ปีใหม่ – ขอทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจกับความสุข

บทความนี้เขียนระหว่างช่วงต่อของปี 2552 และปี 2553 เพื่อลงพิมพ์หลังวันขึ้นปีใหม่ หวังว่ายังไม่สายเกินไปที่จะส่งความปรารถนาดีและไมตรีจิตรถึงผู้อ่านในเทศกาลส่งความสุข วันนี้ขออนุญาตชี้แจงเรื่องเบื้องต้น 4 เรื่องเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันเพราะมันมีความสำคัญต่อการอ่านวิวัฒนาการด้านเศรษฐกิจและการประเมินนโยบายต่อไปในวันข้างหน้า

สนิมของทองคำ

ณ วันนี้ผู้ที่ลงทุนซื้อทองคำเก็บไว้เมื่อหลายปีก่อนคงนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับกำไรที่ทำได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อไว้เป็นเวลากว่าห้าปี เนื่องจากไม่มีการลงทุนหรือการเก็งกำไรชนิดไหนในช่วงห้าปีที่ผ่านมาจะทำกำไรได้ถึงสามเท่าของเงินทุนเช่นการซื้อทองคำ แต่ผู้ที่เพิ่งซื้อเมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมาคงจะตกอยู่ในภาวะหายใจไม่ค่อยทั่วท้องบ้างเป็นครั้งคราว ภาวะเช่นนี้จะคงอยู่ต่อไปแม้จะมีผู้ทำนายว่าราคาทองคำจะยังเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้เพราะในเวลาเดียวกันมีผู้แย้งว่า ย้อนไปห้าปีบรรดาผู้เชี่ยวชาญก็พากันยืนยันอย่างแข็งขันว่าราคาบ้านในอเมริกาจะไม่มีทางตก เนื่องจากผมไม่มีความสามารถที่จะฟันธงลงไปว่าราคาทองคำจะวิวัฒน์ไปทางไหน ผมจะไม่เขียนถึงเรื่องราคาในอนาคต แต่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลพวงที่ทองคำทำให้เกิดขึ้น

ธนาคารกับวันสิ้นโลก

คอลัมน์นี้อ้างถึงเหตุการณ์วันสิ้นโลก 2012 หลายครั้งรวมทั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมาด้วย ช่วงนี้พอดีผมเดินทางไปในย่านฮอลลีวูด จึงถือโอกาสไปดูภาพยนตร์เรื่องวันสิ้นโลก 2012 ซึ่งกำลังสร้างความสนใจ การไปดูที่นั่นเพิ่มบรรยากาศขึ้นมากเนื่องจากมีโอกาสคุยกับผู้อยู่ในวงการภาพยนตร์และฉากใหญ่ ๆ เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย
สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ดูภาพยนตร์ ขอเรียนว่า 2012 ซึ่งตรงกับ พ. ศ. 2555 เป็นปีที่มีผู้ทำนายว่าจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เริ่มด้วยชาวมายาซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในอเมริกากลาง ตามด้วยชาวฝรั่งเศสชื่อนอสตราดามุสซึ่งเขียนคำทำนายไว้เมื่อราว 500 ปีก่อน และพระสงฆ์ไทยชื่อฐิติลาโภ ภิกขุ ซึ่งเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เพียงไม่กี่เดือน อย่างไรก็ตามทั้งสามไม่ได้อธิบายว่าอะไรจะก่อให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จึงทำให้คาดเดากันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าลูกอุกาบาตขนาดยักษ์จะพุ่งชนโลก บ้างก็ว่าโรคร้ายจะทำให้คนตายนับพันล้านคน ส่วนภาพยนตร์เรื่องนั้นใช้การปะทุใหญ่หลวงของดวงอาทิตย์เป็นต้นเหตุที่ทำให้แกนของโลกละลาย ส่งผลให้แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดและเกิดคลื่นยักษ์ทั่วไปจนทำให้โลกประสบวันสิ้นสุด

บทเรียนจากการเปลี่ยนระบบคอมมิวนิสต์เป็นตลาดเสรี

ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบลผ่านมาเมืองไทยเมื่อปลายเดือนสิงหาคม  เรื่องราวและข้อคิดของเขาได้รับการเผยแพร่  แต่ไม่มีใครพูดถึงประเด็นหนึ่งซึ่งคล้ายการเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยที่ให้บทเรียนสำคัญ  ประเด็นนั้นมาจากประสบการณ์ที่เขาเล่าไว้ในหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents และ Making Globalization Work ซึ่ง ประชาชาติธุรกิจ เคยนำบทคัดย่อมาเสนอและในปัจจุบันอาจดึงออกมาอ่านได้จากเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com
ย้อนไปในยุคอุตสาหกรรม โลกเห็นการเปลี่ยนระบบตลาดเสรีให้เป็นคอมมิวนิสต์ เช่น ในรัสเซียหลังปี ๒๔๖๐ และในเมืองจีนเมื่อปี ๒๔๙๒  เมื่อโลกเดินเข้ายุคสารสนเทศและสงครามเย็นสิ้นสุดลงในปี ๒๕๓๒ ดินแดนของผู้แพ้สงครามนั้นถูกเปลี่ยนจากระบบคอมมิวนิสต์ให้เป็นระบบตลาดเสรี  เนื่องจากการเปลี่ยนเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โลกจึงขาดประสบการณ์ยังผลให้ผู้เชี่ยวชาญแตกออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายแรกคิดว่าควรปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะเห็นว่าประเทศคอมมิวนิสต์ขาดกฎเกณฑ์และสถาบันเบื้องต้นของระบบตลาดเสรี เช่น กฎเกณฑ์ของการแข่งขัน ข้อปฏิบัติของสถาบันการเงินและกฎหมายล้มละลาย  ยิ่งกว่านั้นชาวรัสเซียซึ่งถูกปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์มา ๗๒ ปี ไม่เคยต้องตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองเลย ได้แต่รอฟังคำสั่งจากรัฐบาล  พวกเขาต้องใช้เวลานานในการเรียนรู้และตัดสินใจทำอะไร ๆ ด้วยตัวเอง  ฝ่ายที่สองต้องการให้เปลี่ยนทุกอย่างทันที  ฝ่ายนี้มีกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่และมีไอเอ็มเอฟเป็นลิ่วล้อจึงเป็นฝ่ายชนะ

ฟื้นขึ้นมาเพื่อรอเวลาตายอย่างเขียด

ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญดูจะเห็นพ้องต้องกันว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณของการฟื้นคืนชีพแล้ว หัวจักรใหญ่ที่ขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้แก่จีน ยิ่งกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญยังคาดการณ์ว่า จีนจะเป็นหัวจักรที่พาเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัวต่อไปอีกด้วย แต่ในขณะนี้ดูจะไม่มีใครแสดงความสงสัยออกมาเลยว่า จะขยายตัวกันไปแบบไม่มีที่สิ้นสุดเพื่ออะไร นั่นหมายความว่าการบริโภคและการใช้ทรัพยากรโลกจะเพิ่มขึ้นถึงแม้ว่าการบริโภคบางอย่างจะมีแต่ทางเสียก็ตาม เช่น การสูบบุหรี่และนำมอเตอร์ไซค์ไปขี่แข่งกันเพื่อเผาน้ำมันเล่น

ข้อคิดจากโจเซฟ สติกลิตซ์ เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

หลังกลับจากเมืองไทยเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ดร.โจเซฟ สติกลิตซ์ เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ในสหรัฐอเมริกามีเนื้อหาเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบัน
เราอาจนำบางประเด็นมาประกอบการพิจารณาเพื่อตัดสินใจว่าควรทำอย่างไร เขามองว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะยังซบเซาต่อไปอีกหนึ่งถึงสองปี ฉะนั้นการเก็บภาษีจะยังได้ในระดับต่ำ ทำให้งบประมาณของรัฐบาลขาดดุลสูงต่อไปเนื่องจากรัฐบาลยังมีโครงการใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การขาดดุลนั้นย่อมทำให้หนี้สินของรัฐบาลเพิ่มขึ้น แต่เขามองว่านั่นไม่ใช่ปัญหาที่น่าวิตกตราบใดที่การใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการ ลงทุนที่มีผลตอบแทนสูง

เศรษฐกิจจะฟื้นเมื่อไร จะลงทุนอย่างไร

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อรายงานเรื่องนักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบล พอล ครุกแมน ออกมาบอกว่าวิกฤติเศรษฐกิจทุเลาลงแล้ว เศรษฐกิจจะไม่ถดถอยต่อไปจนถึงระดับแสนสาหัสดังเมื่อครั้งที่เกิดขึ้นหลัง ตลาดหุ้นสหรัฐล่มสลายเมื่อปลายปี 2472 แต่เขาบอกด้วยว่าคงใช้เวลาอีกนานก่อนที่มันจะฟื้นคืนชีพ ก่อนหน้านั้นไม่นาน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังบางคนของไทยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะยังตกต่ำต่อไป ซึ่งต่างกับมุมมองของรัฐบาลที่ว่าอีกไม่นาน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติและทางแก้

1.
.
วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้มีความร้ายแรงมากจนดูจะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นอย่างแจ้งชัดว่าที่มาของมันคืออะไร ความสนใจมักมุ่งไปที่หนี้ด้อยมาตรฐานซึ่งเกิดจากชาวอเมริกันกู้เงินไปซื้อบ้านจนทำให้สถาบันการเงินสั่นคลอนเพียงอย่างเดียว จริงอยู่หนี้จำนวนมหาศาลนั้นเป็นปัญหาใหญ่ แต่มันเป็นเพียงชนวนจุดวิกฤติเท่านั้น มิใช่ปัจจัยพื้นฐานของวิกฤติ จากมุมมองของวิวัฒนาการ วิกฤติครั้งนี้มีปัจจัยพื้นฐาน 4 ปัจจัยและปัจจัยขับเคลื่อนอีก 4 ปัจจัยซึ่งเสริมกันและกัน ปัจจัยพื้นฐานได้แก่ทรัพยากร จำนวนประชากรโลก การบริโภคของแต่ละคนและเทคโนโลยี ส่วนปัจจัยขับเคลื่อนได้แก่ทัศนคติต่อหนี้สิน ระบบตลาดเสรีแบบตกขอบ ทัศคติต่อสายงานและนวัตกรรมทางการเงิน

ทุนนิยมสามานย์ … แน่หรือ ?

บ่อยครั้งในระหว่างที่มีการถกเถียงกันทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ระบบทุนนิยมถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของความเลวร้าย จนได้สมญาว่าเป็น “ทุนนิยมสามานย์” อย่างไรก็ตามหากถามผู้เปล่งคำนั้นออกมา เขามักจะตอบอย่างแจ้งชัดไม่ได้ว่า ระบบทุนนิยมคืออะไร และทำไมมันจึงชั่วช้าจนเข้าขั้นสามานย์ จึงขอนำประวัติของระบบทุนนิยมมาเล่าคร่าวๆ เพื่อเป็นฐานสำหรับการพิจารณาแบบใช้ปัญญาว่า ระบบนั้นสามานย์จริงหรือไม่

การดำเนินชีวิต ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

เนื่องจากแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นทั้งปรัชญาสำหรับพัฒนาประเทศ และสำหรับดำเนินชีวิตของบุคคล จะดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะเรียกว่าปฏิบัติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นข้อกังขาอันดับแรก วิธีคิดง่ายๆ ได้แก่การพิจารณาว่า มนุษย์เราประกอบด้วยสองส่วน คือ ร่างกาย และจิตใจ ซึ่งต่างต้องได้รับการตอบสนอง ร่างกายจะอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อมีสิ่งหล่อเลี้ยงตามที่ธรรมชาติกำหนดมา
ฉะนั้นเราต้องแสวงหาให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ร่างกายต้องการด้วยวิธีที่สังคมยอมรับ เมื่อใดได้มา ครบถ้วน เมื่อนั้นร่างกายจะอยู่ในสภาพ “เพียงพอ” และในระหว่างที่ร่างกายอยู่ในสภาพเพียงพอนั้น ถ้าเรารู้สึกพอใจพร้อมกันไปด้วย แสดงว่าเรามีความ “พอเพียง” การดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงต้องมีทั้งความ “เพียงพอ” ทางร่างกาย และ “พอเพียง” ทางจิตใจ ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนให้เข้าใจ และเกิดวินัยที่จะปฏิบัติตามความเข้าใจนั้นๆ
ในระดับพื้นฐานความต้องการของร่างกาย ถูกกำหนดขึ้นโดยธรรมชาติว่าจะต้องมีอย่างน้อยปัจจัยสี่ อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้ทุกคนจะต้องมี อย่างครบถ้วนจึงจะเรียกได้ว่ามีอย่าง “เพียงพอ” ในด้านอาหาร จริงอยู่เราอาจไม่รู้อย่างละเอียดยิบว่าอาหารแต่ละอย่างให้อะไรเราบ้าง แต่การศึกษาเบื้องต้นบอกเราว่า ถ้าเรารับประทานอาหารหลากหลายและให้ครบทุกหมวดหมู่ โอกาสที่ร่างกาย จะได้รับทุกอย่างครบถ้วนมีอยู่สูง นั่นหมายความว่าถ้าเรามีทางเลือก เราต้องมีทั้งความเข้าใจ และวินัยที่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า ทางโภชนาการสูง ในปริมาณพอควร ไม่มาก เกินไป จนก่อให้เกิดความอ้วน และไม่เลือกรับประทานอาหารเพราะความอร่อยหรือทันสมัย โดยไม่คิดถึงคุณค่าทางโภชนาการ
เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีเรื่องจริงเกี่ยวกับน้าสาวกับหลานชายจากปลายทุ่งอยุธยาซึ่งมีทั้งปลาและพืชผักพื้นบ้านอุดมสมบูรณ์ [...]

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.