หลังฝ่ายคอมมิวนิสต์แพ้สงครามเย็นไม่นาน ชาวอเมริกันชื่อ ฟรานซิส ฟูกุยามา เขียนหนังสือชื่อ “วันสิ้นประวัติศาสตร์” (The End of History and the Last Man) ออกมาโดยสรุปว่า นับตั้งแต่นี้ไป โลกใบนี้จะมีสันติสุขจากการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย แต่หลังเวลาผ่านไป 20 ปี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าโลกใบนี้ยังไม่มีสันติสุข
ผมมองว่าโลกจะไม่มีวันเกิดสันติสุขตราบใดที่จำนวนคนยังเพิ่มขึ้นและแต่ละคนต้องการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นในขณะที่ทรัพยากรลดลงจากการถูกนำมาใช้แบบไม่บันยะบันยัง ยิ่งกว่านั้น มนุษย์เราประดิษฐ์เทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ แต่แทนที่จะใช้เทคโนโลยีเฉพาะในทางนั้น กลับใช้มันไปในทางทำลายส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน
Written on August 30, 2010 | Posted in
ประชาสังคม |
9 Comments
คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิล เกตส์ ออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ก่อนเรียนจบปริญญาตรี แต่อาจไม่เป็นที่ทราบกันดีว่า เขาสนใจในด้านการศึกษาไม่ต่ำกว่าในด้านเทคโนโลยี งานเขียนของเขาจึงมักมีเรื่องราวของการศึกษาแทรกอยู่เสมอโดยเฉพาะในหนังสือเรื่อง Business @ the Speed of Thought ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ “คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์” และเรื่อง The Road Ahead ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดพิมพ์ชื่อ “แนวคิดของนักธุรกิจนามกระเดื่อง” นอกจากนั้น ในการกล่าวคำปราศรัยและการให้สัมภาษณ์ เขามักจะมีข้อคิดเรื่องการศึกษาเสมอ คำปราศรัยที่มีเนื้อหาน่าสนใจยิ่งได้แก่เมื่อเขารับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน 2550 ซึ่งมีคำแปลอยู่ในเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com
Written on August 20, 2010 | Posted in
ประชาสังคม |
2 Comments
สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องมหาเศรษฐีอเมริกันที่มีทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ 40 คน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคอย่างต่ำครึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ตนมีอยู่เพื่อช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์เป็นข่าวใหญ่ในสื่อไทยเกือบทุกสื่อ แต่เท่าที่เห็นไม่มีใครได้เจาะลึกลงไปถึงที่ไปที่มาว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร และเศรษฐีเหล่านั้นมีข้อคิดอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษบ้าง จึงขอนำบางอย่างมาเล่า
วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์ สองเพื่อนซี้ที่อายุต่างกันคราวพ่อกับลูกเป็นต้นคิดและเมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้นัดพบลับๆ กับบรรดามหาเศรษฐีครั้งแรกในนครนิวยอร์ก โดยมี เดวิด ร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นเจ้าภาพ หลังจากนั้น ก็มีการพบกันอีกหลายครั้งรวมทั้งบิล เกตส์ บินมาพบลับๆ กับมหาเศรษฐีในเอเชียด้วย จุดมุ่งหมายของการพบกัน ได้แก่ การปรึกษาหารือเรื่องการบริจาคทรัพย์ช่วยเพื่อนมนุษย์ หลังการพบกันครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา พวกเขาได้ข้อตกลงว่า จะเชิญชวนมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ ให้พิจารณาบริจาคทรัพย์ของตนคนละไม่ต่ำกว่า 50% เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์โดยการเขียนคำมั่นสัญญาลงในเว็บไซต์ ชื่อ www.givingpledge.org
คำมั่นสัญญานี้ไม่มีผลทางกฎหมาย หากเป็นการแสดงเจตนาโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประเดิมเป็นคนแรก เขาเขียนว่า เขาจะสละทรัพย์ของเขาไม่ต่ำกว่า 99% ช่วยเพื่อนมนุษย์
Written on August 13, 2010 | Posted in
ประชาสังคม |
Leave a comment
การปกครองท้องถิ่นเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่งซึ่งจะได้รับการพิจารณาจากสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย เท่าที่พอจะอนุมานได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารกิจการแผ่นดินต้องการให้เมืองไทยพัฒนาไปในแนวที่มีความนิยมในสังคมตะวันตก ผมมีข้อสังเกตบางอย่างในระหว่างที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจล่าสุดและได้นำมาเล่าไว้บ้างแล้ว จึงขอทบทวนสั้น ๆ ก่อนเขียนต่อไป
Written on July 30, 2010 | Posted in
ประชาสังคม |
Leave a comment
ช่วงนี้เรื่องการปฏิรูปมีมนต์ ผู้สันทัดกรณีเกือบทุกคนพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง เท่าที่อ่านจากสื่อ ดูจะยังไม่มีผู้ใดเน้นประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของปัญหาทั้งหลายที่ทำให้รัฐบาลแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาปฏิรูปประเทศ ขอฟันธงไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้าการปฏิรูปไม่พุ่งตรงไปที่การเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การปฏิรูปจะล้มเหลวอย่างน่าอดสูยังผลให้เมืองไทยตกอยู่ในวงจรอัปรีย์อันมีปัญหาเหล่านั้นเป็นส่วนประกอบ
ปัจจัยพื้นฐานของปัญหาทั้งหลายได้แก่ความฉ้อฉลของคนไทยในหลายรูปแบบซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายเพราะความถดถอยของศีลธรรมและจรรยาบรรณจนถึงขั้นวิกฤติ
Written on July 20, 2010 | Posted in
ประชาสังคม |
13 Comments
เนื่องจากเมื่อตอน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับฟังความเห็นของประชาชนทางโทรศัพท์ ผมไม่โชคดีถึงกับมีโอกาสได้เสนอความเห็นต่อท่านจึงขอใช้คอลัมน์นี้เป็น สื่อส่งความเห็นถึงท่านพร้อมกับถึงคณะกรรมการและสมัชชาปฏิรูปที่ท่านตั้ง ขึ้นด้วย อันที่จริงรัฐบาลน่าจะตั้งคณะกรรมการและสมัชชาขึ้นมาเพื่อร่างยุทธการพัฒนา ประเทศทันทีหลังปี 2540 เมื่อในหลวงพระราชทานแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ตอนนั้นไม่มีใครมองเห็นความสำคัญของงานดังกล่าว บ้านเมืองจึงเน่าเฟะมาจนถึงปัจจุบัน คงเป็นเวลาอีกนานกว่าคณะกรรมการและสมัชชาปฏิรูปจะเสนอให้เราทำอะไร ในฐานะผู้ศึกษากระบวนการพัฒนา ผมขอฟันธงไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้ามาตรการ นโยบาย หรืออะไรก็ตาม ที่จะนำมาเสนอและนำไปปฏิบัติไม่พุ่งตรงไปที่การทำให้คนไทยมีคุณภาพเพิ่มขึ้น การปฏิรูปจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิงและสังคมไทยก็จะติดหล่มเช่นเดียวกับสังคมอีกจำนวนมาก
Written on July 16, 2010 | Posted in
ประชาสังคม |
11 Comments
เป็นเวลากว่า 140 ปีหลังจากคาร์ล มาร์ก พิมพ์แนวคิดระบบคอมมิวนิสต์ออกมา ชาวโลกถกเถียงกันอย่างเข้มข้นว่า ระบบการบริหารประเทศและระบบเศรษฐกิจชนิดไหนจะมีคำตอบให้สังคมมนุษย์อย่างครบถ้วนกว่ากัน ฝ่ายหนึ่งยึดการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยประกอบกับการใช้หลักเศรษฐกิจตามแนวคิดตลาดเสรีซึ่งมีมานาน อีกฝ่ายหนึ่งยึดระบบคอมมิวนิสต์ซึ่งรวมการบริหารแบบเผด็จการเข้ากับหลักเศรษฐกิจตามแนวคิดสังคมนิยมสุดขั้ว นั่นคือ รัฐเป็นเจ้าของและผู้ตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรทุกอย่าง การถกเถียงกันของสองฝ่ายมีความอยู่รอดของมนุษยชาติเป็นเดิมพันเนื่องจากในช่วงเวลาราว 40 ปีก่อนที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะพ่ายแพ้โดยการแตกสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 นั้น ทั้งสองฝ่ายมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ถ้านำออกมาใช้จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างบนผิวโลกจนหมดสิ้น
Written on July 2, 2010 | Posted in
ประชาสังคม |
2 Comments
วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุดนี้เป็นกระสุนชั้นดีสำหรับผู้ต่อต้านแนวคิดพื้นฐานของระบบตลาดเสรีที่จะใช้โจมตีระบบนี้ได้อย่างสะใจอีกครั้ง แต่ผู้โจมตีมักไม่มีทางเลือกมาเสนออย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้เพราะระบบตรงข้ามคือคอมมิวนิสต์ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าใช้ไม่ได้ ระบบตลาดเสรีแม้จะมีจุดอ่อนก็ยังจะอยู่ต่อไปเพราะมันสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์สองอย่าง นั่นคือ เมื่อมีอะไรเหลือกินเหลือใช้ก็สมัครใจนำมาแลกเปลี่ยนกัน และทุกคนต้องการความเป็นอิสระที่จะทำอะไร ๆ ได้อย่างเสรี
Written on June 22, 2010 | Posted in
ประชาสังคม |
Leave a comment
ช่วงสองสัปดาห์ที่ ผ่านมา ผมเล่าถึงการเขียนบทความภาษาอังกฤษ เพื่อโยนหินถามทางดูว่า ผู้อ่านจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการประเมินจุดอ่อนของสังคมไทย ผมได้รับความเห็นจำนวน มาก จากชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งอีเมลถึงผมโดยตรงและอีกส่วนหนึ่งส่งไปยังหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หลังบทความเรื่อง A Guide to the Perfect Thai Idiot ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาไทยว่า “แนะนำคนไทยไร้ปัญญา” พิมพ์ออกมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม เกือบทั้งหมดเห็นด้วยและบอกผมว่า พวกเขาไม่กล้าบอกคนไทย ในขณะที่ผมกำลังนึกเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ดูกระจกเงาที่ชาวต่างชาติ อยากหยิบยื่นให้ก็พอดีมีข่าวอันเป็นกระจกเงาชั้นเยี่ยมเกิดขึ้น นั่นคือ เรื่องครูมัธยมส่วนใหญ่สอบไม่ผ่านมาตรฐานวิชาที่ตนสอน และเรื่องการเผาโรงเรียนของนักเรียนคนหนึ่ง ซึ่งเรียนไม่ทันและต้องการให้โรงเรียนปิดชั่วคราว การเคยเป็นครูทำให้ผมขนลุกซู่เมื่ออ่านข่าวเหล่านั้น และประสบการณ์ด้านการพัฒนาบอกผมว่า สังคมไทยมีปัญหาหนักหนาสาหัสชนิดที่ต้องผ่าตัดแบบขุดรากถอนโคน จึงจะแก้ได้
Written on June 19, 2010 | Posted in
ประชาสังคม |
4 Comments
เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมอ้างถึงบทความภาษาอังกฤษซึ่งผมเขียนขึ้นก่อนนั้นด้วยความหวังที่จะถามทางดูว่าจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรเมื่อผมวิจารณ์สังคมไทยแบบตรงไปตรงมาโดยเฉพาะเกี่ยวกับเหตุปัจจัยของความร้ายแรงที่นำไปสู่การเผาบ้านเผาเมืองเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม หลังหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ผมยังได้รับจดหมายสนับสนุนจากชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง จดหมายเหล่านั้นเป็นเสมือนกระจกเงาที่เราไม่เคยนำมาส่องดูหน้าเพราะพวกเขากลัวว่า ถ้าเขาพูดความจริงตรง ๆ กับคนไทยอันตรายจะเกิดแก่ตัวเขา เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมนำเรื่องศาสนาในบทความภาษาอังกฤษนั้นมาขยาย วันนี้จะนำอีกหลายประเด็นมาเสนอ ข้อย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ผมเป็นคนไทย ฉะนั้น อะไรที่ผมมองว่าเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย ผมมีส่วนทำให้เกิดขึ้นด้วย
Written on June 14, 2010 | Posted in
ประชาสังคม |
2 Comments