คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๙ การมอบหนังสือ ๓ เล่มให้กัลยาณมิตร

ผมเอ่ยถึงในโอกาสต่าง ๆ ว่าในช่วงนี้ผมมีหนังสือ ๓ เล่มที่จะมอบให้กัลยาณมิตร เล่มแรกชื่อ สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน ซึ่ง คุณพิพัฒน์ เศวตวิลาศ กรรมการผู้จัดการบริษัทโอเรกอนอลูมีเนียม จัดพิมพ์ และได้มอบให้กัลยาณมิตรไปส่วนหนึ่งแล้ว เนื้อหาของหนังสือเป็นกรอบและแนวปฏิบัติตามพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง
เล่มที่สองชื่อ ทางข้ามเหว: แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย ซึ่ง พญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร จัดพิมพ์และได้มอบให้กัลยาณมิตรไปส่วนหนึ่งแล้วเช่นกัน เนื้อหาของเล่มนี้เป็นแนวนโยบายที่ผมเสนอให้ผู้บริหารประเทศพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไปสู่แนวเศรษฐกิจพอเพียง
เล่มที่สามชื่อ มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน ซึ่งผมจัดพิมพ์เอง เนื้อหาของเล่มนี้เป็นการอ่านวิวัฒนาการของเมืองไทยจากความประทับใจของผมที่เกิดขึ้นในการทำกิจกรรมจำพวกทดแทนคุณแผ่นดินในช่วงปี ๒๕๔๑-๒๕๕๑
ผมได้มอบหนังสือทั้งสามเล่มให้ผู้สนใจในโอกาสต่าง ๆ ไปบ้างแล้วรวมทั้งในการไปบรรยายในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ในการไปจังหวัดพัทลุงเพื่อร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของโรงเรียนที่นั่น และในการไปเยี่ยมบ้านเกิดในจังหวัดชัยภูมิของคุณโสภณ ฦาชา ในขณะนี้คุณพิพัฒน์ คุณหมอนภาพรและผมยังมีหนังสือทั้งสามเล่มเหลืออยู่ในมือและตั้งใจจะมอบให้ผู้ที่สนใจจะอ่านไปเรื่อย ๆ
ผู้ที่อยู่ในย่านจังหวัดลพบุรีอาจไปขอรับได้จาก ผศ. ทัศนีย์ กระต่ายอินทร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ส่วนผู้ที่อยู่ในย่านอำเภอบ้านนา [...]

คุยกับผู้อ่านครั้ง ๘ – การประกวดการอ่านที่บ้านนาครั้งที่ ๔

กิจกรรมส่งเสริมการอ่านของโรงเรียนชั้นประถมในอำเภอบ้านนาซึ่งมูลนิธินักอ่านบ้านนาให้การสนับสนุนประจำปีการศึกษา ๒๕๕๒ ได้ยุติลงเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคมที่ผ่านด้วยการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน ๒๗ คน นักเรียนทั้ง ๒๗ คนนี้เป็นตัวแทนของโรงเรียนชั้นประถมที่อยู่ในโครงการส่งเสริมการอ่านซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๓๖ แห่ง
เมื่อตอนต้นปีการศึกษา มูลนิธิฯ ได้มอบหนังสือจำนวนหนึ่งให้แก่โรงเรียนทั้งหมดไปรวมทั้งหนังสือชื่อ โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน ซึ่งจะใช้เป็นหนังสืออ่านเพื่อชิงทุนการศึกษาด้วย และบอกทางโรงเรียนว่าให้จัดหานักเรียนหนึ่งคนผ่านการอ่านแข่งขันกันภายในเพื่อจะส่งไปชิงทุนการศึกษาในเดือนมกราคม ปีนี้มีโรงเรียนส่งตัวแทนไปเข้าชิงทุนซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๒๒-๒๓ มกราคม ที่โรงเรียนวัดโพธิ์แก้วเบญจธาราม ๒๗ คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้นประถม ๖ โรงเรียนวัดโพธิ์แก้วมีสถานที่กว้างพอจัดงานได้เพราะเป็นโรงเรียนขยายโอกาส
กระบวนการชิงทุนการศึกษาในวันที่ ๒๒-๒๓ มกราคมมีดังนี้
ในวันที่ ๒๒ นักเรียนทั้ง ๒๗ คนได้รับเวลาบนเวทีคนละ ๑๐ นาทีเพื่อสรุปเนื้อหาและวิจารณ์หนังสือ โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน ให้คณะกรรมการฟัง หลังจากนั้น คณะกรรมการคัดเลือกนักเรียนที่นำเสนอได้ดีที่สุดไว้ ๘ คนเพื่อให้คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งสัมภาษณ์เป็นรายบุคคลในตอนเช้าของวันที่ ๒๓ ในการสัมภาษณ์นี้นักเรียนแต่ละคนได้รับเวลา ๑๕ นาทีซึ่งคณะกรรมการจะเลือกถามเกี่ยวกับอะไรก็ได้ที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นเพื่อจะให้แน่ใจว่านักเรียนได้อ่านมาจริงและเข้าใจในเนื้อหาอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่ท่องบทสรุปที่ครูอาจเขียนให้มาเสนอบทเวที หลังจากนั้นคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาไทย ๓ [...]

เป็นเงาะป่าช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผมเขียนเรื่องนี้สำหรับน้อง ๆ ที่อ่านนิตยสารครอบครัวพอเพียงนานแล้ว ขอนำมาเล่าต่อเพราะเห็นว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อม ๆ กับพิจารณาหางานอดิเรก
ผู้เคยอ่านวรรณกรรมเรื่องสังข์ทองย่อมจำได้ว่า ก่อนถอดรูปออกมาเป็นชายร่างงาม สังข์ทองซ่อนอยู่ในร่างของเงาะป่า เมื่อรจนาเลือกเงาะป่าเป็นคู่ครอง ทั้งสองถูกขับไล่ออกไปอยู่ปลายนา เงาะป่าปลูกเผือกปลูกมันเป็นอาหารเลี้ยงชีวิต ย้อนไปในสมัยที่สิ่งแวดล้อมของโลกยังไม่ตกอยู่ในภาวะทรุดโทรมเช่นในปัจจุบัน การรับประทานเผือกและมันไม่มีนัยสำคัญทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก มาถึงยุคนี้ สภาพแวดล้อมมีปัญหา การรับประทานเผือกและมันแทนการรับประทานข้าวเสียบ้างจะเป็นทางช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งได้ธาตุอาหารเพิ่มขึ้นด้วย
เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ?
คำตอบคือ ข้าวใช้น้ำและพลังงานมากกว่าเผือกและมัน คงเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่า การปลูกข้าวต้องใช้น้ำมากเนื่องจากต้นข้าวขึ้นในนา ส่วนเผือกและมัน ไม่ว่าจะเป็นมันเทศ มันสำปะหลัง มันฝรั่งหรือมันเสา ล้วนขึ้นบนบก การศึกษาพบว่าการปลูกข้าวต้องใช้น้ำราว ๔ เท่าของการปลูกพืชจำพวกเผือกและมัน ฉะนั้น การรับประทานเผือกและมันแทนข้าวจะลดการใช้น้ำได้มาก นอกจากนั้น ข้าวยังใช้พลังงานมากกว่าเผือกและมันเนื่องจากเรานำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวจากทุ่งนามาหุงต้มทันทีไม่ได้ เราต้องสีและซ้อมเสียก่อนซึ่งต้องใช้พลังงาน ยิ่งถ้าเราต้องการนำข้าวไปทำเป็นแป้ง เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวและเป็นเส้นขนมจีนด้วยแล้ว เราต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกหลายทอด ส่วนเผือกกับมันนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวได้ เรานำมาต้มมานึ่งได้ทันที เราจึงใช้พลังงานเพียงครั้งเดียว การใช้พลังงานเผาผลาญเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน
เนื่องจากความตระหนักทั้งในด้านคุณค่าของอาหารและในด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม [...]

คุยกับผู้อ่าน (6) ข่าวดีเกี่ยวกับหนังสือเรื่อง Collapse ของ Jared Diamond

จากวันที่ผมอ่านหนังสือเรื่อง Collapse จบ ผมนึกอยู่เสมอว่า หนังสือเล่มนี้เป็นสารคดีที่ยอดเยี่ยมที่สุดเล่มหนึ่งซึ่งผมได้อ่านและจะทำอย่างไรคนไทยจึงจะมีโอกาสได้อ่านกันอย่างทั่วถึง
ผมได้ทำบทคัดย่อลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจและต่อมาสำนักพิมพ์โอ้พระเจ้าได้นำบทคัดย่อนั้นไปรวมไว้ในหนังสือชื่อ กะลาภิวัตน์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบทคัดย่อมีความจำกัดทำให้ไม่สามารถเสนอรายละเอียดอันน่าสนใจยิ่งของหนังสือขนาดกว่า 500 หน้าเล่มนี้ได้ ฉะนั้น ผมรอวันรอคืนว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะมีผู้กล้านำมาแปลและลงทุนจัดพิมพ์
วันนี้ผมได้รับข่าวดีจากคุณอัฐพงศ์ เพลินพฤกษา บรรณาธิการของสำนักพิมพ์โอ้พระเจ้าซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็น OhMyGodBooks ว่า จะจัดพิมพ์บทแปลของ Collapse โดยตั้งชื่อว่า ล่มสลาย: ไขปริศนาความล่มจมของสังคมและอารยธรรม

คุณอัฐพงศ์บอกว่าจะพยายามนำออกมาวางขายในงานสัปดาห์หนังสือที่จะมาถึง แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทันหรือไม่
นอกจากนั้นยังบอกอีกว่าผู้สนใจอาจไปดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ http://www.mediafire.com/?zheygtd2ajn
แม้จะสามารถดาวน์โหลดได้ แต่ผมเห็นว่าผู้สนใจในเนื้อหาจริง ๆ ควรไปซื้อหามาเก็บไว้เพื่อใช้อ้างอิงเพราะหนังสือเล่มนี้จะมีความยั่งยืนไปนานเท่านานโดยเฉพาะในการใช้เป็นฐานสำหรับอ่านวิวัฒนาการโลก
ยิ่งกว่านั้น สถาบันการศึกษาจากระดับชั้นมัธยมไปจนถึงระดับอุดมศึกษาควรจัดหามาไว้ในห้องสมุดของตนอย่างทั่วถึงด้วย.
ไสว บุญมา

คุยกับผู้อ่าน (5) คลื่นลูกที่ 4 และปัญหาโลกแตก

ก่อนพูดถึงคลื่นลูกที่ ๔ ขอทบทวนคลื่นสามลูกที่มักถูกกล่าวถึงบ่อย ๆ  คลื่นแต่ละลูกสะท้อนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีชีวิตของมนุษย์  เทคโนโลยีใหม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนั้น  ย้อนไปในสมัยโบราณ มนุษย์เราดำรงชีวิตด้วยการหาของป่าและล่าสัตว์จนมาถึงเมื่อราว ๑๐,๐๐๐ ปีที่แล้วจึงเกิดเทคโนโลยีใหม่ซึ่งได้แก่การค้นพบวิธีปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์  การค้นพบนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ได้แก่ การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนถาวรแทนการเร่ร่อนไปตามฤดูกาล  นั่นเป็นการเริ่มต้นของคลื่นลูกที่ ๑
คลื่นลูกที่ ๒ มาถึงเมื่อราว ๒๕๐ ปีที่ผ่านมาเมื่อเครื่องจักรกลถูกค้นพบส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีชีวิตของมนุษย์อีกครั้ง  การทำงานในโรงงานเข้ามาแทนที่เกษตรกรรม  เครื่องจักรช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างผลิตผลเพิ่มขึ้นได้แบบก้าวกระโดด  การรักษาพยาบาลและอาหารการกินดีขึ้นยังผลให้คนเรามีชีวิตยืนยาวขึ้นเป็นเงาตามตัว
คลื่นลูกที่ ๓ ตามมาเมื่อราว ๓๐ ปีที่แล้วเมื่อคอมพิวเตอร์ หรือสมองกลซึ่งถูกค้นพบมาก่อนนั้นถูกนำมาเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายที่ขยายออกไปครอบคลุมโลกอย่างรวดเร็ว  โครงข่ายเอื้อให้เราติดต่อสื่อสารกันได้ภายในชั่วพริบตาไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของโลก  การรักษาพยาบาลก้าวหน้ายิ่งขึ้นเนื่องจากสมองกลเอื้อให้ค้นหาสาเหตุของการเจ็บป่วยได้ง่ายพร้อมกับช่วยในการเยียวยา

เมื่อไม่นานมานี้เทคโนโลยีใหม่หลายอย่างถูกค้นพบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านพันธุวิศวกรรมซึ่งจะทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นแบบก้าวกระโดดเนื่องจากความก้าวหน้าทางการรักษาพยาบาลและความสามารถในการเปลี่ยนชิ้นส่วนของร่างกายได้เช่นเดียวกับการใช้อะไหล่เปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องจักร  คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้หลายร้อยปี  ตอนนี้ส่วนหน้าของคลื่นลูกที่ ๔ เริ่มปรากฏแล้ว
เฉกเช่นเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอดีต เทคโนโลยีใหม่จะช่วยแก้ปัญหาได้มาก  แต่พร้อมกันนั้นมันก็จะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นด้วย  เทคโนโลยีใหม่ที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าในการรักษาพยาบาลจนทำให้เราอยู่ได้นานหลายร้อยปีมีต้นทุนสูงมาก  เนื่องจากทุกคนไม่อยากตาย  ฉะนั้น ใครก็อยากเข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุด  แต่คนส่วนใหญ่จะมีรายได้ไม่เพียงพอ  นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่หลวง  ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่ยังมาไม่ถึง แต่ทั่วโลกประสบปัญหาเรื่องไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ทุกคนต้องการได้แล้ว  เมื่อเทคโนโลยีที่มีทั้งศักยภาพและต้นทุนสูงกว่ามาถึง ปัญหาจึงจะยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่หลวงด้วยคือ เมื่อคนเรามีอายุยืนยาวขึ้น โลกจะมีคนชรามากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน  ความสามารถในการผลิตย่อมตามไม่ทันความต้องการบริโภค  ยิ่งกว่านั้น เมื่อคนเรามีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี โลกใบนี้ย่อมมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง  เนื่องจากทรัพยากรโลกมีจำกัดซึ่งเป็นสัจพจน์ การแย่งชิงกันย่อมเข้มข้นขึ้นด้วย
ปัญหาเหล่านี้ยังไม่มีทางแก้และไม่ค่อยมีใครคิดถึง มันจึงกำลังจะเป็นปัญหาโลกแตก

คุยกับผู้อ่าน 4 – ปริศนาแห่งพุกาม

ครั้งที่ผมพูดเรื่องคนกับธรรมชาติ ผมไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นปริศนาที่ผมยังหาคำตอบไม่ได้ นั่นคือ เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองพุกาม
คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พุกามเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรพม่าโบราณและรุ่งเรืองสูงสุดเมื่อราวพันปีที่แล้ว จุดเด่นของพุกามในขณะนี้คือเจดีย์นับพันองค์ที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เราดูกันแบบไม่จืด ผมมีโอกาสไปเที่ยวที่นั่นเป็นเวลาสองวันเมื่อหลายปีก่อน พื้นที่ซึ่งเจดีย์เก่าแก่จำนวนมากตั้งอยู่นั้นกว้างใหญ่หลายสิบตารางกิโลเมตร ผมใช้วิธีเช่าจักรยานขี่ไปตามใจชอบ จึงสามารถเลือกชมเจดีย์เล็กใหญ่ได้อย่างจุใจในเวลาเพียงจำกัด
เจดีย์เหล่านั้นย้ำเตือนผมอีกครั้งถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่งและอานุภาพของธรรมชาติที่เราไม่สามารถเอาชนะได้อย่างถาวร การทำอะไรที่ทำลายธรรมชาติจึงลงท้ายด้วยการทำลายตัวเอง ผมทราบว่า พุกามตั้งอยู่ในเขตที่มีความแห้งแล้งเมื่อเทียบกับส่วนอื่นของพม่าเฉกเช่นที่ภาคอีสานของไทยแห้งแล้งกว่าส่วนอื่นของดินแดนสุวรรณภูมิ แต่ผมสังเกตว่าแม้แต่ในหน้าฝนที่ผมไปเที่ยวนั้น พุกามดูจะแห้งแล้งและร้อนมากเป็นพิเศษและต้นไม้จำนวนมากมีลักษณะคล้ายกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามทะเลทรายมากกว่าต้นไม้ในเขตมรสุม ผมไม่ทราบว่า ความแห้งแล้งและความร้อนนั้นเกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว หรือถูกทำให้ร้ายแรงขึ้นด้วยการตัดต้นไม้ทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาเป็นสถานที่สร้างเจดีย์และบ้านเมือง
จากการอ่านประวัติศาสตร์ ผมเข้าใจว่าแม้แต่ที่ดินในย่านตะวันออกกลางซึ่งเป็นทะเลทรายอยู่ในขณะนี้ก็เคยมีความชุ่มชื้นมาก่อน การตัดต้นไม้ทำลายป่าของอารยธรรมโบราณทำให้มันแห้งแล้งร้ายแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากพม่าอยู่ในทางมรสุมคล้ายไทย หากการตัดต้นไม้ทำให้ย่านพุกามแห้งแล้งจนเป็นกึ่งทะเลทราย เมืองไทยย่อมกลายเป็นทะเลทรายได้หากเราไม่ปลูกต้นไม้ขึ้นมาแทนป่าไม้ที่ถูกตัด แต่ปริศนาอยู่ที่ว่าเราจะต้องปลูกต้นไม้สักเท่าไรจึงจะป้องกันมิให้เกิดความแห้งแล้งเช่นนั้น

คุยกับผู้อ่าน 3 ชุมชนพอเพียงของฝรั่ง

สหรัฐอเมริกาได้ชื่อว่าเป็น “หม้อรวมมิตร” (Melting Pot) เนื่องชาวอเมริกันเกิดจากร้อยพ่อพันแม่ซึ่งอพยพเข้าไปจากต่างถิ่น โอกาสที่ดีและความมีอิสระที่จะดำเนินชีวิตอย่างไรก็ได้เป็นแรงจูงใจสำคัญแรงหนึ่งซึ่งดึงดูดผู้อพยพ ต่อมาความก้าวหน้าสูงเป็นแรงจูงใจสำคัญอีกแรงหนึ่งด้วย ในสายตาของชาวต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาเพียบพร้อมด้วยความก้าวหน้าสารพัด ฉะนั้น เมื่อผมพูดถึงชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งซึ่งยังใช้ม้าลากไถและไม่ใช้แม้กระทั่งไฟฟ้า คนไทยจึงมักแสดงอาการเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งออกมาให้เห็น เมื่อปี ๒๕๔๕ ผมพิมพ์หนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อ “อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถ” เพื่อเล่าเรื่องราวของชาว “อามิช” ซึ่งดำเนินชีวิตแบบย้อนยุคนั้นให้คนไทยอ่าน

อเมริกามีชาวอามิชหลายแสนคน พวกเขาเป็นชาวยุโรปซึ่งอพยพเข้าไปในอเมริกาเหนือเมื่อหลายร้อยปีก่อนและดำเนินชีวิตแบบยุคนั้นติดต่อกันมาจนทุกวันนี้ นั่นคือ เลี้ยงชีวิตด้วยการเกษตรเป็นส่วนใหญ่โดยใช้ม้าลากไถและลากรถ ไม่ใช่ไฟฟ้า ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีตู้เย็น ไม่มีโทรศัพท์ในบ้านและไม่มีรถยนต์ ผมพยายามศึกษาเรื่องราวของชาวอามิชเพราะอยากรู้ว่าการดำเนินชีวิตแบบย้อนยุคนั้นสร้างความสุขกายสบายใจแตกต่างกับสังคมอเมริกันรอบด้านที่ใช้เทคโนโลยีร่วมสมัยหรือไม่ ผมแน่ใจว่าพวกเขามีความสุขกายสบายใจไม่น้อยกว่าผู้อื่น
ในช่วงนี้มีนักข่าวชาวอเมริกันให้ความสนใจเรื่อราวของชาวอามิชเป็นพิเศษเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำมานานและชาวอเมริกันจำนวนมากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง นักข่าวอยากรู้ว่าชาวอามิชได้รับผลกระทบหรือไม่ คำตอบคือ พวกเขาได้รับเนื่องจากขายสินค้าบางอย่างไม่ค่อยได้ นักท่องเที่ยวผ่านไปในย่านของชาวอามิชน้อยลง และชาวอามิชที่ไปรับจ้างสร้างบ้านและทำงานกับผู้อื่นก็ตกงานคล้ายชาวอเมริกันทั่วไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชาวอามิชส่วนใหญ่ผลิตอาหารและเครื่องมือเครื่องใช้ภายในบ้านเอง ฉะนั้น โดยทั่วไปพวกเขาได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้อื่น ตอนนี้ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งเริ่มมองเห็นผลดีของการดำเนินชีวิตแบบชาวอามิชและหันมาปลูกผัก เลี้ยงไก่และผลิตของใช้ภายในบ้านเองมากขึ้น [...]

คุยกับผู้อ่าน (2) คนกับธรรมชาติ

คราวที่แล้วผมพูดถึงบ้านนอกกรุงวอชิงตันว่ามีป่าอยู่รอบ  จากมุมมองหนึ่ง ชาวอเมริกันดูจะพยายามอยู่กับธรรมชาติแบบไม่หักหาญ  แต่ในขณะเดียวกันการแสวงหาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของเขาส่วนใหญ่จะมุ่งไปในทางเอาชนะธรรมชาติเช่นเดียวกับผู้นำในทางสร้างความก้าวหน้าในอดีต  ประวัติศาสตร์บ่งว่า มนุษย์เราจะเอาชนะธรรมชาติได้เพียงชั่วคราวเท่านั้นทุกอารยธรรมจึงล่มสลายลงในที่สุด 
ผมมีโอกาสไปเห็นซากของอารยธรรมโบราณจำนวนมาก  แต่ไม่มีที่ไหนแสดงให้เห็นอานุภาพของธรรมชาติที่กำลังเอาชนะมนุษย์ได้ดีเท่ากับในเขมรซึ่งผู้อ่านหลายท่านคงได้ไปเห็นมาแล้ว ดังภาพข้างล่าง

สำหรับผม ภาพเช่นนี้มีลักษณะคล้ายงูเหลือมขนาดใหญ่ซึ่งกำลังตั้งใจเขมือบสิ่งก่อสร้างอันเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมเขมรอย่างช้า ๆ จนกว่าเขมรจะสิ้นลมหายใจ
การเห็นภาพจำพวกนี้ทำให้ผมนึกไปต่าง ๆ นานา ในช่วงนี้เป็นฤดูฝน ผมจึงมักนึกถึงเรื่องน้ำท่วมโดยเฉพาะการท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งนับวันจะหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นเพราะภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและพายุร้ายแรงขึ้น ปัญหานี้คนไทยมักตระหนักกันดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การป้องกันส่วนใหญ่ยังมุ่งไปที่การเอาชนะธรรมชาติโดยเฉพาะการคิดจะสร้างประตูน้ำขนาดยักษ์ปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกับที่ชาวฮอลแลนด์สร้างที่ปากแม่น้ำใกล้เมืองรอตเตอร์ดัม ดังภาพข้างล่าง

คนไทยส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่า ประตูนั้นอาจป้องกันผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้เพียงจำกัดเนื่องจากชาวฮอลันดาสร้างมันขึ้นมาก่อนปัญหาโลกร้อนจะปรากฏ ในปัจจุบันนี้พวกเขาจึงหาวิธีอยู่กับน้ำทะเลใหม่ด้วยการปล่อยให้ทะเลกลืนผืนดินไปบ้างและด้วยการสร้างบ้านสะเทินน้ำสะเทินบกบ้าง
ผู้อ่านที่มีถิ่นฐานอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะทำอย่างไรเป็นประเด็นใหญ่ที่ผมพยายามคิดหาทางออก แน่ละ ถ้าเป็นไปได้เราควรย้ายออกไปอยู่นอกเขตที่มีน้ำท่วม แต่เราคงทำได้เพียงจำกัด ทางออกของแต่ละคนคงต่างกันไปตามสภาวะ เช่น ผู้ที่จะซื้อหรือสร้างบ้านใหม่ก็ควรพิจารณาทางหนีทีไล่เรื่องปัญหาน้ำท่วมไว้ก่อน บ้านที่สร้างขึ้นมาอาจต้องอาศัยภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม นั่นคือ เน้นการใช้ชั้นสอง ส่วนชั้นล่างปล่อยโล่งไว้แบบบ้านทรงไทยโบราณ ดังภาพด้านล่าง

สิ่งของที่เก็บไว้ชั้นล่างก็ควรเป็นจำพวกที่สามารถขนย้ายได้ง่ายเมื่อเกิดความจำเป็น หากจะซื้อบ้านจัดสรร ก็ต้องดูว่าผู้สร้างหมู่บ้านได้วางแผนเรื่องทางหนีทีไล่เรื่องน้ำท่วมไว้อย่างไร หากไม่แน่ใจก็อย่าซื้อ การงดซื้อคือมาตรการที่จะทำให้ผู้สร้างบ้านขายใส่ใจกับปัญหาน้ำท่วมอย่างเพียงพอ นอกจากนั้นก็อาจมีการปรับเปลี่ยนบ้านที่มีอยู่แล้วให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น สำหรับผู้ที่อยู่นอกกรุงเทพฯ [...]

คุยกับผู้อ่าน (1) นัยสำคัญของบ้าน

ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณโกศล กัลยาณมิตรผู้ทำเวบไซต์นี้ว่า ผมควรส่งข่าวคราวมาถึงผู้อ่านโดยตรงเป็นระยะ ๆ ขอประเดิมด้วยการส่งรูปมา ๒ รูปซึ่งเป็นรูปบ้านของผมที่นอกเมืองวอชิงตัน ที่ส่งมานี้มิใช่ว่าจะอวดอ้างว่ามีบ้านหลังใหญ่ในอเมริกา หากเพื่อจะนำไปสู่ประเด็นอื่น

sawiboonma-twitter white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๙ การมอบหนังสือ ๓ เล่มให้กัลยาณมิตร

ผมเอ่ยถึงในโอกาสต่าง ๆ ว่าในช่วงนี้ผมมีหนังสือ ๓ เล่มที่จะมอบให้กัลยาณมิตร... >> อ่านต่อที่นี่

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation whiteline

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น

เรื่องล่าสุด

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.