เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมไม่ได้เป็นต้นคิดของการสร้างเว็บไซต์และก็มิได้ทำอะไรต่อมามากไปกว่าเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องต่าง ๆ มาให้ผู้จัดทำเว็บไซต์ซึ่งได้แก่คุณโกศล อนุสิม
ขอเรียนว่า ณ วันนี้ผมยังไม่มีโอกาสเห็นหน้าตาของคุณโกศลเลยว่าเป็นเช่นไรนอกจากรูปในเครือข่ายเฟสบุ๊กเท่านั้น แต่หวังว่าในไม่ช้านี้เราจะมีโอกาสพบกันแน่นอน
ย้อนไปเมื่อวันไหนผมก็จำไม่ได้แล้ว ผมได้รับอีเมล์จากคุณโกศลซึ่งเสนอว่าจะนำงานเขียนของผมมารวมไว้ในเว็บไซต์ชื่อ www.sawaiboonma.com เพื่อปันกับผู้สนใจ ผมเห็นว่าเป็นความปรารถนาดีของกัลยาณมิตรทางจิตวิญญาณ จึงยินดีที่จะส่งงานมาให้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มีข้อแม้ที่แน่นอนว่าจะต้องไม่มีการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือ จะต้องเปิดให้ทุกคนที่สนใจเข้ามาอ่านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น และหากผู้อ่านต้องการนำอะไรไปอ้างอิงหรือเผยแพร่ต่อก็สามารถทำได้หากทำแบบให้เปล่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคุณโกศลต้องลงทุน ลงแรงและลงเวลามาดำเนินงาน หากมีผู้ต้องการสนับสนุนโดยความสมัครใจ คุณโกศลก็อาจรับได้ดังที่มีรายละเอียดในหัวข้อ “สนับสนุนเว็บไซต์” หรือในกรณีที่มีผู้ต้องการโฆษณาสินค้าและบริการที่ไม่ผิดศีลธรรมจรรยาในหน้าของเว็บไซต์ คุณโกศลก็อาจรับได้เช่นกัน
ผู้ที่เคยอ่านงานเขียนของผมมาบ้างทั้งในรูปของหนังสือและในหน้าหนังสือพิมพ์คงทราบแล้วว่าผมเขียนมาเป็นเวลากว่าสิบปี งานที่นำมาขึ้นเว็บไซต์นี้ส่วนใหญ่เป็นงานใหม่ที่เพิ่งลงพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ฉะนั้น ยังมีงานอีกมากมายที่ผู้อ่านอาจยังไม่เห็น คุณโกศลปรารภว่าจะนำบางส่วนมารวมไว้ในโครงการ ebook ซึ่งคงอีกไม่นานจะออกมาปรากฏตัว
งานเขียนของผมส่วนใหญ่หนักไปในทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งผมเรียนมามากกว่าทางอื่น จุดมุ่งหมายในการเขียนได้แก่การปันความรู้และความคิดอันเกิดจากประสบการณ์และเนื้อหาวิชาการที่ผมสังเคราะห์ได้ จากทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา ด้วยความหวังว่าผู้อ่านจะนำส่วนที่ใช้ได้ไปเสริมฐานความรู้และความคิดของตนที่มีอยู่ก่อนแล้วให้กล้าแกร่งยิ่งขึ้น และความรู้และความคิดที่กล้าแกร่งนั้นในวันข้างหน้าจะพาผู้อ่านให้ผ่านพ้นวงจรอัปมงคลซึ่งอาจครอบงำเขาอยู่ ผู้อ่านจึงอาจเห็นแล้วว่าในหน้าแรกของหนังสือของผมมักมีคำขวัญและสัญลักษณ์ดังนี้
การเขียนเป็นส่วนหนึ่งของการทดแทนคุณแผ่นดิน ผมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเยาว์ว่า การให้อะไรก็ตามที่จะนำไปสู่การสร้างเสริมความรู้และความคิดซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของการมีปัญญาเป็นการให้ทานที่ประเสริฐสุด คำสอนนี้ตรงกับหลักวิชาพัฒนาซึ่งในเวลาต่อมาผมมีโอกาสได้เรียน ตอนผมเริ่มเขียนใหม่ ๆ การเขียนส่วนใหญ่ไม่ได้ค่าตอบแทน ต่อมาเมื่อการเขียนก่อให้เกิดรายได้ ผมได้นำไปส่งเสริมการศึกษาอันเป็นการปูฐานของการสร้างภูมิปัญญาอีกทางหนึ่งซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน [...]
Written on August 6, 2010 | Posted in
ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน |
2 Comments
บทความเรื่อง “ผีเสื้อจะกำหนดอนาคตของโลก” นี้ จะพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานฉลองครบรอบ ๙๐ ปีในเดือนกันยายน ๒๕๕๓ ของการก่อตั้งสถาบันการศึกษาในจังหวัดลพบุรีซึ่งวิวัฒน์มาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีในปัจจุบัน ผมเคยเรียนที่นั่นในสมัยที่สถาบันยังเป็นวิทยาลัยครู แม้โดยทั่วไปผู้ที่มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐในยุคนั้นมักดูแคลนสถาบันฝึกหัดครู แต่สำหรับผมการได้เรียนที่นั่นเป็นโอกาสทองของชีวิต สถาบันนั้นให้ผมสารพัดอย่างสำหรับที่จะเดินทางออกจากวังวนของความยากจนเพราะไร้การศึกษาและโอกาส ผมไม่เคยลืมทั้งสถาบันและครูบาอาจารย์ที่มีจิตวิญญาณของผู้เป็นครูอย่างแท้จริง ผมได้เล่ารายละเอียดไว้ในหนังสือ “จดหมายจากบ้านนา” ซึ่งอีกไม่นานสำนักพิมพ์ Oh My God Publishing จะพิมพ์ออกมาเป็นครั้งที่ ๓
ในช่วงเวลา ๑๒ ปีที่ผ่านมา ผมพยายามทำกิจกรรมหลายอย่างเพื่อทดแทนคุณของแผ่นดินและของผู้มีบุญคุณต่อผมรวมทั้งครูบาอาจารย์ในสถาบันดังกล่าวด้วย ดังที่เล่าไว้ในหนังสือชื่อ “มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน” หนังสือเล่มนี้พูดถึงมุมมองของผมเกี่ยวกับปัญหาของเมืองไทยและอุปสรรคบางอย่างที่ผมต้องประสบในการพยายามทดแทนคุณของแผ่นดินและบุคคล จนบางครั้งทำให้รู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจและไม่อยากทำต่อไปอีกเพราะมองไม่เห็นว่าตัวเองจะทำอะไรได้ในเมื่อกระแสของอุปสรรค์เชี่ยวกรากยิ่ง หลังจากพยายามค้นหาแนวคิดมาสนับสนุนการทำต่อไปอยู่นาน ผมก็พบทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีกซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่า ในภาวะที่เหมาะสม แรงลมจากการกระพือปีกของผีเสื้อเพียงตัวเดียวจะทำให้เกิดพายุใหญ่ และผมไม่ใช่ผีเสื้อเพียงตัวเดียว ยังมีคนไทยอีกไม่น้อยที่พยายามทดแทนคุณของแผ่นดิน ฉะนั้น ความหวังยังไม่สิ้นแม้อุปสรรค์จะดูหนักหนาสาหัสเพียงไรก็ตาม
****
ผีเสื้อจะกำหนดอนาคตของโลก
นอกจากความเป็นไปในกรอบและตามครรลองของธรรมชาติแล้ว โลกใบนี้มีปัจจัยพื้นฐานรวมกัน ๔ ปัจจัยที่จะกำหนดอนาคตของโลก ได้แก่ ทรัพยากร จำนวนประชากร [...]
Written on July 23, 2010 | Posted in
ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน |
2 Comments
ในช่วงสงกรานต์อันเป็นเวลาที่เราน่าจะมีความสนุกสนาน เหตุการณ์บ้านเมืองกลับทำให้เครียด วันนี้จึงขอคุยกับผู้อ่านเกี่ยวกับงานอดิเรกที่น่าจะมีประโยชน์มากโดยเฉพาะในเมืองไทยซึ่งดินฟ้าอากาศอำนวยให้ตลอดปี นั่นคือ การทำสวนครัว
ผมเองชอบทำสวนครัวมาตั้งแต่ในสมัยเป็นเด็กและพยายามทำอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนซึ่งรวมทั้งในฟิลิปปินส์และอเมริกาด้วย ตอนนี้ผมมีเพื่อนทำสวนครัวเพิ่มขึ้นคือ สตรีหมายเลขหนึ่งของอเมริกา เปล่า เราไม่ได้ทำด้วยกัน ผมไม่โชคดีถึงขนาดนั้น ผมเพียงนับว่าเธอเป็นเพื่อนร่วมงานอดิเรก ผมเห็นว่าเรื่องของการทำสวนครัวในรั้วของทำเนียบขาวนั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ จึงนำมาเล่าสู่กันในวันนี้และหวังว่าผู้อ่านที่พอมีเวลาและสถานที่จะลองทำดูบ้าง จะทำในกระถางก็ได้หากไม่มีที่ดิน พืชสมุนไพรและผักหลายอย่างปลูกในกระถางได้ไม่ต่างกับลงดิน ลองดูนะครับ
ภายในบริเวณของทำเนียบขาวซึ่งเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและสำนักงานของประธานาธิบดีอเมริกันนั้นแบ่งเนื้อที่ออกเป็นหลายส่วน ส่วนใต้ซึ่งทำเป็นสนามหญ้าขนาดใหญ่มีเนื้อที่ราว 50 ไร่ สนามนี้ใช้เป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมหลากหลายอย่างรวมทั้งเป็นที่ขึ้นลงของเฮลิคอปเตอร์เมื่อประธานาธิบดีจะไปไหนมาไหนด้วยยานพาหนะนั้นด้วย
ย้อนไปเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลหมดไปกับการสงครามจนทำให้อาหารบางอย่างขาดแคลน เอลลีนอร์ รูสเวลท์ ภรรยาของประธานาธิบดีในสมัยนั้นจึงริเริ่มโครงการทำสวนครัวขึ้นภายในรั้วของทำเนียบขาวโดยใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามหญ้าดังกล่าว สวนครัวนั้นได้ผลดีทั้งในด้านการผลิตอาหารและการสร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวอเมริกัน แต่หลังสงครามยุติก็ไม่มีภรรยาของประธานาธิบดีคนไหนจะกลับไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีกจนกระทั่งบารัค โอบามา ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี
หลังจากเข้าไปอยู่ในทำเนียบขาวได้ไม่นาน ภรรยาของของเขาชื่อมิเชล โอบามา ก็รื้อฟื้นการทำสวนครัวภายในรั้วของทำเนียบขาวขึ้นมาเนื่องจากมองเห็นว่ามันมีประโยชน์สารพัดอย่าง รวมทั้งการได้ทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ การได้อาหารที่สด การไม่ต้องเสียค่าพลังงานขนอาหารมาจากที่ห่างไกล และการได้พักผ่อนหย่อนใจในกิจกรรมที่อยู่ใกล้ธรรมชาติ สวนครัวนี้มีเนื้อที่ประมาณ 25 ตารางวา [...]
Written on April 20, 2010 | Posted in
ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน |
Leave a comment
ผมเอ่ยถึงในโอกาสต่าง ๆ ว่าในช่วงนี้ผมมีหนังสือ ๓ เล่มที่จะมอบให้กัลยาณมิตร เล่มแรกชื่อ สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน ซึ่ง คุณพิพัฒน์ เศวตวิลาศ กรรมการผู้จัดการบริษัทโอเรกอนอลูมีเนียม จัดพิมพ์ และได้มอบให้กัลยาณมิตรไปส่วนหนึ่งแล้ว เนื้อหาของหนังสือเป็นกรอบและแนวปฏิบัติตามพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง
เล่มที่สองชื่อ ทางข้ามเหว: แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย ซึ่ง พญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร จัดพิมพ์และได้มอบให้กัลยาณมิตรไปส่วนหนึ่งแล้วเช่นกัน เนื้อหาของเล่มนี้เป็นแนวนโยบายที่ผมเสนอให้ผู้บริหารประเทศพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไปสู่แนวเศรษฐกิจพอเพียง
เล่มที่สามชื่อ มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน ซึ่งผมจัดพิมพ์เอง เนื้อหาของเล่มนี้เป็นการอ่านวิวัฒนาการของเมืองไทยจากความประทับใจของผมที่เกิดขึ้นในการทำกิจกรรมจำพวกทดแทนคุณแผ่นดินในช่วงปี ๒๕๔๑-๒๕๕๑
ผมได้มอบหนังสือทั้งสามเล่มให้ผู้สนใจในโอกาสต่าง ๆ ไปบ้างแล้วรวมทั้งในการไปบรรยายในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ในการไปจังหวัดพัทลุงเพื่อร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของโรงเรียนที่นั่น และในการไปเยี่ยมบ้านเกิดในจังหวัดชัยภูมิของคุณโสภณ ฦาชา ในขณะนี้คุณพิพัฒน์ คุณหมอนภาพรและผมยังมีหนังสือทั้งสามเล่มเหลืออยู่ในมือและตั้งใจจะมอบให้ผู้ที่สนใจจะอ่านไปเรื่อย ๆ
ผู้ที่อยู่ในย่านจังหวัดลพบุรีอาจไปขอรับได้จาก ผศ. ทัศนีย์ กระต่ายอินทร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ส่วนผู้ที่อยู่ในย่านอำเภอบ้านนา [...]
Written on March 7, 2010 | Posted in
ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน |
5 Comments
กิจกรรมส่งเสริมการอ่านของโรงเรียนชั้นประถมในอำเภอบ้านนาซึ่งมูลนิธินักอ่านบ้านนาให้การสนับสนุนประจำปีการศึกษา ๒๕๕๒ ได้ยุติลงเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคมที่ผ่านด้วยการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน ๒๗ คน นักเรียนทั้ง ๒๗ คนนี้เป็นตัวแทนของโรงเรียนชั้นประถมที่อยู่ในโครงการส่งเสริมการอ่านซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๓๖ แห่ง
เมื่อตอนต้นปีการศึกษา มูลนิธิฯ ได้มอบหนังสือจำนวนหนึ่งให้แก่โรงเรียนทั้งหมดไปรวมทั้งหนังสือชื่อ โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน ซึ่งจะใช้เป็นหนังสืออ่านเพื่อชิงทุนการศึกษาด้วย และบอกทางโรงเรียนว่าให้จัดหานักเรียนหนึ่งคนผ่านการอ่านแข่งขันกันภายในเพื่อจะส่งไปชิงทุนการศึกษาในเดือนมกราคม ปีนี้มีโรงเรียนส่งตัวแทนไปเข้าชิงทุนซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๒๒-๒๓ มกราคม ที่โรงเรียนวัดโพธิ์แก้วเบญจธาราม ๒๗ คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้นประถม ๖ โรงเรียนวัดโพธิ์แก้วมีสถานที่กว้างพอจัดงานได้เพราะเป็นโรงเรียนขยายโอกาส
กระบวนการชิงทุนการศึกษาในวันที่ ๒๒-๒๓ มกราคมมีดังนี้
ในวันที่ ๒๒ นักเรียนทั้ง ๒๗ คนได้รับเวลาบนเวทีคนละ ๑๐ นาทีเพื่อสรุปเนื้อหาและวิจารณ์หนังสือ โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน ให้คณะกรรมการฟัง หลังจากนั้น คณะกรรมการคัดเลือกนักเรียนที่นำเสนอได้ดีที่สุดไว้ ๘ คนเพื่อให้คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งสัมภาษณ์เป็นรายบุคคลในตอนเช้าของวันที่ ๒๓ ในการสัมภาษณ์นี้นักเรียนแต่ละคนได้รับเวลา ๑๕ นาทีซึ่งคณะกรรมการจะเลือกถามเกี่ยวกับอะไรก็ได้ที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นเพื่อจะให้แน่ใจว่านักเรียนได้อ่านมาจริงและเข้าใจในเนื้อหาอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่ท่องบทสรุปที่ครูอาจเขียนให้มาเสนอบทเวที หลังจากนั้นคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาไทย ๓ [...]
Written on February 15, 2010 | Posted in
ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน |
1 Comment
ผมเขียนเรื่องนี้สำหรับน้อง ๆ ที่อ่านนิตยสารครอบครัวพอเพียงนานแล้ว ขอนำมาเล่าต่อเพราะเห็นว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อม ๆ กับพิจารณาหางานอดิเรก
ผู้เคยอ่านวรรณกรรมเรื่องสังข์ทองย่อมจำได้ว่า ก่อนถอดรูปออกมาเป็นชายร่างงาม สังข์ทองซ่อนอยู่ในร่างของเงาะป่า เมื่อรจนาเลือกเงาะป่าเป็นคู่ครอง ทั้งสองถูกขับไล่ออกไปอยู่ปลายนา เงาะป่าปลูกเผือกปลูกมันเป็นอาหารเลี้ยงชีวิต ย้อนไปในสมัยที่สิ่งแวดล้อมของโลกยังไม่ตกอยู่ในภาวะทรุดโทรมเช่นในปัจจุบัน การรับประทานเผือกและมันไม่มีนัยสำคัญทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก มาถึงยุคนี้ สภาพแวดล้อมมีปัญหา การรับประทานเผือกและมันแทนการรับประทานข้าวเสียบ้างจะเป็นทางช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งได้ธาตุอาหารเพิ่มขึ้นด้วย
เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ?
คำตอบคือ ข้าวใช้น้ำและพลังงานมากกว่าเผือกและมัน คงเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่า การปลูกข้าวต้องใช้น้ำมากเนื่องจากต้นข้าวขึ้นในนา ส่วนเผือกและมัน ไม่ว่าจะเป็นมันเทศ มันสำปะหลัง มันฝรั่งหรือมันเสา ล้วนขึ้นบนบก การศึกษาพบว่าการปลูกข้าวต้องใช้น้ำราว ๔ เท่าของการปลูกพืชจำพวกเผือกและมัน ฉะนั้น การรับประทานเผือกและมันแทนข้าวจะลดการใช้น้ำได้มาก นอกจากนั้น ข้าวยังใช้พลังงานมากกว่าเผือกและมันเนื่องจากเรานำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวจากทุ่งนามาหุงต้มทันทีไม่ได้ เราต้องสีและซ้อมเสียก่อนซึ่งต้องใช้พลังงาน ยิ่งถ้าเราต้องการนำข้าวไปทำเป็นแป้ง เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวและเป็นเส้นขนมจีนด้วยแล้ว เราต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกหลายทอด ส่วนเผือกกับมันนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวได้ เรานำมาต้มมานึ่งได้ทันที เราจึงใช้พลังงานเพียงครั้งเดียว การใช้พลังงานเผาผลาญเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน
เนื่องจากความตระหนักทั้งในด้านคุณค่าของอาหารและในด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม [...]
Written on November 19, 2009 | Posted in
ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน |
7 Comments
จากวันที่ผมอ่านหนังสือเรื่อง Collapse จบ ผมนึกอยู่เสมอว่า หนังสือเล่มนี้เป็นสารคดีที่ยอดเยี่ยมที่สุดเล่มหนึ่งซึ่งผมได้อ่านและจะทำอย่างไรคนไทยจึงจะมีโอกาสได้อ่านกันอย่างทั่วถึง
ผมได้ทำบทคัดย่อลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจและต่อมาสำนักพิมพ์โอ้พระเจ้าได้นำบทคัดย่อนั้นไปรวมไว้ในหนังสือชื่อ กะลาภิวัตน์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบทคัดย่อมีความจำกัดทำให้ไม่สามารถเสนอรายละเอียดอันน่าสนใจยิ่งของหนังสือขนาดกว่า 500 หน้าเล่มนี้ได้ ฉะนั้น ผมรอวันรอคืนว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะมีผู้กล้านำมาแปลและลงทุนจัดพิมพ์
วันนี้ผมได้รับข่าวดีจากคุณอัฐพงศ์ เพลินพฤกษา บรรณาธิการของสำนักพิมพ์โอ้พระเจ้าซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็น OhMyGodBooks ว่า จะจัดพิมพ์บทแปลของ Collapse โดยตั้งชื่อว่า ล่มสลาย: ไขปริศนาความล่มจมของสังคมและอารยธรรม
คุณอัฐพงศ์บอกว่าจะพยายามนำออกมาวางขายในงานสัปดาห์หนังสือที่จะมาถึง แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทันหรือไม่
นอกจากนั้นยังบอกอีกว่าผู้สนใจอาจไปดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ http://www.mediafire.com/?zheygtd2ajn
แม้จะสามารถดาวน์โหลดได้ แต่ผมเห็นว่าผู้สนใจในเนื้อหาจริง ๆ ควรไปซื้อหามาเก็บไว้เพื่อใช้อ้างอิงเพราะหนังสือเล่มนี้จะมีความยั่งยืนไปนานเท่านานโดยเฉพาะในการใช้เป็นฐานสำหรับอ่านวิวัฒนาการโลก
ยิ่งกว่านั้น สถาบันการศึกษาจากระดับชั้นมัธยมไปจนถึงระดับอุดมศึกษาควรจัดหามาไว้ในห้องสมุดของตนอย่างทั่วถึงด้วย.
ไสว บุญมา
Written on October 6, 2009 | Posted in
ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน |
6 Comments
ก่อนพูดถึงคลื่นลูกที่ ๔ ขอทบทวนคลื่นสามลูกที่มักถูกกล่าวถึงบ่อย ๆ คลื่นแต่ละลูกสะท้อนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีชีวิตของมนุษย์ เทคโนโลยีใหม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนั้น ย้อนไปในสมัยโบราณ มนุษย์เราดำรงชีวิตด้วยการหาของป่าและล่าสัตว์จนมาถึงเมื่อราว ๑๐,๐๐๐ ปีที่แล้วจึงเกิดเทคโนโลยีใหม่ซึ่งได้แก่การค้นพบวิธีปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การค้นพบนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ได้แก่ การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนถาวรแทนการเร่ร่อนไปตามฤดูกาล นั่นเป็นการเริ่มต้นของคลื่นลูกที่ ๑
คลื่นลูกที่ ๒ มาถึงเมื่อราว ๒๕๐ ปีที่ผ่านมาเมื่อเครื่องจักรกลถูกค้นพบส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีชีวิตของมนุษย์อีกครั้ง การทำงานในโรงงานเข้ามาแทนที่เกษตรกรรม เครื่องจักรช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างผลิตผลเพิ่มขึ้นได้แบบก้าวกระโดด การรักษาพยาบาลและอาหารการกินดีขึ้นยังผลให้คนเรามีชีวิตยืนยาวขึ้นเป็นเงาตามตัว
คลื่นลูกที่ ๓ ตามมาเมื่อราว ๓๐ ปีที่แล้วเมื่อคอมพิวเตอร์ หรือสมองกลซึ่งถูกค้นพบมาก่อนนั้นถูกนำมาเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายที่ขยายออกไปครอบคลุมโลกอย่างรวดเร็ว โครงข่ายเอื้อให้เราติดต่อสื่อสารกันได้ภายในชั่วพริบตาไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของโลก การรักษาพยาบาลก้าวหน้ายิ่งขึ้นเนื่องจากสมองกลเอื้อให้ค้นหาสาเหตุของการเจ็บป่วยได้ง่ายพร้อมกับช่วยในการเยียวยา
เมื่อไม่นานมานี้เทคโนโลยีใหม่หลายอย่างถูกค้นพบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านพันธุวิศวกรรมซึ่งจะทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นแบบก้าวกระโดดเนื่องจากความก้าวหน้าทางการรักษาพยาบาลและความสามารถในการเปลี่ยนชิ้นส่วนของร่างกายได้เช่นเดียวกับการใช้อะไหล่เปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องจักร คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้หลายร้อยปี ตอนนี้ส่วนหน้าของคลื่นลูกที่ ๔ เริ่มปรากฏแล้ว
เฉกเช่นเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอดีต เทคโนโลยีใหม่จะช่วยแก้ปัญหาได้มาก แต่พร้อมกันนั้นมันก็จะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นด้วย เทคโนโลยีใหม่ที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าในการรักษาพยาบาลจนทำให้เราอยู่ได้นานหลายร้อยปีมีต้นทุนสูงมาก เนื่องจากทุกคนไม่อยากตาย ฉะนั้น ใครก็อยากเข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุด แต่คนส่วนใหญ่จะมีรายได้ไม่เพียงพอ นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่หลวง ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่ยังมาไม่ถึง แต่ทั่วโลกประสบปัญหาเรื่องไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ทุกคนต้องการได้แล้ว เมื่อเทคโนโลยีที่มีทั้งศักยภาพและต้นทุนสูงกว่ามาถึง ปัญหาจึงจะยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่หลวงด้วยคือ เมื่อคนเรามีอายุยืนยาวขึ้น โลกจะมีคนชรามากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน ความสามารถในการผลิตย่อมตามไม่ทันความต้องการบริโภค ยิ่งกว่านั้น เมื่อคนเรามีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี โลกใบนี้ย่อมมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เนื่องจากทรัพยากรโลกมีจำกัดซึ่งเป็นสัจพจน์ การแย่งชิงกันย่อมเข้มข้นขึ้นด้วย
ปัญหาเหล่านี้ยังไม่มีทางแก้และไม่ค่อยมีใครคิดถึง มันจึงกำลังจะเป็นปัญหาโลกแตก
Written on September 24, 2009 | Posted in
ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน |
11 Comments
ครั้งที่ผมพูดเรื่องคนกับธรรมชาติ ผมไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นปริศนาที่ผมยังหาคำตอบไม่ได้ นั่นคือ เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองพุกาม
คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พุกามเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรพม่าโบราณและรุ่งเรืองสูงสุดเมื่อราวพันปีที่แล้ว จุดเด่นของพุกามในขณะนี้คือเจดีย์นับพันองค์ที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เราดูกันแบบไม่จืด ผมมีโอกาสไปเที่ยวที่นั่นเป็นเวลาสองวันเมื่อหลายปีก่อน พื้นที่ซึ่งเจดีย์เก่าแก่จำนวนมากตั้งอยู่นั้นกว้างใหญ่หลายสิบตารางกิโลเมตร ผมใช้วิธีเช่าจักรยานขี่ไปตามใจชอบ จึงสามารถเลือกชมเจดีย์เล็กใหญ่ได้อย่างจุใจในเวลาเพียงจำกัด
เจดีย์เหล่านั้นย้ำเตือนผมอีกครั้งถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่งและอานุภาพของธรรมชาติที่เราไม่สามารถเอาชนะได้อย่างถาวร การทำอะไรที่ทำลายธรรมชาติจึงลงท้ายด้วยการทำลายตัวเอง ผมทราบว่า พุกามตั้งอยู่ในเขตที่มีความแห้งแล้งเมื่อเทียบกับส่วนอื่นของพม่าเฉกเช่นที่ภาคอีสานของไทยแห้งแล้งกว่าส่วนอื่นของดินแดนสุวรรณภูมิ แต่ผมสังเกตว่าแม้แต่ในหน้าฝนที่ผมไปเที่ยวนั้น พุกามดูจะแห้งแล้งและร้อนมากเป็นพิเศษและต้นไม้จำนวนมากมีลักษณะคล้ายกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามทะเลทรายมากกว่าต้นไม้ในเขตมรสุม ผมไม่ทราบว่า ความแห้งแล้งและความร้อนนั้นเกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว หรือถูกทำให้ร้ายแรงขึ้นด้วยการตัดต้นไม้ทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาเป็นสถานที่สร้างเจดีย์และบ้านเมือง
จากการอ่านประวัติศาสตร์ ผมเข้าใจว่าแม้แต่ที่ดินในย่านตะวันออกกลางซึ่งเป็นทะเลทรายอยู่ในขณะนี้ก็เคยมีความชุ่มชื้นมาก่อน การตัดต้นไม้ทำลายป่าของอารยธรรมโบราณทำให้มันแห้งแล้งร้ายแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากพม่าอยู่ในทางมรสุมคล้ายไทย หากการตัดต้นไม้ทำให้ย่านพุกามแห้งแล้งจนเป็นกึ่งทะเลทราย เมืองไทยย่อมกลายเป็นทะเลทรายได้หากเราไม่ปลูกต้นไม้ขึ้นมาแทนป่าไม้ที่ถูกตัด แต่ปริศนาอยู่ที่ว่าเราจะต้องปลูกต้นไม้สักเท่าไรจึงจะป้องกันมิให้เกิดความแห้งแล้งเช่นนั้น
Written on September 13, 2009 | Posted in
ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน |
5 Comments
สหรัฐอเมริกาได้ชื่อว่าเป็น “หม้อรวมมิตร” (Melting Pot) เนื่องชาวอเมริกันเกิดจากร้อยพ่อพันแม่ซึ่งอพยพเข้าไปจากต่างถิ่น โอกาสที่ดีและความมีอิสระที่จะดำเนินชีวิตอย่างไรก็ได้เป็นแรงจูงใจสำคัญแรงหนึ่งซึ่งดึงดูดผู้อพยพ ต่อมาความก้าวหน้าสูงเป็นแรงจูงใจสำคัญอีกแรงหนึ่งด้วย ในสายตาของชาวต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาเพียบพร้อมด้วยความก้าวหน้าสารพัด ฉะนั้น เมื่อผมพูดถึงชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งซึ่งยังใช้ม้าลากไถและไม่ใช้แม้กระทั่งไฟฟ้า คนไทยจึงมักแสดงอาการเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งออกมาให้เห็น เมื่อปี ๒๕๔๕ ผมพิมพ์หนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อ “อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถ” เพื่อเล่าเรื่องราวของชาว “อามิช” ซึ่งดำเนินชีวิตแบบย้อนยุคนั้นให้คนไทยอ่าน
อเมริกามีชาวอามิชหลายแสนคน พวกเขาเป็นชาวยุโรปซึ่งอพยพเข้าไปในอเมริกาเหนือเมื่อหลายร้อยปีก่อนและดำเนินชีวิตแบบยุคนั้นติดต่อกันมาจนทุกวันนี้ นั่นคือ เลี้ยงชีวิตด้วยการเกษตรเป็นส่วนใหญ่โดยใช้ม้าลากไถและลากรถ ไม่ใช่ไฟฟ้า ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีตู้เย็น ไม่มีโทรศัพท์ในบ้านและไม่มีรถยนต์ ผมพยายามศึกษาเรื่องราวของชาวอามิชเพราะอยากรู้ว่าการดำเนินชีวิตแบบย้อนยุคนั้นสร้างความสุขกายสบายใจแตกต่างกับสังคมอเมริกันรอบด้านที่ใช้เทคโนโลยีร่วมสมัยหรือไม่ ผมแน่ใจว่าพวกเขามีความสุขกายสบายใจไม่น้อยกว่าผู้อื่น
ในช่วงนี้มีนักข่าวชาวอเมริกันให้ความสนใจเรื่อราวของชาวอามิชเป็นพิเศษเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำมานานและชาวอเมริกันจำนวนมากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง นักข่าวอยากรู้ว่าชาวอามิชได้รับผลกระทบหรือไม่ คำตอบคือ พวกเขาได้รับเนื่องจากขายสินค้าบางอย่างไม่ค่อยได้ นักท่องเที่ยวผ่านไปในย่านของชาวอามิชน้อยลง และชาวอามิชที่ไปรับจ้างสร้างบ้านและทำงานกับผู้อื่นก็ตกงานคล้ายชาวอเมริกันทั่วไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชาวอามิชส่วนใหญ่ผลิตอาหารและเครื่องมือเครื่องใช้ภายในบ้านเอง ฉะนั้น โดยทั่วไปพวกเขาได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้อื่น ตอนนี้ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งเริ่มมองเห็นผลดีของการดำเนินชีวิตแบบชาวอามิชและหันมาปลูกผัก เลี้ยงไก่และผลิตของใช้ภายในบ้านเองมากขึ้น [...]
Written on September 1, 2009 | Posted in
ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน |
1 Comment