนของทั้งสองฟาก และการซึมซับเอาวัฒนธรรมของกันและกัน</p>
<p>ประวัติศาสตร์มักพูดถึงการแบ่งแยกระหว่างชาวโรมันและฝ่ายที่มักเรียกกันว่า “คนป่า”  จริงอยู่สองฝ่ายรบราฆ่าฟันกันเป็นระยะ ๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอาณาจักรโรมันจะกีดกันฝ่ายคนป่าตลอดไปในทุกกรณี  การค้าขายข้ามเขตแดนเกิดขึ้นตลอดเวลา  นอกจากนั้นชาวโรมันยังเปิดโอกาสให้ฝ่ายคนป่าเข้าไปตั้งหลักแหล่งในอาณาจักรของตนได้ในบางกรณีและการเปิดโอกาสเช่นนี้เองที่นำไปสู่ความแตกสลายของอาณาจักรโรมันในที่สุดดังที่กล่าวถึงแล้ว</p>
<p>เขตแดนของสหรัฐอเมริกาก็มีลักษณะเดียวกัน  การค้าขายเกิดขึ้นตลอดเวลาแม้แต่ในส่วนที่มีกำแพงสูงกั้นอยู่  การลงทุนก็เช่นเดียวกัน  ในแต่ละวันคนงานเม็กซิกันจำนวนมากจะเข้าไปทำงานในสหรัฐฯ  ในขณะเดียวกันชาวอเมริกันก็เดินทางไปทำฟันในเม็กซิโกเพราะค่าบริการถูกกว่า  สหรัฐอเมริกาเปิดโอกาสให้ชาวโลกเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ตลอดเวลา  พวกที่เข้าไปมิได้เป็นฝ่ายรับวัฒนธรรมอเมริกันแต่เพียงฝ่ายเดียว หากนำวัฒนธรรมของตนไปเผยแพร่และมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมอเมริกันด้วย  การแต่งงานข้ามเชื้อชาติกันอย่างกว้างขวาง และการผสมกันทางด้านวัฒนธรรมก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาตลอดเวลา  ผู้เขียนยกตัวอย่างมาเสนอว่า รายการอาหารตามร้านมักผสมกันจนแยกไม่ออกว่ามันคืออะไร เช่น อาหารเม็กซิกันชนิดหนึ่งซึ่งผสมกับอาหารไทยแล้วเรียกว่า “Thai fajitas”   ยิ่งเป็นในด้านของการป้องกันประเทศ เขตแดนทางภูมิศาสตร์ของอเมริกาในปัจจุบันนี้ยิ่งแทบไม่มีความหมายอะไรเลยเพราะสหรัฐอเมริกามีฐานทัพอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะกองทัพเรือที่เคลื่อนย้ายไปตามความจำเป็นเพื่อใช้พลังทางทหารและเพื่อการแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพอันน่ายำเกรง<br />
การผสมผสานกันอย่างแยกไม่ออกเช่นนี้มีเกิดขึ้นในอาณาจักรโรมมันเช่นกัน  ฉะนั้นจึงอาจถามได้ว่าอาณาจักรโรมันได้แตกสลายไปจริง ๆ หรือ  ผู้เขียนเสนอว่าศาสนาของอาณาจักรโรมันซึ่งได้แก่ศาสนาคริสต์ยังยืนอยู่อย่างมั่นคง  ภาษาของชาวโรมันเป็นรากภาษาของชาวโลกปัจจุบันอย่างแพร่หลาย  ผู้ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ในแผ่นดินของอาณาจักรโรมันยังดื่มเหล่าองุ่นเช่นเดิม  สถาปัตยกรรมของชาวโรมัน พิธีการและเมืองต่าง ๆ ก็ยังอยู่ และระบบกฎหมายของชาวโรมันก็ยังอยู่  ด้วยความจริงเหล่านี้จึงมีปราชญ์บางคนเสนอว่า อาณาจักรโรมันมิได้แตกสลายไปดังที่ใคร ๆ คิด หากยังคงอยู่ในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งต่างกับครั้งก่อนเท่านั้นเอง</p>
<p>ในบทส่งท้าย ผู้เขียนทบทวนบางส่วนของเนื้อหาที่กล่าวถึงแล้วและชี้ว่าทุกอาณาจักรอยากอยู่ค้ำฟ้า แต่เท่าที่ผ่านมาไม่มีใครอยู่ได้ในรูปเดิม นั่นคือ ความล่มสลายมิได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างในอาณาจักรเหล่านั้นสูญหายไป  ส่วนใหญ่ยังคงอยู่แต่อาจปรับเปลี่ยนไปในรูปใดรูปหนึ่งเท่านั้น  ตัวอย่างของอาณาจักรที่ล่มสลายล่าสุดได้แก่สหภาพโซเวียต  จะเห็นว่าส่วนประกอบต่าง ๆ ยังอยู่  แม้กระทั่งส่วนต่าง ๆ ของอาณาจักรที่รุ่งเรืองก่อนอาณาจักรโรมัน เช่น เปอร์เซียและกรีซ ก็ยังอยู่และหาดูได้ไม่ยาก  มองจากแง่นี้อเมริกาในลักษณะปัจจุบันอาจแตกสลาย แต่ส่วนประกอบส่วนใหญ่ก็จะคงอยู่  ผู้เขียนเน้นย้ำอีกว่าอเมริกาอาจมีส่วนคล้ายอาณาจักรโรมันในหลายแง่  แต่ความต่างกันนั้นสำคัญยิ่งโดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับระบบสังคมและการเมืองของอเมริกาที่มีความยืดหยุ่นสูงและปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>ในอนาคตอเมริกาอาจวิวัฒน์ไปได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่าชาวอเมริกันจะเลือกทำอะไรในตอนนี้  บนฐานของแนวความคิดที่ว่า ความแข็งแกร่งของสังคมขึ้นอยู่กับความอยู่ดีกินดีของประชาชนซึ่งประกอบด้วยการมีโอกาสเบื้องต้น มีความเป็นธรรม มีจิตวิญญาณและความมั่นใจในระบบของตน ผู้เขียนมองว่าสหรัฐอเมริกาต้องพยายามทำสิ่งเหล่านี้ทั้งในปัจจุบันและต่อไปในอนาคตเพื่อให้สังคมอเมริกันคงอยู่ต่อไปคือ (1) พยายามทำความเข้าใจและยอมรับโลกภายนอกมากขึ้น (2) เชื่อมั่นในรัฐบาลมากขึ้นโดยเฉพาะหน้าที่บางอย่างจะต้องสงวนไว้ให้รัฐบาลทำเท่านั้น (3) เสริมสร้างสถาบันเพื่อการสนับสนุนการปรับตัวให้กลมกลืนกันของผู้ที่อยู่มาก่อนและผู้ที่อพยพเข้ามาใหม่ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และ (4) ลดขนาดของกองทัพลงเนื่องจากกองทัพใช้ทรัพยากรมากจนกระทบต่อส่วนอื่นของสังคม</p>
<p>ในตอนสุดท้าย ผู้เขียนพยายามตอบคำถามตามชื่อของหนังสือที่ว่า “สหรัฐอเมริกาจะเหมือนอาณาจักรโรมันใช่ไหม ?” โดยการไม่ฟันธง  เขาเสนอว่าในหลาย ๆ ด้านชาวอเมริกันกำลังสร้างความผิดพลาดแบบเดียวกับชาวโรมัน  แต่ระบบอเมริกันมียาขนานแท้ไว้สำหรับแก้ความผิดพลาดอยู่แล้ว นั่นคือ ชาวอเมริกันเชื่อมั่นว่าระบบของตนปรับปรุงได้และยังพยายามปรับปรุงให้มันดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>ข้อคิดเห็น – เรื่องเกี่ยวกับอนาคตของสหรัฐอเมริกาดูจะเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางและกำลังถูกนำมาวิเคราะห์ในหลายแนว  เล่มนี้ค่อนข้างแคบเมื่อเทียบกับ <strong>The Clash of Civilizations</strong> ของ <strong>Samuel Huntington</strong> ซึ่งคอลัมน์นี้นำมาเสนอแล้วและมีรวมอยู่ใน “กะลาภิวัตน์”  และ <strong>Day of Empire ของ Amy Chua </strong> ซึ่งเพิ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปลายปี 2550 และคอลัมน์นี้จะนำมาเสนอในโอกาสหน้า  เฉกเช่นเล่มอื่น ๆ เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยข้อมูลที่น่ารู้มากมายแม้การนำเสนอจะค่อนข้างวกวนบ้างในบางตอนก็ตาม</p>
<p>การที่ผู้เขียนไม่ได้ฟันธงลงไปว่าสหรัฐอเมริกาจะล่มสลายเช่นอาณาจักรโรมันหรือไม่อาจทำให้ผู้อ่านผิดหวังบ้าง  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขานำมาเสนอจะด้อยค่าลง  ข้อเสนอของเขาในตอนสุดท้ายที่ให้ชาวอเมริกันปรับตัวน่าจะมีค่าที่สุดสำหรับชาวอเมริกันที่ต้องการมองดูตัวเองว่าเป็นอย่างไรและจะทำอย่างไรเพื่อปิดทางของความเสื่อมโทรมจนล่มสลาย  การที่หนังสือขายดีคงบ่งชี้ว่า ชาวอเมริกันกำลังสนใจในเรื่องอนาคตของตนและอาจกำลังถกเถียงกันอย่างเข้มข้นและกว้างขวางว่าจะทำอย่างไรต่อไป.</p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/are-we-rome-cullenmurphy/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The Progress Paradox : ก้าวหน้าแต่ว่าไร้สุข</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-progress-paradox</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/the-progress-paradox#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Dec 2009 03:06:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนังสือคือชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ก้าวหน้าแต่ไร้สุข]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตแบบอเมริกัน]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[Gregg Easterbrook]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=547</guid>
		<description><![CDATA[ผู้อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูทีวีเป็นประจำอาจมีความรู้สึกว่า ปัจจุบันมีแต่เรื่องร้าย ๆ จนเกิดความสงสัยว่าโลกใบนี้ยังมีอะไรดี ๆ เหลืออยู่บ้างหรือเปล่า และคนเราจะหาความสุขได้อย่างไร ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้วเกือบจะทุกอย่างในโลกดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต  ในหนังสือเรื่อง The Progress Paradox: How Life Gets Better While People Feel Worse ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2546 ผู้เขียนชื่อ Gregg Easterbrook บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร New Republic นำข้อมูลมากมายมาเสนอเพื่อจะบอกกับเราว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนดีขึ้น  แต่คนจำนวนมากอาจไม่มีความรู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ดีขึ้นและไม่รู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นด้วย  ตรงข้ามพวกเขาอาจรู้สึกว่ามีความสุขน้อยลง  นั่นเป็นเพราะอะไร และพวกเขาควรจะทำอะไรหรืออย่างไรเพื่อให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้น ผู้เขียนมีคำตอบ

ผู้เขียนเริ่มต้นหนังสือขนาดเกือบ 300 หน้าเล่มนี้ด้วยการบรรยายถึงภาพที่นักบินสามารถนำเครื่องบินขนาดเล็กลงจอดได้อย่างปลอดภัยทำให้ผู้โดยสารรู้สึกโล่งอกไปตาม ๆ กัน  เมื่อเครื่องลงจอดสนิทผู้โดยสารต่างรีบทำหน้าที่ของตนอย่างรวดเร็วซึ่งได้แก่การขนส่วนประกอบอาหารสด ๆ ลงจากเครื่องบินเพื่อส่งให้ร้านอาหารที่สนามบินนั้น  ส่วนประกอบอาหารดังกล่าวสั่งมาจากเมืองดัลลัสซึ่งใช้เวลาบินราว 40 นาที  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูทีวีเป็นประจำอาจมีความรู้สึกว่า ปัจจุบันมีแต่เรื่องร้าย ๆ จนเกิดความสงสัยว่าโลกใบนี้ยังมีอะไรดี ๆ เหลืออยู่บ้างหรือเปล่า และคนเราจะหาความสุขได้อย่างไร ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้วเกือบจะทุกอย่างในโลกดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต  ในหนังสือเรื่อง <strong>The Progress Paradox: How Life Gets Better While People Feel Worse </strong>ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2546 ผู้เขียนชื่อ <strong>Gregg Easterbrook </strong>บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร<strong> New Republic</strong> นำข้อมูลมากมายมาเสนอเพื่อจะบอกกับเราว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนดีขึ้น  แต่คนจำนวนมากอาจไม่มีความรู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ดีขึ้นและไม่รู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นด้วย  ตรงข้ามพวกเขาอาจรู้สึกว่ามีความสุขน้อยลง  นั่นเป็นเพราะอะไร และพวกเขาควรจะทำอะไรหรืออย่างไรเพื่อให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้น ผู้เขียนมีคำตอบ<br />
<span id="more-547"></span><br />
ผู้เขียนเริ่มต้นหนังสือขนาดเกือบ 300 หน้าเล่มนี้ด้วยการบรรยายถึงภาพที่นักบินสามารถนำเครื่องบินขนาดเล็กลงจอดได้อย่างปลอดภัยทำให้ผู้โดยสารรู้สึกโล่งอกไปตาม ๆ กัน  เมื่อเครื่องลงจอดสนิทผู้โดยสารต่างรีบทำหน้าที่ของตนอย่างรวดเร็วซึ่งได้แก่การขนส่วนประกอบอาหารสด ๆ ลงจากเครื่องบินเพื่อส่งให้ร้านอาหารที่สนามบินนั้น  ส่วนประกอบอาหารดังกล่าวสั่งมาจากเมืองดัลลัสซึ่งใช้เวลาบินราว 40 นาที  สนามบินนั้นเป็นของ “McGehee’s Catfish House” ซึ่งเป็นร้านอาหารประเภท “Fly in” ในรัฐโอคลาโฮมา สหรัฐอเมริกา<br />
ลักษณะพิเศษของร้านอาหารประเภท “Fly in” ได้แก่การตั้งอยู่ตามสนามบินหรือมีสนามบินเป็นของตนเองเพื่อให้บริการแก่นักรับประทานที่มีเครื่องบินส่วนตัว  ในปัจจุบันร้านอาหารแบบนี้มีไม่ต่ำกว่าพันแห่งทั่วสหรัฐอเมริกาและกำลังเป็นที่นิยม  อาจมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าคนร่ำรวยหรือเจ้าของเครื่องบินเท่านั้นที่จะใช้บริการร้านอาหารประเภทนี้ได้  แต่ความจริงแล้วใครก็ใช้ได้รวมทั้งชาวไร่ชาวนาด้วยเพราะชาวนาอเมริกันอาจมีเงินพอซื้อเครื่องบินขนาดเล็กได้  ส่วนผู้ไม่อยากมีเครื่องบินขนาดเล็กก็อาจใช้บริการของร้านอาหารด้วยสนนราคาสำหรับค่าเดินทางโดยเครื่องบินเล็กเพียง 100 เหรียญต่อชั่วโมงบินเท่านั้น</p>
<p>นี่เป็นเพียงตัวอย่างแรกที่ผู้เขียนยกเอาความมั่งคั่งและสะดวกสบายของคนอเมริกันยุคปัจจุบันมาให้ดูเพื่อจะบอกว่าชาวอเมริกัน ชาวยุโรปและผู้ที่อยู่ในประเทศด้อยพัฒนาส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก  สำหรับชาวอเมริกันสถิติปี ค. ศ. 2000 บ่งว่า คนอเมริกันถึงร้อยละ 23 มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 75,000 เหรียญต่อปีซึ่งทำให้พวกเขามีอำนาจการซื้อถึง 2 เท่าของคนรุ่นพ่อแม่  ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลยังบ่งอีกว่า หากใช้วิธีการคำนวณรายได้โดยใช้วิธีนับเวลาทำงานเป็นตัวชี้วัดจะพบว่า ในปัจจุบันคนอเมริกันทำงานเพียง 3 นาทีก็มีรายได้มากพอที่จะซื้อขนมปังสอดไส้เนื้อและเนย (Cheeseburger) แล้ว  เมื่อปี ค. ศ. 1950 คนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขาต้องทำงานนานถึง 30 นาทีจึงจะมีรายได้มากพอสำหรับซื้ออาหารดังกล่าว</p>
<p>ในด้านของบ้าน ในปัจจุบันบ้านของคนอเมริกันโดยเฉลี่ยมีขนาด 2,250 ตารางฟุต 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ โรงจอดรถขนาดใหญ่และห้องส่วนตัวโดยเฉลี่ยคนละ 2 ห้อง  เมื่อปี ค. ศ. 1950 บ้านของคนอเมริกันมีขนาดเพียง 1,100 ตารางฟุต 2 ห้องนอนและ 1 ห้องน้ำเท่านั้น  ในปัจจุบันแม้แต่นักศึกษามหาวิทยาลัยก็ยังพักอยู่ในหอพักที่เป็นห้องเดี่ยว มีเตียงขนาดราชินี มีโทรศัพท์ส่วนตัว โต๊ะคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นดีวีดี รวมทั้งมีครัวและที่ออกกำลังกายส่วนตัวอีกด้วย</p>
<p>หากจะเปรียบเทียบกันในด้านอื่น ๆ เช่น เวลาว่าง การคำนวณของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชิคาโกพบว่า ในปัจจุบันชายอเมริกันมีเวลาว่างมากถึง 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เทียบกับเพียง 11 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในปี ค. ศ. 1880  แม้แต่ผู้หญิงซึ่งมักมีเวลาว่างน้อยกว่าผู้ชายก็ยังมีเวลาว่างถึง 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  ข้อมูลนี้ตรงกับของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยร็อกกี้เฟลเลอร์ซึ่งคำนวณว่า ในปัจจุบันชาวอเมริกันใช้เวลาเพียงร้อยละ 20 ของเวลาตื่นในการทำงานเทียบกับร้อยละ 50 ในอดีต</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น ความก้าวหน้าทางด้านสาธารณสุขทำให้ป้องกันและรักษาโรคร้ายแรงได้ดีขึ้นส่งผลให้อายุตามคาดในปัจจุบันของคนอเมริกันเพิ่มขึ้นเป็น 77 ปี หรือเกือบ 2 เท่าของเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20  แม้แต่คะแนนทดสอบระดับปัญญาเบื้องต้นก็ยังดีขึ้นเพราะคุณภาพของการศึกษาและโภชนาการที่ดีขึ้น  สภาพสิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้น เช่น เมื่อ 20 ปีก่อน จำนวนทะเลสาบที่สะอาดพอสำหรับผู้คนที่จะลงไปว่ายน้ำหรือตกปลามีเพียงร้อยละ 33 เท่านั้น แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66  ฝนกรดลดลงถึงร้อยละ 67 สารตะกั่วในอากาศลดลงถึงร้อยละ 97 ปริมาณป่าไม้ก็เพิ่มสูงขึ้น  สัตว์ที่เคยคาดว่าจะสูญพันธุ์มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  อาหาร บ้าน เสื้อผ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาลดลง  ความเท่าเทียมกันในด้านสังคมก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเพศหรือสีผิว</p>
<p>สำหรับชาวยุโรปผู้เขียนยกตัวอย่างชาวอังกฤษซึ่งข้อมูลบ่งว่า เมื่อปี ค. ศ. 1870 คนรวยอังกฤษมีอายุตามคาดมากกว่าคนจนถึง 17 ปีและสูงกว่าถึง 5 นิ้ว  แต่ในปัจจุบันอายุตามคาดและความสูงของคนต่างฐานะกันกลับไม่มีความแตกต่างกันเพราะทั้งสองกลุ่มมีอาหารการกินทัดเทียมกันและเข้าถึงบริการทางด้านสาธารณสุขได้พอ ๆ กัน  สำหรับชาวตะวันตกโดยรวมผู้เขียนอ้างว่า เมื่อศตวรรษก่อนคนรวยจะมีชีวิตอยู่ในบ้าน มีรถประจำตัว สามารถท่องเที่ยวได้ทั่วโลก มีอาหารการกินอย่างไม่จำกัด มีความสามารถในการเข้าถึงทั้งการศึกษาและการแพทย์ ในขณะที่คนจนต้องนอนในฟาร์ม ไม่มีอาหารสดกิน ไม่สามารถเข้าถึงทางการแพทย์และเรียนจบเพียงระดับมัธยมเท่านั้น นั่นหมายความว่า สภาพความเป็นอยู่ของคนรวยกับคนจนเมื่อหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  แต่ในปัจจุบันชาวตะวันตกไม่ว่าจะรวยหรือเพียงมีฐานะปานกลางมีวิถีชีวิตแทบไม่แตกต่างกัน</p>
<p>ไม่ใช่เฉพาะชาวอเมริกันและชาวตะวันตกเท่านั้นที่มีชีวิตดีขึ้น  ผู้ที่อยู่ในส่วนอื่นของโลกก็มีชีวิตดีขึ้นด้วยเพราะเศรษฐกิจโลกโดยรวมก็ดีขึ้นอันเป็นผลของการเปิดเสรีทางการค้าและการปกครองแบบประชาธิปไตย  ข้อมูลบ่งว่าโดยเฉลี่ยคนในประเทศกำลังพัฒนาในปี ค. ศ. 1975 มีรายได้ 2,125 เหรียญต่อปีซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 เหรียญในปัจจุบัน  จำนวนชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มจาก 1.6 พันล้านคนในปีนั้นเป็น 3.5 พันล้านคนในปัจจุบัน  และประชากรโลกที่อ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 47 ในปี ค. ศ. 1970 เป็นร้อยละ 73 ในปัจจุบัน</p>
<p><strong>ถึงแม้ว่าสถิติทุกอย่างจะบ่งบอกว่า ในปัจจุบันชีวิตความเป็นอยู่ของคนอเมริกันดีขึ้น แต่การสำรวจเมื่อปี ค. ศ. 1996 กลับพบว่า ร้อยละ 50 ของพวกเขากลับคิดว่ายุคสมัยของพ่อแม่ดีกว่า และกว่าร้อยละ 60 คิดว่าอนาคตของประเทศจะแย่ไปกว่านี้อีก  มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่คิดว่าประเทศดีขึ้น</strong> ฉะนั้นมันคงต้องมีอะไรสักอย่างผิดปกติแน่ไม่เช่นนั้นแล้วผลสำรวจคงไม่ออกมาเช่นนี้  ผู้เขียนคาดว่าสาเหตุแรกน่าจะมาจากความคาดหวังเพราะกว่าศตวรรษหนึ่งมาแล้วที่ชาวตะวันตกถูกครอบงำด้วยความคิดที่ว่า ตัวเองต้องมีทุกอย่างมากกว่าคนรุ่นก่อนส่งผลให้สิ่งต่าง ๆ มากมายที่คนรุ่นปัจจุบันมีอยู่ไม่สามารถทำให้พวกเขามีความสุขได้ ซ้ำร้ายยังนำความรู้สึกหดหู่มาให้ด้วยเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถคาดว่าจะมีอะไรเพิ่มได้อีกในปีต่อ ๆ ไป  นอกจากนั้นพวกเขายังกลัวว่าเศรษฐกิจจะล่มสลาย ความมีอิสรภาพจะถูกคุกคาม ทรัพยากรจะหมดไป ชีวิตความเป็นอยู่จะไม่ดีกว่าที่เป็นอยู่  ผู้เขียนคาดว่าความคิดที่ขัดแย้งกับข้อมูลนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากการปฏิเสธความอุดมสมบูรณ์ (abundance denial)</p>
<p>นอกจากนี้ การที่คนเราสามารถแก้ปัญหาหนึ่งได้ แต่กลับก่อให้เกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมาก็เป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นว่าชีวิตของพวกเขาดีขึ้น เช่น สมัยก่อนฝันของคนอเมริกันส่วนใหญ่คือการมีรถส่วนตัว  ในปัจจุบันแทบทุกคนมีรถส่วนตัวไว้ใช้แล้ว  แต่การเพิ่มของจำนวนรถกลับมีมากกว่าพื้นที่ถนนทำให้คนอเมริกันต้องใช้เวลาบนท้องถนนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปี ค. ศ. 1980  ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นมากมายยังทำให้คนขาดความสุขเพราะต้องแย่งที่จอดรถกัน นั่นหมายความว่า แทนที่ผู้คนจะมีความสุขและสะดวกสบายจากการมีรถส่วนตัวดังฝัน แต่ความจริงกลับเป็นตรงข้าม</p>
<p>นอกจากความคาดหวังแล้ว ผู้เขียนเสนอว่ายังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ชาวอเมริกันรู้สึกมีความสุขน้อยลงทั้งที่ข้อมูลบ่งว่าทุกอย่างดีขึ้น เช่น สื่อต่าง ๆ ชอบประโคมข่าวร้ายเพราะข่าวร้ายเท่านั้นที่ทำเป็นข่าวได้  ส่วนข่าวดีไม่เป็นหัวข้อข่าวเพราะมันไม่ดึงดูดความสนใจและไม่สามารถขายได้  ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนั้น ข่าวร้ายต่าง ๆ มีน้อยมาก  สื่อจึงต้องแต่งแต้มสีสันให้ข่าวร้ายดูเหมือนเป็นจริงและมีอยู่รอบตัวเสมอ รวมทั้งทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ด้วย  เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากการศึกษาของอดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียซึ่งพบว่า ยิ่งคนดูทีวีมากเท่าใดยิ่งมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าอุบัติการณ์การเกิดอาชญากรรมจะเกิดขึ้นมากเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงอาชญากรรมในปัจจุบันมีน้อยมาก  สถิติบ่งว่า อาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงน้อยกว่าอาชญากรรมที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เสียอีก<br />
นอกจากสื่อจะชอบขยายข่าวร้ายแล้ว สื่อยังชอบโฆษณาขายสินค้าจนทำให้ผู้คนบ้าคลั่งกับการซื้อหาสินค้าต่าง ๆ มากมายมาสะสม  การมีทางเลือกที่เพิ่มขึ้นนี้กลับไม่ทำให้ผู้คนมีความสุขซึ่งตรงกับที่ศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสวอธมอร์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ นั่นคือ การที่คนมีทางเลือกมากมายมักนำความเสียใจมาให้เพราะเขารู้สึกไม่แน่ใจก่อนซื้อและผิดหวังหลังซื้อ  การมีทางเลือกน้อยลงอาจทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอย่างน้อยเขาก็เสียเวลาในการเลือกน้อยลง  ซ้ำร้ายการที่มีทางเลือกมากเกินไปทำให้เกิดความพร่ามัวระหว่างความจำเป็นจริง ๆ กับความต้องการอันเกิดจากการครอบงำของความอยาก  ในปัจจุบันคนอเมริกันกำลังตกเป็นเหยื่อของความต้องการของทันสมัยที่สุด  เมื่อไหร่ที่มีสินค้ารุ่นใหม่ที่สุดออกมา พวกเขาจะพากันอยากได้และซื้อหาไว้ทั้ง ๆ ที่บางครั้งของชนิดเดียวกันที่เพิ่งซื้อมายังไม่ได้แกะออกจากกล่องด้วยซ้ำไป</p>
<p><strong>ที่แย่ไปกว่านั้นคือ คนอเมริกันไม่เพียงมีความรู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องเปรียบเทียบสิ่งของที่ตนมีกับคนอื่นเท่านั้นแต่ยังต้องมีมากกว่าคนอื่นอีกด้วย ทำให้คนอเมริกันกลายเป็นกลุ่มคนที่มีหนี้มากที่สุดและมีเงินเก็บออมน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศตะวันตกด้วยกัน  หนี้ที่คนอเมริกันนิยมเป็นกันคือ หนี้บัตรเครดิตเพราะบัตรนี้สามารถนำติดตัวไปได้ทุกแห่งและร้านค้าทั่ว ๆ ไปก็ยินดีรับด้วย  ผลก็คือผู้คนขาดความยับยั้งชั่งใจในการใช้เงิน</strong> เช่น แทนที่จะกลับบ้านกินข้าว คนอเมริกันกลับแวะกลางทางรับประทานอาหารแล้วกลับมาเป็นหนี้ในตอนสิ้นเดือน  ผลของกับดักหนี้จึงเป็นอย่างที่ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบอสตันคนหนึ่งกล่าวไว้คือ การใช้จ่ายมากไม่เพียงทำให้ผู้คนถูกรบกวนจากคนตามทวงหนี้เท่านั้น แต่ยังทำให้เขาเป็นโรคประสาทได้ง่ายด้วย  ผลที่เห็นอีกอย่างก็คือ ยิ่งคนอเมริกันเป็นหนี้มากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อบรรเทาความเครียดจนกลายเป็นหนี้อย่างไม่สิ้นสุด แทนที่จะใช้จ่ายให้น้อยลงซึ่งจะทำให้เขามีเงินเหลือมากขึ้นอันจะส่งผลให้เขารู้สึกว่ามั่นคงและมีคุณค่ามากขึ้น</p>
<p>ในปัจจุบันคนอเมริกันเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจากอดีตถึง 10 เท่า  ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือการศึกษาของอาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดคนหนึ่งพบว่าร้อยละ 6 ของคนอเมริกันเป็นโรคซึมเศร้าถึงปีละครั้ง  ผู้เขียนเสนอว่าสาเหตุน่าจะมาจากคนเหล่านี้มีเงินและเวลาว่างมากเกินไปจนเกิดโรคซึมเศร้าซึ่งต่างจากรุ่นบรรพบุรุษหรือประชาชนในประเทศยากจนที่ต้องใช้เวลาทั้งหมดไปในการทำมาหากินจึงไม่มีเวลาที่จะซึมเศร้า  นอกจากนี้ความคาดหวังยังนำมาซึ่งความกระสับกระส่าย  ข้อสรุปนี้ได้มาจากการสำรวจคนญี่ปุ่นซึ่งพบว่าพวกเขารู้สึกว่าชีวิตตัวเองน่าสังเวชแม้ประเทศของเขาจะร่ำรวยก็ตามเพราะเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นไม่สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนเมื่อราว 40 ปีที่ผ่านมาได้ทำให้ความคาดหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นสิ้นสุดลง</p>
<p>อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนขาดความสุขมาจากบรรพบุรุษ  การคัดเลือกโดยธรรมชาติทำให้มนุษย์ที่อยู่รอดมาถึงปัจจุบันน่าจะไม่ใช่มาจากบรรพบุรุษที่มีนิสัยใจดี ขี้ประหม่า ขี้แย แต่ต้องเป็นคนที่อดทน ทำงานหนัก และไม่เคยรู้จักคำว่าพอส่งผลให้ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้รับอุปนิสัยเหล่านั้นมา หรืออาจได้รับฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกิดขึ้นเมื่อมีความเครียดเป็นตัวเหนี่ยวนำให้ไม่สามารถมีความสุข  การศึกษาของนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยร็อกกี้เฟลเลอร์พบว่า คนที่มีความเครียดหรือมีฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียดจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนทั่ว ๆ ไป และการวิจัยยังพบอีกว่า คนที่มีบุคลิกภาพชนิด A ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จสูงกว่าคนอื่นมักจะทนทุกข์ทรมานจากความเครียดและมีแนวโน้มที่จะไม่มีความสุขมากกว่าคนอื่นถึง 2 เท่า  นอกจากนี้การที่คนเรามีอิสรภาพมากเกินไปก็ทำให้ขาดความสุข  ในสมัยก่อนผู้คนต่างเรียกร้องหาอิสรภาพแต่เมื่อได้มาแล้วกลับพบว่า อิสรภาพนำมาซึ่งความเครียดเพราะเมื่อไหร่ที่ชีวิตไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็นสะท้อนให้เห็นผลของการกระทำของตัวเอง ไม่ใช่การกระทำของผู้อื่น</p>
<p>สำหรับในด้านปัจจัยที่ทำให้มีความสุข การศึกษาพบว่าสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับความสุขได้แก่ ความรัก มิตรภาพ ความเคารพนับถือและครอบครัวที่ดี  แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่มีขายหากมาจากการฝึกฝน เช่นเดียวกับที่นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมิซซูรี่คนหนึ่งกล่าวไว้ นั่นคือ การที่จะคิดในแง่ร้ายหรือไม่มีความสุขเป็นเรื่องง่ายดายและยากที่จะปฏิเสธ ส่วนการที่จะมองโลกในแง่ดีและมีความสุขเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน  ยิ่งไปกว่านั้นการศึกษาของนักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ยังพบอีกว่า คนที่มองโลกในแง่ดีจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนเครียดทั้งในแง่การงาน การแต่งงาน แถมยังมีอายุยืนยาวกว่าอีกด้วย  ในปัจจุบันชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นเริ่มเข้าใจความจริงข้อนี้  ศาสตราจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนคนหนึ่งจึงกล่าวว่า ยุคของวัตถุนิยมกำลังจะสิ้นสุดลงเมื่อการซื้อและครอบครองทรัพย์สินไม่สามารถแก้ปัญหาได้  นั่นหมายความว่า คนอเมริกันอาจกำลังจะเข้าสู่ยุคของการแสวงหาความหมายของชีวิตซึ่งหลุดพ้นทั้งจากลัทธิวัตถุนิยมและลัทธิปัจเจกนิยมสุดโต่ง และเริ่มมีความคิดว่า หากพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ ชีวิตของมนุษย์คงมีความหมายอะไรสักอย่าง  หากพระเจ้าไม่ได้เป็นผู้สร้างมนุษย์ ก็สามารถสร้างความหมายให้กับตัวเองผ่านการกระทำของตัวเอง  ฉะนั้นคนอเมริกันจึงเริ่มเข้าหาศาสนาและบริจาคเงินมากขึ้นส่งผลให้อัตราการบริจาคเงินเพิ่มขึ้นในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาจนมากกว่าอัตราการเจริญเติบทางเศรษฐกิจเสียอีก</p>
<p>อย่างไรก็ตามข้อมูลต่าง ๆ ก็ยังแสดงถึงความขัดแย้ง หรือ Paradox นั่นคือ หากมองกันตามเกณฑ์ของผู้เขียนแล้วในปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีอะไร ๆ คล้ายจะเป็นแดนสวรรค์ (utopia) ทีเดียว  กระนั้นก็ตามคนก็ยังพร่ำบ่นอยู่ดี  นั่นอาจเป็นเพราะการพร่ำบ่นและการพยายามมองไปที่ความทุกข์เป็นสันดานตามธรรมชาติของมนุษย์  ส่วนเงินก็ไม่สามารถซื้อความสุขได้  มันเป็นเพียงแค่พาหะที่อาจจะช่วยทำให้คนเรามีความสุขได้มากขึ้นเท่านั้น  ในเมื่อข้อมูลบ่งอย่างแจ้งชัดว่า การมีสิ่งของต่าง ๆ มากมายไม่ทำให้คนเรามีความสุข ผู้เขียนจึงสรุปว่าความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายในและเสนอว่า แค่เพียงเรารู้จักพอ ลดความต้องการ รู้สึกว่าตัวเองโชคดี รู้จักให้อภัยและและปรารถนาดีต่อกันมากขึ้น ความสุขก็น่าจะเกิดขึ้นแล้ว</p>
<p><strong>ข้อคิดเห็น – </strong>หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในหลายเล่มที่ทยอยกันออกมาในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา  แม้ขอบเขตและเนื้อหาจะต่างกันบ้าง แต่ทุกเล่มขับเน้นเรื่องที่ว่า เงินและสิ่งของเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนทำให้คนเรามีความสุข  แต่หากเรามีจนมากเกินไป ของเหล่านั้นก็อาจนำความทุกข์มาให้  ฉะนั้นผู้ที่รู้จักคำว่า <strong>“พอ” </strong>และสามารถแบ่งปันสิ่งที่มีอยู่อย่างมากมายให้กับผู้ขาดแคลนหรือด้อยโอกาส น่าจะมีความสุขมากขึ้น  ด้วยเหตุนี้กระมังที่มหาเศรษฐี เช่น บิลล์ เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จึงได้บริจาคทรัพย์ของตนเป็นหลักหมื่นล้านเหรียญเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น  พวกเขาคงเห็นด้วยกับคำกล่าวของเดล คาร์เนกี ที่ว่า ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า คุณเป็นใคร หรือคุณมีอะไร แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณคิดอะไร</p>
<p style="text-align: center;">&#8230;&#8230;</p>
<p style="text-align: center;">บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือ<strong> &#8220;กะลาภิวัตน์&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: center;">รวมบทความของ <strong>ดร.ไสว บุญมา และ พญ.</strong><strong>ภาพร ลิมป์ปิยากร</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/the-progress-paradox/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Mountains Beyond Mountains – สองมือที่สร้างโลก ตอนที่ 2 (จบ)</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/mountains-beyond-mountains-02</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/mountains-beyond-mountains-02#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Nov 2009 04:18:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนังสือคือชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร]]></category>
		<category><![CDATA[สองมือที่สร้างโลก]]></category>
		<category><![CDATA[Mountains Beyond Mountains]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=490</guid>
		<description><![CDATA[(3)
ในปี 2533 บาทหลวงแจ็ค รุสสิน เพื่อนสนิทคนหนึ่งของหมอฟาร์เมอร์ได้เดินทางไปยังย่านคาราเบย์โย อันเป็นสลัมแห่งหนึ่งในเมืองลิมา ประเทศเปรู  หลังจากไปปักหลักที่นั่นไม่นาน เขาก็ชักชวนหมอฟาร์เมอร์และจิม ยอง คิม ให้ขยายบริการของ PIH ไปยังเมืองนั้นเพราะเขาเห็นว่าประชาชนในสลัมแห่งนี้มีปัญหาทางด้านสุขภาพมากมาย  ลิมาก็เหมือนเมืองแออัดอื่น ๆ ในโลกที่ประชาชนมักมีปัญหาวัณโรค  องค์การอนามัยโลกจึงได้ตั้งโครงการควบคุมวัณโรคขึ้น  จิมและหมอฟาร์มเมอร์จึงคิดว่าวัณโรคน่าจะเป็นปัญหาสุขภาพเพียงเรื่องเดียวที่พวกเขาไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว  แต่ในเดือนพฤษภาคมปี 2538 บาทหลวงรุสสินกลับป่วยด้วยวัณโรคจนต้องบินกลับไปบอสตัน  แม้ว่าแพทย์จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ แต่เขาก็เสียชีวิตลงในเวลาไม่นาน  ผลการเพาะเชื้อจากเสมหะพบว่าเขาเป็นวัณโรคชนิดเชื้อดื้อยาทั้ง 4 ตัว  หมอฟาร์เมอร์จึงเกิดความกังขากับโครงการวัณโรคของลิมาที่องค์การอนามัยโลกดูแลอยู่  เขาและคณะจึงสืบค้นสาเหตุและพบว่า ในโครงการนี้มีผู้ป่วยด้วยเชื้อดื้อยาทั้ง 4 ชนิดเป็นจำนวนมาก  แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ยังคงได้รับการรักษาด้วยยาชนิดเดิมต่อไปอีกจนครบโดยมิได้มีการเปลี่ยนยาหรือเพิ่มยาใด ๆ ให้  นั่นหมายความว่า ไม่เพียงผู้ป่วยเหล่านี้จะมิได้หายจากการเป็นวัณโรคแล้ว พวกเขายังกลายเป็นกลุ่มคนที่แพร่เชื้อวัณโรคดื้อยาเข้าสู่ชุมชนอีกด้วย

วิธีการแก้ปัญหาวัณโรคดื้อยาตามตำราแพทย์ซึ่งมักดื้อยาเพียงแค่ 1-2 ตัวคือ การให้ยาสูตรเดิม 4 ชนิดร่วมกับยาใหม่อีก 1 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>(3)</strong></p>
<p>ในปี 2533 บาทหลวงแจ็ค รุสสิน เพื่อนสนิทคนหนึ่งของหมอฟาร์เมอร์ได้เดินทางไปยังย่านคาราเบย์โย อันเป็นสลัมแห่งหนึ่งในเมืองลิมา ประเทศเปรู  หลังจากไปปักหลักที่นั่นไม่นาน เขาก็ชักชวนหมอฟาร์เมอร์และจิม ยอง คิม ให้ขยายบริการของ PIH ไปยังเมืองนั้นเพราะเขาเห็นว่าประชาชนในสลัมแห่งนี้มีปัญหาทางด้านสุขภาพมากมาย  ลิมาก็เหมือนเมืองแออัดอื่น ๆ ในโลกที่ประชาชนมักมีปัญหาวัณโรค  องค์การอนามัยโลกจึงได้ตั้งโครงการควบคุมวัณโรคขึ้น  จิมและหมอฟาร์มเมอร์จึงคิดว่าวัณโรคน่าจะเป็นปัญหาสุขภาพเพียงเรื่องเดียวที่พวกเขาไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว  แต่ในเดือนพฤษภาคมปี 2538 บาทหลวงรุสสินกลับป่วยด้วยวัณโรคจนต้องบินกลับไปบอสตัน  แม้ว่าแพทย์จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ แต่เขาก็เสียชีวิตลงในเวลาไม่นาน  ผลการเพาะเชื้อจากเสมหะพบว่าเขาเป็นวัณโรคชนิดเชื้อดื้อยาทั้ง 4 ตัว  หมอฟาร์เมอร์จึงเกิดความกังขากับโครงการวัณโรคของลิมาที่องค์การอนามัยโลกดูแลอยู่  เขาและคณะจึงสืบค้นสาเหตุและพบว่า ในโครงการนี้มีผู้ป่วยด้วยเชื้อดื้อยาทั้ง 4 ชนิดเป็นจำนวนมาก  แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ยังคงได้รับการรักษาด้วยยาชนิดเดิมต่อไปอีกจนครบโดยมิได้มีการเปลี่ยนยาหรือเพิ่มยาใด ๆ ให้  นั่นหมายความว่า ไม่เพียงผู้ป่วยเหล่านี้จะมิได้หายจากการเป็นวัณโรคแล้ว พวกเขายังกลายเป็นกลุ่มคนที่แพร่เชื้อวัณโรคดื้อยาเข้าสู่ชุมชนอีกด้วย</p>
<p><span id="more-490"></span></p>
<p>วิธีการแก้ปัญหาวัณโรคดื้อยาตามตำราแพทย์ซึ่งมักดื้อยาเพียงแค่ 1-2 ตัวคือ การให้ยาสูตรเดิม 4 ชนิดร่วมกับยาใหม่อีก 1 ชนิดด้วยวิธีการที่เข้มข้นที่เรียกย่อ  ๆ ว่า DOTS นั่นคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้ได้รับมอบหมายจะต้องดูแลให้ผู้ป่วยได้รับประทานยาทุก ๆ วันซึ่งโดยทั่วไปจะได้ผลเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์   การรักษาวัณโรคดื้อยาด้วยชนิดยาที่ไม่เหมาะสมไม่เพียงจะไม่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเท่านั้น มันยังจะเพิ่มจำนวนชนิดของยาที่เชื้อโรคดื้อขึ้นอีกด้วย  แพทย์จึงจำเป็นต้องแยกให้ได้ว่าผู้ป่วยดื้อยาชนิดใดกันแน่</p>
<p>สำหรับสถานการณ์ในลิมานั้น เมื่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเลือกวิธีการผิด ๆ สำหรับรักษาผู้ป่วยจนกระทั่งมีผู้ป่วยดื้อยา 4 ชนิดเพิ่มขึ้นถึง 10 ราย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องละทิ้งผู้ป่วยเหล่านี้  แท้ที่จริงแล้วการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องคือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคระบบทางเดินหายใจเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง  แต่การทำเช่นนี้ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งค่าปรึกษาแพทย์และยาเพิ่มขึ้นมาก  ยิ่งไปกว่านั้นแนวคิดหลักขององค์การอนามัยโลกในการรักษาผู้ป่วยต้องคำนึงถึงต้นทุนกับผลได้หรือต้องคุ้มค่ากับการลงทุน  การรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาแต่ละรายมีต้นทุนสูงขึ้นมากจึงไม่คุ้มค่าตามแนวคิดหลักขององค์การอนามัยโลก  แต่การละทิ้งผู้ป่วยดื้อยาจะยิ่งส่งผลร้ายกับประเทศและโลกโดยรวม ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยเหล่านี้จะกลายเป็นผู้แพร่เชื้อวัณโรคดื้อยาไปยังชุมชนของตนเองและทำให้การระบาดของโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว</p>
<p>หมอฟาร์เมอร์เคยมีโอกาสรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาในเฮติเช่นกัน  ครั้งนั้นเขาได้ไปพบกับไมเคิล ไอเซนแมน ผู้เชี่ยวชาญที่เคยแก้ปัญหาวัณโรคดื้อยาในเดนเวอร์ที่สถาบันซึ่งได้ชื่อว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ดีที่สุดในโลก  ไอเซนแมนกล่าวว่า การแก้ปัญหาในปี 2536 ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้เพียงร้อยละ 60 เท่านั้นต้องใช้เงินทุนถึงรายละ 250,000 เหรียญ  ผู้ป่วยทุกรายต้องใช้ยาแถวสองซึ่งมีราคาและผลข้างเคียงสูง อีกทั้งยังต้องรักษาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีและบางรายก็ล้มเหลว นั่นคือ จบลงด้วยการเสียชีวิต  อย่างไรก็ตามเขายังคงเห็นว่า การรักษาโรคดื้อยายังคงต้องดำเนินต่อไปเพราะมันเป็นสถานการณ์ที่คุกคามคนทั่วโลกเนื่องจากโรคนี้สามารถที่จะข้ามพรมแดนได้ง่าย ๆ  การแก้ปัญหาอย่างไม่ถูกต้องรังแต่จะทำให้โลกทั้งโลกปั่นป่วน</p>
<p>หมอฟาร์เมอร์และจิม ยอง คิม จึงเริ่มต้นแก้ปัญหานี้ที่เปรูด้วยการรักษาผู้ป่วย 10 รายแรกในเดือนสิงหาคมปี 2539  อย่างไรก็ดีการแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะรัฐบาลเปรูไม่ต้องการได้ยินว่าโครงการรักษาวัณโรคของรัฐล้มเหลว ซ้ำร้ายทั้งหมอฟาร์เมอร์และจิมต่างไม่มีใบอนุญาตในการรักษาผู้ป่วยในเปรู  ทั้งสองจึงถูกขัดขวางจนทำให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งเสียชีวิตโดยยังมิได้รับการรักษา  การที่รัฐบาลเปรูไม่ต้องการให้ทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาวัณโรคดื้อยาเป็นเพราะรัฐไม่ต้องการให้เกิดมาตรฐานใหม่ซึ่งเท่ากับบีบบังคับให้รัฐต้องดำเนินการตามมาตรฐานใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงตลอดไป  เมื่อหมอฟาร์เมอร์ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่ายาได้ ภาระจึงตกอยู่กับทอม ไวท์ตามเคย  ไวท์ได้ส่งเงินไปให้กับโรงพยาบาลที่หมอฟาร์เมอร์ยืมยาไปรักษาและได้เขียนจดหมายในเชิงว่ากล่าวให้โรงพยาบาลมีเมตตากับผู้ป่วยให้มากขึ้นด้วย</p>
<p>นอกจากปัญหาวัณโรคในผู้ป่วยทั่วไปแล้ว หมอฟาร์เมอร์ยังถูกรัฐบาลรัสเซียร้องขอให้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาวัณโรคในคุกไซบีเรียของรัสเซียด้วย  เศรษฐกิจรัสเซียที่ตกต่ำลงยังผลให้ผู้ต้องขังในคุกเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ทำผิดในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ลักขโมยขนมปัง  เมื่อผู้ต้องขังคดีเล็กน้อยเหล่านั้นติดโรคจากในคุก หรือได้รับเชื้อแต่ไม่ได้รับการรักษาถูกปล่อยตัวออกไปสู่สังคม พวกเขาก็ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไปเป็นบริเวณกว้างอย่างรวดเร็ว  หมอฟาร์เมอร์คาดว่าในคุกไซบีเรียมีนักโทษที่เป็นวัณโรคถึงกว่าแสนคนโดยในจำนวนนี้กว่า 30% ติดวัณโรคชนิดเชื้อดื้อยา  สถานการณ์เช่นนี้ยากที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเรือนจำจะจัดการกับปัญหาเองได้  ในครั้งนั้นเขาต้องเดินทางไปยังคุกไซบีเรียหลายต่อหลายครั้งเพื่อหาข้อมูล อีกทั้งยังต้องช่วยเหลือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต่อรองกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเพราะเขาเห็นว่าการได้รับเงินเพียงพอแค่ซื้อยาไม่น่าจะทำให้นักโทษหายจากโรคได้  ปัญหาวัณโรคต้องได้รับการบำบัดทางด้านโภชนาการด้วย</p>
<p>ในเดือนเมษายนปี 2541 องค์การอนามัยโลกได้จัดการประชุมเกี่ยวกับวัณโรคที่บอสตัน  การประชุมครั้งนั้นหมอฟาร์เมอร์ได้นำเสนอผลสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาในเปรูให้กับผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัณโรค  อาราตา โคชิ หัวหน้าโครงการวัณโรคขององค์การอนามัยโลกชื่นชมความสำเร็จนั้นมาก แม้ว่าครั้งหนึ่งเขาจะไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินมากมายรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาเพียงไม่กี่คน  ผลสำเร็จของหมอฟาร์เมอร์ในครั้งนั้นเป็นการยืนยันให้โลกเห็นว่า หากมนุษย์ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ย่อมไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้  หมอฟาร์เมอร์ย้ำว่าก่อนที่เขาจะเข้าเป็นแพทย์ เขาสาบานที่จะรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด  แต่เขาไม่เคยสาบานที่จะรักษาผู้ป่วยด้วยต้นทุนที่ถูกที่สุดเลย  เนื่องจากแต่ละประเทศมีเงินทุนสำหรับใช้จ่ายทางการแพทย์อย่างจำกัด มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาคนเพียงกลุ่มน้อยด้วยเงินจำนวนมากเพราะมันหมายถึงการละเมิดเงินที่จะใช้ในการรักษาโรคให้กับคนกลุ่มใหญ่   แต่องค์การอนามัยโลกมีหน้าที่ดูแลคนทั้งโลกในระยะยาว องค์การนี้จึงตระหนักในที่สุดว่า การไม่แก้ปัญหาวัณโรคดื้อยารังแต่จะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงในระยะยาว</p>
<p>สาเหตุที่ค่ารักษาพยาบาลสูงมากเป็นผลมาจากการที่ยาใหม่ ๆ ติดสิทธิบัตรยา  เมื่อองค์การอนามัยโลกอนุมัติโครงการ DOTS-plus ตลาดยาวัณโรคแถวสองซึ่งจำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาก็มีขนาดใหญ่ขึ้น  หมอฟาร์เมอร์และจิมจึงขอร้องให้องค์การอนามัยโลกจัดประชุมกับบริษัทยาต่าง ๆ เพื่อขอร้องให้ผู้บริหารลดราคายาลง  เขาเสนอตัวเลขจำนวนผู้ป่วยเพื่อให้บริษัทยาเห็นว่าตลาดนี้ใหญ่มาก ราคายาจึงควรลดลง  จริงอยู่จำนวนผู้ป่วยที่เขาเสนอเป็นตัวเลขที่แท้จริง แต่ความสามารถในการซื้อกลับไม่เป็นจริง ทั้งนี้เพราะจำนวนผู้ป่วยที่เขากล่าวอ้างส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจในการซื้อ  บริษัทยาต่าง ๆ จึงไม่หลงเชื่อ  ในที่สุดองค์การอนามัยโลกก็ต้องอนุมัติให้ยารักษาวัณโรคแถวสองเป็นยาทางการที่สำคัญส่งผลให้บริษัทที่ผลิตยาสามัญสามารถผลิตยาแถวสองได้  องค์การอนามัยโลกจึงสามารถซื้อยาแถวสอง 4 ตัวในราคาเพียงแค่ 5% เทียบกับราคาเมื่อปี 2539  เมื่อค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาลดเหลือเพียงรายละ 1,500 ดอลลาร์แทนที่จะเป็น 15,000 ดอลลาร์ การโต้แย้งว่า การรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาไม่คุ้มค่ากับการลงทุนก็หมดไป</p>
<p>ความสำเร็จของโครงการรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยานั้นมาจากความเชื่อของหมอฟาร์เมอร์ที่ว่า โลกมียาดี ๆ และมีเงินจำนวนมากพอที่จะทำการหยุดยั้งโรคได้  หากทุกคนใช้ความพยายามให้มากพอ ปัญหาทุกอย่างย่อมสามารถที่จะแก้ไขได้เสมอ  ผลของความสำเร็จนี้ทำให้บิล เกตส์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกรับปากที่จะบริจาคเงินส่วนหนึ่งจากมูลนิธิของเขาเพื่อแก้ปัญหาวัณโรคดื้อยา</p>
<p style="text-align: center;"><strong>(4)</strong></p>
<p>ผลสำเร็จของการรณรงค์รักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาทำให้เพื่อนหลายคนของหมอฟาร์เมอร์เล็งเห็นศักยภาพของเขาในการแก้ปัญหาสาธารณสุขให้กับโลกจึงแนะนำให้เขาหันมาทำงานเฉพาะด้านนโยบายเท่านั้น  แต่หมอฟาร์เมอร์ยืนยันว่า ลำดับการทำงานของเขาคือผู้ป่วย นักโทษและนักศึกษา และผู้ป่วยที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือผู้ป่วยในเฮติ  การที่เขาให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยมากที่สุดเป็นเพราะเขารู้สึกว่าหากในแต่ละวันเขาได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้ป่วยสักหนึ่งคน วันนั้นก็มิได้เลวร้ายเกินไปแล้ว  ดังนั้นเขาจึงมีงานมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบไม่มีเวลาหลับนอน  วิธีการที่หมอฟาร์เมอร์ใช้ในการแก้ปัญหาก็คือ บินให้มากขึ้นและนอนให้น้อยลง ทั้งนี้เพราะเขาคิดว่าตนเองโชคดีที่สามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ  มีคนจำนวนมากมายในโลกที่ไม่สามารถทำได้เช่นนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเฮติ</p>
<p>คนส่วนใหญ่มักคิดว่าหมอฟาร์เมอร์เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง  แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  โอฟีเลียเล่าว่าหมอฟาร์มเมอร์มักถามเธอเป็นประจำว่าเขาดูเป็นอย่างไรบ้าง  หากเธอไม่ชื่นชมเขา เขาจะรู้สึกเจ็บปวด  ฉะนั้นเขาจึงใช้การทำงานหนักเพื่อสร้างกำลังใจและมิให้ตนเองสิ้นหวังหรือซึมเศร้า  หมอฟาร์เมอร์มักไม่ค่อยปฏิเสธคำขอของใคร  คิวขอความช่วยเหลือจากเขาจึงยาวมาก  เขาต้องตอบจดหมายอีเล็กทรอนิกส์วันละกว่า 80 ฉบับ ต้องคอยหาซื้อของฝากตามที่ถูกขอร้องและต้องแบกของมากมายเพื่อฝากลูกหลานของคนที่เขาต้องติดต่อด้วย  กระเป๋าของเขาจึงอัดแน่นไปด้วยของฝากเสียจนกระทั่งเขาต้องใส่เสื้อผ้าซ้ำไปซ้ำมาตัวละหลายวันเพราะกระเป๋าไม่มีที่ว่างสำหรับใส่เสื้อผ้าของตนเอง   เขาทำงานหนักมากจนล้มป่วยด้วยโรคตับอักเสบซึ่งร้ายแรงเสียจนกระทั่งต้องหยุดงานหลายเดือน  การที่เขาต้องทำงานหนักเช่นนี้เป็นเพราะเขาคิดว่าหากเขาไม่ทำงานหนักจะมีคนส่วนหนึ่งต้องตายโดยไม่สมควร  โอฟีเลียพูดติดตลกว่า ความคิดทำนองนี้ของเขาหากใครได้ยินเข้าคงคิดว่าเขาเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งที่หลงละเมอถึงความยิ่งใหญ่เป็นแน่</p>
<p>ในเดือนกรกฎาคมปี 2543 บิล เกตส์ได้บริจาคเงิน 45 ล้านเหรียญให้กับ PIH ไว้ใช้ในการกำจัดวัณโรคดื้อยาในเปรู  วิลเลียม โฟเก ที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์มูลนิธิผู้ควบคุมโครงการเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เงินจำนวนนี้ต้องถูกใช้ไปเพื่อรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา 2,000 คนภายในเวลา 5 ปีโดย  80% จะต้องได้รับการรักษาจนหายขาด  วัณโรคดื้อยาจะต้องถูกกำจัดไปจากเปรูเพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า คนยากจนก็สามารถที่จะได้รับการรักษาจนหายขาดจากโรคได้ด้วยเทคโนโลยีและเงินทุนที่ไม่มากนักและการรักษาคนยากจนเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า  หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ PIH จะสามารถขยายโครงการออกไปในระดับประเทศ</p>
<p>วิธีให้เงินทุนของเกตส์ก็เหมือนกับการบริจาคของมูลนิธิใหญ่ ๆ ที่ต้องการให้เฉพาะกับโครงการที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงและสามารถวัดผลได้แน่นอน  แต่หมอฟาร์เมอร์และคณะไม่ชอบแก้ปัญหาเฉพาะแค่โรค  พวกเขาชอบแก้ปัญหาของคนจนด้วย  พวกเขาจึงมักใช้เงินของผู้สนับสนุนรายใหญ่ เช่น ทอม ไวท์ มาแก้ปัญหามากกว่า เช่น ใช้ซื้อยาต้านไวรัสเอชไอวีให้กับผู้ป่วยชาวเฮติที่เป็นวัณโรคเพราะหมอฟาร์เมอร์เห็นว่าวัณโรคต้องรักษาไปพร้อมกับเอดส์  จริงอยู่เขาเคยขอเงินสนับสนุนจากมูลนิธิต่าง ๆ  แต่มูลนิธิส่วนใหญ่มักปฏิเสธคำขอของเขาเพราะมูลนิธิเห็นว่าการรักษาผู้ป่วยเอดส์ในเฮติด้วยยาต้านไวรัสไม่คุ้มค่า  เมื่อเขาขอรับการสนับสนุนจากบริษัทยา บริษัทเหล่านี้ก็แนะนำให้เขาไปขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิ  สุดท้ายเขาจึงขายสำนักงานใหญ่ของ PIH ที่เมืองแคมบริดจ์และขอเงินสนับสนุนค่ายาต้านไวรัสเพิ่มเติมจากมูลนิธิของจอร์จ โซรอสและทอม ไวท์มาแก้ปัญหาตามแนวทางของเขาเอง  การตัดสินใจของเขาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้บรรลุผลตามที่ตนเองตั้งไว้มากกว่าจะเดินตามหนทางที่ผู้อื่นต้องการหรือกฎระเบียบต่าง ๆ</p>
<p>หลังจากที่หมอฟาร์เมอร์ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา PIH สถานพยาบาลแห่งนี้ก็มีชื่อเสียงจนผู้เชี่ยวชาญและแพทย์จากทั่วโลกต่างหลั่งไหลกันไปดูงานจนทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล Mass General ในบอสตันกับ PIH ขึ้นในเวลาต่อมา  ผู้ป่วยเฮติรายแรกที่มีโอกาสเดินทางไปรักษาตัวถึงบอสตันเป็นเด็กชายวัย 11 ปีที่มาพบแพทย์ด้วยก้อนที่คอ  เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งคอหอยซึ่งเป็นมะเร็งที่พบน้อยมากในเด็ก  โรคนี้มีพยากรณ์โรคดีหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก่อนที่มะเร็งจะลามไปถึงอวัยวะอื่น ๆ  เซรีนา โคนิก ซึ่งเป็นแพทย์อาสาสมัครจึงได้พยายามที่จะย้ายเด็กไปรักษาที่โรงพยาบาล Mass General ในบอสตันโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย  แต่หลังจากที่ต้องผ่านขบวนการทางการทูตกว่า 1 เดือน เธอก็พบว่า เด็กป่วยมากเสียจนกระทั่งไม่สามารถที่จะหายใจเองได้โดยที่ไม่ได้รับการดูดเสมหะตลอดทางจึงเป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะเดินทางโดยเครื่องบินพาณิชย์ธรรมดา  เธอจึงขอความร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลชาวเฮติคนหนึ่งเพื่อเช่าเครื่องบินแบบเหมาลำ  ตอนแรกหมอฟาร์เมอร์ไม่อนุญาตให้เธอทำเช่นนั้นเพราะค่าใช้จ่ายในการเช่าเครื่องบินสูงมาก เขาเกรงว่าจะก่อให้เกิดปัญหาในวันข้างหน้า  แต่เมื่อเขาอนุญาต การที่เด็กไม่สามารถหายใจเองได้ทำให้เธอต้องว่าจ้างรถเพื่อนำเด็กไปส่งที่สนามบินด้วย  การเดินทางเป็นไปอย่างทุลักทุเลทำให้เด็กป่วยมากเสียจนกระทั่งไม่สามารถรับการรักษาใด ๆ ได้อีกแล้ว  แม้ว่าแพทย์หลายคนที่บอสตันต่างไม่เข้าใจในความพยายามของหมอโคนิก แต่เธออธิบายว่าเด็กคนนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับเด็กอื่น ๆ ทั่วโลกที่ควรได้รับการดูแลอย่างดีในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต</p>
<p>หลังจากนั้น 1 เดือน หมอโคนิกก็เดินทางออกจากจากเฮติอีกครั้งพร้อมกับเด็กอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นมะเร็งที่ไต  เด็กคนนี้ได้รับการรักษาฟรีอีกเช่นกัน  หมออีซโควิทซ์ กุมารแพทย์ของสถาบันที่บอสตันประทับใจในความพยายามและความตั้งใจของเธอมาก จึงดำริที่จะมีโครงการความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลทั้งสองแห่ง  ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาจึงเป็นผลของความพยายามที่จะทำดีที่สุดให้กับผู้ป่วยไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม  หมอฟาร์เมอร์อธิบายว่าการที่เขายินยอมให้หมอโคนิกนำเด็กไปที่บอสตันด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำทั้ง ๆ ที่ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายครั้งนั้นสูงมากเป็นเพราะเด็กคนนั้นเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัว  เด็กจึงเป็นความหวังทั้งหมดของแม่  เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นเพียงตัวอย่างของการต่อสู้อย่างยาวนานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับคนยากจน  แม้ว่าการต่อสู้แต่ละครั้งจะยากลำบากและสร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับเขามาก แต่เขาก็ไม่เคยสิ้นหวังและยังจะอดทนต่อไป</p>
<p>ผู้เขียนเล่าถึงการตามหมอฟาร์เมอร์ไปพบผู้ป่วยเด็กที่เป็นวัณโรคปอดอีกรายหนึ่ง  การเดินทางในครั้งนั้นยากลำบากและต้องใช้เวลามากกว่าครั้งแรกมากโดยต้องเดินทางด้วยรถยนต์ถึง 7 ชั่วโมงและใช้เวลาอีกกว่า 3 ชั่วโมงเดินมารอรถเพื่อกลับที่พัก  หลังจากเดินทางไปดูบ้านผู้ป่วยแล้ว หมอฟาร์เมอร์ตัดสินใจว่าเขาต้องแก้ปัญหาด้วยการสร้างบ้านใหม่ให้เด็ก อีกทั้งยังต้องให้ค่าเล่าเรียนและค่าอาหารด้วยเพื่อให้เด็กมีโภชนาการที่ดีพอที่จะต่อสู้กับโรค  การที่หมอต้องทำเช่นนั้นเพราะเขาเชื่อว่าความสามารถในการหายจากโรคขึ้นอยู่กับปัญหาพื้นฐาน  หากไม่แก้ปัญหาพื้นฐานให้ โรคก็อาจแพร่ขยายออกไปในวงกว้างและจะทำให้การแก้ปัญหายากเย็นขึ้นไปอีก ซ้ำยังจะทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายมากขึ้นด้วย</p>
<p>การติดตามหมอฟาร์เมอร์อยู่หลายปีทำให้ผู้เขียนสรุปว่า การที่หมอฟาร์เมอร์พยายามที่จะทำในสิ่งที่คนอื่น ๆ ในโลกไม่คิดจะทำกันนั้นอาจเป็นเพราะหมอเห็นว่าการเดินทางไกลด้วยความยากลำบากผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่าเพียงเพื่อไปคุกเข่าในบ้านของผู้ป่วยที่ยากจนแล้วนำเอาสเต็ทไปฟังที่หัวใจของคนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและไม่เป็นการกระทำที่เสียเวลามากเกินไป ทั้งนี้เพราะชีวิตของคนยากจนมิได้ด้อยค่ากว่าของคนอื่น และหากผู้คนทั่วโลกพยายามทำสิ่งที่ควรทำอย่างดีที่สุด สิ่งนั้นย่อมไม่ไร้ค่าอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>ข้อคิดเห็น -</strong> การมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นอาจเป็นคำพูดที่ดูสวยหรูจนน่าจะเรียกว่าเหลือเชื่อ  แต่หมอฟาร์เมอร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และสามารถที่จะสร้างความสุขอย่างแท้จริงได้ด้วย  นอกจากนั้นเขายังเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จเกิดขึ้นได้เสมอหากใช้ความพยายามที่มากพอและไม่ยอมแพ้  ชีวิตและงานของเขาจึงน่าที่จะเป็นกำลังใจและสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างดี  จริงอยู่ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่ประเทศเราก็ยังดีกว่าประเทศอื่น ๆ อีกหลายแห่งในโลก  คนไทยจึงไม่ควรสิ้นหวังและควรพยายามประกอบกรรมดีต่อไป.</p>
<p>บทความนี้เขียนโดย <strong>พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร</strong></p>
<p>อ่านตอนที่ 1<a href="http://sawaiboonma.com/mountains-beyond-mountains-01"> คลิกที่นี่</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/mountains-beyond-mountains-02/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Mountains Beyond Mountains &#8211; สองมือที่สร้างโลก ตอนที่ 1</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/mountains-beyond-mountains-01</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/mountains-beyond-mountains-01#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Nov 2009 04:13:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนังสือคือชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร]]></category>
		<category><![CDATA[สองมือที่สร้างโลก]]></category>
		<category><![CDATA[Mountains Beyond Mountains]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=488</guid>
		<description><![CDATA[(1)
ผู้ที่ดูหนังโฆษณาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเรื่องการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นคือชีวิตที่มีคุณค่าและมีความสุขอาจรู้สึกซาบซึ้งระคนสงสัยว่า มีคนปฏิบัติตนตามแนวคิดนี้ในชีวิตจริงด้วยหรือ  พวกเขาเป็นคนเช่นไรกันแน่และแตกต่างจากคนทั่ว ๆ ไปหรือไม่  คำถามนี้มีคำตอบอยู่ใน  Mountains Beyond Mountains: The Quest of Dr. Paul Farmer, A Man Who Would Cure the World หนังสือขนาด 322 หน้าเขียนโดย Tracy Kidder นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2546 ซึ่งนำเสนอชีวิตของนายแพทย์พอล ฟาร์เมอร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน  นอกจากเรื่องราวของนายแพทย์คนนั้นแล้ว เนื้อหาของหนังสือยังบอกเล่าถึงความสำเร็จและความสุขที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตตามปรัชญาในแนวนั้นอีกด้วย

ผู้เขียนพบหมอพอล ฟาร์เมอร์ครั้งแรกที่ค่ายทหารอเมริกันในประเทศเฮติก่อนคริสต์มาสปี 2537  หลังจากที่เขาได้คุยกับหมอในวันนั้นแล้ว เขาจึงทราบว่าหมอฟาร์เมอร์จบการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านมานุษยวิทยาและแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  ในตอนนั้นหมอทำงานเป็นอาจารย์ทางด้านโรคติดเชื้อที่บอสตันปีละ 4 เดือนและใช้เวลาที่เหลืออีกปีละ 8 เดือนเดินทางไปรักษาชาวเฮติผู้ยากจนโดยไม่ได้รับค่าจ้างใด ๆ   ข้อมูลนี้ทำให้ผู้เขียนสนใจในชีวิตหมอฟาร์เมอร์มาก  ในปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>(1)</strong></p>
<p>ผู้ที่ดูหนังโฆษณาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเรื่องการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นคือชีวิตที่มีคุณค่าและมีความสุขอาจรู้สึกซาบซึ้งระคนสงสัยว่า มีคนปฏิบัติตนตามแนวคิดนี้ในชีวิตจริงด้วยหรือ  พวกเขาเป็นคนเช่นไรกันแน่และแตกต่างจากคนทั่ว ๆ ไปหรือไม่  คำถามนี้มีคำตอบอยู่ใน <strong> Mountains Beyond Mountains: The Quest of Dr. Paul Farmer, A Man Who Would Cure the World </strong>หนังสือขนาด 322 หน้าเขียนโดย Tracy Kidder นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2546 ซึ่งนำเสนอชีวิตของนายแพทย์พอล ฟาร์เมอร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน  นอกจากเรื่องราวของนายแพทย์คนนั้นแล้ว เนื้อหาของหนังสือยังบอกเล่าถึงความสำเร็จและความสุขที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตตามปรัชญาในแนวนั้นอีกด้วย</p>
<p><span id="more-488"></span></p>
<p>ผู้เขียนพบหมอพอล ฟาร์เมอร์ครั้งแรกที่ค่ายทหารอเมริกันในประเทศเฮติก่อนคริสต์มาสปี 2537  หลังจากที่เขาได้คุยกับหมอในวันนั้นแล้ว เขาจึงทราบว่าหมอฟาร์เมอร์จบการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านมานุษยวิทยาและแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  ในตอนนั้นหมอทำงานเป็นอาจารย์ทางด้านโรคติดเชื้อที่บอสตันปีละ 4 เดือนและใช้เวลาที่เหลืออีกปีละ 8 เดือนเดินทางไปรักษาชาวเฮติผู้ยากจนโดยไม่ได้รับค่าจ้างใด ๆ   ข้อมูลนี้ทำให้ผู้เขียนสนใจในชีวิตหมอฟาร์เมอร์มาก  ในปี 2538 เขาจึงเดินทางไปที่โรงพยาบาลในบอสตันที่หมอเป็นอาจารย์แพทย์อยู่  การติดตามหมอไปดูแลผู้ป่วยที่หอผู้ป่วยในยิ่งทำให้เขาประทับใจในตัวหมอมากยิ่งขึ้นไปอีก  ครั้งนั้นเขาติดตามหมอไปดูผู้ป่วยเอดส์ชื่อโจ  หลังจากตรวจร่างกายของโจเสร็จ หมอจึงถามโจว่า เขาต้องการอะไรเมื่อออกจากโรงพยาบาล โจตอบว่าเขาต้องการให้หมอส่งเขาไปอยู่บ้านพักผู้ป่วยเอดส์เพื่อที่จะได้มีโอกาสดูทีวี และดื่มเบียร์วันละ 6 กระป๋อง  หมอพูดคุยเรื่องอื่น ๆ กับโจอีกอย่างสนุกสนานราวกับว่าพวกเขาอยู่กันแค่สองคนบนโลกเท่านั้น  เมื่อโจมีอาการดีขึ้น เขาได้เข้าไปอยู่บ้านพักผู้ป่วยเอดส์สมใจ และตอนขึ้นปีใหม่ปีนั้นหมอก็ได้นำเบียร์ 6 กระป๋องไปเป็นของขวัญปีใหม่ให้โจด้วย  ขณะที่หมอเดินออกจากบ้านพักผู้ป่วยเอดส์ ผู้เขียนได้ยินโจสรรเสริญหมอให้ผู้อื่นฟังว่าหมอเป็นดั่งนักบุญที่มาโปรดผู้ยากไร้  หมอบอกผู้เขียนว่าหมอไม่สนใจว่าใครจะเรียกหมอว่าอะไร แต่การที่ผู้อื่นยกให้หมอเป็นนักบุญยิ่งทำให้หมอต้องทำงานหนักขึ้นเพราะการเป็นนักบุญหมายถึงอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ จึงต้องยิ่งทำคุณความดีให้สมกับที่ถูกยกย่อง</p>
<p>เพื่อที่จะเรียนรู้ชีวิตของหมอฟาร์มเมอร์มากขึ้น ผู้เขียนจึงได้ติดตามหมอไปยังที่ทำงาน ณ เมืองคานเย ประเทศเฮติ  สถานที่ที่หมอทำงานอยู่ชื่อว่า Partners In Health  (PIH) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ 35 ไมล์เท่านั้น แต่ต้องใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ถึง 3 ชั่วโมงเศษ  ภายใน PIH มีทั้งคลินิกแม่และเด็ก โรงพยาบาล ห้องแล็ป โบสถ์ โรงเรียนและโรงครัว  สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่น่าอภิรมย์ที่สุดแห่งหนึ่งของเฮติ ประเทศที่ยากจนที่สุดในซีกโลกตะวันตกก็ว่าได้  แม้ว่าโรงพยาบาลจะมิได้ให้การรักษาฟรีเพราะทุกคนต้องเสียค่าใช้จ่าย 80 สตางค์ ยกเว้นผู้หญิง เด็ก คนยากจนและผู้ป่วยหนัก แต่ผู้ป่วยจากทั่วประเทศต่างก็หลั่งไหลมามากเสียจนกระทั่งไม่มีเตียงจะให้บริการ  บางคนจึงต้องปูเสื่อนอน</p>
<p>ในแต่ละวันหมอฟาร์เมอร์จะทำงานจนดึกดื่น  กิจวัตรของเขาในตอนเย็นคือการไปดูผู้ป่วยรอบเย็นตามหอผู้ป่วยก่อนกลับที่พัก  วันหนึ่งผู้เขียนตามหมอไปดูผู้ป่วยเอดส์ชื่อ ติโอฟา  ผู้ป่วยรายนี้ถือได้ว่าโชคดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศในเวลานั้น ทั้งนี้เพราะเขาได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีซึ่งได้รับบริจาคมาจากผู้ป่วยเอดส์ในสหรัฐฯ  มันเป็นเรื่องยากที่ใครจะเชื่อว่าผู้ป่วยเอดส์ที่ยากจนเช่นชาวเฮติจะได้รับยาต้านไวรัส  หมอมอบยานี้ให้กับโอฟาและกำชับเขาไม่ให้ขาดยาแม้แต่วันเดียวเพราะการกินยาไม่สม่ำเสมอจะทำให้เชื้อดื้อยา  หมออธิบายว่าแม้ว่าการได้รับยาต้านไวรัสจะไม่สามารถกำจัดเชื้อออกไปจากร่างกายจนหมดสิ้น แต่อย่างน้อยมันสามารถยืดอายุเขาไปได้อีกช่วงหนึ่ง  หมอย้ำว่าโอฟาต้องไม่สิ้นหวังกับการมีชีวิตอยู่  โอฟาตอบว่าแค่เขาได้พูดคุยกับหมอก็ทำให้เขามีอาการดีขึ้นแล้ว  หมอเป็นเพียงคนเดียวบนโลกที่ยอมนั่งลงข้าง ๆ เขาและจับมือเขา ปฏิบัติกับเขาอย่างไม่รังเกียจยามที่เขาเจ็บป่วย ในขณะที่คนอื่น ๆ ต่างหนีหายไปหมดเมื่อทราบว่าเขาเป็นเอดส์  เขาจึงอยากมอบหมูหรือไก่สักตัวให้หมอเป็นการตอบแทน  หมอตอบว่าการที่โอฟาปฏิบัติตนตามที่หมอแนะนำก็มีค่ามากพอแล้ว  หมอไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนหรอก</p>
<p>นอกจากหอผู้ป่วยโรคทั่วไปแล้ว โรงพยาบาลแห่งนี้ยังมีหอผู้ป่วยวัณโรคแยกจากหอผู้ป่วยอื่น ๆ อีกด้วย  ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้วจะมาอยู่รวมกัน ณ หอผู้ป่วยนี้  ตอนที่หมอพาผู้เขียนไปถึงหอผู้ป่วยวัณโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่กำลังดูทีวี!  กำเนิดของหอผู้ป่วยวัณโรคนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษคือ ย้อนกลับไปในปี 2531 เมื่อตอนหมอฟาร์เมอร์กลับจากสหรัฐฯ เพื่อนร่วมงานผู้หนึ่งแจ้งว่า หากหมออยู่ ผู้ป่วยวัณโรครายหนึ่งคงไม่เสียชีวิต  หมอจึงสงสัยว่าระบบการบริการมีอะไรผิดปกติแน่นอน  นักสาธารณสุขส่วนใหญ่เชื่อว่าการที่ชาวเฮติที่ป่วยเป็นวัณโรคมารับการรักษาเพียงเพื่อบรรเทาอาการเป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าตัวเองป่วยจากภูตผีปีศาจ  แต่หมอไม่เชื่อว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเชื่อเช่นนั้น  เขาจึงทำการวิจัยและพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนหายขาดเป็นผู้ป่วยที่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าอาหารและค่าเดินทางเพื่อกลับมารับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนหายขาดไม่ว่าคนเหล่านี้จะเชื่อว่าโรคภัยที่เขาได้รับมาจากภูตผีหรือไม่ก็ตาม  หลังจากนั้นมาหมอจึงใช้นโยบายให้ยารักษาและแถมเงินเดือนอีกประมาณ 5 ดอลลาร์กับผู้ป่วยทุกรายเพื่อให้พวกเขามีค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาพบแพทย์ส่งผลให้การรักษาวัณโรคประสบความสำเร็จจนไม่มีผู้ป่วยขาดยาแม้แต่รายเดียว</p>
<p>อย่างไรก็ดีโรงพยาบาลยังคงมีผู้ป่วยที่ไม่มาตามนัดบ้าง  เมื่อมีผู้ป่วยวัณโรครายหนึ่งไม่มาตามนัด หมอจึงเดินทางไปตามผู้ป่วยเองโดยมีผู้เขียนติดตามไปด้วย  ระยะทางจากสถานพยาบาลถึงที่พักผู้ป่วยไกลมาก  หลังจากนั่งรถมาได้ช่วงหนึ่ง หมอและผู้เขียนก็ต้องลงเดินขึ้นลงภูเขาไปลูกแล้วลูกเล่า  ผู้เขียนสังเกตว่าเขาและหมอยังดีกว่าเด็ก ๆ ที่เดินเท้าเปล่าที่เขาพบตามรายทางมากเพราะเด็กเหล่านั้นต้องหาบน้ำซึ่งมีขนาดภาชนะประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัวไปด้วย  เมื่อไปถึงบ้านของผู้ป่วยวัณโรคที่ผิดนัดก็ทราบว่า สาเหตุที่ผู้ป่วยรายนี้ผิดนัดเป็นเพราะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เขาจึงไม่มีเงินกลับไปรับการรักษาอีกเลยหลังจากได้รับยาชุดแรก  ขณะเดินทางกลับผู้เขียนสงสัยว่าเหตุใดหมอจึงต้องลงทุนลงแรงมากมายเดินทางบนเส้นทางยากลำบากเพื่อมาตามผู้ป่วย  หมออธิบายว่า มันคุ้มค่ากับการเดินทางไกลมาหาผู้ป่วยที่ขาดยาแม้ว่าคนอื่นจะเห็นว่ามันไม่คุ้มค่าก็ตาม เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ลงทุนอะไรเลยเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมายและเพื่อให้แพทย์และพยาบาลที่ทำการรักษาผู้ป่วยได้ตระหนักว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาวัณโรคคือการที่ผู้ป่วยหายขาดจากโรค<br />
ขณะเดินทางกลับ หมออธิบายเพิ่มเติมว่าการที่ประเทศยากจนเช่นเฮติแห้งแล้งเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อน  ผู้นำของประเทศจะหลอกลวงชาวบ้านว่า เขื่อนจะนำความอุดมสมบูรณ์และไฟฟ้ามาให้  แต่หลังจากที่เขื่อนถูกสร้างเสร็จ แทนที่ชาวบ้านจะมีน้ำใช้ในการทำเกษตรกรรมมากขึ้น หรือมีโอกาสได้ใช้ไฟฟ้าอย่างที่กล่าวอ้าง น้ำและไฟฟ้าจากเขื่อนกลับถูกผันไปให้กับผู้ที่อยู่เหนือเขื่อนซึ่งเป็นคนผิวขาว  ส่วนพื้นที่เกษตรของชาวบ้านกลับแห้งแล้งหนักขึ้นไปอีก  ซ้ำร้ายใต้เขื่อนลงมายังมีน้ำท่วมเป็นประจำส่งผลให้ชาวบ้านต้องอพยพหนีแทบทุกครั้งที่ฝนตกหนัก  ชาวบ้านจึงต้องหลบหนีความยากลำบากเข้าไปในเมืองหรือไปยังสหรัฐฯ เพื่อหางานทำในโรงงานและกลับมายังถิ่นฐานอีกครั้งพร้อมโรคเอดส์   ความยากลำบากที่เกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบกับมนุษย์เท่านั้น แม้แต่สัตว์ยังผอมโซเสียจนกระทั่งหมายังต้องยืนพิงต้นไม้เพื่อให้มันมีแรงเห่า  ผลของเขื่อนที่ผู้หยิบยื่นอ้างว่ามันเป็นความเจริญกลับทำให้พื้นที่เพาะปลูกบางส่วนแห้งแล้ง บางส่วนก็จมน้ำ  ผู้คนจึงยากจนลงเรื่อย ๆ  เขื่อนจึงเป็นต้นทุนที่คนร่ำรวยเอารัดเอาเปรียบและสร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสให้กับคนยากจนนั่นเอง</p>
<p style="text-align: center;"><strong>(2)</strong></p>
<p style="text-align: justify;">พอล ฟาร์เมอร์ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เล็กและเรียนเก่งมากจึงได้ทุนเรียนตลอดหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยดุ๊ค  เขาเล่าว่าแรงบันดาลใจของเขามาจากงานเขียนของรูดอล์ฟ เวอร์ชาว (Rudolf Virchow) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและการแพทย์ชาวเยอรมันที่ว่า การเรียนแพทย์มิใช่ตระเตรียมไว้ให้นักศึกษาทำมาหากิน แต่เพื่อให้ประกันสุขภาพที่ดีแก่ประชาชน  แพทย์จึงควรเป็นทนายแก้ต่างให้กับคนยากไร้และแก้ปัญหาสังคมทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำเองได้  ปรัชญาทางการแพทย์นี้ได้กลายเป็นแนวคิดหลักในการดำเนินชีวิตตลอดมาของหมอฟาร์เมอร์</p>
<p style="text-align: justify;">
ไม่เพียงหมอฟาร์เมอร์จะสนใจทางด้านการแพทย์เท่านั้น เขายังสนใจเรื่องการเมืองอีกด้วย  เขาเคยร่วมเดินขบวนต่อต้านนโยบายเรื่องผู้อพยพชาวเฮติของสหรัฐฯ จนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาให้ความสนใจประเทศนี้  เฮติเป็นประเทศแรกในแถบละตินอเมริกาที่ประกาศอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของคนผิวขาวในปี 2347 แม้ว่าดินแดนแถบนี้จะเต็มไปด้วยทาสชาวแอฟริกันซึ่งถูกชาวฝรั่งเศสขนมาทำการเกษตรก็ตาม  หมอฟาร์เมอร์เห็นว่าประวัติศาสตร์การก่อตั้งเฮติเป็นเหมือนกับนวนิยายเรื่องโปรดของเขาชื่อ Lord of The Rings ซึ่งเป็นเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว</p>
<p style="text-align: justify;">
ครั้งแรกที่หมอฟาร์เมอร์เดินทางไปเฮติในปี 2526 นั้น เขาพยายามหางานทำในโรงพยาบาลตามเมืองต่าง ๆ แต่ไม่มีสถานพยาบาลแห่งไหนรับเขาเข้าทำงานจนกระทั่งคลินิกแห่งหนึ่งในเมืองเมียร์บาเลซ์รับเขา  ณ ที่นี้เขาได้พบกับโอฟีเลีย ดาห์ล สาวอังกฤษวัย 18 ปีผู้ซึ่งกลายมาเป็นแฟนของเขา</p>
<p style="text-align: justify;">ช่วงแรกที่หมอฟาร์เมอร์ทำงานอยู่ในเฮติ เขาพบว่าแพทย์ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่ไปทำงานในโรงพยาบาลและคลินิกตามเมืองต่าง ๆ มักทำงานแบบลวก ๆ ราวกับมิได้ตั้งใจที่จะรักษาผู้ป่วย  พวกเขามิได้ใยดีที่จะซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างจริงจัง อีกทั้งยังทำเพียงแค่จ่ายยาแก้ไอและวิตามินจากขวดสกปรกจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆให้กับผู้ป่วยโดยมิได้ใส่ใจกับปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้านมากนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพวกเขาคิดเพียงว่าจะไปทำงานเพียงแค่ปีเดียวแล้วกลับบ้านก็เป็นได้  ยิ่งเมื่อหมอฟาร์เมอร์ได้ไปประสบกับเหตุการณ์ที่ผู้ป่วยมาลาเรียต้องเสียชีวิตเพราะไม่มีเงินที่จะถ่ายเลือด เขาจึงเห็นว่าเฮติควรมีโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานเสียที<br />
เขาได้ลงมือเขียนโครงการเพื่อระดมทุนจากเพื่อน ๆ ที่มหาวิทยาลัยดุ๊กและพ่อของโอฟีเลียเพื่อเปิดสถานพยาบาลที่คานเย  การที่หมอฟาร์เมอร์เป็นนักระบาดวิทยาทำให้เขาคิดว่าต้องเริ่มต้นโครงการด้วยการค้นหาปัญหาก่อนเป็นอย่างแรก  จากนั้นจึงค่อยหาหนทางแก้ไขปัญหาภายใต้ปัจจัยที่พอจะเป็นไปได้ แล้วจึงสร้างตัวชี้วัดเพื่อบ่งบอกถึงความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา  เขาและโอฟีเลียจึงช่วยกันทำสำมะโนประชากรและพบว่า ชาวเฮติมีสมาชิกในครอบครัวจำนวนมากและอยู่รวมกันในที่แคบ ๆ เช่น บางครอบครัวมีสมาชิกถึง 11 คนแต่มีห้องเพียง 2 ห้องเท่านั้น  ยิ่งไปกว่านั้นชาวบ้านยังไม่มีน้ำประปาใช้  พวกเขาจึงต้องขนน้ำดื่มจากภูเขาที่ห่างไกลออกไปโดยใช้ถังน้ำที่สกปรก  การขาดแคลนน้ำสะอาดนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก่อนวัยอันควรเป็นจำนวนมาก  หมอฟาร์มเมอร์สรุปว่าปัญหาสาธารณสุขของเฮติส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขาดแคลนเพียงแค่สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตขั้นพื้นฐานทั่ว ๆ ไปเท่านั้น  ทางแก้ไขที่ง่ายที่สุดคือการมองปัญหาให้รอบด้านแล้ววางแผนการทำงานเพื่อให้สามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิผลมากขึ้น เช่น ต้องสอนหนังสือให้กับชาวบ้านเพื่อให้พวกเขาสามารถดูแลรักษาสุขภาพตัวเองได้</p>
<p style="text-align: justify;">
หลังจากหมอฟาร์เมอร์เข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาได้พบกับทอม ไวท์ เจ้าของบริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในบอสตัน  ไวท์เป็นชาวคาทอลิกเชื้อสายไอริสและเคยเป็นทหารมาก่อน จึงรู้สึกเกลียดชังการไม่เห็นค่าของมนุษย์ หรือการมองเห็นมนุษย์เป็นเพียงแค่จุด ๆ หนึ่งบนแผนที่  เมื่อไวท์ร่ำรวยขึ้น เขาจึงให้การสนับสนุนทางการเงินกับองค์กรการกุศลต่าง ๆ เป็นจำนวนมากและได้กลายเป็นผู้ก่อตั้ง PIH และเป็นผู้บริจาครายใหญ่ของหมอฟาร์เมอร์ด้วย  ไวท์เล่าว่าเขาชอบหมอฟาร์เมอร์เพราะหมอเป็นคนที่ฉลาดและอุทิศตนให้กับการทำงานจึงทำให้เขาไว้ใจ   หมอฟาร์เมอร์ตั้งใจทำงานโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและเขามักให้ความสำคัญกับการทำงานที่เฮติเป็นที่แรกเสมอ  แม้แต่เวลาที่เขาขาหักและใส่เฝือกอยู่ก็ยังไม่ยอมที่จะหยุดเดินทางจนกลายเป็นต้นเหตุให้เขาและโอฟีเลียเลิกรากันไปในที่สุด  อย่างไรก็ดีด้วยความเป็นคนดีและมีน้ำใจของหมอฟาร์เมอร์ โอฟีเลียยังคงเป็นเพื่อนที่ดีของเขาและร่วมงานกับเขาตลอดมา  นอกจากไวท์และโอฟีเลียจะศรัทธาในตัวหมอฟาร์เมอร์แล้ว จิม ยอง คิม ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ศรัทธาในตัวเขามาก จึงได้เข้าร่วมงานกับหมอฟาร์เมอร์ที่ PIH หลังจากสถาบันนี้ก่อตั้งได้เพียง 3 เดือน</p>
<p style="text-align: justify;">
ในเดือนธันวาคมปี 2531 เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในเฮติ  หมอฟาร์เมอร์ถูกขับออกนอกประเทศหลายครั้งเมื่อกลุ่มผู้มีอำนาจที่ไม่สนับสนุนเขาชนะการต่อสู้  ในช่วงเวลานั้นชาวเฮติต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมากขึ้นไปอีก  แม้แต่ในช่วงเวลาที่ทหารกลุ่มที่ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐฯ เป็นผู้บริหารประเทศ ชาวเฮติก็มิได้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ซ้ำร้ายพวกเขายังเป็นโรคเอดส์มากขึ้นด้วย  ผู้บริหารส่วนใหญ่โทษว่าความเชื่อทางด้านเวทมนตร์คาถาของชาวบ้านทำให้พวกเขาเป็นเอดส์  แต่หมอฟาร์มเมอร์เชื่อว่าการที่ชาวเฮติเป็นเอดส์เป็นผลมาจากการที่ชาวอเมริกันและแคนาดาเข้าไปท่องเที่ยว รวมทั้งชาวเฮติส่วนหนึ่งที่ไปทำงานในสหรัฐฯ ติดโรคนี้กลับมาด้วย  สถานการณ์ทางด้านสาธารณสุขของประเทศนี้จึงเลวร้ายลงไปอีก  อย่างไรก็ดีในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายนี้ หมอฟาร์เมอร์ก็มิได้ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์  เขาใช้เวลาส่วนใหญ่เรียนต่อ จนเมื่อความวุ่นวายในเฮติสิ้นสุดลงในตอนกลางเดือนตุลาคมปี 2537 เขาจึงกลับมาเฮติอีกครั้งพร้อมกับวุฒิแพทย์โรคติดเชื้อและรางวัลแมคอาร์เธอร์ซึ่งให้แก่คนหนุ่มสาวที่มีแววของอัจฉริยะในขณะที่มีอายุได้ 35 ปี</p>
<p style="text-align: justify;">
โดยทั่วไปผู้คนมักคิดว่ารายได้กับสุขภาพมักไปด้วยกันเสมอ นั่นคือ คนที่มีรายได้ดีมักมีสุขภาพดีด้วย  แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  สถิติบ่งว่าจำนวนเด็กที่เสียชีวิตขณะคลอดในบอสตันสูงกว่าของประเทศคิวบา และอัตราตายของผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 5-65 ปีของเขตฮาร์เล็มในนครนิวยอร์กสูงกว่าประเทศบังกลาเทศเสียอีก  นั่นหมายความว่า การมีรายได้น้อยอาจไม่จำเป็นต้องมีสุขภาพเลวก็เป็นได้  แต่โดยทั่วไปแล้วปัญหาสุขภาพมักมาพร้อมกับความยากจนเสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่หายได้ง่าย ๆ เช่น วัณโรค</p>
<p style="text-align: justify;">
วัณโรคเป็นสาเหตุการตายของประชากรทั่วโลกถึงกว่า 2 ล้านคนเมื่อตอนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 21  โรคนี้เป็นโรคติดเชื้อที่เป็นสาเหตุการตายอันดับสองรองจากเอดส์เท่านั้น ทั้งนี้เพราะวัณโรคเป็นโรคของคนยากจน  บริษัทยาใหญ่  ๆ จึงมักไม่ให้ความสนใจค้นคว้าหาตัวยาใหม่ ๆ มาใช้รักษา  ยาชนิดล่าสุดถูกผลิตขึ้นครั้งแรกเมื่อ 25 ปีมาแล้ว  อุปกรณ์ในการตรวจหาโรคก็โบราณ อีกทั้งยังไม่เคยมีนโยบายจากที่ใดที่จะหาวัคซีนป้องกันโรคนี้อย่างจริงจังด้วย  ในปัจจุบันประชากรโลกกว่า 2 พันล้านคนหรือ 1 ใน 3 จึงมีเชื้อโรคนี้อยู่ในตัวเพียงแต่มันไม่สำแดงอาการออกมาเท่านั้น  ธรรมชาติของวัณโรคจะสำแดงอาการก็ต่อเมื่อร่างกายอ่อนแอจากการขาดอาหาร เป็นโรคเบาหวานหรือมีเชื้อเอชไอวีอยู่ในตัว  ประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดจึงเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงสุดในการเกิดโรคเพราะพวกเขามีโอกาสหายใจเอาเชื้อเหล่านี้เข้าไปเป็นจำนวนมาก</p>
<p style="text-align: justify;">
ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับปัญหาวัณโรคดื้อยา ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคแต่ไม่ได้รับยาเพียงพอทั้งจำนวนและระยะเวลามักทำให้เชื้อดื้อยา  พวกเขาสามารถปล่อยเชื้อดื้อยาเข้าไปในชุมชนได้ในขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่  วัณโรคดื้อยาจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศยากจนเพราะประชาชนของประเทศเหล่านี้ไม่มีเงินซื้อยารักษา  ในปัจจุบันปัญหาวัณโรคดื้อยามิได้เกิดขึ้นแต่กับประเทศยากจนเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการเดินทางข้ามทวีปสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว วัณโรคดื้อยาจึงสามารถข้ามทวีปและแพร่กระจายเข้าไปในส่วนต่าง ๆ ของโลกรวมทั้งในประเทศร่ำรวยได้ด้วยเช่นกัน  มันจึงกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลกไปแล้ว.</p>
<p style="text-align: left;"><strong>บทความนี้เขียนโดย พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร</strong><br />
อ่านตอนที่ 2  <a href="http://sawaiboonma.com/mountains-beyond-mountains-02">คลิกที่นี่ </a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/mountains-beyond-mountains-01/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Making Globalization Work &#8211; ทำโลกาภิวัตน์ให้เป็นโอกาสทอง (1)</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/making-globalization-work-01</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/making-globalization-work-01#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2009 16:25:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนังสือคือชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[โจเซฟ สตกลิตซ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[Joseph Stiglitz]]></category>
		<category><![CDATA[Making Globalization Work]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=335</guid>
		<description><![CDATA[วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทำให้ “ไอเอ็มเอฟ” (IMF) ซึ่งเป็นตัวย่อของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ถูกวิจารณ์จนเกิดความประทับใจในหมู่คนไทยอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรก  เฉกเช่นที่เกิดขึ้นทั่วโลก การวิจารณ์และความประทับใจเป็นไปในทางลบสูง  ในบรรดาคำวิจารณ์ทั้งหลายคงไม่มีของใครนำไปสู่การโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนเท่ากับของศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล  การวิจารณ์ของเขามีอยู่ในหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents ซึ่งพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2545  หนังสือเล่มนั้นมีข้อเสนอมากมายโดยใช้การวิเคราะห์ผลกระทบของโลกาภิวัต์เป็นหลัก  เมื่อปี 2549 ผู้เขียนพิมพ์หนังสือตามออกมาซึ่งขายได้กว่า 2 ล้านเล่มแล้วชื่อ Making Globalization Work หนังสือขนาด 350 หน้าเล่มนี้มีบทวิเคราะห์ ข้อคิดและข้อเสนอเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในด้านการใช้กระบวนการโลกาภิวัตน์เพื่อปรับปรุงระบบการเงิน การค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจของสังคมโลก
ผู้เขียนแยกการนำเสนอออกเป็น 10 บท เริ่มด้วยการบอกว่า เขาจะจำกัดเนื้อหาของหนังสือให้อยู่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ทั้งที่เขาตระหนักดีว่าโลกาภิวัตน์มีส่วนประกอบอีกมาก เช่น การแพร่กระจายความรู้และความคิด การรวมหลอมวัฒนธรรม การเกิดประชาคมโลกและความเคลื่อนไหวในด้านสิ่งแวดล้อม  เขาเชื่อว่าโลกาภิวัตน์มีพลังสูงพอที่จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลทั้งแก่ประเทศก้าวหน้าและแก่ประเทศล้าหลัง  แต่ในปัจจุบันมันยังไม่เกิดขึ้นมิใช่เพราะความบกพร่องของตัวโลกาภิวัตน์เอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทำให้<strong> “ไอเอ็มเอฟ” </strong>(IMF) ซึ่งเป็นตัวย่อของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ถูกวิจารณ์จนเกิดความประทับใจในหมู่คนไทยอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรก  เฉกเช่นที่เกิดขึ้นทั่วโลก การวิจารณ์และความประทับใจเป็นไปในทางลบสูง  ในบรรดาคำวิจารณ์ทั้งหลายคงไม่มีของใครนำไปสู่การโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนเท่ากับของศาสตราจารย์ <strong>Joseph Stiglitz </strong>นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล  การวิจารณ์ของเขามีอยู่ในหนังสือชื่อ <strong>Globalization and Its Discontents</strong> ซึ่งพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2545  หนังสือเล่มนั้นมีข้อเสนอมากมายโดยใช้การวิเคราะห์ผลกระทบของโลกาภิวัต์เป็นหลัก  เมื่อปี 2549 ผู้เขียนพิมพ์หนังสือตามออกมาซึ่งขายได้กว่า 2 ล้านเล่มแล้วชื่อ <strong>Making Globalization Work </strong>หนังสือขนาด 350 หน้าเล่มนี้มีบทวิเคราะห์ ข้อคิดและข้อเสนอเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในด้านการใช้กระบวนการโลกาภิวัตน์เพื่อปรับปรุงระบบการเงิน การค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจของสังคมโลก</p>
<p>ผู้เขียนแยกการนำเสนอออกเป็น 10 บท <strong>เริ่มด้วยการบอกว่า เขาจะจำกัดเนื้อหาของหนังสือให้อยู่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น </strong>ทั้งที่เขาตระหนักดีว่าโลกาภิวัตน์มีส่วนประกอบอีกมาก เช่น การแพร่กระจายความรู้และความคิด การรวมหลอมวัฒนธรรม การเกิดประชาคมโลกและความเคลื่อนไหวในด้านสิ่งแวดล้อม  เขาเชื่อว่าโลกาภิวัตน์มีพลังสูงพอที่จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลทั้งแก่ประเทศก้าวหน้าและแก่ประเทศล้าหลัง  แต่ในปัจจุบันมันยังไม่เกิดขึ้นมิใช่เพราะความบกพร่องของตัวโลกาภิวัตน์เอง หากเพราะความบกพร่องของการบริหารจัดการโลกาภิวัตน์  หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นว่าเพราะอะไรและจะทำอย่างไรให้โลกาภิวัตน์ก่อประโยชน์มากขึ้น</p>
<p>ย้อนไปเมื่อราว 20 ที่ผ่านมา ชาวโลกพากันหวังว่าโลกาภิวัตน์จะแก้ปัญหาสารพัดของโลกได้และจะสร้างความมั่งคั่งให้แก่ชาวโลกทุกคน  สัญลักษณ์ของความหวังได้แก่การก่อตั้งองค์การค้าโลกสำเร็จเมื่อปี 2538 หลังจากพยายามทำกันมาเป็นเวลาราว 5 ทศวรรษ  การประท้วงอย่างรุนแรงในระหว่างการประชุมขององค์การค้าโลกที่เมืองซีแอตเติ้ล มลรัฐออริกอน เมื่อเดือนธันวาคม 2542 จึงเป็นเหตุการณ์ที่ตรงข้ามกับความคาดหวังของคนจำนวนมาก  ผลการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่าที่มาของการประท้วงคือ จริงอยู่โลกาภิวัตน์นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ผลของการขยายตัวไปกระจุกอยู่ในบางประเทศและกับคนบางกลุ่มเท่านั้น</p>
<p>กระบวนการโลกาภิวัตน์ถูกมองว่าก่อให้เกิดปัญหาอย่างน้อย 5 ด้านคือ (1) ความไม่เป็นธรรมอันเกิดจากกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ประเทศก้าวหน้ามากกว่าเพื่อช่วยประเทศล้าหลัง (2) การมุ่งเน้นด้านวัตถุเหนือทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งค่าของชีวิตคนด้วย (3) การเสียอธิปไตยในการตัดสินใจของประเทศล้าหลัง (4) ประชาชนจำนวนมากยากจนลง ขาดความมั่นคงและรู้สึกสิ้นหวัง และ (5) ประเทศล้าหลังถูกกดดันให้ใช้ระบบเศรษฐกิจแนวอเมริกันอันเป็นฐานของแนวคิดตลาดเสรีแบบตกขอบซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการกำจัดความยากจนหรือการลดช่องว่างระหว่างชนชั้น<br />
การวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอจำนวนมาก  เท่าที่ผ่านมาผู้พยายามแก้ปัญหาเห็นพ้องต้องกันว่าปัญหาซึ่งแยกได้เป็น 6 ด้านนั้นยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรคือ (1) ความยากจนยังแพร่หลายและไม่จำกัดอยู่แค่การขาดรายได้เท่านั้น หากยังมีมิติอื่น เช่น การรักษาพยาบาลและการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด  วิวัฒนาการที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าการเปิดตลาดอย่างเดียวแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้  (2) เงินช่วยเหลือที่ประเทศล้าหลังได้รับนอกจากจะไม่เพียงพอแล้วยังมักมีข้อแม้มากเกินไปและมักถูกนำไปใช้หนี้เก่า  ต่อไปนี้การยกหนี้จึงมีความจำเป็นยิ่งขึ้น  (3) ระบบการค้ายังไม่เสรีดังที่คาดและกฎเกณฑ์ส่วนใหญ่ไม่เป็นธรรมแก่ประเทศล้าหลัง  (4) การเปิดตลาดและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเกิดขึ้นในภาวะที่ประเทศล้าหลังยังไม่มีความพร้อม  มันจึงสร้างปัญหามากกว่าสร้างประโยชน์  (5) สิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจไม่เพียงพอ และ (6) สถาบันและการบริหารจัดการระบบของโลกยังล้าหลังวิวัฒนาการด้านโลกาภิวัตน์</p>
<p><strong>ในบทที่ 2 ผู้เขียนต้องการจะชี้ว่าแม้โลกาภิวัตน์จะมีพลังล้นเหลือ</strong> สำหรับช่วยประชากรโลกราว 80% ที่อาศัยอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา แต่การแก้ปัญหาความยากจน การว่างงานและการด้อยการศึกษามีความยากลำบากยิ่ง ทั้งนี้เพราะการพัฒนาเป็นกระบวนการที่ทุกฝ่ายต้องใช้ความพยายามร่วมกันไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สถาบันในสังคม องค์กรเพื่อการกุศลหรือประชาชนโดยทั่วไป  ในอดีตนักพัฒนาถกเถียงกันว่าระหว่างตลาดเสรีกับคอมมิวนิสต์ แนวคิดไหนจะก่อให้เกิดการพัฒนาสูงกว่ากัน  แต่หลังจากความล่มสลายของโลกคอมมิวนิสต์ นักพัฒนากลับตกลงกันไม่ได้ว่าตลาดเสรีแบบไหนจะใช้ได้ผลดี  ฝ่ายหนึ่งต้องการตลาดเสรีแบบรัฐบาลมีบทบาทน้อยซึ่งเป็นที่รู้กันในนามของ <strong>“ฉันทามติแห่งวอชิงตัน” </strong>และเป็นแนวคิดที่ไอเอ็มเอฟยึดเป็นแนวปฏิบัติ  อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าระบบตลาดเสรีมีความบกพร่องและไม่สามารถแก้ปัญหาได้  ฉะนั้นรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการกระบวนการพัฒนาเพื่อให้แน่ใจว่าคนจนได้รับผลอย่างทั่วถึง</p>
<p>ผู้เขียนยอมรับว่าเขาอยู่ในฝ่ายหลังเนื่องจากการวิจัยของเขาชี้อย่างแจ้งชัดว่าระบบตลาดเสรีที่ฝ่ายแรกยึดเป็นฐานนั้นต้องการทั้งการแข่งขันที่สมบูรณ์แบบ ข้อมูลสารสนเทศที่สมบูรณ์แบบและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่สมบูรณ์แบบ  แต่สิ่งเหล่านี้มีอยู่เฉพาะในสมมติฐานเท่านั้น ไม่มีอยู่ในโลกของความเป็นจริง  ความสำเร็จของประเทศในเอเซียและความล้มเหลวของประเทศในละตินอเมริกา แอฟริกาและกลุ่มที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบคอมมิวนิสต์เข้าสู่ตลาดเสรีเป็นตัวชี้บ่งอย่างแจ้งชัดว่า ตลาดเสรีในแนวฉันทามติแห่งวอชิงตันนั้นใช้ไม่ได้และนโยบายที่มีรัฐบาลเข้าร่วมในตลาดอย่างเหมาะสมคือทางออก</p>
<p>ในความเห็นของผู้เขียน ความสำเร็จของการพัฒนาไม่ใช่วัดกันด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากต้องวัดด้วยส่วนประกอบอื่นด้วยคือ การขยายตัวต้องยั่งยืน ต้องเป็นธรรมและต้องทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนโดยทั่วไปดีขึ้น  ตามหลักวิชา การขยายตัวทางเศรษฐกิจวัดด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ จีดีพี  อย่างไรก็ตามในหลาย ๆ กรณีเราสามารถเพิ่มจีดีพีได้อย่างรวดเร็วโดยการตัดต้นไม่ในป่าและการขุดแร่ขึ้นมาขาย  แต่เมื่อป่าและแร่หมดไป จีดีพีก็ลดลง  การขยายตัวแบบนั้นไม่ใช่การพัฒนาเพราะมันไม่ยังยืน  ในขณะเดียวกัน หากการขยายตัวไปตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ ทั้งหมดและปล่อยให้คนส่วนใหญ่ยากจน นั่นก็ไม่ใช่การพัฒนาเพราะไม่ช้าก็เร็วสภาพเช่นนั้นย่อมนำไปสู่ความแตกแยกร้ายแรงในสังคม  ในกรณีนี้ผู้เขียนชี้ว่าประเทศในเอเซียที่ประสบความสำเร็จไม่เฉพาะจะพยายามทำให้การกระจายรายได้เป็นธรรมเท่านั้น หากยังพยายามจำกัดการบริโภคแบบฟุ้งเฟ้อของผู้มีรายได้สูงอีกด้วย ทั้งนี้เพราะการบริโภคเช่นนั้นเป็นการสร้างชนวนของความแตกแยกในสังคม  นอกจากนั้นการเพิ่มขึ้นของจีดีพีต้องนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างทั่วถึงซึ่งอาจวัดได้ด้วยการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและแหล่งน้ำดื่มที่สะอาดพร้อมกับการมีสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษ</p>
<p>ส่วนนโยบายที่จะนำไปสู่การพัฒนาดังกล่าวนั้น แต่ละประเทศมีความต้องการต่างกัน  มันจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศ  อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่าปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญยิ่งจะต้องประกอบด้วยประชาชนที่มีการศึกษาดีทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ชุมชนที่แข็งแกร่งซึ่งหมายถึงการร่วมมือกันอย่างแข็งขันของสมาชิก และรัฐบาลซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารที่มีความสามารถและปราศจากความฉ้อฉล</p>
<p><strong>บทที่ 3 พูดถึงการปรับเปลี่ยนระบบการค้าโลกให้เป็นธรรม</strong> ก่อนจะพูดถึงการปรับเปลี่ยน ผู้เขียนกล่าวถึงเขตการค้าเสรีที่น่าจะประสบความสำเร็จสูงยิ่งระหว่างสหรัฐอเมริกา แคนาดาและเม็กซิโก  เขตการค้านี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2537 และเปิดตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้เม็กซิโกซึ่งยากจนกว่าคู่ค้าอีกสองประเทศ  หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 10 ปี เขตเขตการค้าเสรีนี้มีผลไม่ต่างกับเขตการค้าเสรีที่เกิดขึ้นในอดีต นั่นคือ มันไม่ประสบความสำเร็จตามความคาดหวังด้วยปัจจัยหลายอย่างด้วยกันซึ่งผู้เขียนกล่าวถึงเพื่อจะชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการเปิดตลาดเสรี</p>
<p>ในเบื้องแรกข้อตกลงไม่บังคับสหรัฐอเมริกาให้หยุดให้เงินอุดหนุนสินค้าเกษตร อีกทั้งยังไม่ยอมให้เม็กซิโกเก็บอากรตอบโต้สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ที่ได้รับเงินอุดหนุนนั้นด้วย  ข้อตกลงนี้จึงมีผลทำให้ชาวไร่ข้าวโพดของเม็กซิโกยากจนลงเพราะไม่สามารถแข่งขันกับข้าวโพดที่ได้รับเงินอุดหนุนของสหรัฐฯ ได้  ผู้ที่ได้ประโยชน์คือชาวไร่อเมริกันที่มีตลาดเพิ่มขึ้นและชาวเมืองเม็กซิกันที่มีข้าวโพดราคาต่ำกว่าเดิมรับประทาน  นอกจากนั้นสหรัฐฯ ยังมีอำนาจในการจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น น้ำตาล และในการใช้มาตรการอื่น ๆ เพื่อช่วยเกษตรกรของตน เช่น เมื่อมะเขือเทศเม็กซิกันหลั่งไหลเข้าไปในรัฐฟลอริดา เกษตรกรที่นั่นก็กดดันให้นักการเมืองกล่าวหาว่าเม็กซิโกเทขายสินค้าต่ำกว่าต้นทุนและส่งเรื่องขึ้นฟ้องศาลโดยใช้การบิดเบือนข้อมูลเป็นกลยุทธ์หลัก  พ่อค้าเม็กซิกันต้องยอมขึ้นราคามะเขือเทศเพราะไม่ต้องการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการขึ้นศาล  ในกรณีนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์คือเกษตรกรอเมริกัน  ผู้เสียประโยชน์ได้แก่ผู้บริโภคที่ต้องซื้อมะเขือเทศราคาแพงขึ้นและเกษตรกรเม็กซิกันที่ขายมะเขือเทศได้น้อยลง</p>
<p>ผู้เขียนนำข้อมูลมาเสนอว่า ในตอนต้น ๆ การเปิดเขตการค้าเสรีชักจูงให้ชาวอเมริกันเข้าไปลงทุนในเม็กซิโกมากขึ้นจริง  แต่นั่นเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวเพราะหลังจากนั้นไม่นานการลงทุนดังกล่าวก็ลดลง  เหตุปัจจัยได้แก่สินค้าที่ผลิตในเม็กซิโกไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตในเมืองจีนได้  นั่นชี้ให้เห็นว่าการปลอดภาษีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับดึงดูดเงินทุนและแย่งตลาด ทั้งนี้เพราะการลงทุนและการค้าขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกหลายด้าน เช่น คุณภาพของคนงาน การลงทุนของรัฐบาลในปัจจัยพื้นฐานพร้อมทั้งการวิจัยและพัฒนา และเสถียรภาพทางสังคมและการเมือง  นอกจากนั้น เขายังชี้ให้เห็นอีกว่าการเปิดตลาดอาจไม่เกิดผลดังที่ทฤษฎีของตลาดเสรีคาดหวังทั้งนี้เพราะแรงงานที่ตกงานไม่สามารถหางานใหม่ได้เสมอไป  ฉะนั้นการว่างงานในอุตสาหกรรมบางอย่างจึงเพิ่มขึ้นหลังการเปิดเขตการค้าเสรีและในบางกรณีมันทำให้ค่าแรงลดลง  เนื่องจากคนพวกนี้ไม่มีโอกาสซื้อประกันการตกงาน มาตรฐานการดำรงชีวิตของพวกเขาจึงลดลง  รัฐบาลอาจช่วยคนพวกนี้ได้ แต่รัฐบาลก็มีศักยภาพแตกต่างกัน  ยิ่งกว่านั้นประเทศด้อยพัฒนายังมักขาดปัจจัยหลายอย่างที่จะตอบสนองความต้องการของตลาดเปิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการขาดปัจจัยพื้นฐานหรือการขาดเงินทุน  ฉะนั้นประเทศเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือและกำแพงภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมใหม่ของตนจนกว่าจะตั้งตัวได้  ประสบการณ์ของประเทศในเอเซียชี้บ่งอย่างดีถึงความจำเป็นข้อนี้และชี้ด้วยว่าเขตการค้าเสรีไม่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของประเทศเหล่านั้น  ผู้เขียนชี้ว่าระบบการค้าปัจจุบันมักเข้าข้างประเทศก้าวหน้า  ฉะนั้นต้องปรับเปลี่ยนมันให้เป็นธรรมมากขึ้นตามข้อเสนอ 7 ข้อดังนี้</p>
<p>(1) ประเทศก้าวหน้าเปิดตลาดทุกอย่างกว้างขึ้นโดยปราศจากเงื่อนไขและเปิดโอกาสให้ประเทศล้าหลังใช้มาตรการอะไรก็ได้ที่จะทำให้เกิดการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีชั่วคราวสำหรับอุตสาหกรรมใหม่หรือห้ามการนำเข้าสินค้าของประเทศก้าวหน้าที่ได้รับเงินอุดหนุน</p>
<p>(2) ในด้านเกษตรกรรม ประเทศก้าวหน้ายุติการให้เงินอุดหนุนและเปิดตลาดให้สินค้าของประเทศล้าหลังพร้อมกับให้ความช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่านแก่ประเทศล้าหลังที่ได้รับผลกระทบในทางลบ เช่น ราคาอาหารเพิ่มขึ้น</p>
<p>(3) ประเทศก้าวหน้ายุติการใช้ภาษีศุลกากรแบบขั้นบันไดซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันมิให้ประเทศล้าหลังพัฒนาอุตสาหกรรมของตน อาทิ ไม่เก็บภาษีวัตถุดิบเช่นส้มแต่เก็บภาษีน้ำส้ม</p>
<p>(4) ประเทศก้าวหน้าเปิดรับคนงานจากประเทศล้าหลังอย่างเสรีเช่นเดียวกับประเทศล้าหลังเปิดตลาดเงินและตลาดบริการให้แก่ประเทศก้าวหน้า</p>
<p>(5) ยุติการใช้มาตรการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกีดกันสินค้า เช่น การป้องกันการทุ่มตลาด การป้องกันเชื้อโรค และการกำหนดแหล่งต้นกำเนิดของสินค้า</p>
<p>(6) ยกเลิกการใช้ข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีซึ่งประเทศก้าวหน้าสามารถเอาเปรียบประเทศล้าหลังได้ตลอดเวลา และ</p>
<p>(7) ปฏิรูปสถาบันการค้าโลกให้มีการต่อรองกันอย่างเปิดเผยและโปร่งใสพร้อมกับบังคับใช้กฎข้อบังคับแบบเท่าเทียมกัน</p>
<p><strong><br />
บทที่ 4 พูดถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา </strong> ผู้เขียนมองว่าระบบการค้าปัจจุบันเกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของประเทศก้าวหน้าโดยเฉพาะของบริษัทผลิตยาซึ่งเขายกขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่ออธิบายและสนับสนุนมุมมองของเขา  สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ ต่างกับสิทธิในทรัพย์สินอื่นอย่างหนึ่งคือ มันก่อให้เกิดการผูกขาดซึ่งเป็นหนทางสร้างกำไรให้แก่เจ้าของสิทธิ  แต่มันก่อให้เกิดการสูญเสียประสิทธิภาพถึงแม้ว่ามันจะเป็นข้ออ้างว่าการผูกขาดชนิดนี้มีไว้เพื่อกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวของเศรษฐกิจก็ตาม  ผู้เขียนชี้ว่าข้ออ้างนี้มีค่าเพียงข้ออ้างเท่านั้นเพราะมันไม่นำไปสู่นวัตกรรมใหม่เสมอไป  นอกจากมันจะทำให้เกิดการสูญเสียประสิทธิภาพและทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นแล้ว ผู้เขียนนำข้อมูลมาเสนอว่ามันอาจนำไปสู่การทำลายแรงจูงใจสำหรับการวิจัยและพัฒนาอีกด้วย  ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดคือ บริษัทไมโครซอฟท์ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทำลายผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น เนตสเกพและเรียลเนตเวิร์คส์ และทำให้บริษัทขนาดเล็กไม่ค่อยกล้าทำอะไรใหม่ ๆ ที่อาจทำให้ไมโครซอฟท์เขม่น</p>
<p>ประเด็นเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้ถูกนำเข้าไปรวมอยู่ในกรอบงานขององค์การค้าโลกในเรื่อง TRIPS (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights)  ผู้เขียนมองว่าเท่าที่ผ่านมา TRIP ถูกออกแบบตามใจบริษัทยาด้วยจุดมุ่งหมายหลักเพียงอย่างเดียวคือ ให้บริษัทยาสามารถโก่งราคาและสร้างกำไรได้ตามใจชอบ  ฉะนั้นบริษัทเหล่านั้นแทนที่จะพยายามค้นหายาใหม่ ๆ อย่างจริงจัง กลับมุ่งพยายามทำยาให้ต่างออกไปจากยาที่มีอยู่แล้วเพียงเล็กน้อยเพื่อขอสิทธิบัตรใหม่ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถผูกขาดตลาดยาได้ต่อไปเรื่อย ๆ  ข้อตกลงนี้มีผลกระทบใหญ่หลวงต่อชีวิตโดยเฉพาะของคนยากจนในประเทศด้อยพัฒนา</p>
<p>ผู้เขียนมองว่าความบกพร่องนี้จะแก้ได้ด้วยการปฏิรูปใน 5 ด้านด้วยกันดังนี้ (1) แสวงหาข้อตกลงโดยยึดความจำเป็นของประเทศด้อยพัฒนาเป็นหลักซึ่งอาจทำได้โดยการแยกข้อตกลงออกสามชุดสำหรับสามกลุ่มประเทศคือ ประเทศยากจน ประเทศที่มีรายได้ระดับกลางและประเทศอุตสาหกรรม  (2) เปิดโอกาสให้ประเทศยากจนเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการขายยาให้ด้วยราคาเท่าทุน ให้บังคับใช้สิทธิและซื้อยาจากผู้ผลิตนอกสิทธิบัตรได้ และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายาด้วยกองทุนที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลของประเทศก้าวหน้าและองค์กรการกุศล (3) ห้ามขโมยภูมิปัญญาพื้นบ้านในด้านการรักษาพยาบาลและตัวยาที่มาจากพืชในประเทศด้อยพัฒนาไปจดสิทธิบัตร และทุกประเทศต้องลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (4) นำประเด็นเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาออกจากกรอบงานขององค์การค้าโลกแล้วนำกลับไปไว้กับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO (World Intellectual Property Organization) และ (5) ตีค่าผลประโยชน์ทางการค้าให้ต่ำกว่าคุณค่าทางวัฒนธรรมและคุณธรรมของผู้บริโภคเสมอไม่ว่าจะเป็นความไม่ต้องการบริโภคอาหารที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรม การห้ามภาพยนตร์ที่ขัดกับคุณธรรมของสังคม หรือ ความต้องการรักษามาตรฐานของสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด</p>
<p><strong>บทที่ 5 พูดถึงคำสาปของทรัพยากร</strong> ผู้เขียนนำเรื่องในประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ปัจจุบันมาเล่าเพื่อชี้ให้เห็นว่าประเทศที่มีทรัพยากรมาก ๆ มักมีปัญหาหนักหนาสาหัสเพราะขาดปัจจัยสำคัญอื่น ๆ  เมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา ประเทศอาเซอร์ไบจานส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมมากที่สุดในโลก  การขายน้ำมันทำให้คนจำนวนหนึ่งร่ำรวยมากแต่คนส่วนใหญ่ยากจนเช่นเดิม  ในขณะนี้ยังมีซากของยุคนั้นหลงเหลืออยู่ในรูปของโรงงานเก่า ๆ เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีสนิมขึ้นเต็มทิ้งไว้เกลื่อนกลาดและเขตอุตสาหกรรมที่แสนสกปรกรอบ ๆ เมืองหลวงชื่อบากู  หลังจากการผลิตน้ำมันลดลงติดต่อกันเป็นเวลาหลายสิบปี เมื่อเร็ว ๆ นี้อาเซอร์ไบจานพบน้ำมันเพิ่มขึ้น  ประวัติศาสตร์จะเกิดซ้ำรอยหรือไม่ยากที่จะทำนายในขณะนี้  อาเซอร์ไบจานอาจพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือคล้ายไนจีเรียก็ได้  ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ไนจีเรียมีรายได้จากการขายน้ำมันเกือบ 250,000 ล้านดอลลาร์ แต่ชาวไนจีเรียกลับยากจนลงพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของคนว่างงานและอาชญากรรมจนทำให้เมืองหลวงเป็นแดนที่เสี่ยงอันตรายกระทั่งไม่มีใครค่อยกล้าออกจากบ้านในเวลากลางคืน  จำนวนคนจนแบบแสนสาหัสเพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านคนเป็น 84 ล้านคนจากประชากรทั้งหมดราว 130 ล้านคน</p>
<p>ไนจีเรียไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีน้ำมันแต่มีปัญหาหนักหนาสาหัส  เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในยักษ์ส่งออกน้ำมันมาเป็นเวลานาน  แต่ราวสองในสามของประชาชนยังยากจนมาก  ความจริงข้อนี้ทำให้ดูเสมือนว่าน้ำมันมีคำสาปแฝงอยู่เสมอ   อย่างไรก็ตามน้ำมันไม่โดดเดี่ยว  ทรัพยากรอื่นก็มีคำสาปเช่นกัน  ผู้เขียนยกตัวอย่างการพบเพชรจำนวนมากในเซียร์ราลีโอนว่าไม่ได้นำไปสู่ความมั่งคั่ง หากนำไปสู่สงครามกลางเมืองซึ่งคร่าชีวิตชาวเซียร์ราลีโอนไปราว 75,000 คน  สงครามกลางเมืองที่มีต้นเหตุมาจากการแย่งทรัพยากรมีอยู่ทั่วไปทั้งในอิรัก ไนจีเรีย คองโก แองโกลาและปาปัวนิวกินี  หลายประเทศไม่มีสงครามกลางเมืองแต่ก็มีความขัดแย้งรุนแรงอยู่เนือง ๆ จนขาดเสถียรภาพที่จะพัฒนา  หลายประเทศปกครองด้วยเผด็จการและมีรัฐบาลที่ฉ้อฉลแบบเข้ากระดูกดำ  การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยและความโปร่งใสคล้ายเป็นสิ่งที่มาจากต่างดาว  ประเทศส่วนใหญ่ไม่เข้าใจผลกระทบของการขายทรัพยากรได้มาก ๆ  เช่น เงินตราที่แข็งค่าขึ้น ไม่เข้าใจในการบริหารจัดการรายได้ และไม่มีความสามารถในการต่อรองกับบริษัทข้ามชาติซึ่งพยายามใช้กลยุทธ์ทุกอย่างเพื่อหาทางซื้อทรัพยากรในราคาถูก รวมทั้งการฉ้อฉลและการติดสินบนเจ้าพนักงานและนักการเมืองด้วย</p>
<p>ในสภาพเช่นนี้ผู้เขียนมีคำแนะนำจำนวนหนึ่งซึ่งเขาคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้  สำหรับในประเทศด้อยพัฒนาเขาแนะนำให้ตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อรับเงินรายได้จากการขายทรัพยากรไปบริหารอย่างโปร่งใสและนำไปลงทุนที่มีรายได้ดีและมีเสถียรภาพ  เขาเน้นพฤติกรรมของประเทศที่ก้าวว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด  นอกจากประเทศก้าวหน้าจะทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีและให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่ประเทศล้าหลังแล้ว เขาเสนอมาตรการ 7 ด้านในบทนี้ซึ่งเสริมด้วยข้อเสนอในบทอื่น ๆ คือ (1) ยุติการให้นำเงินที่จ่ายเป็นค่าภาคหลวงและค่าบริการอย่างอื่นในต่างประเทศมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษียกเว้นในกรณีที่มีการแจงรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเท่านั้น  (2) ลดขายอาวุธให้ประเทศด้อยพัฒนา  (3) ห้ามรับซื้อทรัพยากรที่ปราศจากการรับรองว่าได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นไม้เนื้อแข็งหรือเพชรก็ตาม  (4) จำกัดการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือโดยตรงหรือผ่านองค์กร เช่น ธนาคารโลก  (5) ตั้งมาตรฐานสำหรับกระบวนการขายสัมปทานทรัพยากรผ่านองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก (6) ก่อตั้งองค์กรระหว่างประเทศขึ้นมาเพื่อคอยติดตามเรื่องความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมของบริษัทที่นำทรัพยากรออกมาใช้ และบังคับให้บริษัทเหล่านั้นชดเชยค่าเสียหายอย่างเหมาะสม และ (7) ตั้งกลไกขึ้นมาเพื่อบังคับใช้กฎเกณฑ์และข้อตกลงอย่างเคร่งครัด</p>
<p><strong><br />
บทที่ 6 พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม</strong> ผู้เขียนมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างกับปัญหาอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ นั่นคือ ทุกประเทศได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นประเทศก้าวหน้าหรือประเทศล้าหลัง  อย่างไรก็ตามชาวโลกส่วนใหญ่ทำเสมือนว่าถ้าโลกใบนี้มีปัญหาหนักหนาสาหัส พวกเขาจะสามารถอพยพไปอยู่ดาวเคราะห์ดวงอื่นได้  นั่นเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงยิ่ง  ต้นตอของปัญหาได้แก่ทรัพยากรโลกบางอย่างเป็นของกลางซึ่งใครก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น ทะเล  ทุกประเทศพยายามจับปลาให้มากที่สุดจนทำให้ปลาทะเลเริ่มหมดไป  ย้อนไปหลายร้อยปีก่อนเกาะอังกฤษถือว่าทุ่งหญ้าเป็นของกลางยังผลให้ประชาชนต่างคนต่างพยายามเลี้ยงสัตว์ให้มากที่สุดจนทำให้ทุ่งหญ้าถูกทำลายและทุกคนได้รับผลกระทบ  ปัญหาชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า “โศกนาฏกรรมแห่งของกลาง” (Tragedy of the Commons)</p>
<p>ตามธรรมดาการแก้ปัญหาชนิดนี้มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีคือ แปรรูปของกลางนั้นให้เป็นของเอกชน หรือไม่รัฐบาลก็เข้าไปบริหารจัดการเสียเอง  วิธีแรกมักสร้างปัญหาเรื่องการกระจายรายได้และความเป็นธรรมเพราะผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นย่อมมีโอกาสสร้างความมั่งคั่ง  นอกจากนั้นกระบวนการแปรรูปมักก่อให้เกิดความฉ้อฉลและอาจไม่บรรลุผลตามเป้าหมายเพราะเจ้าของต้องการหาประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นอย่างรวดเร็วจนสร้างปัญหาไม่ต่างกับมันยังเป็นของกลางอยู่ เช่น การแปรรูปในรัสเซียและในบราซิล  ส่วนวิธีที่ให้รัฐบาลเข้าไปจัดการเองก็มักนำไปสู่ความฉ้อฉล  แต่ผู้เขียนมองว่าเราหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้ยาก  ยิ่งในกรณีที่ของกลางเป็นของระหว่างประเทศ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไปในบรรยากาศ การแก้ปัญหายิ่งยากเย็นขึ้นไปอีกโดยเฉพาะถ้าประเทศใหญ่ ๆ ไม่ร่วมมือ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน</p>
<p>อย่างไรก็ตามผู้เขียนมองว่าในอดีตเมื่อปัญหาหนักหนาสาหัสเกิดขึ้น ความร่วมมือระหว่างประเทศมักเกิดตามมาในเวลาไม่นานนัก เช่น ข้อตกลงเกี่ยวกับการหยุดล่าวาฬเกิดขึ้นเมื่อปี 2489 เมื่อข้อมูลบ่งแน่ชัดว่าวาฬใกล้สูญพันธุ์ และข้อตกลงเกี่ยวกับการห้ามใช้ก๊าซ CFC (chlorofluorocarbon) เกิดขึ้นเมื่อปี 2530 หรือเพียง10 ปีหลังจากที่มีการยืนยันว่าก๊าซชนิดนี้ทำลายชั้นโอโซนของโลก  ตัวอย่างนี้ชี้ว่าความร่วมมือระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นได้ถ้าเราใช้แรงจูงใจที่เหมาะสม  ในกรณีของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ผู้เขียนประณามรัฐบาลอเมริกันที่ไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโตทำให้พิธีสารนั้นไม่ค่อยได้ผล</p>
<p>เขาเสนอให้สังคมโลกพิจารณาแก้ปัญหาตาม 3 แนวคิดคือ  แนวคิดแรกยังอยู่ในกรอบของพิธีสารเกียวโต แต่ปรับเปลี่ยนด้วยการยุติการยกเว้นประเทศด้อยพัฒนาจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  แต่การยุตินั้นต้องทำด้วยความเป็นธรรมซึ่งจะต้องมาจากการพบกันครึ่งทางระหว่างการคำนวณเป้าหมายโดยใช้การปล่อยก๊าซต่อคนและการปล่อยก๊าซต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ  เมื่อตั้งเป้าหมายได้แล้วต้องมีมาตรการบังคับให้สมาชิกปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  มาตรการนั้นต้องมีทั้งแรงจูงใจให้ผู้ปฏิบัติตามและมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนในทำนองเดียวกันกับข้อตกลงในองค์การค้าโลก  และสังคมโลกให้ค่าตอบแทนแก่ประเทศที่รักษาป่าไม้ไว้เนื่องจากป่าไม้สามารถดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปเก็บไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>เนื่องจากกรอบความคิดของพิธีสารเกียวโตมีข้อบกพร่องจนนำไปสู่ความล้มเหลว สังคมโลกอาจพิจารณาอีกกรอบแนวคิดหนึ่งซึ่งวางอยู่บนฐานของการเก็บภาษีทุกคนที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกไซด์  ประเทศที่ปล่อยก๊าซนั้นออกมาน้อยกว่าเป้าหมายสามารถเก็บเงินภาษีนั้นไว้ใช้เอง ส่วนประเทศที่ทำไม่ได้ต้องจ่ายภาษีให้ผู้ที่ทำได้เกินเป้า  แนวคิดสุดท้ายได้แก่การใช้ทั้งการตั้งเป้าหมายตามแนวคิดในพิธีสารเกียวโตและการเก็บภาษีผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนตามแนวคิดที่เพิ่งกล่าวถึง</p>
<p><strong>อ่านต่อตอนที่ 2</strong> <a href="http://sawaiboonma.com/making-globalization-work-02 ">Making Globalization Work ทำโลกาภิวัตน์ให้เป็นโอกาสทอง (2-จบ)</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/making-globalization-work-01/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Making Globalization Work &#8211; ทำโลกาภิวัตน์ให้เป็นโอกาสทอง (2-จบ)</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/making-globalization-work-02</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/making-globalization-work-02#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2009 16:24:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนังสือคือชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[โจเซฟ สตกลิตซ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[Joseph Stiglitz]]></category>
		<category><![CDATA[Making Globalization Work]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=337</guid>
		<description><![CDATA[บทที่ 7 พูดถึงเรื่องบริษัทข้ามชาติ ผู้เขียนยอมรับว่าเขาเห็นด้วยในหลาย ๆ กรณีกับฝ่ายที่กล่าวหาว่าบริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบแก่กระบวนโลกาภิวัตน์  แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มองว่าบริษัทไม่ได้สร้างเฉพาะปัญหาอย่างเดียว หากยังสร้างคุณประโยชน์มหาศาลด้วยเพราะบริษัทเหล่านั้นเป็นตัวจักรสำคัญในการก่อให้เกิดกระบวนโลกาภิวัตน์และนำผลดีของมันไปสู่ประเทศล้าหลัง  ฉะนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะชักจูงให้บริษัทสร้างประโยชน์เพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กับลดผลกระทบในทางลบลงให้เหลือน้อยที่สุด  เขามีข้อเสนอ 5 ข้อด้วยกัน
ข้อแรกเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท  ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวทั้งภายในและภายนอกบริษัทที่จะให้บริษัทรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น  บริษัทจำนวนมากตระหนักดีว่า การกระทำที่บ่งถึงการมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงนำไปสู่การสร้างกำไรได้มากขึ้นพร้อมกับทำให้พนักงานมีความพอใจมากขึ้น  อย่างไรก็ตามการแข่งขันอันเข้มข้นยังกดดันให้บริษัทพยายามลดต้นทุนลงอยู่ตลอดเวลา  ทางหนึ่งคือการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ปล่อยของเสียออกไปในสิ่งแวดล้อม  ร้ายยิ่งกว่านั้นแทนที่จะพยายามทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างจริงจัง บางบริษัทกลับจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์ให้สร้างภาพปิดตาประชาชน  ด้วยเหตุเหล่านี้ผู้เขียนจึงมองว่าจะรอให้บริษัทยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยความสมัครใจย่อมไม่ได้ผลเร็วเท่าที่ควร  ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องออกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น การปรับเปลี่ยนกฎหมายแรงงานและระบบการทำบัญชี
ข้อสองเกี่ยวกับการจำกัดอำนาจของบริษัท  ในการแสวงหากำไร บริษัทมักใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อพยายามสร้างการผูกขาดในตลาดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฮุบหรือการร่วมมือกับคู่แข่งขัน  ก่อนที่กระบวนโลกาภิวัตน์จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รัฐบาลสามารถจำกัดพฤติกรรมจำพวกนั้นได้ด้วยกฎหมายควบคุมการต่อต้านการแข่งขันภายในประเทศ  หลังจากกระบวนการโลกาภิวัตน์เกิดขึ้น กิจการของบริษัทได้ขยายข้ามพรมแดนออกไปทั่วโลก  บริษัทขนาดใหญ่พยายามหาทางเพิ่มความสามารถในการผูกขาดตลาดโลก แต่สังคมโลกไม่มีสถาบันที่มีอำนาจในการจำกัดการกระทำเช่นนั้นได้ยังผลให้บริษัทมีอำนาจผูกขาดสูงมาก เช่น ไมโครซอฟท์  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทที่ 7 พูดถึงเรื่องบริษัทข้ามชาติ</strong> ผู้เขียนยอมรับว่าเขาเห็นด้วยในหลาย ๆ กรณีกับฝ่ายที่กล่าวหาว่าบริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบแก่กระบวนโลกาภิวัตน์  แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มองว่าบริษัทไม่ได้สร้างเฉพาะปัญหาอย่างเดียว หากยังสร้างคุณประโยชน์มหาศาลด้วยเพราะบริษัทเหล่านั้นเป็นตัวจักรสำคัญในการก่อให้เกิดกระบวนโลกาภิวัตน์และนำผลดีของมันไปสู่ประเทศล้าหลัง  ฉะนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะชักจูงให้บริษัทสร้างประโยชน์เพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กับลดผลกระทบในทางลบลงให้เหลือน้อยที่สุด  เขามีข้อเสนอ 5 ข้อด้วยกัน</p>
<p><strong>ข้อแรก</strong>เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท  ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวทั้งภายในและภายนอกบริษัทที่จะให้บริษัทรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น  บริษัทจำนวนมากตระหนักดีว่า การกระทำที่บ่งถึงการมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงนำไปสู่การสร้างกำไรได้มากขึ้นพร้อมกับทำให้พนักงานมีความพอใจมากขึ้น  อย่างไรก็ตามการแข่งขันอันเข้มข้นยังกดดันให้บริษัทพยายามลดต้นทุนลงอยู่ตลอดเวลา  ทางหนึ่งคือการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ปล่อยของเสียออกไปในสิ่งแวดล้อม  ร้ายยิ่งกว่านั้นแทนที่จะพยายามทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างจริงจัง บางบริษัทกลับจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์ให้สร้างภาพปิดตาประชาชน  ด้วยเหตุเหล่านี้ผู้เขียนจึงมองว่าจะรอให้บริษัทยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยความสมัครใจย่อมไม่ได้ผลเร็วเท่าที่ควร  ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องออกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น การปรับเปลี่ยนกฎหมายแรงงานและระบบการทำบัญชี</p>
<p><strong>ข้อสอง</strong>เกี่ยวกับการจำกัดอำนาจของบริษัท  ในการแสวงหากำไร บริษัทมักใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อพยายามสร้างการผูกขาดในตลาดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฮุบหรือการร่วมมือกับคู่แข่งขัน  ก่อนที่กระบวนโลกาภิวัตน์จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รัฐบาลสามารถจำกัดพฤติกรรมจำพวกนั้นได้ด้วยกฎหมายควบคุมการต่อต้านการแข่งขันภายในประเทศ  หลังจากกระบวนการโลกาภิวัตน์เกิดขึ้น กิจการของบริษัทได้ขยายข้ามพรมแดนออกไปทั่วโลก  บริษัทขนาดใหญ่พยายามหาทางเพิ่มความสามารถในการผูกขาดตลาดโลก แต่สังคมโลกไม่มีสถาบันที่มีอำนาจในการจำกัดการกระทำเช่นนั้นได้ยังผลให้บริษัทมีอำนาจผูกขาดสูงมาก เช่น ไมโครซอฟท์  ร้ายยิ่งกว่านั้นในบางกรณีรัฐบาลอเมริกันสนับสนุนพฤติกรรมที่ส่อไปในทางผูกขาดในตลาดต่างประเทศเสียเอง  ผู้เขียนเสนอว่าสังคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจผูกขาดของบริษัทขนาดใหญ่</p>
<p><strong>ข้อสาม</strong>เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมการบริหารจัดการบริษัท  ผู้เขียนเน้นปัญหาที่กฎหมายด้านการจำกัดความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นได้วิวัฒน์ไปเป็นการจำกัดความรับผิดชอบของผู้บริหารของบริษัท  วิวัฒนาการนี้ทำให้ผู้บริหารหนีจากการถูกฟ้องได้  ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเริ่มลงโทษจำคุกผู้บริหารที่คดโกงในด้านการทำบัญชี แต่ยังมีพฤติกรรมจำนวนมากที่รัฐจะต้องลงโทษอาญาแก่ผู้บริหาร เช่น การทำลายสิ่งแวดล้อม  ในกรณีเช่นนี้นอกจากจะมีบทลงโทษผู้บริหารแล้ว สังคมโลกจะต้องร่วมกันบังคับให้บริษัทที่ทำลายสิ่งแวดล้อมชดเชยค่าเสียหายให้แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย  นั่นหมายความว่าเมื่อประเทศด้อยพัฒนาลงโทษบริษัทที่สร้างความเสียหาย กระบวนการยุติธรรมและรัฐบาลของประเทศที่บริษัทนั้นถือสัญชาติอยู่จะต้องให้ความร่วมมือในการติดตามลงโทษด้วย ไม่ใช่พยายามปกป้องผู้ทำผิดดังที่มักเกิดขึ้นในปัจจุบัน</p>
<p><strong>ข้อสี่</strong>เกี่ยวการสร้างกฎหมายระดับโลกขึ้นสำหรับใช้บังคับบริษัทระดับโลก  ผู้เขียนเสนอให้เริ่มปูแนวทางเพื่อจัดตั้งกระบวนการศาลยุติธรรมระดับโลกขึ้นสำหรับบริษัทข้ามชาติ  นอกจากนั้นสังคมโลกควรมีมาตรการเพื่อเอื้อให้การฟ้องคดีในนามกลุ่มบุคคลทำได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้เสียหายกระจัดกระจายกันอยู่ในหลายประเทศ  ในบางกรณีอาจมีความจำเป็นที่ประเทศก้าวหน้าจะต้อให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่คนจนที่อยู่ในประเทศล้าหลังเช่นเดียวกับที่ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนยากจนของตนเอง</p>
<p><strong>ข้อห้า</strong>เกี่ยวกับการลดโอกาสสำหรับก่อความฉ้อฉล  นอกจากความฉ้อฉลจะเป็นเสมือนสนิมที่เกาะกินฐานของสังคมให้ผุกร่อนแล้ว มันยังสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมขึ้นอีกด้วย  ผู้เขียนเสนอให้ประเทศก้าวหน้ามีกฎหมายห้ามการติดสินบนพนักงานของรัฐในประเทศล้าหลังอย่างทั่วถึง  นอกจากนั้นเขาเสนอให้ปรับเปลี่ยนกฎหมายที่ยอมให้มีบัญชีลับสำหรับซุกซ่อนเงินของชาวต่างประเทศซึ่งเป็นที่นิยมของอาชญากรและผู้นำเผด็จการ</p>
<p><strong>บทที่ 8 พูดถึงภาระหนี้สินของประเทศด้อยพัฒนา </strong> ปัญหาเกี่ยวกับประเทศด้อยพัฒนามีหนี้สินมากจนชำระไม่ได้ไม่ใช่ของใหม่  ย้อนไปกว่าร้อยปีก็มีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น  ในอดีตประเทศมหาอำนาจอาจส่งกองทัพเข้ายึดประเทศด้อยพัฒนาเพื่อเก็บหนี้  แต่ในยุคนี้การกระทำเช่นนั้นไม่มีอีกแล้ว  เมื่อเกิดปัญหาประเทศก้าวหน้ามักกล่าวหาประเทศล้าหลังว่าสร้างหนี้มากเกินไป ในขณะที่ลูกหนี้กล่าวหาว่าเจ้าหนี้ยัดเยียดเงินให้และมีพฤติกรรมแบบไม่เป็นธรรมเมื่อเกิดปัญหา  ผู้เขียนนำเรื่องหนี้ของประเทศต่าง ๆ มาเล่า  เขามองว่าการถกเถียงกันแบบนี้ไม่มีประโยชน์ จึงเสนอทางออกว่าจะทำอย่างไรในอนาคตโดยยึดหลักเบื้องต้นที่ว่า เมื่อลูกหนี้ไม่มีศักยภาพจะชำระ ทางออกมีอยู่ 3 ทางคือ เจ้าหนี้ยกหนี้ให้ ลูกหนี้หยุดชำระ และเจ้าหนี้และลูกหนี้ร่วมกันปรับโครงสร้างหรือประนอมหนี้</p>
<p>ผู้เขียนมองว่าการแก้ปัญหาจะตรงเป้าขึ้นมากหากแยกหนี้ออกเป็น 4 ประเภทคือ <strong>หนี้ของประเทศยากจนมาก ๆ </strong>ซึ่งกู้จากรัฐบาลและองค์การระหว่างประเทศ เช่น ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกเพราะไม่สามารถกู้จากธนาคารเอกชนได้  การแก้ปัญหาของประเทศในกลุ่มนี้เริ่มด้วยการยกหนี้ตั้งแต่ปี 2539  แต่ผู้เขียนมองว่าการยกหนี้ยังทำกันช้าเกินไปจึงไม่มีผลตามต้องการ  ฉะนั้นเขาเสนอให้รัฐบาลเจ้าหนี้ยกหนี้เพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น  ต่อไปในอนาคตการช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ต้องเน้นการให้เงินอุดหนุนแบบให้เปล่ามากกว่าเงินกู้</p>
<p><strong>กลุ่มสอง</strong>เป็นหนี้อัปลักษณ์ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลเผด็จการจำพวกฉ้อฉลและกดขี่ประชาชนทิ้งไว้ เช่น ในคองโก อิรักและเอธิโอเปีย  ผู้เขียนมองว่าการบังคับให้ประชาชนซึ่งทนทุกข์ทรมานจากการถูกกดขี่แล้วต้องมาใช้หนี้ของเผด็จการอีกนั้นเป็นการขาดคุณธรรม  ฉะนั้นการแก้ปัญหาต้องวางอยู่บนฐานของการยกนี้หรือการหยุดชำระ  ในอนาคตองค์การสหประชาชาติควรมีบัญชีของประเทศที่มีรัฐบาลอัปลักษณ์  ผู้ให้กู้เงินแก่รัฐบาลและองค์กรในประเทศเหล่านี้ต้องเสี่ยงเอาเองว่าจะได้เงินคืนหรือไม่  ในขณะเดียวกันก็ควรตั้งศาลระหว่างประเทศขึ้นมาพิจารณาว่าหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นหนี้ชนิดอัปลักษณ์หรือไม่โดยให้ลูกหนี้จ่ายเฉพาะหนี้ที่ไม่อัปลักษณ์เท่านั้น</p>
<p><strong>กลุ่มสาม</strong>ได้แก่หนี้ที่ลูกหนี้เป็นเอกชนในเปิดตลาดใหม่ เช่น ไทยและอินโดนีเซีย  ผู้เขียนเสนอให้มีกฎหมายล้มละลายระหว่างประเทศขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นอกเหนืออำนาจของตนงดจ่ายในระหว่างการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหนี้และธุรกิจของตนได้ในแนวการใช้กฎหมายล้มละลายของสหรัฐฯ เช่น เมื่อค่าเงินเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ดอกเบี้ยพุ่งขึ้นสูงมากและเศรษฐกิจถดถอยอย่างร้ายแรง</p>
<p><strong>กลุ่มสุดท้าย</strong>เป็นหนี้ของประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง เช่น รัสเซีย เม็กซิโก อาร์เจนตินาบราซิลและตุรกีซึ่งยืมทั้งจากธนาคารและองค์การระหว่างประเทศ  ในกรณีนี้ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมยกหนี้ให้ ทางออกคือการไม่จ่ายและการประนอมหนี้ที่อาร์เจนตินาเคยทำ  เนื่องจากกระบวนการนี้มีปัญหาสารพัด ผู้เขียนจึงเสนอให้ตั้งองค์กรระหว่างประเทศขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายศาลล้มละลายที่เปิดโอกาสให้ประเทศซึ่งมีหนี้ท่วมท้นขอเข้ากระบวนการประนอมหนี้ได้เช่นเดียวกับบริษัทเอกชน</p>
<p><strong>บทที่ 9 พูดถึงการปฏิรูประบบเงินสำรองของโลก</strong> ผู้เขียนมองว่าระบบเงินสำรองในปัจจุบันมีความบกพร่องสูงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งมันทำให้ประเทศยากจนเสียเปรียบ นั่นคือ แทนที่จะทำให้เงินไหลจากประเทศร่ำรวยไปสู่ประเทศยากจนและประเทศร่ำรวยแบกภาระของความเสี่ยง มันกลับทำให้เงินไหลจากประเทศยากจนไปยังประเทศร่ำรวยในขณะที่ประเทศยากจนต้องแบกความเสี่ยงทุกอย่าง  แต่ละวันมีเงินสำรองไหลจากประเทศยากจนเข้าสหรัฐฯ ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์  ในปี 2547 เพียงปีเดียว เงินจากจีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และไทยไหลเข้าสหรัฐฯ ถึง 3.18 แสนล้านดอลลาร์  ส่วนใหญ่เป็นเงินสำรองที่ใช้ซื้อพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน  ความบกพร่องของระบบเงินสำรองเป็นปัจจัยก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ในระบบการเงินของโลก  ฉะนั้นการปฏิรูประบบเงินสำรองจะแก้ปัญหาของระบบการเงินได้และจะทำให้โลกมีเงินทุนสำหรับสนับสนุนการพัฒนา ต่อสู้กับปัญหาความยากจนและส่งเสริมการศึกษาและการสาธารณสุข</p>
<p>ตามปกติทุกประเทศเก็บเงินสำรองก้อนหนึ่งไว้สำหรับใช้ในยามฉุกเฉิน  ในอดีตเงินสำรองมีไว้เพื่อใช้เป็นฐานของการพิมพ์เงินตรา เริ่มจากการใช้ทองคำและวิวัฒน์มาเป็นเงินของประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ  การมีเงินสำรองเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในเงินตราของประเทศเพราะมันสามารถถูกนำออกมาใช้ได้ในกรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น ฝนแล้งมากจนทำให้การเกษตรล้มเหลว  ในอดีตแต่ละประเทศมักเก็บเงินสำรองไว้อยู่ในระดับเท่า ๆ กับ 3-4 เดือนของมูลค่าของสินค้านำเข้า  แต่ในตอนนี้บางประเทศมีเงินสำรองสูงกว่าระดับนั้นถึงสองเท่า  ประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากมักคิดว่าตนควรมีเงินสำรองเท่า ๆ กับหนี้ประเภทนั้นเพราะเจ้าหนี้อาจไม่ให้ยืมต่อหรือเรียกเงินคืนเมื่อไรก็ได้  นอกจากนั้นประเทศต่าง ๆ มีเงินสำรองไว้เพื่อใช้รักษาค่าเงินของตนให้มีเสถียรภาพ  แต่ในปัจจุบันประเทศด้อยพัฒนาเก็บเงินสำรองไว้กองพะเนินจนอาจเกินความจำเป็น  เมื่อสิ้นปี 2549 ประเทศเหล่านี้มีเงินสำรองรวมกันถึงประมาณ 3.35 ล้านล้านดอลลาร์</p>
<p>การเก็บเงินสำรองไว้มากขนาดนี้มีต้นทุน หรือความสูญเสียสูงมากเนื่องจากในยุคนี้เงินสำรองส่วนใหญ่มักถูกเก็บไว้ในรูปของสินทรัพย์ที่มีค่าเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน  การเก็บเงินสำรองไว้เช่นนี้มีค่าเท่ากับการให้สหรัฐฯ ยืมเงินและเกิดความสูญเสียแก่ประเทศด้อยพัฒนาสูงมากเพราะสหรัฐฯ ให้ค่าตอบแทนจริง ๆ เพียง 1-2% เท่านั้น  เนื่องจากประเทศด้อยพัฒนาส่วนใหญ่ขาดเงินทุน หากพวกเขานำเงินสำรองบางส่วนไปใช้ในโครงการที่มีความจำเป็นสูงอาจได้ค่าตอบแทนถึง 10-15%  ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ได้และผลที่น่าจะได้นี้คือความสูญเสียของเจ้าของเงินสำรองซึ่งรวมกันแล้วอาจตกปีละ 3 แสนล้านดอลลาร์  ผู้เขียนอธิบายรายละเอียดเพิ่มขึ้นเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบนี้คือสหรัฐฯ</p>
<p>จริงอยู่ความสูญเสียดังกล่าวสูงมาก แต่มันยังน้อยกว่าความสูญเสียที่ไม่ค่อยเป็นที่ประจักษ์และยากแก่การคำนวณ  ผู้เขียนมองว่าเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้นั้นเป็นเสมือนการถูกนำไปฝังดินยังผลให้โลกขาดกำลังซื้อซึ่งจำเป็นสำหรับกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวและป้องกันการว่างงาน  ประเทศต่าง ๆ จึงพยายามแสวงหากำลังซื้อมาทดแทน  ทางหนึ่งได้แก่การใช้นโยบายการเงินและการคลังแบบผ่อนคลายซึ่งนำไปสู่การใช้งบประมาณขาดดุล  การขาดดุลนั้นนำไปสู่การกู้หนี้ยืมสินจนนำไปสู่วิกฤตในที่สุด  ในระยะหลัง ๆ นี้ประเทศด้อยพัฒนาเริ่มได้บทเรียนและพยายามงดการใช้เงินเกินจำนวนที่ตนหาได้  สหรัฐฯ จึงสร้างกำลังซื้อขึ้นมาแทนยังผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับต่างประเทศติดต่อกันมาเป็นเวลานานและปิดการขาดดุลนั้นด้วยการยืมเงินสำรองของประเทศอื่น  ผู้เขียนมองว่าสหรัฐฯ จะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ตลอดไป  นั่นหมายความว่าระบบเงินสำรองในปัจจุบันนี้ไม่มีความยั่งยืน</p>
<p>นอกจากนั้นความสูญเสียยังเกิดจากการขาดเสถียรภาพอีกด้วยเพราะระบบนี้อยู่ได้ด้วยการขาดดุลของสหรัฐฯ  แต่การขาดดุลมากขึ้นยังผลให้ค่าเงินดอลลาร์ตกต่ำดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  การตกต่ำนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในเงินตระกูลดอลลาร์และในที่สุดจะนำไปสู่การขายเทเงินดอลลาร์เพื่อซื้อเงินตระกูลอื่นมาเก็บเป็นเงินสำรอง  การกระทำเช่นนั้นจะผลักดันให้ค่าของดอลลาร์ตกต่อไปอีก  การอ่อนค่าของดอลลาร์เคยถูกนักค้ากำไรค่าเงินโจมตีซ้ำเติมจนเกิดปัญหาใหญ่หลวงมาแล้วเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา  ในขณะเดียวกันเงินที่ถูกซื้อมาเก็บไว้แทนดอลลาร์ก็จะมีค่าเพิ่มขึ้น เช่น เงินยูโร  การเพิ่มค่าของยูโรทำให้สินค้าของประเทศในสหภาพยุโรปแพงขึ้นยังผลให้ประเทศเหล่านั้นสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและประสบปัญหาการว่างงานตามมา  ในขณะเดียวกันการเทขายดอลลาร์อาจนำไปสู่การนำเงินออกจากตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ และการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันการเทขายยังผลให้เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อไปอีก  ยิ่งกว่านั้นมันยังมีมิติด้านการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วยโดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ กับจีนซึ่งเก็บเงินดอลลาร์ไว้มากที่สุดและเป็นคู่แข่งทางการเมืองและทางการแย่งทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ  ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศนี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางการเงินของโลก</p>
<p>ปัญหาเหล่านี้เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้บริหารการเงินและนักเศรษฐศาสตร์  ผู้เขียนมองว่าการแก้ปัญหาไม่น่าจะยากเย็นนักเพราะวิธีมีอยู่แล้วในข้อเสนอเมื่อราว 70 ปีที่ผ่านมาของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ และสังคมโลกได้นำข้อเสนอนั้นมาใช้แล้วในรูปของการสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศที่มีชื่อว่า Special Drawing Rights (SDR)  ในปัจจุบันไอเอ็มเอฟมีหน้าที่สร้าง SDR ตามกำหนดเวลาและในจำนวนที่สมาชิกของไอเอ็มเอฟตกลงกัน  ผู้เขียนมองว่าเท่าที่ผ่านมา การสร้าง SDR ไม่พอแก่ความต้องการของโลกเพราะนาน ๆ จะทำกันสักครั้งและในจำนวนที่ต่ำกว่าความต้องการมาก  ฉะนั้นเขาเสนอให้ขยายการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศในแนวนั้นออกไปโดยให้สร้างมันขึ้นมาทุกปีและในจำนวนที่มีกฎเกณฑ์แน่นอน  จริงอยู่สหรัฐฯ อาจต่อต้านการสร้างเงินสำรองนั้นดังที่สหรัฐฯ เคยต่อต้านการสร้างเงินสำรองของประเทศในเขตเอเซียหลังเกิดวิกฤติเมื่อปี 2540 เพราะมันจะทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้อีก  แต่ผู้เขียนเสนอว่าถ้าประเทศอื่นร่วมมือกัน สหรัฐฯ จะต่อต้านไม่สำเร็จอย่างแน่นอน</p>
<p>ในอดีตประเทศร่ำรวยเป็นผู้ได้ SDR ไปเกือบทั้งหมดซึ่งผู้เขียนมองว่าไม่เป็นธรรม  ฉะนั้นในระบบที่เขาเสนอ สังคมโลกต้องใช้วิธีใหม่ในการปันเงินที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและตรงกับสภาพของโลกาภิวัตน์มากขึ้น  เขาเสนอหลักให้พิจารณา 4 อย่างและทางที่ดีอาจต้องนำแนวคิดของแต่ละอย่างมารวมกันคือ (1) ใช้รายได้และจำนวนประชากรของแต่ละประเทศเป็นฐาน แต่มีเงื่อนไขว่าประเทศที่รับเงินนั้นต้องทำตามข้อกำหนดของสังคมโลก เช่น ปฏิบัติตามสนธิสัญญาว่าด้วยการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ การจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสงวนสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์  (2) ก่อตั้งกองทุนขึ้นมาใหม่ในความดูแลขององค์การสหประชาชาติเพื่อรับเงินนั้นแล้วจ่ายให้แก่ประเทศที่นำเงินของตนในจำนวนเท่ากันมาให้องค์การสหประชาชาติ  ส่วนหนึ่งของเงินที่นำมาแลกอาจนำไปใช้เพื่อการศึกษา การสาธารณสุขและการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในประเทศยากจน และอีกส่วนหนึ่งอาจนำไปใช้เพื่อการแก้ปัญหาของโลกโดยรวม เช่น ภาวะโลกร้อน  (3) ให้รัฐบาลและองค์กรเอกชนแข่งขันกันเสนอโครงการด้านการพัฒนาขึ้นมาเพื่อรับเงินนั้นไปใช้ในโครงการที่มีผลตอบแทนทางด้านการพัฒนาสูงสุด (4) ใช้เงินนั้นโดยตรงเพื่อยกระดับการศึกษาและสุขภาพของชุมชนที่มีความยากจนสูงสุด</p>
<p>บทที่ 10 พูดถึงการทำกระบวนโลกาภิวัตน์ให้เป็นประชาธิปไตย  บทนี้ต่างกับ 9 บทแรกซึ่งจำกัดเนื้อหาอยู่ในด้านเศรษฐกิจตามที่ผู้เขียนเกริ่นไว้ในตอนต้น  ในบทนี้เขาพูดถึงประเด็นทางการเมืองซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างปัญหาให้กระบวนโลกาภิวัตน์เพราะความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทั้งที่กระบวนการทางการบริหารจัดการโลกาภิวัตน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต้องอาศัยกระบวนการทางการเมือง  เขาเน้นประเด็นที่เกี่ยวกับอนาคตของแรงงานที่ขาดทักษะ ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อความแตกต่างของรายได้ การขาดดุลทางประชาธิปไตยในสถาบันระดับโลก และธรรมชาติของคนเราที่มักมองไม่พ้นจมูกตัวเองทั้งที่โลกใบนี้เชื่อมต่อกันหมดแล้ว</p>
<p>ปรากฏการณ์สำคัญที่มากับโลกาภิวัตน์ได้แก่การส่งงานจากประเทศก้าวหน้าไปให้คนงานในประเทศล้าหลังทำเนื่องจากค่าแรงในประเทศล้าหลังต่ำกว่า  ปรากฏการณ์นี้มีผลทำให้ค่าแรงในประเทศล้าหลังสูงขึ้นพร้อมกับกดดันไม่ให้ค่าแรงในประเทศก้าวหน้าเพิ่มขึ้น  ในขณะเดียวกันการอพยพของแรงงานที่มีทักษะต่ำเข้าไปทำงานในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องสร้างความกดดันให้ค่าจ้างแรงงานต่ำลงอีกทางหนึ่งด้วย  ฉะนั้นหลังจากบริษัทใหญ่ ๆ ในสหรัฐฯ ส่งงานไปทำนอกประเทศมากขึ้น ค่าจ้างแรงงานในสหรัฐฯ โดยเฉพาะของแรงงานชั้นไม่ต้องใช้ทักษะมากจึงไม่เพิ่มขึ้นเป็นเวลานานนับ 10 ปีแล้ว  บางชุมชนประสบปัญหาหนักหนาสาหัสมากเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานเดียว  เมื่อโรงงานนั้นปิดชุมชนก็ล่มสลาย  เหตุการณ์เช่นนี้มีผลทำให้การกระจายรายได้ในสหรัฐฯ เลวร้ายลงเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดไปตกอยู่ในมือของผู้ที่มีทักษะสูงและชนชั้นนายทุน  ผู้เขียนมองว่าประเทศก้าวหน้าที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับสหรัฐฯ มีทางออกด้วยกัน 3 แนวคือ</p>
<p><strong>แนวแรก</strong>ได้แก่การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่โดยไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายอะไรเลยซึ่งเป็นแนวของนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่าอำนาจของตลาดจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง  ผู้เขียนมองว่าหลายประเทศได้นำแนวคิดนี้ไปใช้แต่ไม่ได้ผล  ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องเลิกใช้แนวคิดนี้และมีนโยบายที่จะทำให้แรงงานที่มีทักษะต่ำมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น</p>
<p><strong>แนวที่สอง</strong>ได้แก่การต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์ที่เป็นธรรมโดยการพยายามทำให้ข้อตกลงระหว่างประเทศเอื้อประโยชน์ให้แก่ประเทศก้าวหน้าแบบถาวร  ประเทศเหล่านั้นจึงพยายามคงไว้ซึ่งนโยบายอุดหนุนการเกษตรของตนในขณะที่กดดันให้ประเทศด้อยพัฒนาเปิดตลาดให้สินค้าจากภายนอกให้กว้างที่สุด  ผู้เขียนมองว่าการกระทำเช่นนี้นอกจากจะขาดคุณธรรมแล้ว ยังสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองอีกด้วย  นั่นคือ มันทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัวเท่าที่ควรพร้อมกับก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อประเทศก้าวหน้าเพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนของประเทศหล้าหลังซึ่งรู้ทันการกระทำของประเทศก้าวหน้ามากขึ้น</p>
<p><strong>แนวที่สาม</strong>ได้แก่การปรับตัวและการบริหารจัดการกระบวนการโลกาภิวัตน์ให้ไปในทางที่น่าจะเป็นซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นทางเดียวที่จะนำไปสู่เป้าหมาย  นอกจากการเพิ่มการศึกษา การวิจัยและระดับทักษะของประชาชนในประเทศของตนแล้ว ประเทศก้าวหน้าจะต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบแก่แรงงานที่มีรายได้น้อย เช่น มีสวัสดิการเพิ่มขึ้นและปรับเปลี่ยนระบบภาษีรายได้ให้คนกลุ่มนี้เสียภาษีน้อยที่สุดโดยหันไปเก็บภาษีจากผู้ที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ในอัตราที่สูงขึ้น  สำหรับในด้านการบริหารจัดการกระบวนโลกาภิวัตน์ ผู้เขียนเสนอแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากสภาวะของโลกซึ่งเขาให้ชื่อว่า “การขาดดุลทางประชาธิปไตย”</p>
<p>ในปัจจุบันนี้โลกขาดดุลทางประชาธิปไตยเพราะการออกแบบและการบริหารจัดการของสถาบันสำคัญ ๆ ของโลก เช่น ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟและองค์การค้าโลก ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเขียนกฎเกณฑ์และบริหารจัดการเศรษฐกิจโลกขาดความเป็นประชาธิปไตยยังผลให้การทำงานสะท้อนผลประโยชน์ของประเทศร่ำรวยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มในประเทศเหล่านั้น เช่น เกษตรกรและบริษัทผลิตน้ำมันปิโตรเลียม  วิวัฒนาการนี้ตรงข้ามกับวิวัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยภายในประเทศจำนวนมากซึ่งใช้ระบอบนี้บริหารจัดการประเทศของตนจนสามารถใช้ระบบตลาดเสรีให้สร้างความมั่งมีได้อย่างดีเยี่ยม  แต่ในเวทีโลกประเทศเหล่านี้กลับไม่สนับสนุนให้ใช้ระบอบประชาธิปไตยในการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ผลในแนวเดียวกันโดยเฉพาะเพื่อความเป็นธรรมแก่ประเทศล้าหลังและกลุ่มคนยากจน</p>
<p>ผู้เขียนมองว่าปัญหานี้มีทางแก้โดยการปฏิรูปองค์กรที่มีอยู่แล้วบ้างและการตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้องค์กรระหว่างประเทศดูแลปัญหาที่มีผลกระทบต่อโลกโดยรวม เช่น ก๊าซเรือนกระจกและการก่อการร้ายข้ามชาติ  เขาให้ข้อคิดไว้สั้น ๆ โดยแยกออกเป็น 3 หมวดหมู่คือ หมู่แรกเกี่ยวกับการเปลี่ยนโครงสร้างทางอำนาจขององค์กรที่มีอยู่แล้วซึ่งประกอบด้วย (1) ให้ประเทศด้อยพัฒนามีเสียงเพิ่มขึ้นในไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (2) ปรับเปลี่ยนตัวแทนของประเทศในองค์กรเหล่านี้โดยให้มีตัวแทนจากกระทรวงที่รับผิดชอบในประเด็นมีส่วนร่วมโดยตรงในการพิจารณาประเด็นนั้นด้วย และ (3) เปิดโอกาสให้ตัวแทนของผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายหรือข้อตกลงเข้าร่วมพิจารณาประเด็นต่าง ๆ<br />
หมวดหมู่ที่สองเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในขององค์กรเองซึ่งผู้เขียนมองว่าจะต้องปรับปรุงในอย่างน้อย 5 ด้านคือ ความโปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อน การให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่ประเทศล้าหลัง การเข้าถึงข้อมูลและการประเมินผลโดยคนภายนอก และการบังคับใช้กฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเข้มข้น</p>
<p>หมวดหมู่สุดท้ายเป็นการสรุปข้อเสนอซึ่งผู้เขียนมองว่าจะนำไปสู่ความสมดุลระหว่างประเทศก้าวหน้าและประเทศล้าหลังอันเป็นเป้าหมายที่ทุกฝ่ายควรแสวงหา  เขาเสนอหลักการ 10 ข้อประกอบด้วย (1) ประเทศก้าวหน้าต้องแสวงหาความเป็นธรรมในด้านการค้ามากขึ้น (2) แสวงหาข้อตกลงด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่สนับสนุนการวิจัยพร้อม ๆ กับเปิดโอกาสให้ประเทศด้อยพัฒนาเข้าถึงองค์ความรู้ ยาราคาถูกและสามารถปกป้องภูมิปัญญาเดิมของตนได้ (3) ประเทศก้าวหน้าต้องให้ค่าตอบแทนแก่ประเทศล้าหลังในด้านการบริการทางสิ่งแวดล้อม เช่น การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ (4) ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบร่วมกันในด้านการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน (5) ประเทศก้าวหน้าต้องเพิ่มราคาให้แก่ทรัพยากรของประเทศล้าหลังพร้อมกับงดทิ้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไว้ (7) ยกหนี้ให้แก่ประเทศยากจนเพิ่มขึ้น (8) แสวงหาระบบการเงินที่มีเสถียรภาพและลดภาระด้านความเสี่ยงให้แก่ประเทศด้อยพัฒนา (9) ปรับปรุงกฎหมายระหว่างประเทศให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อป้องกันการผูกขาดและการทำลายสิ่งแวดล้อมของบริษัทข้ามชาติ และ (10) ประเทศก้าวหน้าต้องเลิกสนับสนุนการค้าอาวุธและมาตรการที่ก่อให้เกิดความฉ้อฉลไปพร้อม ๆ กับการพยายามส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยในประเทศด้อยพัฒนาอย่างจริงจัง</p>
<p><strong>ข้อคิดเห็น </strong>– หนังสือเล่มนี้ควรเป็นตำราสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์  นอกจากนั้นนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป ชนชั้นผู้นำและผู้บริหารประเทศควรศึกษาอย่างละเอียด  จุดอ่อนของหนังสืออยู่ที่ผู้เขียนใช้สมมติฐานทางอ้อมว่ามาตรฐานทางจริยธรรมของพนักงานของรัฐในประเทศด้อยพัฒนาสูงเท่ากับประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว  แต่นั่นไกลจากความเป็นจริงมาก  ฉะนั้นการเข้าไปร่วมในกระบวนการทางเศรษฐกิจโดยตรงของรัฐบาลอาจไม่ได้ผลตามที่ผู้เขียนคาดหวังและข้อเสนอของเขาอาจเป็นข้ออ้างของนักการเมืองฉ้อฉลเพื่อจะเข้าไปแทรกแซงในกระบวนการทางเศรษฐกิจมากขึ้นเพียงเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตนเองและพวกพ้อง</p>
<p style="text-align: center;">____________________</p>
<p><a href="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2009/08/Making-Globalization-Work.pdf"><img class="aligncenter size-full wp-image-338" title="Making Globalization Work" src="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2009/08/Making-Globalization-Work.jpg" alt="Making Globalization Work" width="299" height="79" /></a></p>
<p style="text-align: center;">บทความโดย <strong>ดร.ไสว บุญมา </strong>ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์ <strong>ประชาชาติธุรกิจ</strong><br />
ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน &#8211;  10 กรกฎาคม 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/making-globalization-work-02/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน (1)</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-01</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-01#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 23:40:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนังสือคือชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[วอร์เรน บัฟเฟตต์]]></category>
		<category><![CDATA[ไสวบุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[The Essays of Warren Buffett]]></category>
		<category><![CDATA[Warren Buffett]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=160</guid>
		<description><![CDATA[
เป็นเวลาหลายปีที่ชื่อของวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ปรากฏใกล้กับของบิลล์ เกตส์ เมื่อนิตยสาร Forbes เสนอรายชื่ออภิมหาเศรษฐีประจำปีของนิตยสาร  แต่บัฟเฟตต์ไม่มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดยักษ์เป็นหัวจักรขับเคลื่อนการสร้างความร่ำรวยในยุคโลกไร้พรมแดนเช่นบิลล์ เกตส์ หากเป็นนักลงทุนและถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัท Berkshire Hathaway (BH) ซึ่งก่อตั้งขึ้นมา 170 ปีแล้วเพื่อทำธุรกิจ

ด้านสิ่งทอ  บัฟเฟตต์ใช้ BH ซึ่งเขากับหุ้นส่วนร่วมกันซื้อและเป็นประธานผู้บริหารเมื่อปี 2508 เป็นทางผ่านของการลงทุนจนทำให้ราคาหุ้นเพิ่มจาก 4 ดอลลาร์เมื่อปี 2508 เป็น 75,000 ดอลลาร์เมื่อปี 2548 หรือเพิ่มขึ้นปีละ 28%

แม้การลงทุนโดยการซื้อหุ้นในบริษัทอื่นจะมีกำไรดี แต่ BH จ่ายเงินปันผลเพียงครั้งเดียวเมื่อปี 2510 ในจำนวนหุ้นละ 10 เซนต์
บัฟเฟต์ตั้งค่าตอบแทนให้ตัวเองต่ำมากหากเทียบกับผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ที่มีค่าตอบแทนปีละหลายสิบล้านดอลลาร์  ข้อมูลบ่งว่าค่าตอบแทนของเขาเมื่อปี 2549 เท่ากับ 100,000 ดอลลาร์  ฉะนั้นความเป็นอภิมหาเศรษฐีของเขาส่วนใหญ่จึงวัดจากค่าหุ้นที่เขาถืออยู่ใน BH ซึ่งเมื่อต้นปี 2551 มีค่าเกินกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ส่งผลให้เขาเข้าไปแทนที่บิลล์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-111" title="whiteline" src="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2009/08/whiteline.jpg" alt="whiteline" width="100" height="1" /><br />
เป็นเวลาหลายปีที่ชื่อของ<a href="http://astore.amazon.com/texbooks0e-20/search?node=22&amp;keywords=Warren+Buffett&amp;x=14&amp;y=5&amp;preview="><strong>วอร์เรน บัฟเฟตต์ </strong>(Warren Buffett) </a>ปรากฏใกล้กับของ<strong><a href="http://astore.amazon.com/texbooks0e-20/detail/0471401692">บิลล์ เกตส์</a> </strong>เมื่อนิตยสาร Forbes เสนอรายชื่ออภิมหาเศรษฐีประจำปีของนิตยสาร  แต่บัฟเฟตต์ไม่มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดยักษ์เป็นหัวจักรขับเคลื่อนการสร้างความร่ำรวยในยุคโลกไร้พรมแดนเช่นบิลล์ เกตส์ หากเป็นนักลงทุนและถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัท Berkshire Hathaway (BH) ซึ่งก่อตั้งขึ้นมา 170 ปีแล้วเพื่อทำธุรกิจ<br />
<span id="more-160"></span><br />
ด้านสิ่งทอ  บัฟเฟตต์ใช้ BH ซึ่งเขากับหุ้นส่วนร่วมกันซื้อและเป็นประธานผู้บริหารเมื่อปี 2508 เป็นทางผ่านของการลงทุนจนทำให้ราคาหุ้นเพิ่มจาก 4 ดอลลาร์เมื่อปี 2508 เป็น 75,000 ดอลลาร์เมื่อปี 2548 หรือเพิ่มขึ้นปีละ 28%</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-163 aligncenter" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="Book of warren Buffett" src="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2009/08/Book-of-warren-Buffett.jpg" alt="Book of warren Buffett" width="293" height="446" /></p>
<p>แม้การลงทุนโดยการซื้อหุ้นในบริษัทอื่นจะมีกำไรดี แต่ BH จ่ายเงินปันผลเพียงครั้งเดียวเมื่อปี 2510 ในจำนวนหุ้นละ 10 เซนต์</p>
<p>บัฟเฟต์ตั้งค่าตอบแทนให้ตัวเองต่ำมากหากเทียบกับผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ที่มีค่าตอบแทนปีละหลายสิบล้านดอลลาร์  ข้อมูลบ่งว่าค่าตอบแทนของเขาเมื่อปี 2549 เท่ากับ 100,000 ดอลลาร์  ฉะนั้นความเป็นอภิมหาเศรษฐีของเขาส่วนใหญ่จึงวัดจากค่าหุ้นที่เขาถืออยู่ใน BH ซึ่งเมื่อต้นปี 2551 มีค่าเกินกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ส่งผลให้เขาเข้าไปแทนที่บิลล์ เกตส์ ในฐานะอภิมหาเศรษฐีหมายเลข 1 ของโลกหลังจากเกตส์ครองติดต่อกันมาเป็นเวลา 13 ปี<br />
จากปี 2513 บัฟเฟตต์เขียนจดหมายถึงผู้ถือหุ้นใน BH เป็นประจำ  จดหมายเหล่านั้นพูดถึงปรัชญาและแนวคิดด้านการทำธุรกิจของเขา  เมื่อปี 2539 Lawrence A. Cunningham ได้นำจดหมายเหล่านั้นมาเรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ <a href="http://astore.amazon.com/texbooks0e-20/detail/0966446119"><strong>The Essays of Warren Buffett: Lessons for Corporate America </strong></a>ซึ่งได้รับการปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อปี 2551 เป็นหนังสือขนาด 291 โดยแยกนำเสนอเป็น 7 ภาคเสริมด้วยบทส่งท้าย</p>
<p><strong>ภาคแรก พูดถึงหลักธรรมาภิบาลของการทำธุรกิจ</strong> (Corporate Governance)  บัฟเฟตต์ มองว่าผู้บริหารคือผู้พิทักษ์เงินทุนของผู้ถือหุ้นและผู้บริหารที่ดีที่สุดต้องทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของบริษัทไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร  แต่บางครั้งผลประโยชน์ของผู้บริหารกับของเจ้าของบริษัทก็อาจขัดกันได้  บัฟเฟตต์จึงเน้นการมองหาทางเพื่อลดการขัดกันพร้อมกับทางที่จะเอื้อให้ผู้บริหารทำงานจนบรรลุเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง  ปัจจัยแรกได้แก่ความตรงไปตรงมาของผู้บริหารในการสื่อสารกับผู้ถือหุ้น  ตามหลักข้อนี้รายงานประจำปีของเขาจึงไม่ใช่จำพวกใช้กระดาษเงาวับพิมพ์ออกมาอย่างงดงาม หากเน้นข้อมูลและคำอธิบายง่าย ๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจในเรื่องราวที่เขาต้องการสื่อได้ทันที  นอกจากนั้นบัฟเฟตต์ยังเลี่ยงการคาดการณ์ในอนาคตซึ่งเขาเชื่อว่ามักนำไปสู่การตกแต่งตัวเลข</p>
<p>อีกปัจจัยหนึ่ง บัฟเฟตต์ไม่เน้นเรื่องโครงสร้างของการบริหารตามตำราซึ่งเขามองว่าไม่ค่อยมีประโยชน์  สำหรับเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดได้แก่การเลือกคนที่มีความสามารถ ซื่อสัตย์และทุ่มเทโดยเฉพาะตัวประธานผู้บริหาร หรือ CEO เนื่องจากเขามองว่าประธานผู้บริหารต่างจากพนักงานทั่วไป 3 ข้อคือ ข้อแรก ผลงานของประธานผู้บริหารวัดยากเนื่องจากมาตรฐานที่ใช้กันขาดประสิทธิภาพและง่ายต่อการปรุงแต่ง  ข้อสอง ไม่มีใครอยู่เหนือประธานผู้บริหาร ฉะนั้นผลงานของผู้อยู่เหนือนั้นก็วัดไม่ได้  และข้อสาม คณะกรรมการบริษัทก็ไม่มีบทบาทของผู้อยู่เหนือผู้บริหารอย่างแท้จริงเนื่องจากตามปกติความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายจะเป็นแบบกันเอง</p>
<p>โดยทั่วไปการทำให้ผลประโยชน์ของผู้บริหารและของผู้ถือหุ้นเป็นไปในแนวเดียวกันมักอาศัยมาตรการเช่นการให้สิทธิซื้อหุ้น การแยกหน้าที่ระหว่างประธานกรรมการบริษัทและประธานผู้บริหาร และการแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้าน เช่น ด้านตรวจบัญชีและด้านค่าตอบแทน  นอกจากนั้นสิ่งที่มักนิยมทำกันมากได้แก่การเชิญคนนอกมาเป็นกรรมการบริษัท  แต่บัฟเฟตต์มองว่า วิธีเหล่านั้นแก้ปัญหาไม่ได้ ซ้ำร้ายอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงเสียอีก  ทางออกของเขาคือ การเลือกเฟ้นประธานผู้บริหารที่สามารถทำงานได้ดีแม้จะอยู่ท่ามกลางโครงสร้างที่อ่อนแอ และต้องมีการประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อประเมินการทำงานของประธานผู้บริหารบ่อย ๆ โดยที่ไม่มีเขาร่วมประชุมด้วย</p>
<p>สำหรับการบริหารบรรดาบริษัทลูก หรือบริษัทที่ BH เป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ ประธานผู้บริหารของบริษัทลูกเหล่านั้นได้รับคำสั่งให้ยึดหลักการ 3 อย่างคือ ทำตัวเสมือนเขาเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว  บริษัทนั้นเป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวที่เขามีอยู่  และเขาไม่สามารถขาย หรือควบรวมกับใครได้ภายในเวลา 100 ปี  บัฟเฟตต์มองว่า หลักการเหล่านี้แก้ปัญหาอันเกิดจากผู้บริหารยึดเฉพาะตัวเลขผลกำไรในระยะสั้นเป็นเกณฑ์โดยปราศจากการพิจารณาปัจจัยในระยะยาว  ผู้บริหารที่ดีจะต้องมีความสามารถในการหาความสมดุลระหว่างผลกำไรในระยะสั้นกับผลที่จะเกิดขึ้นได้ในระยะยาว  บัฟเฟตต์เองก็เคยประสบเหตุการณ์ที่ต้องเลือกตัดสินใจในสภาพที่ผลกำไรในระยะสั้นขัดกับวิวัฒนาการในระยะยาวเมื่อเขาต้องปิดกิจการด้านสิ่งทอเมื่อปี 2525 เนื่องจากเขามองว่ากิจการด้านสิ่งทอในอเมริกาหมดอนาคตแล้ว  เขาเน้นย้ำเรื่องการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจที่ไม่มีความสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>บางครั้งการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของผู้บริหารกับของผู้ถือหุ้นยากแก่การมองเห็น เช่น เรื่องการกุศล  โดยทั่วไปผู้บริหารจะจัดผลกำไรส่วนหนึ่งไว้เพื่อการกุศลและเลือกองค์กรที่จะได้รับผลนั้น  แต่การเลือกองค์กรของผู้บริหารมักไม่ตรงกับผลประโยชน์ของกิจการและของผู้ถือหุ้น  BH เองไม่ทำเช่นนั้น หากจะให้บริษัทลูกทำตามที่เคยทำมาก่อนที่ BH จะเข้าไปซื้อกิจการ  นอกจากนั้นจะให้ผู้ถือหุ้นของ BH บอกว่าจะให้บริษัททำการกุศลกับองค์ใดและในจำนวนเท่าไร</p>
<p>สำหรับเรื่องการให้สิทธิซื้อหุ้นแก่ผู้บริหาร บัฟเฟตต์มองว่า นอกจากมันจะไม่มีผลในด้านการทำให้ผลประโยชน์ของผู้บริหารกับของผู้ถือหุ้นเป็นไปในแนวเดียวกันแล้ว มันยังจะปกปิดความแตกต่างระหว่างประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายนี้อีกด้วย เช่น บางบริษัทวัดผลงานและให้รางวัลสิทธิการซื้อหุ้นแก่ผู้บริหารซึ่งค่าของหุ้นนั้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเก็บผลกำไรเอาไว้ในบริษัท ไม่ใช่เพราะการนำเงินไปใช้ให้เกิดผลกำไรสูงขึ้นเป็นพิเศษ  นั่นหมายความว่า การให้สิทธิซื้อหุ้นมักทำให้ผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ในขณะที่ผู้บริหารได้ประโยชน์โดยไม่ต้องทำอะไรเลย  นอกจากนั้น การให้สิทธิซื้อหุ้นมักไม่มีเงื่อนไข ยกเลิกไม่ได้และไม่วางอยู่บนผลของการปฏิบัติงานของผู้บริหารเลย  ฉะนั้น เขาแนะนำให้ผู้ถือหุ้นตรวจตราเรื่องการให้สิทธิซื้อหุ้นอย่างถี่ถ้วน</p>
<p><strong>โปรดอ่านตอนต่อไป </strong> <em><a href="http:/the-essays-of-warren-buffett-02">The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน (2)</a></em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-01/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน (2)</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-02</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-02#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 23:33:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนังสือคือชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[วอร์เรน บัฟเฟตต์]]></category>
		<category><![CDATA[ไสวบุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[The Essays of Warren Buffett]]></category>
		<category><![CDATA[Warren Buffett]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=158</guid>
		<description><![CDATA[
บัฟเฟตต์เน้นเรื่องผลปฏิบัติงานควรเป็นฐานของการคำนวณค่าตอบแทนให้แก่ผู้บริหารซึ่งวัดโดยผลกำไรสุทธิ  หากจะใช้สิทธิซื้อหุ้น ต้องคำนวณจากการปฏิบัติงานของผู้บริหาร ไม่ใช่ผลงานของบริษัท  ทางที่ดีที่สุดคือไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้นเลยเช่นเดียวกับ BH เพราะผู้บริหารที่เก่งกาจสามารถซื้อหุ้นได้จากเงินโบนัสซึ่งจะทำให้เขาทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของจริง ๆ

สำหรับกรรมการซึ่งมีหน้าที่ด้านการตรวจบัญชีต้องทำให้ผู้ตรวจบัญชีภายนอกตระหนักว่าเขาทำงานเพื่อกรรมการ ไม่ใช่ทำเพื่อผู้บริหารและต้องตอบคำถาม 4 ข้อนี้ให้เป็นที่ประจักษ์คือ
(1) หากผู้ตรวจบัญชีเป็นผู้รับผิดชอบรายงานโดยลำพัง เขาจะรายงานอะไรแตกต่างออกไปหรือไม่
(2) หากเขาเป็นผู้ลงทุน รายงานนั้นให้ข้อมูลสำคัญ ๆ เพื่อการเข้าใจในผลงานของบริษัทหรือไม่
(3) หากเขาเป็นประธานผู้บริหาร เขาจะเปลี่ยนกระบวนการตรวจบัญชีภายในหรือไม่ และ
(4) เขารู้ไหมว่ามีการโยกย้ายรายได้ หรือรายจ่ายจากช่วงเวลาหนึ่งไปยังอีกช่วงเวลาหนึ่งหรือไม่  การกระทำเช่นนี้จะทำให้ความใกล้ชิดระหว่างประธานผู้บริหารและผู้ตรวจบัญชีซึ่งไม่มีผลดีต่อผู้ถือหุ้นยุติลง
ภาคสองพูดถึงการเงินและการลงทุนของบริษัท (Corporate Finance and Investing)  แนวคิดของบัฟเฟตต์ในด้านนี้ส่วนใหญ่ได้มาจากอาจารย์ของเขาตั้งแต่ครั้งที่เขายังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและอยู่คนละขั้วกับแนวคิดกระแสหลักซึ่งนักลงทุนโดยทั่วไปมักใช้เป็นฐานของการลงทุน  แนวคิดกระแสหลักมักอ้างถึงทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ซึ่งเสนอว่า อย่าเสียเวลาศึกษาหุ้นแต่ละตัวในตลาดหลักทรัพย์เพื่อมองหาโอกาสการลงทุนเลย  การทำเช่นนั้นสู้กระทั่งการสุ่มเลือกซื้อหุ้นก็ไม่ได้  แนวคิดนี้นำไปสู่ทฤษฎีการจัดกลุ่มหลักทรัพย์สมัยใหม่ซึ่งวางอยู่บนฐานของความเชื่อที่ว่า ตลาดมีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ถูกถ่ายทอดและนำไปสู่การปรับราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว  ฉะนั้นราคาหุ้นสะท้อนค่ามูลฐานของหุ้นนั้นอย่างแม่นยำและการแยกถือหุ้นในหลายบริษัทเป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เกิดจากการขึ้น ๆ ลง ๆ ของราคาได้เป็นอย่างดี
บัฟเฟตต์มองว่า ตลาดไม่มีประสิทธิภาพมากตามที่ทฤษฎีนั้นเชื่อและการคิดว่าความเสี่ยงหลักมาจากการขึ้น ๆ ลง ๆ ของราคานั้นผิดถนัด  ในช่วงเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา ทฤษฎีนั้นไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ในตลาดหลักทรัพย์ได้ ส่งผลให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-111" title="whiteline" src="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2009/08/whiteline.jpg" alt="whiteline" width="100" height="1" /><br />
บัฟเฟตต์เน้นเรื่องผลปฏิบัติงานควรเป็นฐานของการคำนวณค่าตอบแทนให้แก่ผู้บริหารซึ่งวัดโดยผลกำไรสุทธิ  หากจะใช้สิทธิซื้อหุ้น ต้องคำนวณจากการปฏิบัติงานของผู้บริหาร ไม่ใช่ผลงานของบริษัท  ทางที่ดีที่สุดคือไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้นเลยเช่นเดียวกับ BH เพราะผู้บริหารที่เก่งกาจสามารถซื้อหุ้นได้จากเงินโบนัสซึ่งจะทำให้เขาทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของจริง ๆ</p>
<p><span id="more-158"></span><br />
สำหรับกรรมการซึ่งมีหน้าที่ด้านการตรวจบัญชีต้องทำให้ผู้ตรวจบัญชีภายนอกตระหนักว่าเขาทำงานเพื่อกรรมการ ไม่ใช่ทำเพื่อผู้บริหารและต้องตอบคำถาม 4 ข้อนี้ให้เป็นที่ประจักษ์คือ</p>
<p>(1) หากผู้ตรวจบัญชีเป็นผู้รับผิดชอบรายงานโดยลำพัง เขาจะรายงานอะไรแตกต่างออกไปหรือไม่</p>
<p>(2) หากเขาเป็นผู้ลงทุน รายงานนั้นให้ข้อมูลสำคัญ ๆ เพื่อการเข้าใจในผลงานของบริษัทหรือไม่</p>
<p>(3) หากเขาเป็นประธานผู้บริหาร เขาจะเปลี่ยนกระบวนการตรวจบัญชีภายในหรือไม่ และ</p>
<p>(4) เขารู้ไหมว่ามีการโยกย้ายรายได้ หรือรายจ่ายจากช่วงเวลาหนึ่งไปยังอีกช่วงเวลาหนึ่งหรือไม่  การกระทำเช่นนี้จะทำให้ความใกล้ชิดระหว่างประธานผู้บริหารและผู้ตรวจบัญชีซึ่งไม่มีผลดีต่อผู้ถือหุ้นยุติลง</p>
<p><strong>ภาคสองพูดถึงการเงินและการลงทุนของบริษัท</strong> (Corporate Finance and Investing)  แนวคิดของบัฟเฟตต์ในด้านนี้ส่วนใหญ่ได้มาจากอาจารย์ของเขาตั้งแต่ครั้งที่เขายังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและอยู่คนละขั้วกับแนวคิดกระแสหลักซึ่งนักลงทุนโดยทั่วไปมักใช้เป็นฐานของการลงทุน  แนวคิดกระแสหลักมักอ้างถึงทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ซึ่งเสนอว่า อย่าเสียเวลาศึกษาหุ้นแต่ละตัวในตลาดหลักทรัพย์เพื่อมองหาโอกาสการลงทุนเลย  การทำเช่นนั้นสู้กระทั่งการสุ่มเลือกซื้อหุ้นก็ไม่ได้  แนวคิดนี้นำไปสู่ทฤษฎีการจัดกลุ่มหลักทรัพย์สมัยใหม่ซึ่งวางอยู่บนฐานของความเชื่อที่ว่า ตลาดมีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ถูกถ่ายทอดและนำไปสู่การปรับราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว  ฉะนั้นราคาหุ้นสะท้อนค่ามูลฐานของหุ้นนั้นอย่างแม่นยำและการแยกถือหุ้นในหลายบริษัทเป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เกิดจากการขึ้น ๆ ลง ๆ ของราคาได้เป็นอย่างดี</p>
<p>บัฟเฟตต์มองว่า ตลาดไม่มีประสิทธิภาพมากตามที่ทฤษฎีนั้นเชื่อและการคิดว่าความเสี่ยงหลักมาจากการขึ้น ๆ ลง ๆ ของราคานั้นผิดถนัด  ในช่วงเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา ทฤษฎีนั้นไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ในตลาดหลักทรัพย์ได้ ส่งผลให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง  การถกเถียงกันนั้นนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตเรื่องความสำเร็จของบัฟเฟตต์ซึ่งสามารถทำกำไรได้ในอัตราสูงถึงสองเท่าของตลาดติดต่อกันมาเป็นเวลาถึง 40 ปีทั้งที่ยึดหลักการลงทุนและการทำธุรกิจแบบเก่าที่เขาร่ำเรียนมาตั้งแต่สมัยอยู่ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และหากย้อนกลับไปดูผู้ใช้หลักเก่าแก่นั้นก็จะพบว่า เขาประสบความสำเร็จมาก่อนบัฟเฟตต์แล้วถึง 20 ปีด้วย  แต่นักลงทุนรุ่นใหม่ยังพากันเชื่อว่าบัฟเฟตต์เพียงโชคดี หรือไม่ก็มีข้อมูลภายในซึ่งไม่มีใครรู้</p>
<p>ส่วนบัฟเฟตต์เพียงแต่หัวเราะและเสนอให้นักลงทุนพิจารณาลงทุนเป็น 2 แนวคือ ลงทุนระยะยาวผ่านกองทุนรวมซึ่งแยกซื้อหุ้นของบริษัทที่เป็นฐานของการสร้างดัชนีชี้วัดภาวะของตลาด (index funds) และซื้อหุ้นของบริษัทที่ตนเองสามารถวิเคราะห์ได้อย่างถี่ถ้วนว่าน่าซื้อ นั่นคือ วิเคราะห์ทั้งการบริหารจัดการ ผลิตภัณฑ์ คู่แข่ง ระดับของหนี้สิน ผลประกอบการและระดับของภาษีทั้งในปัจจุบันและในอนาคต  ตามหลักและการปฏิบัติของเขา แทนที่จะใช้วิธีกระจายการถือหุ้น บัฟเฟตต์เสนอให้พิจารณากระจุกเงินทุนส่วนใหญ่ไว้ในหุ้นของสองถึงสามบริษัทซึ่งผู้ลงทุนมีความรู้อยู่บ้างและแน่ใจว่ามีการบริหารจัดการชั้นเยี่ยม</p>
<p>บัฟเฟตต์เรียนการลงทุนจากอาจารย์ชื่อ เบน แกรม และจากการทำงานกับบริษัทที่อาจารย์ผู้นั้นเป็นหุ้นส่วนซึ่งมีแนวคิดหลัก ๆ อยู่ 3 ข้อคือ ข้อแรก ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ราคา” กับ “มูลค่า” ของหุ้น  ราคาเป็นสิ่งที่ซื้อขายกันในตลาด ส่วนค่าเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อได้ไป  แต่คนส่วนใหญ่มักมองไม่เห็นและคิดว่าสองสิ่งนั้นเท่ากัน  ข้อสอง ซื้อเฉพาะหุ้นที่มี “ส่วนเผื่อความปลอดภัย” (margin of safety) สูงมาก ๆ เท่านั้น  ส่วนเผื่อความปลอดภัยหมายถึงมูลค่าหุ้นที่สูงกว่าราคาหุ้นซึ่งซื้อขายกันอยู่ในตลาด  บัฟเฟตต์ชี้ว่าการลงทุนที่ไม่ยึดความแตกต่างของสองอย่างนี้มีค่าเท่ากับการเก็งกำไร ไม่ใช่การลงทุน  เขาหลีกเลี่ยงการเก็งกำไร แต่อาจใช้เงินสดที่มีอยู่ในมือซื้อขายในต่างตลาดเมื่อพบว่าราคาของสิ่งนั้นต่างกัน (arbitrage)  หลักของการตัดสินใจว่าจะใช้เงินสดแบบนั้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัย 4 อย่างซึ่งวางอยู่บนฐานของข้อมูล ไม่ใช่ข่าวลือ นั่นคือ ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ ระยะเวลาที่จะใช้เงินนั้นทำอย่างอื่นไม่ได้ ค่าเสียโอกาสของเงิน และความเสียหายในกรณีที่เหตุการณ์นั้นไม่เกิดขึ้น  ข้อสาม ลงทุนเฉพาะในกิจการที่ผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจเท่านั้น  อย่าลงทุนตามกระแสในตลาด</p>
<p><strong>ภาคสามพูดถึงการลงทุนทางเลือกนอกเหนือจากหุ้นสามัญ</strong> (Alternatives to Common Stock)  บัฟเฟตต์นำหลักของเขาไปประยุกต์ใช้ในด้านนี้ใน 4 ทางเลือกคือ หุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือพันธบัตรขยะ (junk bonds) หุ้นกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ย (zero-coupon bonds) อนุพันธ์และเงินตราต่างประเทศ</p>
<p>นักลงทุนที่เชื่อในหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงมักอ้างถึงภาวะพื้นฐานเรื่องการมีกริชจี้อกอยู่ นั่นคือ ผู้ขับรถจะใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษในภาวะที่มีกริชผูกอยู่กับพวงมาลัยโดยให้ปลายชี้ไปที่หน้าอกของเขา  ฉะนั้นการมีหนี้สินมากจะทำให้ผู้บริหารมีความระมัดระวังมากขึ้น  นักลงทุนเหล่านี้อ้างถึงผลการวิจัยที่ยืนยันว่า ดอกเบี้ยสูงที่ได้จากหุ้นกู้จำพวกนี้ให้ผลตอบแทนเกินกว่าอัตราการเบี้ยวหนี้ที่ทำให้นักลงทุนสูญเงิน  แต่บัฟเฟตต์ชี้ให้เห็นความผิดพลาดของพวกเขาทั้งจากทางปฏิบัติและทางทฤษฎีโดยอ้างถึงการล้มละลายในอัตราสูงมากของบริษัทที่มีหนี้สินสูงในช่วงเศรษฐกิจถดถอยเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา  สำหรับในด้านทฤษฎีที่นักลงทุนอ้างถึงซึ่งวางอยู่บนสมมติฐานที่ว่าภาวะรอบด้านที่เกิดขึ้นในอดีตจะเกิดขึ้นอีกนั้น บัฟเฟตตย์แย้งว่ามันเป็นไปไม่ได้</p>
<p>สำหรับด้านหุ้นกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ย บัฟเฟตต์ชี้ให้เห็นว่า ในประวัติศาสตร์ของหุ้นกู้ชนิดนี้ ผู้ซื้อสามารถกำหนดอัตราค่าตอบแทนได้ในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยของหุ้นกู้ปกติ  ในขณะเดียวกันมันก็เอื้อให้ผู้ออกหุ้นกู้สามารถกู้เงินได้มากกว่าในกรณีที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วยเงินสดเป็นระยะ ๆ  แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อกิจการที่ออกหุ้นกู้เป็นผู้ที่มีความอ่อนแอทางการเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ถึงผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวซึ่งชำระหนี้ไม่ได้</p>
<p>อนุพันธ์เป็นตราสารใหม่ที่สร้างขึ้นจากความเคลื่อนไหวของดัชนีต่าง ๆ และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่ามันเป็นวิธีบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี  ทั้งที่ BH ซื้ออนุพันธ์บ้างเป็นครั้งคราวในจำนวนไม่มากนักเมื่อเห็นว่าการตั้งราคาต่างไปจากมูลค่าที่แท้จริงของมันอย่างแจ้งชัด แต่บัฟเฟตต์ต่อต้านเพราะโดยพื้นฐานแล้วเขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถประเมินความเสี่ยงของมันได้ และซ้ำร้ายมันอาจก่อให้เกิดการเพิ่มความเสี่ยงเนื่องจากมันโยงไปถึงหลายสิ่งหลายอย่างและสถาบันการเงินจำนวนมาก  ด้วยเหตุนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนเดียวอาจแพร่ขยายไปสู่ภาคส่วนอื่นอย่างรวดเร็วยังผลให้ทั้งระบบประสบปัญหาร้ายแรงถึงขั้นวิกฤติ  จริงอยู่บัฟเฟตต์ยอมรับว่า ทัศนคติของเขาเกี่ยวกับความเสี่ยงของอนุพันธ์อาจเกิดขึ้นจากความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแบบขนานใหญ่ที่จะทำให้บริษัทของเขาสูญสถานะของผู้มีประวัติแห่งความมั่นคงสูง แต่เขามีประสบการณ์ตรงจากการซื้อบริษัทประกันภัยมาแล้ว  บริษัทนั้นขายยากเนื่องจากมีหนี้สินระยะยาวที่สลับซับซ้อนจำนวนมากที่ใช้เวลานานกว่าจะสะสางสำเร็จ</p>
<p>ในด้านเงินตราต่างประเทศ ต้นตอของปัญหามาจากการขาดดุลชำระเงินจำนวนมากอย่างต่อเนื่องของสหรัฐอเมริกาจนทำให้ค่าของเงินดอลลาร์ตกต่ำเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น  บัฟเฟตต์มองว่า การขาดดุลเช่นนั้นมีค่าเท่ากับการโยกย้ายความมั่งคั่งของสหรัฐฯ ไปให้ชาวต่างประเทศ  ร้ายยิ่งกว่านั้น นักลงทุนจากต่างประเทศที่ลงทุนในสหรัฐฯ เริ่มได้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าการลงทุนในต่างประเทศของชาวอเมริกันแล้ว  และที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งคือ การขาดดุลนี้เกิดจากการบริโภคเกินพอดีของชาวอเมริกันซึ่งรังแต่จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจจนนำไปสู่วิกฤติการเมืองในสหรัฐฯ ได้  สภาพเช่นนี้มีผลต่อการลงทุนของ BH ซึ่งมีทรัพย์สินที่ถือไว้หลายหมื่นล้านดอลลาร์  เพื่อลดความเสี่ยงต่อการตกต่ำของค่าเงินสกุลดอลลาร์ บัฟเฟตต์เริ่มเข้าไปทำธุรกรรมในตลาดเงินตราเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2545  นอกจากนั้น BH ยังซื้อหุ้นที่ตีค่าเป็นเงินตราสกุลอื่นนอกจากดอลลาร์สหรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย</p>
<p><strong>โปรดอ่านตอนต่อไป </strong><em><a href="http:/the-essays-of-warren-buffett-03">The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน (3)</a></em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-02/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน (3)</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-03</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-03#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 23:25:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนังสือคือชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[วอร์เรน บัฟเฟตต์]]></category>
		<category><![CDATA[ไสวบุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[The Essays of Warren Buffett]]></category>
		<category><![CDATA[Warren Buffett]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=154</guid>
		<description><![CDATA[ภาคสี่ พูดถึงหุ้นสามัญ (Common Stock) ซึ่งเริ่มด้วยคำพูดที่บัฟเฟตต์ใช้กระเซ้านายหน้าค้าหุ้นผู้ติดตามเรื่องราวของ BH เมื่อวันที่หุ้นของ BH เปิดขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรกในปี 2531 ว่า เขาจะคิดว่านายหน้าประสบความสำเร็จใหญ่หลวงถ้าเขาสามารถขายหุ้นของ BH ครั้งต่อไปได้ในเวลาอีกสองปี  คำพูดนั้นสะท้อนปรัชญาพื้นฐานในการซื้อขายหุ้นของบัฟเฟตต์ นั่นคือ ซื้อเพื่อเก็บไว้ มิใช่ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งก่อให้เกิด

ความสูญเปล่าสูงมากในรูปของค่านายหน้า ค่าบริหาร และค่าคำแนะนำของนักวางแผนการเงินและที่ปรึกษาทางธุรกิจ  ในระยะหลัง ๆ นี้ยังมีค่าบริหารจัดการของอุตสาหกรรมใหม่เพิ่มเข้าไปในรูปของกองทุนเพื่อซื้อหุ้นเอกชนและกองทุนเพื่อเก็งกำไรซึ่งรวมกันแล้วเท่ากับราว 20% ของผลกำไรทั้งหมดที่บริษัทในสหรัฐฯ ทำได้ปีละประมาณ 7 แสนล้านดอลลาร์
ในขณะที่ประธานผู้บริหารคนอื่น ๆ มักต้องการให้หุ้นในบริษัทของตนซื้อขายในราคาที่สูงกว่ามูลค่าจริงของหุ้นมากที่สุด บัฟเฟตต์ต้องการเห็นหุ้นของ BH ซื้อขายกันในราคาเท่า ๆ กับมูลค่าจริงของมัน  การซื้อขายกันในราคาที่เท่า ๆ กับมูลค่าหุ้นจริงแบบนั้นหมายถึงผลประกอบการในช่วงหนึ่งตกกับผู้ถือหุ้นในช่วงนั้นซึ่งสะท้อนปรัชญาที่ว่า ผู้ถือหุ้นซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เพื่อมองหากำไรในระยะสั้น  บัฟเฟตต์เชื่อว่า การซื้อขายเพื่อหวังผลในระยะสั้นสร้างปัญหาต่อผลประกอบการในระยะยาว  ฉะนั้นเขาจะหลีกเลี่ยง
ดังที่กล่าวถึงในตอนต้น ราคาหุ้นของ BH ขึ้นจาก 4 ดอลลาร์เป็น 75,000 ดอลลาร์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ภาคสี่ </strong>พูดถึงหุ้นสามัญ (Common Stock) ซึ่งเริ่มด้วยคำพูดที่บัฟเฟตต์ใช้กระเซ้านายหน้าค้าหุ้นผู้ติดตามเรื่องราวของ BH เมื่อวันที่หุ้นของ BH เปิดขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรกในปี 2531 ว่า เขาจะคิดว่านายหน้าประสบความสำเร็จใหญ่หลวงถ้าเขาสามารถขายหุ้นของ BH ครั้งต่อไปได้ในเวลาอีกสองปี  คำพูดนั้นสะท้อนปรัชญาพื้นฐานในการซื้อขายหุ้นของบัฟเฟตต์ นั่นคือ ซื้อเพื่อเก็บไว้ มิใช่ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งก่อให้เกิด<br />
<span id="more-154"></span><br />
ความสูญเปล่าสูงมากในรูปของค่านายหน้า ค่าบริหาร และค่าคำแนะนำของนักวางแผนการเงินและที่ปรึกษาทางธุรกิจ  ในระยะหลัง ๆ นี้ยังมีค่าบริหารจัดการของอุตสาหกรรมใหม่เพิ่มเข้าไปในรูปของกองทุนเพื่อซื้อหุ้นเอกชนและกองทุนเพื่อเก็งกำไรซึ่งรวมกันแล้วเท่ากับราว 20% ของผลกำไรทั้งหมดที่บริษัทในสหรัฐฯ ทำได้ปีละประมาณ 7 แสนล้านดอลลาร์<br />
ในขณะที่ประธานผู้บริหารคนอื่น ๆ มักต้องการให้หุ้นในบริษัทของตนซื้อขายในราคาที่สูงกว่ามูลค่าจริงของหุ้นมากที่สุด บัฟเฟตต์ต้องการเห็นหุ้นของ BH ซื้อขายกันในราคาเท่า ๆ กับมูลค่าจริงของมัน  การซื้อขายกันในราคาที่เท่า ๆ กับมูลค่าหุ้นจริงแบบนั้นหมายถึงผลประกอบการในช่วงหนึ่งตกกับผู้ถือหุ้นในช่วงนั้นซึ่งสะท้อนปรัชญาที่ว่า ผู้ถือหุ้นซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เพื่อมองหากำไรในระยะสั้น  บัฟเฟตต์เชื่อว่า การซื้อขายเพื่อหวังผลในระยะสั้นสร้างปัญหาต่อผลประกอบการในระยะยาว  ฉะนั้นเขาจะหลีกเลี่ยง</p>
<div id="attachment_155" class="wp-caption aligncenter" style="width: 303px"><img class="size-full wp-image-155 " style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="Warren Buffett pic" src="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2009/08/Warren-Buffett-pic.jpg" alt="Warren Buffett " width="293" height="222" /><p class="wp-caption-text">Warren Buffett </p></div>
<p>ดังที่กล่าวถึงในตอนต้น ราคาหุ้นของ BH ขึ้นจาก 4 ดอลลาร์เป็น 75,000 ดอลลาร์ แต่ BH จ่ายเงินปันผลครั้งเดียวเพียง 10 เซนต์ต่อหุ้นและไม่เคยแตกหุ้นเลย  นั่นเป็นการสะท้อนแนวคิดด้านการใช้ผลกำไรของบัฟเฟตต์  กฎเกณฑ์ในการตัดสินใจของเขาว่าจะจ่ายเงินปันผล หรือจะเก็บผลกำไรไว้เพื่อนำไปลงทุนต่อมีอยู่ข้อเดียวคือ เงินทุนที่เก็บไว้จะต้องทำผลกำไรได้ไม่ต่ำกว่าอัตราที่นักลงทุนทั่วไปสามารถทำได้  ผู้บริหารส่วนใหญ่มักไม่ทำตามกฎข้อนี้และเก็บผลกำไรไว้เพื่อจุดมุ่งหมายอื่นที่ไม่สะท้อนผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น เช่น การสร้างอาณาจักรของตัวเองและเพื่อความสะดวกสบายในการหยิบมาใช้</p>
<p>สำหรับในด้านการซื้อหุ้นคืน เขาเห็นด้วยถ้าราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ต่ำกว่ามูลค่าจริงของหุ้นมาก ๆ  ในอดีตการซื้อหุ้นคืนไม่เกิดขึ้นบ่อยนักนอกจากโดยผู้บริหารบางคนซึ่งมองเห็นว่า ถ้ามูลค่าหุ้นสูงกว่าราคาหุ้นในราวสองเท่าจริง ๆ ไม่ว่าจะใช้เงินทำอะไรจะไม่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่าการซื้อหุ้นคืน  แต่ในระยะหลังนี้ ผู้บริหารมักซื้อหุ้นคืนด้วยราคาที่สูงกว่ามูลค่าหุ้นจริงเสียอีกเพื่อหวังจะอุ้มราคาหุ้นที่ซบเซา หรือไม่ก็เพื่อให้ได้หุ้นมาแทนหุ้นที่ออกไปในการออกตราสารสิทธิซื้อหุ้นซึ่งผู้บริหารใช้ซื้อหุ้นด้วยราคาต่ำกว่าตลาดมาก</p>
<p>ในด้านการแตกหุ้น บัฟเฟตต์เสนอให้ผู้ถือหุ้นติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะการแตกหุ้นมีผล  3 อย่างคือ มันทำให้เกิดความสูญเปล่ามากขึ้นเนื่องจากมันกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายบ่อยขึ้น  มันดึงดูดนักซื้อหุ้นเพื่อหวังผลกำไรในระยะสั้นซึ่งเน้นเรื่องราคาหุ้นเกินความจำเป็น  และสองปัจจัยที่กล่าวมานำไปสู่ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าราคาและมูลค่าจริงของหุ้น  หากไม่มีผลประโยชน์อย่างอื่นเข้ามาแทนอย่างคุ้มค่า การแตกหุ้นเป็นการกระทำที่สะท้อนความเขลา  สำหรับ BH การกระทำเช่นนั้นจะเป็นการรื้อฐานของปรัชญาที่บริษัทใช้มาตลอดเพื่อดึงดูดนักลงทุนที่ซื้อหุ้นเก็บไว้ในระยะยาว</p>
<p>นโยบายเกี่ยวกับการปันผลและราคาหุ้นที่สูงมากของ BH มีผลพวง 2 อย่างได้แก่ ผู้ถือหุ้นยกหุ้นให้ผู้อื่นได้ยากมาก และมีนักธุรกิจหัวใสใช้ผลประกอบการของ BH ออกหลักทรัพย์เทียมออกมาขายในตลาด  เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ เมื่อตอนกลางปี 2539 BH ปรับโครงสร้างทุนด้วยการขายหุ้นชั้น B ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 ใน 30 หุ้นชั้น A ที่บริษัทมีอยู่แล้ว แต่ในด้านการออกเสียงมีค่าเพียง 1 ใน 200 ของชั้น A  เนื่องจากหุ้นชั้น A สามารถเปลี่ยนเป็นชั้น B ได้ ผู้ที่ต้องการแยกยกหุ้นให้ผู้อื่นสามารถแตกหุ้นด้วยตัวเองจากชั้น A เป็นชั้น B เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายนั้นได้  และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ มันทำให้นักสร้างหลักทรัพย์เทียมหัวใสหมดโอกาสทำเงินได้จากผู้ไม่ค่อยรู้เรื่องราวของ BH อย่างลึกซึ้งและก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างราคาและมูลค่าจริงของหุ้น</p>
<p>เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดและเพื่อแสดงว่า การออกหุ้นชั้น B นั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้ต้องการถือหุ้นไว้ในระยะยาวเป็นผู้ซื้อ บัฟเฟตต์เองประกาศว่า เขาจะไม่ซื้อทั้งหุ้นชั้น A ตามราคาในตลาดและหุ้นชั้น B ตามราคาที่เสนอขายอย่างเด็ดขาด  การประกาศเช่นนั้นมีผลตามที่เขาต้องการเนื่องจากต่อมาการซื้อขายหุ้นของ BH ในตลาดหลักทรัพย์ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก</p>
<p>นักวิจารณ์พากันสงสัยว่าเพราะอะไรบัฟเฟตต์จึงทำเช่นนั้นเพราะโดยทั่วไปผู้บริหารจะประกาศว่าบริษัทขายหุ้นใหม่ในราคาน่าซื้อมาก  แต่เนื่องจากการประกาศเช่นนั้นส่งสัญญาณว่าหุ้นออกใหม่ขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงของมันและการขายหุ้นเช่นนั้นมีค่าเท่ากับการปล้นผู้ที่มีหุ้นอยู่แล้ว บัฟเฟตต์จึงถือว่ามันเป็นอาชญากรรม</p>
<p><strong>ภาคห้า</strong> พูดถึงการควบรวม (Mergers and Acquisitions)  นโยบายในด้านนี้ของ BH มีชื่อว่าวิธี “ลูกซองแฝด” นั่นคือ จะซื้อบริษัทส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดเมื่อบริษัทนั้นมีทั้งลักษณะทางเศรษฐกิจที่ดีและมีผู้บริหารที่บัฟเฟตต์ชอบ เชื่อใจและเลื่อมใส  บัฟเฟตต์เชื่อว่าการซื้อบริษัทไม่จำเป็นต้องซื้อด้วยราคาสูงเป็นพิเศษยกเว้นในสองกรณีซึ่งไม่มีโอกาสให้ซื้อบ่อยนัก นั่นคือ กรณีที่บริษัทมีธุรกิจชนิดผูกขาดซึ่งสามารถขึ้นราคาได้โดยไม่กระทบต่อการขายสินค้า และกรณีที่มีผู้จัดการซึ่งมีความสามารถเป็นพิเศษที่จะทำกำไรได้อย่างงดงามเกินธรรมดา  แต่เนื่องจากโอกาสเช่นนี้มีเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก การซื้อกิจการมาควบรวมด้วยราคาแพง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาจึงมักเกิดจากปัจจัยที่อยู่ในหัวของผู้บริหาร 3 ด้านด้วยกันคือ ความตื่นเต้นจากการได้ควบรวม ความตื่นเต้นจากการมีขนาดใหญ่ขึ้น และการสร้างวิมานในอากาศ</p>
<p>ในการซื้อบริษัทอื่น BH จะออกหุ้นใหม่ในกรณีเดียวคือ เมื่อแน่ใจว่าสิ่งที่ได้รับกับสิ่งที่ให้มีมูลค่าเท่ากัน  แต่เรื่องนี้นับวันจะทำยากขึ้นเนื่องจาก BH ซื้อบริษัทไว้มากมาย การจะให้กิจการใหม่เพิ่มมูลค่าให้แก่สิ่งที่มีอยู่แล้วนั้นยากมาก  นอกจากนั้นการออกหุ้นใหม่ก็เปรียบเสมือนการตัดส่วนหนึ่งของสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ผู้อื่นไป  โดยทั่วไปแล้ว บัฟเฟตต์มองว่าการควบรวมแบบออกหุ้นใหม่ทำได้ยากเนื่องจากการตีค่าหุ้นให้ตรงกับมูลค่าจริงของกิจการของฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายทำได้ยาก</p>
<p>บัฟเฟตต์ต่อต้านพฤติกรรมสำคัญในวงการธุรกิจที่มีค่าเท่ากับการกรรโชกทรัพย์ (green-mail) นั่นคือ ผู้บริหารถูกกดดันให้ซื้อคืนหุ้นของบริษัทที่อยู่ในมือของผู้ถือหุ้นบางคนด้วยราคาแพงเป็นพิเศษและถูกขู่ว่าถ้าไม่ซื้อ ผู้ถือหุ้นนั้นจะซื้อบริษัททั้งหมดแล้วตะเพิดผู้บริหารออกไป  จริงอยู่พฤติกรรมชนิดนี้มีผลทำให้ราคาหุ้นของผู้ถือหุ้นทั้งหมดเพิ่มขึ้น แต่บัฟเฟตต์ถือว่ามันเป็นการปล้นกันชัด ๆ  ในทำนองเดียวกันเขาต่อต้านการเข้ายึดครองบริษัทด้วยการใช้เงินกู้ที่มีชื่อเรียกว่า leveraged buy-out ซึ่งมีผลทำให้บริษัทอ่อนแอลง ต้องดิ้นรนเป็นพิเศษเพื่อหาเงินสดมาชำระหนี้ และทำให้การควบรวมมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น</p>
<p>บัฟเฟตต์มองว่า การหากิจการมาควบรวมเพื่อให้บริษัทของตนมูลค่าสูงขึ้นนั้นทำยากมากและส่วนใหญ่การควบรวมทำให้มูลค่าจริงของบริษัทลดลง  ในการพิจารณาซื้อกิจการมาควบรวม ผู้ซื้อจะต้องคำนวณเปรียบเทียบด้วยว่า ถ้าจะใช้เงินทุนนั้นทำอย่างอื่นจะได้ผลสูงกว่าหรือไม่โดยเฉพาะการแยกทุนไปซื้อหุ้นของบริษัทดี ๆ ที่มีขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์หลาย ๆ บริษัท  ในการแสวงหากิจการมาควบรวม BH มักได้เปรียบผู้อื่นเนื่องจากมีหุ้นที่มีค่าสูงและมีประวัติในการให้อิสระสูงแก่ผู้บริหารจัดการของบริษัทที่ BH ซื้อมาควบรวม</p>
<p><strong><a href="http:/the-essays-of-warren-buffett-04">โปรดอ่านตอนต่อไป </a></strong><em><a href="http:/the-essays-of-warren-buffett-04">The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน (4)</a></em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-03/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน (4)</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-04</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-04#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 23:12:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนังสือคือชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[วอร์เรน บัฟเฟตต์]]></category>
		<category><![CDATA[ไสวบุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[The Essays of Warren Buffett]]></category>
		<category><![CDATA[Warren Buffett]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=148</guid>
		<description><![CDATA[
ภาคหก พูดถึงการบัญชีและการประเมินมูลค่า (Accounting and Valuation) ซึ่งบัฟเฟตต์ต้องการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและข้อจำกัดของหลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในการสร้างความเข้าใจและการประเมินมูลค่าของกิจการและการลงทุน  เขาให้ความกระจ่างด้านความแตกต่างระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับมูลค่าทางเศรษฐกิจและแนวคิดต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาโดยเน้นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญที่สุดซึ่งทุกคนควรเข้าใจเกี่ยวกับบัญชี นั่นคือ มันเป็นเพียงรูปแบบ  ฉะนั้นมันอาจถูกตกแต่งได้  เขานำข้อเขียนของอาจารย์

ของเขาที่เขียนเมื่อราว 70 ปีก่อนมาเสนอเพื่อชี้ให้เห็นว่า การตกแต่งบัญชีแบบร้ายแรงนั้นทำกันมานานแล้วและในสมัยนี้ก็ยังมีบริษัทต่าง ๆ ทำกันอยู่  บัฟเฟตต์ย้ำว่า รายงานทางการเงินที่ดีจะต้องให้ความกระจ่างใน 3 เรื่องคือ มูลค่าของบริษัท ความสามารถในการรักษาพันธสัญญาในอนาคตของบริษัท และผลการปฏิบัติงานของผู้บริหาร  บัฟเฟตต์เสนอแนวคิดหลายย่างเพื่อทำให้รายงานทางการเงินมีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อนักลงทุนและผู้บริหารโดยเฉพาะการให้รายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับผลกำไรที่เก็บไว้ในบริษัทที่ถูกซื้อ
บัฟเฟตต์พูดถึงความแตกต่างระหว่างค่าความนิยมทางบัญชี (accounting goodwill) และค่าความนิยมทางเศรษฐกิจ (economic goodwill) อย่างละเอียดทั้งที่เรื่องนี้มักเป็นที่รู้กันทั่วไปแล้ว  ค่าความนิยมทางบัญชีหมายถึงส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกิจการกับสินทรัพย์สุทธิของกิจการนั้น  ส่วนต่างนี้ถูกลงบัญชีงบดุลไว้เป็นสินทรัพย์ซึ่งจะค่อย ๆ ทยอยตัดค่าเสื่อมสิ้นออกตามช่วงเวลาที่กำหนด  ฉะนั้นค่าความนิยมทางบัญชีจะค่อย ๆ ลดลงตามสัดส่วนที่ถูตัดออก  ส่วนค่าความนิยมทางเศรษฐกิจหมายถึงสินทรัพย์ที่เป็นนามธรรม เช่น เครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางว่าบ่งบอกถึงคุณภาพสูง  สินทรัพย์ชนิดนี้มีบทบาททำให้บริษัทสร้างกำไรได้เกินอัตราเฉลี่ย  ปริมาณของค่าความนิยมได้มาจากการประเมินส่วนเกินนั้นซึ่งมักจะเพิ่มขึ้นเรื่อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-full wp-image-111" title="whiteline" src="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2009/08/whiteline.jpg" alt="whiteline" width="100" height="1" /><br />
<strong>ภาคหก</strong> พูดถึงการบัญชีและการประเมินมูลค่า (Accounting and Valuation) ซึ่งบัฟเฟตต์ต้องการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและข้อจำกัดของหลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในการสร้างความเข้าใจและการประเมินมูลค่าของกิจการและการลงทุน  เขาให้ความกระจ่างด้านความแตกต่างระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับมูลค่าทางเศรษฐกิจและแนวคิดต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาโดยเน้นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญที่สุดซึ่งทุกคนควรเข้าใจเกี่ยวกับบัญชี นั่นคือ มันเป็นเพียงรูปแบบ  ฉะนั้นมันอาจถูกตกแต่งได้  เขานำข้อเขียนของอาจารย์<br />
<span id="more-148"></span><br />
ของเขาที่เขียนเมื่อราว 70 ปีก่อนมาเสนอเพื่อชี้ให้เห็นว่า การตกแต่งบัญชีแบบร้ายแรงนั้นทำกันมานานแล้วและในสมัยนี้ก็ยังมีบริษัทต่าง ๆ ทำกันอยู่  บัฟเฟตต์ย้ำว่า รายงานทางการเงินที่ดีจะต้องให้ความกระจ่างใน 3 เรื่องคือ มูลค่าของบริษัท ความสามารถในการรักษาพันธสัญญาในอนาคตของบริษัท และผลการปฏิบัติงานของผู้บริหาร  บัฟเฟตต์เสนอแนวคิดหลายย่างเพื่อทำให้รายงานทางการเงินมีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อนักลงทุนและผู้บริหารโดยเฉพาะการให้รายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับผลกำไรที่เก็บไว้ในบริษัทที่ถูกซื้อ</p>
<p style="text-align: justify;">บัฟเฟตต์พูดถึงความแตกต่างระหว่างค่าความนิยมทางบัญชี (accounting goodwill) และค่าความนิยมทางเศรษฐกิจ (economic goodwill) อย่างละเอียดทั้งที่เรื่องนี้มักเป็นที่รู้กันทั่วไปแล้ว  ค่าความนิยมทางบัญชีหมายถึงส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกิจการกับสินทรัพย์สุทธิของกิจการนั้น  ส่วนต่างนี้ถูกลงบัญชีงบดุลไว้เป็นสินทรัพย์ซึ่งจะค่อย ๆ ทยอยตัดค่าเสื่อมสิ้นออกตามช่วงเวลาที่กำหนด  ฉะนั้นค่าความนิยมทางบัญชีจะค่อย ๆ ลดลงตามสัดส่วนที่ถูตัดออก  ส่วนค่าความนิยมทางเศรษฐกิจหมายถึงสินทรัพย์ที่เป็นนามธรรม เช่น เครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางว่าบ่งบอกถึงคุณภาพสูง  สินทรัพย์ชนิดนี้มีบทบาททำให้บริษัทสร้างกำไรได้เกินอัตราเฉลี่ย  ปริมาณของค่าความนิยมได้มาจากการประเมินส่วนเกินนั้นซึ่งมักจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ  กิจการที่มีค่าความนิยมทางเศรษฐกิจสูงจะได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อน้อยกว่ากิจการที่มีค่าความนิยมทางเศรษฐกิจต่ำ</p>
<p style="text-align: justify;">การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างค่าความนิยมสองชนิดนี้นำไปสู่ข้อเสนอเรื่องการปรับเปลี่ยนการทำบัญชีที่มีการโต้เถียงกันมาเวลานาน นั่นคือ การควบรวมของบริษัทอาจทำบัญชีได้ในสองรูปแบบ จะทำแบบไหนขึ้นอยู่กับการมองว่าบริษัทหนึ่งซื้ออีกบริษัทหนึ่ง หรือมองว่าทั้งสองเข้ามารวมตัวกัน  หากมองว่าเป็นการซื้อ ผลประกอบการจะต้องถูกหักออกด้วยค่าเสื่อมสิ้นเป็นเวลานาน  ด้วยเหตุนี้ผู้บริหารจึงนิยมมองว่ามันเป็นการรวมตัวกันซึ่งจะไม่ทำให้ผลประกอบการถูกลด  แต่นักการบัญชีที่แท้จริงเห็นว่าไม่น่าให้ทำได้  บัฟเฟตต์เสนอทางออกว่า ให้บันทึกค่าความนิยมไว้ในบัญชี แต่ไม่ต้องบังคับให้หักค่าเสื่อมสิ้นออกจากผลประกอบการในอนาคตโดยอัตโนมัติ  ข้อเสนอนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้สองฝ่ายพอใจ มันยังจะทำให้เกิดบัญชีที่ตรงกับความเป็นจริงอีกด้วย  ข้อเสนอนี้ในที่สุดได้รับการยอมรับในวงการบัญชี</p>
<p style="text-align: justify;">บัฟเฟตต์ให้ความสำคัญต่อมูลค่าในตัว (intrinsic value) ซึ่งต่างกับมูลค่าตามบัญชีและราคาซื้อขายในตลาด  ความแตกต่างนี้ยากแก่การคำนวณ ทั้งนี้เพราะการคำนวณหาค่าในตัวนั้นยากมากทั้งที่มันมีคำจำกัดความแน่นอนว่า “ค่าปัจจุบันของเงินสดที่จะนำออกไปจากกิจการได้ในช่วงเวลาที่กิจการนั้นยังดำรงอยู่”  ความยากเกิดจากการประเมินเงินสดที่จะได้มาในอนาคตและความเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย  ในการประเมินค่า บัฟเฟตต์ยึดหลักที่อีสปสอนไว้ตั้งแต่สมัยโบราณกาลที่ว่า “นกหนึ่งตัวในมือมีค่าเท่ากับนกสองตัวในป่า” นั่นคือ การประเมินเป็นการนับเงินสด ไม่ใช่นับความหวังหรือความฝันซึ่งคนในยุคนี้มักนิยมทำกันจนนำไปสู่การเกิดฟองสบู่เป็นระยะ ๆ  อย่างไรก็ตามดูจะยังไม่มีใครได้บทเรียนในเรื่องนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ภาคเจ็ด </strong>พูดถึงนโยบายทางการบัญชีและเรื่องภาษี (Accounting Policy and Tax Matters)  ตามธรรมดาหลักการบัญชีที่ยอมรับกันทั่วไปก็มีปัญหามากพออยู่แล้ว แต่ยังมีคนจำนวนหนึ่งซึ่งสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นด้วยวิธีต่าง ๆ รวมทั้งการตั้งใจโกงด้วย  ฉะนั้นข้อเสนอที่จะปรับเปลี่ยนวิธีทำบัญชีที่จะนำไปสู่ความซื่อตรงจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา  ล่าสุดมีข้อเสนอที่ชื่อว่า “การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง” ซึ่งรวมหลายสิ่งหลายอย่างไว้โดยเฉพาะการทำสิ่งที่มีค่าเท่ากับการตกแต่งบัญชี  ด้วยเหตุนี้บางทีผู้ที่มีความซื่อตรงต้องให้ข้อมูลนอกเหนือจากส่วนที่ถูกบังคับซึ่งบัฟเฟตต์เองทำเป็นประจำ เช่น การแยกแยะข้อมูลอย่างละเอียดซึ่งตามหลักการไม่จำเป็นต้องทำ แต่เขาทำเพราะถ้าเขาเป็นผู้ดูบัญชีของผู้อื่น เขาต้องการเห็นข้อมูลเหล่านั้น  บัญชีที่แนบไปกับการจ่ายภาษีของเขาเมื่อ 2546 จึงมีเกือบ 9,000 หน้า<br />
การปฏิบัติเกินเช่นนี้บางทีก็นำไปสู่การยอมรับกันโดยทั่วไป เช่น การบันทึกพันธสัญญาที่จะให้ผลประโยชน์แก่พนักงานเกษียณซึ่งไม่เคยต้องทำมาก่อน  เกี่ยวกับประเด็นนี้ บัฟเฟตต์เล่าว่าเขาพยายามหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีพันธสัญญามาก ๆ แม้พันธสัญญานั้นจะไม่ปรากฏในบัญชีก็ตาม  ครั้งหนึ่งเขาเกือบจะซื้อบริษัทหนึ่งซึ่งมีพันธสัญญาที่จะต้องจ่ายในอนาคตจำนวนมาก  เขาโชคดีที่การซื้อบริษัทนั้นประสบอุปสรรคเสียก่อน  ต่อมามีบริษัทอื่นยื่นมือเข้ามาซื้อและเพียงไม่นานก็พบว่าสิ่งที่ซื้อไปไม่มีค่าเพราะต้องล้มละลาย  ด้วยเหตุผลเดียวกัน เขาต่อต้านการประกันตัวเองเนื่องจากผลประกอบการในบัญชีวันนี้อาจดูดี  หากเมื่อถึงวันต้องจ่าย ความเสียหายอาจใหญ่หลวงเกินคาด  ทั้งที่บัญชีมีข้อจำกัด แต่บัฟเฟตต์เชื่อว่ามันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและข้อมูลทางการเงินมีประโยชน์ต่อนักลงทุนสูง</p>
<p style="text-align: justify;">ในตอนสุดท้าย บัฟเฟตต์พูดถึงประโยชน์ทางภาษีที่เกิดจากการลงทุนระยะยาวเนื่องจากภาษีกำไรส่วนทุนจะถูกเก็บก็ต่อเมื่อเขาขายกิจการที่ซื้อมา  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกิจการของเขามักทำกำไรได้อย่างงดงาม ในปี 2546 บริษัทของเขาต้องจ่ายภาษีถึง 3.3 พันล้านดอลลาร์ซึ่งคิดเป็นราว 2.5% ของภาษีเงินได้ที่บริษัทในสหรัฐฯ ทั้งหมดจ่าย  นั่นเป็นการจ่ายในอัตราสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ แต่เขาเต็มใจเพราะเขามองว่าเขามีโอกาสทำเงินได้มากกว่าผู้อื่นทั้งที่ใช้ความพยายามพอ ๆ กัน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ในบทส่งท้าย</strong> บัฟเฟตต์บอกว่าเขาจะทำสิ่งที่เขาทำมาแล้วต่อไป นั่นคือ ถือครองทุกอย่างไว้เพื่อผลในระยะยาว  แต่เขาบอกผู้ถือหุ้นใน BH ว่า ในอนาคตโอกาสที่จะเติบโตต่อไปในอัตราของอดีตย่อมเป็นไปไม่ได้เนื่องจากมันผิดธรรมชาติที่บริษัทเดียวจะขยายตัวสูงกว่าผู้อื่นตลอดกาล  เขายกตัวอย่างว่า ตามอัตราการขยายตัวของแบคทีเรีย หากมันไม่ตาย ภายในสองวันน้ำหนักของพวกมันรวมกันจะเท่ากับน้ำหนักดวงอาทิตย์  ฉะนั้น หากมันไม่ตายด้วยตัวเอง จะต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้พวกมันตาย  เขาจะรักษาทรัพย์สินส่วนใหญ่ไว้ในรูปของหุ้นใน BH ต่อไปและได้ระบุไว้ในพินัยกรรมของเขาว่า หลังเขาตายให้นำทรัพย์สินของเขาทั้งหมดไปใช้ในการกุศลภายใน 10 ปี</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ข้อสังเกต: </strong>จดหมายที่นำมารวมไว้ในหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นก่อนวันที่บัฟเฟตต์จะตกลงให้มูลนิธิของบิลล์ เกตส์ เป็นผู้นำทรัพย์สินของเขาไปใช้เพื่อการกุศล  บิลล์ เกตส์เคยพูดว่า การใช้เงินให้เกิดประโยชน์ตามจุดมุ่งหมายนั้นยากกว่าการทำเงิน  ต้องคอยดูต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังบัฟเฟตต์จากโลกนี้ไป  เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มาจากคำพูดของบัฟเฟตต์เอง ผู้ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตและแนวคิดของเขาเพิ่มขึ้นอาจไปอ่านเรื่อง The Snowball: Warren Buffett and the Business of Life โดย Alice Schroeder ซึ่งพิมพ์เมื่อเดือนกันยายน 2551 และมีความยาวสมกับความร่ำรวยของเขาคือ เกือบ 1,000 หน้า  นอกจากนั้นยังมีการรวบรวมข้อคิดของเขาออกมาในรูป “บัญญัติ 10 ประการ” โดย Michael Brush เผยแพร่ไปตามสื่อต่าง ๆ เมื่อต้นเดือนมกราคา 2552  แม้บริบทของเนื้อหาจะเป็นวงการธุรกิจในสหรัฐอเมริกา แต่แนวคิดของบัฟเฟตต์ส่วนใหญ่น่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสังคม</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-full wp-image-149" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="Warren Buffett house" src="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2009/08/Warren-Buffett-house.jpg" alt="Warren Buffett house" width="293" height="220" /><span style="color: #993300;"> </span></p>
<p style="text-align: justify;">ความโดดเด่นเป็นพิเศษของบัฟเฟตต์ที่สื่อมักพูดถึงบ่อย ๆ คือ ความมัธยัสถ์ของเขา  แม้จะร่ำรวยจนถึงขั้นเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่เขายังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมซึ่งเขาซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเพิ่งก่อร่างสร้างตัว  บ้านได้รับการต่อเติมบ้างเป็นบางส่วน แต่ก็ไม่ถึงกับใหญ่โตหรือโอ่อ่าเฉกเช่นของมหาเศรษฐีส่วนใหญ่  การดำเนินชีวิตแบบนี้ค่อนข้างย้อนยุค แต่จากข่าวที่พอหาอ่านได้ เขาก็ดูจะมีความสุขไม่น้อยกว่าผู้อื่น  แน่ละ สิ่งที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษของบุคคลผู้นี้ก็คือ ความมีน้ำใจที่จะอุทิศทรัพย์สมบัติเกือบทั้งหมดให้แก่การแก้ปัญหาของมนุษยชาติ.</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993300;"><strong>&lt;&lt; </strong>บ้านแบบของวอร์เรน บัฟเฟตต์ซึ่งเป็นบ้านแบบของคนอเมริกันชั้นกลางซึ่งไม่มีกระทั่งรั้วหน้าบ้าน</span></p>
<p style="text-align: center;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2009/08/The-Essay-of-Warren-Buffett.pdf"><img class="aligncenter" src="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2009/08/acrobat.gif" alt="" width="32" height="32" /></a></p>
<h3 style="text-align: justify;"><span style="color: #993300;">ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม (pdf)The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน คลิกที่ภาพด้านซ้าย</span></h3>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/the-essays-of-warren-buffett-04/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
