<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SawaiBoonma.com &#187; ประชาสังคม</title>
	<atom:link href="http://sawaiboonma.com/category/social/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sawaiboonma.com</link>
	<description>ดร.ไสว บุญมา : ความรู้คือฐานของการพัฒนาประเทศ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 29 Aug 2010 23:47:44 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ทางออกสำหรับยุครัฐบาลมั่วสุมกับภาคการแสวงหากำไร</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/non-profit-seeking-private-sector-in-post-cold-war-era</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/non-profit-seeking-private-sector-in-post-cold-war-era#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Aug 2010 23:47:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=807</guid>
		<description><![CDATA[หลังฝ่ายคอมมิวนิสต์แพ้สงครามเย็นไม่นาน ชาวอเมริกันชื่อ ฟรานซิส ฟูกุยามา เขียนหนังสือชื่อ “วันสิ้นประวัติศาสตร์” (The End of History and the Last Man) ออกมาโดยสรุปว่า นับตั้งแต่นี้ไป โลกใบนี้จะมีสันติสุขจากการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย  แต่หลังเวลาผ่านไป 20 ปี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าโลกใบนี้ยังไม่มีสันติสุข
ผมมองว่าโลกจะไม่มีวันเกิดสันติสุขตราบใดที่จำนวนคนยังเพิ่มขึ้นและแต่ละคนต้องการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นในขณะที่ทรัพยากรลดลงจากการถูกนำมาใช้แบบไม่บันยะบันยัง  ยิ่งกว่านั้น มนุษย์เราประดิษฐ์เทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ  แต่แทนที่จะใช้เทคโนโลยีเฉพาะในทางนั้น กลับใช้มันไปในทางทำลายส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน

ผมเสนอให้ใช้มุมมองนี้เป็นฐานของการแก้ปัญหาและพัฒนาเมืองไทยในหลายเวทีแต่ไม่มีใครฟังเพราะผมไม่ใช่ฝรั่งอย่างนายอะดัม คาเฮน ซึ่งนำเอาแนวคิดที่มีอยู่แล้วในเมืองไทยมาขายให้คนไทยหัวใจทาสด้วยราคาแสนแพง และนายเฮอนานโด เดอ โซโต ซึ่งนำเอาแนวคิดผิด ๆ มาขายแล้วคนไทยหัวใจทาสก็ซื้อเพราะชื่อของเขาเป็นฝรั่ง  (หากอยากทราบว่านายคาเฮนเอาแนวคิดของใครมาขาย ลองไปอ่านพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสต่าง ๆ และคำสอนของพุทธศาสนา และหากอยากทราบว่า แนวคิดของนายเดอ โซโต ผิดอย่างไร ลองไปอ่านบทที่ 9 ของหนังสื่อชื่อ “คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์”  ถ้าหาหนังสือไม่ได้ อาจไปอ่านในเว็บไซต์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">หลังฝ่ายคอมมิวนิสต์แพ้สงครามเย็นไม่นาน ชาวอเมริกันชื่อ <strong>ฟรานซิส ฟูกุยามา </strong>เขียนหนังสือชื่อ<strong> “วันสิ้นประวัติศาสตร์” </strong>(The End of History and the Last Man) ออกมาโดยสรุปว่า นับตั้งแต่นี้ไป โลกใบนี้จะมีสันติสุขจากการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย  แต่หลังเวลาผ่านไป 20 ปี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าโลกใบนี้ยังไม่มีสันติสุข</p>
<p style="text-align: justify;">ผมมองว่าโลกจะไม่มีวันเกิดสันติสุขตราบใดที่จำนวนคนยังเพิ่มขึ้นและแต่ละคนต้องการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นในขณะที่ทรัพยากรลดลงจากการถูกนำมาใช้แบบไม่บันยะบันยัง  ยิ่งกว่านั้น มนุษย์เราประดิษฐ์เทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ  แต่แทนที่จะใช้เทคโนโลยีเฉพาะในทางนั้น กลับใช้มันไปในทางทำลายส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-807"></span></p>
<p style="text-align: justify;">ผมเสนอให้ใช้มุมมองนี้เป็นฐานของการแก้ปัญหาและพัฒนาเมืองไทยในหลายเวทีแต่ไม่มีใครฟังเพราะผมไม่ใช่ฝรั่งอย่าง<strong>นายอะดัม คาเฮน</strong> ซึ่งนำเอาแนวคิดที่มีอยู่แล้วในเมืองไทยมาขายให้คนไทยหัวใจทาสด้วยราคาแสนแพง และ<strong>นายเฮอนานโด เดอ โซโต</strong> ซึ่งนำเอาแนวคิดผิด ๆ มาขายแล้วคนไทยหัวใจทาสก็ซื้อเพราะชื่อของเขาเป็นฝรั่ง  (หากอยากทราบว่านายคาเฮนเอาแนวคิดของใครมาขาย ลองไปอ่านพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสต่าง ๆ และคำสอนของพุทธศาสนา และหากอยากทราบว่า แนวคิดของนายเดอ โซโต ผิดอย่างไร ลองไปอ่านบทที่ 9 ของหนังสื่อชื่อ <strong>“คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์” </strong> ถ้าหาหนังสือไม่ได้ อาจไปอ่านในเว็บไซต์ <a href="http://sawaiboonma.com/the-mystery-of-capital-01">www.sawaiboonma.com</a></p>
<p style="text-align: justify;">การเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของทั้งจำนวนประชากรและความต้องการใช้ทรัพยากรของแต่ละคนนำไปสู่ความขัดแย้งต่าง ๆ ทั้งในระดับบุคคล กลุ่มชนและระหว่างประเทศ  แนวโน้มอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลกได้แก่การร่วมมือกันของรัฐบาลกับภาคเอกชนผู้มุ่งแสวงหากำไรใช้ระบบการเมืองและแนวคิดทางเศรษฐกิจระบบตลาดเสรีสร้างวิธีเอาเปรียบคนส่วนใหญ่  ในเมืองไทย เราเห็นได้ง่ายเพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ที่อยู่ในรัฐบาลเป็นเอกชนที่แฝงตัวมาเพื่อแสวงหากำไร  ความฉ้อฉลทั้งในระดับบุคคลและในระดับนโยบายจึงปรากฏให้เห็นเป็นประจำ</p>
<p style="text-align: justify;">เมืองไทยไม่ใช่ประเทศเดียว  สหรัฐอเมริกาซึ่งได้ชื่อว่าก้าวหน้าทั้งในด้านการใช้ระบอบประชาธิปไตยและการวิจัยเพื่อปรับเปลี่ยนระบบตลาดเสรีให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นก็ประสบปัญหาเดียวกัน ทั้งนี้เพราะภาคเอกชนที่แสวงหากำไรใช้เงินจ้างนักวิ่งเต้น (Lobbyists) และสนับสนุนการหาเสียงของนักการเมือง  ฉะนั้น จะเห็นอยู่เป็นนิจว่า กลุ่มใหญ่ ๆ ในกิจการต่าง ๆ จะออกมาวิ่งเต้น หรือต่อต้านหากมีการพิจารณากฎหมายและนโยบายที่จะทำให้พวกตนได้ หรือเสียโอกาสทำกำไร ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยา บริษัทผลิตน้ำมัน กลุ่มธนาคาร หรือกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์</p>
<p style="text-align: justify;">ในภาวะเช่นนี้มีผู้เสนอให้ภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรออกมาเคลื่อนไหวเพื่อจะรักษาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในสังคม หรือในอีกนัยหนึ่ง คานอำนาจของรัฐบาลที่ร่วมกันกับภาคเอกชนสร้างปัญหา  ผู้เสนอที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางวิชาการได้แก่ศาสตราจารย์พีเตอร์ ดรักเกอร์ ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ในเมืองไทยหลายคน  ผมไม่คิดว่าตนเองเป็นทาสฝรั่ง แต่ที่อ้างถึงชื่อนี้เพราะเห็นว่าเขาเป็นผู้ที่ติดตามวิวัฒนาการมานานและออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังเพื่อหวังจะคานอำนาจอันเกิดจากการรวมหัวกันของรัฐบาลกับผู้แสวงหากำไร  ความเคลื่อนไหวของพีเตอร์ ดรักเกอร์ เป็นการประยุกต์ความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการของตนเพื่อช่วยองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งแสวงหากำไรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>สังคมอเมริกันมีองค์กรไม่แสวงหากำไรจำนวนมาก  เมื่อพวกเขามองว่าสังคมมีปัญหาจำพวกที่รัฐบาลและภาคเอกชนผู้แสวงกำไรไม่สามารถแก้ได้ พวกเขาก็จะออกมาหาทางแก้ไขแทนในปัจจุบันนี้ อเมริกามีปัญหาหนักหนาสาหัสในด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งรัฐบาลและผู้แสวงหากำไรยังไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไรจึงจะได้ผล  ตัวอย่างของปัญหาที่แสดงออกมาอย่างแจ้งชัดได้แก่ในเมืองดีทรอยต์อันเป็นศูนย์กลางของการสร้างรถยนต์  ข้อมูลบ่งว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของเมืองนี้เพียง 3% เท่านั้นสอบผ่านข้อสอบมาตรฐานวิชาคณิตศาสตร์ของประเทศ  ส่วนนักเรียนมัธยมปลายสอบไล่ได้เพียง 60%  สภาพเช่นนี้ทำให้บิล เกตส์ และ จอร์จ ลูกัส สองมหาเศรษฐีผู้ประกาศว่าจะมอบทรัพย์สินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อสังคมออกมาหาทางช่วยด้วยการทุ่มทั้งเงินและมันสมอง  บิล เกตส์ กำลังสนับสนุนโรงเรียนนำร่องด้วยเงินจำนวนมหาศาลเพื่อค้นหาการเรียนการสอนและครูที่มีประสิทธิภาพจริง ๆ  ส่วนจอร์จ ลูกัส ซึ่งร่ำรวยจากการสร้างภาพยนตร์เน้นวิธีสอน ความหลากหลายในรูปแบบของการเรียนรู้และการเรียนโดยวิธีฝึกฝนกับผู้ปฏิบัติงานโดยตรง  เรื่องราวเกี่ยวกับการสนับสนุนการศึกษาของสองคนนี้อาจหาอ่านได้ในเว็บไซต์ที่อ้างถึงแล้วเช่นกัน</strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>สำหรับในเมืองไทย ในขณะนี้ยังไม่มีมหาเศรษฐีคนใดให้ความใส่ใจกับปัญหาการศึกษาพื้นฐานโดยให้การสนับสนุนในแนวของบิล เกตส์ และจอร์จ ลูกัส </strong>ทั้งที่การปฏิรูปการศึกษาของภาครัฐล้มเหลวอย่างน่าอดสูเพราะไปติดกับดักอยู่ที่การเพิ่มตำแหน่งเจ้านายของครูเป็นสำคัญ ส่วนภาคเอกชนก็มุ่งแสวงหากำไรกันอย่างบ้าคลั่งด้วยการสร้างโรงเรียนกวดวิชา  อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้ เริ่มมีความเคลื่อนไหวโดยผู้ไม่แสวงหากำไรที่จะทำระบบการศึกษาพื้นฐานให้เป็นทั้งแบบบูรณาการ และฐานของการเพิ่มความเข้าใจระหว่างส่วนต่าง ๆ ของประเทศเพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  คงอีกไม่นานการเคลื่อนไหวเหล่านี้จะมีเว็บไซต์ให้ติดตาม</p>
<p style="text-align: justify;">ความเคลื่อนไหวที่ใช้มุมมองของการบูรณาการด้านต่าง ๆ มาจากคณะของอาจารย์<strong>ปราโมทย์ นาครทรรพ </strong>ซึ่งผู้อ่านเอเอสทีวีผู้จัดการมักรู้จักดีอยู่แล้ว  เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ อาจารย์ปราโมทย์พยายามระดมทุนเพื่อก่อตั้งมูลนิธิที่จะมีชื่อเรียกกันสั้น ๆ ว่า GIFT ซึ่งย่อมาจาก GREEEN Initiatives Foundation of Thailand  งานสำคัญด้านหนึ่งของมูลนิธินี้จะเป็นการสนับสนุนการศึกษาแบบบูรณาการที่มีชื่อสั้น ๆ ว่า GREEEN School โดยที่ GREEEN ย่อมาจาก Global Revolution in Education, Economy, Environment and Energy  การเคลื่อนไหวนี้ยังไม่มีชื่อเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการ หากรู้กันภายในหมู่ผู้เคลื่อนไหวเป็นภาษาอังกฤษเพื่อสะดวกแก่การทำงานร่วมกับชาวต่างประเทศซึ่งสนใจที่จะให้ปัจจัยสนับสนุนส่วนหนึ่ง  ตอนนี้เริ่มมีการทำกิจกรรมนำร่องที่จังหวัดหนองคายและนครราชสีมาแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">ความเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเพิ่มความเข้าใจที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์มาจากแนวคิดของทูตดอน ปรมัตถ์วินัย ซึ่งจะเกษียณจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาและกลับมาอยู่เมืองไทยในเดือนกันยายนนี้  ทูตดอนมองว่าถ้าโรงเรียนในส่วนต่าง ๆ ของประเทศมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดผ่านโครงการเรียกว่า “เหย้า-เยือน” โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและสมาชิกในชุมชนเข้าร่วมด้วย การเรียนรู้และความเข้าใจซึ่งกันและกันจะเกิดขึ้นจากการได้ไปเยี่ยมเยือนกันหลาย ๆ ครั้ง  ความรู้ความเข้าใจในความแตกต่างทางสภาพชีวิต แนวคิด วัฒนธรรมท้องถิ่นและอื่น ๆ จะเป็นฐานของการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในระดับชาติ  แนวคิดนี้กำลังจะมีการนำร่องในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดหนองคายในส่วนที่จะกลายเป็นจังหวัดบึงกาฬ</p>
<p style="text-align: justify;">ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะผู้เป็นหัวหอกมองว่า ถ้าเรามัวแต่รอรัฐบาลและภาคเอกชนที่มุ่งแสวงหากำไรให้แก้ปัญหา การศึกษาของไทยจะติดหล่มต่อไปแบบถอนตัวไม่ขึ้น  การเคลื่อนไหวในแนวนี้จะต้องมีเกิดขึ้นในอีกหลากหลายด้านเพื่อคานอำนาจอันเกิดรัฐบาลรวมหัวกันกับภาคเอกชนผู้มุ่งแสวงหากำไรเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ในสังคม.</p>
<p><strong>ดร.ไสว  บุญมา</strong> พิมพ์ใน <em>เอเอสทีวีผู้จัดการ</em> วันที่ 30 สิงหาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/non-profit-seeking-private-sector-in-post-cold-war-era/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บิล เกตส์ กับการศึกษา</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/bill-gates-and-education</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/bill-gates-and-education#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Aug 2010 03:36:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[บิล เกตส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=794</guid>
		<description><![CDATA[
 
คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิล เกตส์ ออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ก่อนเรียนจบปริญญาตรี  แต่อาจไม่เป็นที่ทราบกันดีว่า เขาสนใจในด้านการศึกษาไม่ต่ำกว่าในด้านเทคโนโลยี  งานเขียนของเขาจึงมักมีเรื่องราวของการศึกษาแทรกอยู่เสมอโดยเฉพาะในหนังสือเรื่อง Business @ the Speed of Thought ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ “คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์” และเรื่อง The Road Ahead ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดพิมพ์ชื่อ “แนวคิดของนักธุรกิจนามกระเดื่อง”  นอกจากนั้น ในการกล่าวคำปราศรัยและการให้สัมภาษณ์ เขามักจะมีข้อคิดเรื่องการศึกษาเสมอ  คำปราศรัยที่มีเนื้อหาน่าสนใจยิ่งได้แก่เมื่อเขารับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน 2550 ซึ่งมีคำแปลอยู่ในเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com

บิล เกตส์ มิได้พูดอย่างเดียว หากสนับสนุนการศึกษาอย่างจริงจังด้วย  มูลนิธิของเขาซึ่งมีทรัพย์สินราวสามหมื่นล้านดอลลาร์และจะได้เงินจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ มาเพิ่มขึ้นอีกสนับสนุนการศึกษาในอเมริกาครั้งละนับร้อยล้านดอลลาร์เนื่องจากเขามองว่า การศึกษาของอเมริกากำลังป่วยหนักและต้องเยียวยาไม่ต่ำกว่าโรคร้ายที่มูลนิธิของเขาสนับสนุนการค้นหายาเพื่อรักษาอยู่ เช่น เอดส์ วัณโรคและมาลาเรียดื้อยา  ผู้ที่ไม่ค่อยได้ติดตามความเป็นไปในด้านการศึกษาของอเมริกาอาจแปลกใจว่าเพราะอะไรบิล เกตส์ จึงมองว่าการศึกษาของอเมริกากำลังป่วยหนักเนื่องจากใคร ๆ ก็ดูจะส่งลูกส่งหลานไปเรียนอเมริกากัน  นั่นเป็นความจริงหากมองเฉพาะในด้านอุดมศึกษาเนื่องจากอเมริกามีมหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวนมาก  แต่หากมองที่การศึกษาพื้นฐาน หรือในระดับก่อนมหาวิทยาลัย จะพบว่าเขามีปัญหาหนักหนาสาหัส
อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การจัดการศึกษาก่อนระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกาเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่น  รัฐบาลกลางมีหน้าที่วางกรอบกว้าง ๆ และให้การสนับสนุนรัฐบาลท้องถิ่นตามความจำเป็น  ฉะนั้น คุณภาพจะแตกต่างกันอยู่บ้างระหว่างท้องถิ่นที่มีรายได้สูงกับท้องถิ่นที่มีรายได้ต่ำ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="right">
<p align="center"><strong> </strong></p>
<p>คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิล เกตส์ ออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ก่อนเรียนจบปริญญาตรี  แต่อาจไม่เป็นที่ทราบกันดีว่า เขาสนใจในด้านการศึกษาไม่ต่ำกว่าในด้านเทคโนโลยี  งานเขียนของเขาจึงมักมีเรื่องราวของการศึกษาแทรกอยู่เสมอโดยเฉพาะในหนังสือเรื่อง Business @ the Speed of Thought ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ “คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์” และเรื่อง The Road Ahead ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดพิมพ์ชื่อ “แนวคิดของนักธุรกิจนามกระเดื่อง”  นอกจากนั้น ในการกล่าวคำปราศรัยและการให้สัมภาษณ์ เขามักจะมีข้อคิดเรื่องการศึกษาเสมอ  คำปราศรัยที่มีเนื้อหาน่าสนใจยิ่งได้แก่เมื่อเขารับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน 2550 ซึ่งมีคำแปลอยู่ในเว็บไซต์ <a href="http://sawaiboonma.com/?s=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C">www.sawaiboonma.com</a></p>
<p><span id="more-794"></span></p>
<p>บิล เกตส์ มิได้พูดอย่างเดียว หากสนับสนุนการศึกษาอย่างจริงจังด้วย  มูลนิธิของเขาซึ่งมีทรัพย์สินราวสามหมื่นล้านดอลลาร์และจะได้เงินจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ มาเพิ่มขึ้นอีกสนับสนุนการศึกษาในอเมริกาครั้งละนับร้อยล้านดอลลาร์เนื่องจากเขามองว่า การศึกษาของอเมริกากำลังป่วยหนักและต้องเยียวยาไม่ต่ำกว่าโรคร้ายที่มูลนิธิของเขาสนับสนุนการค้นหายาเพื่อรักษาอยู่ เช่น เอดส์ วัณโรคและมาลาเรียดื้อยา  ผู้ที่ไม่ค่อยได้ติดตามความเป็นไปในด้านการศึกษาของอเมริกาอาจแปลกใจว่าเพราะอะไรบิล เกตส์ จึงมองว่าการศึกษาของอเมริกากำลังป่วยหนักเนื่องจากใคร ๆ ก็ดูจะส่งลูกส่งหลานไปเรียนอเมริกากัน  นั่นเป็นความจริงหากมองเฉพาะในด้านอุดมศึกษาเนื่องจากอเมริกามีมหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวนมาก  แต่หากมองที่การศึกษาพื้นฐาน หรือในระดับก่อนมหาวิทยาลัย จะพบว่าเขามีปัญหาหนักหนาสาหัส</p>
<p>อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การจัดการศึกษาก่อนระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกาเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่น  รัฐบาลกลางมีหน้าที่วางกรอบกว้าง ๆ และให้การสนับสนุนรัฐบาลท้องถิ่นตามความจำเป็น  ฉะนั้น คุณภาพจะแตกต่างกันอยู่บ้างระหว่างท้องถิ่นที่มีรายได้สูงกับท้องถิ่นที่มีรายได้ต่ำ  อย่างไรก็ตามเมื่อราวสองสามทศวรรษที่ผ่านมา คุณภาพของการศึกษาโดยทั่วไปตกต่ำจนทำให้รัฐบาลกลางต้องเข้าไปแทรกแซง  สภาพของความตกต่ำที่ทำให้ชาวอเมริกันตกใจได้แก่คะแนนทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของเด็กอายุ13 ปีทั่วโลกเมื่อปี 2538 ซึ่งพบว่าเด็กอเมริกันได้ที่ 24 เด็กไทยได้ที่ 20 และเด็กสิงคโปร์ได้ที่ 1</p>
<p>ความตกใจครั้งนั้นกระตุ้นให้รัฐบาลในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ตรากฎหมายชื่อ No Child Left Behind ออกมาเพื่อพยายามยกมาตรฐานการศึกษาพื้นฐานของชาวอเมริกันทั่วประเทศ  แต่ ณ วันนี้ เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดว่า กฎหมายนั้นมีผลเพียงจำกัดเนื่องจากการศึกษาในบางท้องถิ่นยังอยู่ในขั้นวิกฤติรวมทั้งในกรุงวอชิงตันอันเป็นเมืองหลวงของเขาด้วย  ตัวอย่างของปัญหาที่น่าตกใจได้แก่เรื่องของเมืองดีทรอยท์อันเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมทำรถยนต์ของอเมริกาซึ่งนิตยสาร Fortune นำมาพิมพ์ในฉบับประจำวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา  ข้อมูลบ่งว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของเมืองนี้เพียง 3% เท่านั้นสอบผ่านข้อสอบมาตรฐานของชาติในวิชาคณิตศาสตร์  ส่วนนักเรียนมัธยมปลายปีสุดท้ายสอบตกถึง 40%  ยิ่งกว่านั้น นักเรียนมัธยมของโรงเรียนรัฐบาลในเมืองนั้นเพียง 2% และ 11% มีพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์และการอ่านภาษาอังกฤษตามลำดับเพียงพอสำหรับการเรียนต่อไปในระดับอุดมศึกษา  สภาพเช่นนี้ทำให้บิล เกตส์ มองว่า ถ้าเอกชนเช่นเขาไม่ยื่นมือเข้าไปทำอะไรสักอย่าง วิกฤติจะยังคงอยู่ต่อไปส่งผลให้ประเทศชาติสูญทรัพยากรสำคัญที่สุด</p>
<p>บิล เกตส์ เริ่มสนับสนุนการศึกษาพื้นฐานอย่างจริงจังตั้งแต่เขาก่อตั้งมูลนิธิเมื่อสิบปีที่แล้ว  เริ่มแรกเขาสนับสนุนให้แยกโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ออกเป็นหลายโรงเนื่องจากข้อมูลชี้บ่งว่าโรงเรียนขนาดเล็กสอนเด็กได้คุณภาพมากว่าโรงเรียนขนาดใหญ่  แต่หลังจากการวิจัยต่อมาพบว่าข้อสรุปนั้นอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงเสมอไป เขาหันไปสนับสนุนวิธีการซึ่งวางอยู่บนฐานของการวิจัยที่พบว่าคุณภาพของครูเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลการเรียนของเด็กแตกต่างกัน  ตอนนี้เขากำลังสนับสนุนโรงเรียนนำร่องหลายแห่งด้วยเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ทั้งในรัฐฟลอริดา เทนเนสซี เพนซิลเวเนียและแคลิฟอร์เนีย พร้อม ๆ กับสนับสนุนการวิจัยในด้านการทำแบบทดสอบมาตรฐานให้สะท้อนทั้งการเรียนรู้และภูมิหลังของเด็กที่ต่างกัน  อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนเช่นนี้ก็มีการต่อต้านจากบางกลุ่มโดยเฉพาะสหภาพแรงงานครู ทั้งนี้เพราะทุกปีจะต้องมีการปลดครูที่ถูกประเมินว่าขาดสมรรถภาพ</p>
<p>อันที่จริง บิล เกตส์ ไม่ใช่มหาเศรษฐีอเมริกันคนเดียวที่สนับสนุนการศึกษาอย่างจริงจัง  ยังมีอีกหลายคนที่ทำอยู่ แต่ไม่เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางเนื่องจากพวกเขาไม่ใช้วิธีรณรงค์ตรง ๆ เช่นเดียวกับบิล เกตส์  ในขณะนี้แนวคิดที่มหาเศรษฐีนิยมสนับสนุนกันคือ การให้เอกชนรับเหมาไปทำโรงเรียนที่เรียกว่า Charter School  วิธีนี้มีข้อได้เปรียบบางอย่างโดยเฉพาะความมีอิสระจากสหภาพแรงงานครูซึ่งในบางท้องถิ่นเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงมากเนื่องจากโรงเรียนไม่สามารถปลดครูที่ไม่มีสมรรถภาพได้</p>
<p>สำหรับในเมืองไทย ในขณะนี้ยังไม่มีมหาเศรษฐีคนใดให้ความใส่ใจแก่ปัญหาการศึกษาพื้นฐานโดยให้การสนับสนุนในแนวของบิล เกตส์ และเศรษฐีอเมริกัน  อย่างไรก็ตาม เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่จะทำให้การศึกษาพื้นฐานเป็นแบบบูรณาการโดยภาคประชาสังคมบ้างแล้ว  ความเคลื่อนไหวที่น่าจะมีผลเป็นที่ประจักษ์ในเร็ววันนี้ยังไม่มีชื่อเป็นทางการ หากรู้กันในหมู่ผู้ร่วมเคลื่อนไหวว่าโครงการ GREEEN School โดยที่ GREEEN ย่อมาจาก Global Revolution in Education, Economy, Environment and Energy  การเคลื่อนไหวนี้เริ่มมีการทำกิจกรรมนำร่องที่จังหวัดหนองคายและนครราชสีมา  หากผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ แนวคิดนี้จะขยายต่อไปถึงท้องถิ่นที่มีความพร้อมจะรับแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อทำให้การศึกษาของตนแข็งแกร่งขึ้น.</p>
<p><strong>ดร.ไสว  บุญมา </strong>พิมพ์ในคอลัมน์ <em>บ้านเขาเมืองเรา</em> หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/bill-gates-and-education/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มหาเศรษฐีผู้มีจิตวิญญาณกับวิวัฒนาการของสังคม</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/millionaire-giving-pledge</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/millionaire-giving-pledge#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Aug 2010 01:59:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐีใจบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=779</guid>
		<description><![CDATA[สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องมหาเศรษฐีอเมริกันที่มีทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ 40 คน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคอย่างต่ำครึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ตนมีอยู่เพื่อช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์เป็นข่าวใหญ่ในสื่อไทยเกือบทุกสื่อ แต่เท่าที่เห็นไม่มีใครได้เจาะลึกลงไปถึงที่ไปที่มาว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร และเศรษฐีเหล่านั้นมีข้อคิดอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษบ้าง จึงขอนำบางอย่างมาเล่า
 วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์ สองเพื่อนซี้ที่อายุต่างกันคราวพ่อกับลูกเป็นต้นคิดและเมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้นัดพบลับๆ กับบรรดามหาเศรษฐีครั้งแรกในนครนิวยอร์ก โดยมี เดวิด ร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นเจ้าภาพ หลังจากนั้น ก็มีการพบกันอีกหลายครั้งรวมทั้งบิล เกตส์ บินมาพบลับๆ กับมหาเศรษฐีในเอเชียด้วย จุดมุ่งหมายของการพบกัน ได้แก่ การปรึกษาหารือเรื่องการบริจาคทรัพย์ช่วยเพื่อนมนุษย์ หลังการพบกันครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา พวกเขาได้ข้อตกลงว่า จะเชิญชวนมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ ให้พิจารณาบริจาคทรัพย์ของตนคนละไม่ต่ำกว่า 50% เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์โดยการเขียนคำมั่นสัญญาลงในเว็บไซต์ ชื่อ www.givingpledge.org
คำมั่นสัญญานี้ไม่มีผลทางกฎหมาย หากเป็นการแสดงเจตนาโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประเดิมเป็นคนแรก เขาเขียนว่า เขาจะสละทรัพย์ของเขาไม่ต่ำกว่า 99% ช่วยเพื่อนมนุษย์
 
ในคำมั่นสัญญาที่ยาวราว 1 หน้ากระดาษ วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดถึงหลายอย่างรวมทั้งสิ่งเหล่านี้ด้วย 1. จริงอยู่ทรัพย์ที่เขาจะให้นั้นมีค่านับหมื่นล้านดอลลาร์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องมหาเศรษฐีอเมริกันที่มีทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ 40 คน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคอย่างต่ำครึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ตนมีอยู่เพื่อช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์เป็นข่าวใหญ่ในสื่อไทยเกือบทุกสื่อ แต่เท่าที่เห็นไม่มีใครได้เจาะลึกลงไปถึงที่ไปที่มาว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร และเศรษฐีเหล่านั้นมีข้อคิดอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษบ้าง จึงขอนำบางอย่างมาเล่า</p>
<p> <strong>วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์ </strong>สองเพื่อนซี้ที่อายุต่างกันคราวพ่อกับลูกเป็นต้นคิดและเมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้นัดพบลับๆ กับบรรดามหาเศรษฐีครั้งแรกในนครนิวยอร์ก โดยมี เดวิด ร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นเจ้าภาพ หลังจากนั้น ก็มีการพบกันอีกหลายครั้งรวมทั้งบิล เกตส์ บินมาพบลับๆ กับมหาเศรษฐีในเอเชียด้วย จุดมุ่งหมายของการพบกัน ได้แก่ การปรึกษาหารือเรื่องการบริจาคทรัพย์ช่วยเพื่อนมนุษย์ หลังการพบกันครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา พวกเขาได้ข้อตกลงว่า จะเชิญชวนมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ ให้พิจารณาบริจาคทรัพย์ของตนคนละไม่ต่ำกว่า 50% เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์โดยการเขียนคำมั่นสัญญาลงในเว็บไซต์ ชื่อ <a href="www.givingpledge.org">www.givingpledge.org</a></p>
<p>คำมั่นสัญญานี้ไม่มีผลทางกฎหมาย หากเป็นการแสดงเจตนาโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประเดิมเป็นคนแรก เขาเขียนว่า เขาจะสละทรัพย์ของเขาไม่ต่ำกว่า 99% ช่วยเพื่อนมนุษย์<br />
 <span id="more-779"></span><br />
ในคำมั่นสัญญาที่ยาวราว 1 หน้ากระดาษ วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดถึงหลายอย่างรวมทั้งสิ่งเหล่านี้ด้วย 1. จริงอยู่ทรัพย์ที่เขาจะให้นั้นมีค่านับหมื่นล้านดอลลาร์ แต่หากวัดกันในด้านของการเสียสละแล้วมันยังน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่น ทั้งนี้ เพราะแม้เขาจะยก 99% ของทรัพย์ให้การกุศล เงินที่เหลือยังมากมาย ยังผลให้เขาไม่ต้องเสียสละอะไรที่จำเป็นต่อชีวิตของเขาเลย ต่างกับผู้สละทรัพย์อีกจำนวนมาก ที่แม้จะบริจาคเพียงไม่กี่ดอลลาร์ แต่เงินนั้นอาจมาจากงบประมาณสำหรับซื้ออาหาร ซึ่งผู้บริจาคจะต้องอด 2. หลายๆ คน สละเวลาซึ่งมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์เพื่อช่วยผู้อื่น ส่วนเขาสละเฉพาะทรัพย์เท่านั้น 3. เขามองว่าการสะสมของมีค่าทางวัตถุต่างๆ ไม่มีความสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านั่นแหละคือโซ่รัดคอของผู้สะสม สิ่งที่มีค่ากว่าวัตถุคือสุขภาพและเพื่อน และ 4. ทรัพย์ที่เขาบริจาคไปนั้น แม้จะเก็บไว้ก็จะไม่ทำให้เขาและลูกๆ มีความสุขเพิ่มขึ้น ตรงข้ามมันจะทำให้เพื่อนมนุษย์จำนวนมากมีชีวิตดีขึ้น</p>
<p>อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ทรัพย์ของมหาเศรษฐีเช่นวอร์เรน บัฟเฟตต์ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปหุ้นบริษัท มูลค่าของทรัพย์จึงขึ้นลงตามราคาของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปีที่แล้ว นิตยสารฟอร์บส์ประเมินว่า ทรัพย์ของเขามีค่าราว 37,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่าหนึ่งล้านล้านบาท เมื่อปี 2549 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ให้คำมั่นสัญญากับ บิล เกตส์ ว่า เขาจะเริ่มบริจาคทรัพย์ของเขาราว 83% ให้แก่มูลนิธิของบิล เกตส์ เพื่อให้มูลนิธินั้นนำไปใช้ในกิจการช่วยเพื่อนมนุษย์ การให้คำมั่นสัญญาครั้งนี้ จึงมีค่าเท่ากับการบริจาคเพิ่ม </p>
<p><strong>บิล เกตส์ </strong>รวมอยู่ในผู้ที่เขียนคำมั่นสัญญาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วย เขาเคยพูดไว้นานแล้วว่า เขาจะยกทรัพย์ราว 95% ให้มูลนิธิเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ที่เขาและภรรยาตั้งขึ้น อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เขาและภรรยาได้บริจาคให้มูลนิธินั้นแล้วราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ และมูลนิธินั้นได้นำรายได้ไปบริจาคให้แก่โครงการต่างๆ ทั่วโลกหลายพันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในด้านการค้นหายาใหม่ๆ นอกจากนั้น  เขายังได้เกษียณจากงาน เมื่ออายุเพียง 53 ปี เพื่ออุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่การกุศล </p>
<p>บิล เกตส์ และภรรยาให้ข้อคิดไว้หลายอย่างเช่นกัน ข้อคิดที่สำคัญสุดน่าจะเป็น 1. พ่อแม่ทุกคนไม่ว่าจะมาจากส่วนไหนของโลกรักลูกและอยากให้ลูกมีโอกาสดีที่สุด ในชีวิต เขาทั้งสองมองว่าทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน และควรจะมีโอกาสเท่าๆ กัน ที่จะทำให้ความฝันของตนเป็นจริง 2. ในประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาเบื้องต้นคือผู้คนเข้าไม่ถึงการสุขอนามัย ยังผลให้เด็กจำนวนมากตายตั้งแต่ยังเป็นทารก งานการกุศลหลักของเขาในโลกกำลังพัฒนา จึงเป็นการค้นหาวิธีที่จะทำให้ทารกรอดตายและโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง โดยเฉพาะการวิจัยเพื่อค้นหาวัคซีนใหม่ๆ ส่วนในอเมริกาเขาเน้นการศึกษาเป็นหลัก 3. มหาเศรษฐีที่เขามีโอกาสคุยด้วยล้วนพยายามช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ และเห็นพ้องต้องกันว่า การให้เป็นปัจจัยที่ทำให้ชีวิตของพวกเขามีค่ายิ่งขึ้น</p>
<p>มหาเศรษฐี 40 คนนั้นมักเป็นนักธุรกิจและเป็นเพียงส่วนน้อยของมหาเศรษฐีพันล้านอเมริกัน ซึ่งนิตยสารฟอร์บส์ประเมินว่า มีอยู่ด้วยกันกว่า 400 คน และมีทรัพย์รวมกันราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ สำนักข่าวบางแห่งประเมินว่าคนเหล่านั้นบริจาคเงินเพื่อการกุศลโดยเฉลี่ย ประมาณ 10% ของทรัพย์อยู่แล้ว หากการเชิญชวนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ และบิล เกตส์ ประสบความสำเร็จ การบริจาคก็จะเพิ่มขึ้นซึ่งอาจถึงเป้าหมายที่ 6 แสนล้านดอลลาร์ก็ได้ แน่นอน เงินจำนวนนี้ย่อมจะมีผลดีมหาศาลต่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ณ วันนี้ ยังไม่มีการประเมินว่าเป้าหมายนี้ จะมีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหน</p>
<p>หลังจากติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่วันที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนคำมั่นสัญญาลงในเว็บไซต์เมื่อกลางเดือนมิถุนายน ผมมีความรู้สึกหลายอย่างรวมทั้ง 1. ความเคลื่อนไหวของมหาเศรษฐีเหล่านี้เป็นไปตามที่ปีเตอร์ ดรักเกอร์ หวังไว้ นั่นคือ ภาคประชาสังคมจะต้องเพิ่มความแข็งแกร่ง เพื่อถ่วงดุลของภาครัฐและภาคธุรกิจซึ่งกำลังรวมหัวกันพาสังคมไปในทางที่ไม่ ดีนัก นี่คือ นิมิตดี 2. นิมิตดีนี้ยังไม่มีเกิดขึ้นในเมืองไทยอย่างจริงจัง หากมองจากข้อมูลของการสำรวจความเห็นนักธุรกิจไทยเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งพบว่ากิจกรรมของภาคธุรกิจไทยเพื่อช่วยเหลือสังคมราว 90% เป็นไปเพื่อการประชาสัมพันธ์ (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 2 ก.ค.) ความแตกต่างระหว่างนักธุรกิจอเมริกันกับนักธุรกิจไทยเช่นนี้ ย่อมมีผลสำคัญยิ่งต่ออนาคตของเมืองไทย หากเราใช้การอ่านวิวัฒนาการโลกของปีเตอร์ ดรักเกอร์ เป็นกรอบ เรื่องนี้น่าจะเป็นที่ใส่ใจเป็นพิเศษของคณะกรรมการปฏิรูป.</p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา</strong> พิมพ์ในคอลัมน์ <em>บ้านเขาเมืองเรา </em>หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 สิงหาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/millionaire-giving-pledge/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาวะเศรษฐกิจ การปกครองท้องถิ่นและองค์กรที่ซ้ำซ้อนกัน</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/local-government-economic-conditions-and-corruption</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/local-government-economic-conditions-and-corruption#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2010 03:32:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[การปกครองส่วนท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=753</guid>
		<description><![CDATA[การปกครองท้องถิ่นเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่งซึ่งจะได้รับการพิจารณาจากสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย  เท่าที่พอจะอนุมานได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารกิจการแผ่นดินต้องการให้เมืองไทยพัฒนาไปในแนวที่มีความนิยมในสังคมตะวันตก  ผมมีข้อสังเกตบางอย่างในระหว่างที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจล่าสุดและได้นำมาเล่าไว้บ้างแล้ว จึงขอทบทวนสั้น ๆ ก่อนเขียนต่อไป

บทความประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 พูดถึงการเงินของรัฐแคลิฟอร์เนียในอเมริกาซึ่งสามารถเรียกเก็บภาษี ตั้งงบประมาณการใช้จ่ายและกู้หนี้ยืมสินได้คล้ายกับเป็นประเทศเอกราชยกเว้นในด้านการพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้เอง  ในช่วงนี้แคลิฟอร์เนียมีปัญหาหนักหนาสาหัสมากซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้เก็บภาษีได้น้อย  แต่นั่นเป็นเพียงส่วนเดียว  อีกส่วนหนึ่งได้แก่ด้านการใช้จ่ายซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งเนื่องจากรัฐมีข้อผูกพันในโครงการต่าง ๆ รวมทั้งทางด้านสวัสดิการสังคม  ยิ่งกว่านั้น การเงินของแคลิฟอร์เนียมีปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานจากการบริหารในแนวประชาธิปไตย นั่นคือ นักการเมืองมักเอาใจประชาชนโดยให้สวัสดิการและเสนอโครงการใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกันไม่ยอมขึ้นภาษีส่งผลให้รัฐมีหนี้สินสูงมาก
บทความประจำวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมาพูดถึงปัญหาที่เทศบาลกรุงมิลานและรัฐบาลท้องถิ่นในอิตาลี เยอรมนีและสหรัฐกำลังประสบอยู่ นั่นคือ มีโอกาสสูญเงินจำนวนมากเนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์เกี่ยวกับกระบวนการซื้อขายอนุพันธ์การเงินที่ได้รับคำแนะนำจากสถาบันการเงินข้ามชาติ  เทศบาลกรุงมิลานกำลังฟ้องศาลด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าถูกสถาบันการเงินหลอกลวง
ตอนนี้เพิ่งมีรายงานเกี่ยวกับการเงินของรัฐบาลท้องถิ่นในสเปนซึ่งเป็นหนึ่งในสหภาพยุโรปที่กำลังเผชิญปัญหาหนักหนาสาหัสด้านงบประมาณจนอาจต้องคลานไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศเช่นเดียวกับกรีซ  สเปนให้อำนาจการบริหารบ้านเมืองแก่รัฐบาลท้องถิ่นสูงกว่าประเทศในยุโรปเกือบทั้งหมด  งบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่นจึงมีขนาดใหญ่เกือบสองเท่าของงบประมาณรัฐบาลกลาง  ในตอนที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว รัฐบาลท้องถิ่นใช้จ่ายกันแบบแทบไม่อั้น ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างสวนสาธารณะ สนับสนุนวงดนตรี สร้างสนามกีฬา หรือก่อตั้งองค์กรเฉพาะกิจขึ้นมานับพันแห่งเพื่อทำกิจการต่าง ๆ  เมื่อรายได้ไม่พอ ก็หยิบยืม  ตอนนี้รัฐบาลท้องถิ่นจึงมีหนี้สินรวมกันถึงราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การปกครองท้องถิ่นเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่งซึ่งจะได้รับการพิจารณาจากสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย  เท่าที่พอจะอนุมานได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารกิจการแผ่นดินต้องการให้เมืองไทยพัฒนาไปในแนวที่มีความนิยมในสังคมตะวันตก  ผมมีข้อสังเกตบางอย่างในระหว่างที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจล่าสุดและได้นำมาเล่าไว้บ้างแล้ว จึงขอทบทวนสั้น ๆ ก่อนเขียนต่อไป<br />
<span id="more-753"></span><br />
บทความประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 พูดถึงการเงินของรัฐแคลิฟอร์เนียในอเมริกาซึ่งสามารถเรียกเก็บภาษี ตั้งงบประมาณการใช้จ่ายและกู้หนี้ยืมสินได้คล้ายกับเป็นประเทศเอกราชยกเว้นในด้านการพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้เอง  ในช่วงนี้แคลิฟอร์เนียมีปัญหาหนักหนาสาหัสมากซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้เก็บภาษีได้น้อย  แต่นั่นเป็นเพียงส่วนเดียว  อีกส่วนหนึ่งได้แก่ด้านการใช้จ่ายซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งเนื่องจากรัฐมีข้อผูกพันในโครงการต่าง ๆ รวมทั้งทางด้านสวัสดิการสังคม  ยิ่งกว่านั้น การเงินของแคลิฟอร์เนียมีปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานจากการบริหารในแนวประชาธิปไตย นั่นคือ นักการเมืองมักเอาใจประชาชนโดยให้สวัสดิการและเสนอโครงการใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกันไม่ยอมขึ้นภาษีส่งผลให้รัฐมีหนี้สินสูงมาก</p>
<p>บทความประจำวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมาพูดถึงปัญหาที่เทศบาลกรุงมิลานและรัฐบาลท้องถิ่นในอิตาลี เยอรมนีและสหรัฐกำลังประสบอยู่ นั่นคือ มีโอกาสสูญเงินจำนวนมากเนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์เกี่ยวกับกระบวนการซื้อขายอนุพันธ์การเงินที่ได้รับคำแนะนำจากสถาบันการเงินข้ามชาติ  เทศบาลกรุงมิลานกำลังฟ้องศาลด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าถูกสถาบันการเงินหลอกลวง</p>
<p>ตอนนี้เพิ่งมีรายงานเกี่ยวกับการเงินของรัฐบาลท้องถิ่นในสเปนซึ่งเป็นหนึ่งในสหภาพยุโรปที่กำลังเผชิญปัญหาหนักหนาสาหัสด้านงบประมาณจนอาจต้องคลานไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศเช่นเดียวกับกรีซ  สเปนให้อำนาจการบริหารบ้านเมืองแก่รัฐบาลท้องถิ่นสูงกว่าประเทศในยุโรปเกือบทั้งหมด  งบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่นจึงมีขนาดใหญ่เกือบสองเท่าของงบประมาณรัฐบาลกลาง  ในตอนที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว รัฐบาลท้องถิ่นใช้จ่ายกันแบบแทบไม่อั้น ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างสวนสาธารณะ สนับสนุนวงดนตรี สร้างสนามกีฬา หรือก่อตั้งองค์กรเฉพาะกิจขึ้นมานับพันแห่งเพื่อทำกิจการต่าง ๆ  เมื่อรายได้ไม่พอ ก็หยิบยืม  ตอนนี้รัฐบาลท้องถิ่นจึงมีหนี้สินรวมกันถึงราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  ทั้งที่พยายามลดการใช้จ่าย แต่รายได้ก็ยังไม่พอเพราะรายรับลดลงมากเนื่องจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ  รัฐบาลท้องถิ่นเหล่านั้นจึงพยายามยามกู้ยืมเพิ่มอีกราว 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าปกติมากเนื่องจากผู้ให้กู้เห็นว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น</p>
<p>ปัญหาที่อ้างถึงมักเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดจึงมีการพูดถึงกันเป็นประจำ  แต่ยังมีอีกปัญหาหนึ่งซึ่งมักไม่ค่อยถูกเอ่ยถึงเนื่องจากมันมักไม่เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัด นั่นคือ การเดินสวนทางระหว่างการเงินท้องถิ่นกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลกลาง  ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายได้แก่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่มีวิกฤติร้ายแรง  ในขณะที่รัฐบาลกลางทำสารพัดอย่างเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายให้มากขึ้น แต่รัฐบาลท้องถิ่นกลับลดการใช้จ่ายเนื่องจากเก็บภาษีได้น้อยกว่าปกติ  สหรัฐกำลังประสบปัญหานี้ทั้งที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงในสื่อต่าง ๆ  ในทางกลับกัน ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวสูงจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลกลางต้องการดำเนินนโยบายเพื่อลดการใช้จ่ายลง รัฐบาลท้องถิ่นกลับใช้จ่ายมากขึ้นเพราะเก็บภาษีได้มากกว่าปกติ</p>
<p>องค์กรปกครองท้องถิ่นของไทยยังไม่วิวัฒน์ไปถึงของประเทศต่าง ๆ ที่อ้างถึง  สมัชชาปฏิรูปจะเสนอให้พัฒนาไปทางไหนคงใช้เวลาอีกหลายเดือนจึงจะรู้  แต่ ณ วันนี้ มีสิ่งที่น่าสังเกตปรากฏให้เห็นจนเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดมากจากวิวัฒนาการที่ผ่านมา เช่น การซ้ำซ้อนกันกับงานขององค์กรที่มีอยู่ก่อนแล้ว จากสำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปถึงผู้ใหญ่บ้าน และการใช้งบประมาณที่มีส่วนประกอบสำคัญจำพวกการก่อสร้างรวมทั้งสำนักงานขนาดใหญ่ การไปดูงานต่างประเทศ การตกแต่งภูมิทัศน์และการสัมมนา  การมีองค์กรซ้ำซ้อนกันเป็นการสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ แต่มันสะท้อนสัจธรรมข้อหนึ่งของการปฏิรูป นั่นคือ การสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่นั้นง่ายมาก แต่การยุบองค์กรเก่านั้นยากที่สุด  นักปฏิรูปส่วนใหญ่จึงหาทางออกแบบมักง่ายโดยให้คงมันไว้เช่นเดิม</p>
<p>การใช้งบประมาณต่าง ๆ ที่อ้างถึงมักให้ประโยชน์แก่พนักงานขององค์กรมากกว่าแก่ประชาชนทั่วไป  แต่เท่าที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการใช้งบประมาณแบบนั้นได้  เรื่องจำพวกนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทย หากเกิดขึ้นในประเทศที่ก้าวหน้ากว่าไทยด้วย อาทิเช่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะผู้บริหารของเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างยากจนในรัฐแคลิฟอร์เนียต้องลาออกและอาจติดคุกหลังจากหนังสือพิมพ์และประชาชนไปขุดค้นจนพบว่าตัวหัวหน้าซุกซ่อนเรื่องค่าตอบแทนของเขาซึ่งปาเข้าไปราวเดือนละ 2.1 ล้านบาท</p>
<p>สำหรับในเมืองไทย การปฏิรูปต่อไปจึงควรใส่ใจกับประเด็นที่กล่าวถึงและไม่ควรเสนอให้สร้างองค์กรขึ้นมาใหม่โดยไม่ยุบองค์กรเก่าซึ่งผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการและสมัชชาปฏิรูปบางคนดูจะนิยมทำกันเท่าที่ผ่านมา อาทิเช่น สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ซึ่งมีความแปลกประหลาดเป็นพิเศษคือ ก่อตั้งขึ้นมาในสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  องค์การเหล่านี้ไม่น่าจะมีงานทำมากนักนอกจากเป็นแหล่งใช้งบประมาณและจ้างผู้เกษียณจากงานประจำมาทำหน้าที่เป็นผีโม่แป้ง หรือจ้างสมัครพรรคพวกของผู้ที่มีชื่อว่านักปฏิรูป  หากพวกเขาเหล่านั้นมีทั้งความสามารถและความปรารถนาที่จะออกมาช่วยสังคมอย่างจริงใจ เราควรให้โอกาสเขาทำงานอาสาโดยไม่มีค่าตอบแทนจากเงินภาษีของประชาชนจนเกิดคำครหานินทาว่าเป็นเพียงผีโม่แป้ง</p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา</strong> พิมพ์ในคอลัมน์ <em>บ้านเขาเมืองเรา</em><strong> หนังสือพิมพืกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 กรกฎาคม 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/local-government-economic-conditions-and-corruption/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปฏิรูปปราศจากปฏิวัติ: โอกาสก้าวพ้นวงจรอัปรีย์มีเพียงน้อยนิด</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/thailand-reforms-and-corruption</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/thailand-reforms-and-corruption#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Jul 2010 15:50:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[คอร์รัปชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปประเทศ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=741</guid>
		<description><![CDATA[	ช่วงนี้เรื่องการปฏิรูปมีมนต์ ผู้สันทัดกรณีเกือบทุกคนพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง  เท่าที่อ่านจากสื่อ ดูจะยังไม่มีผู้ใดเน้นประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของปัญหาทั้งหลายที่ทำให้รัฐบาลแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาปฏิรูปประเทศ  ขอฟันธงไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้าการปฏิรูปไม่พุ่งตรงไปที่การเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การปฏิรูปจะล้มเหลวอย่างน่าอดสูยังผลให้เมืองไทยตกอยู่ในวงจรอัปรีย์อันมีปัญหาเหล่านั้นเป็นส่วนประกอบ
	ปัจจัยพื้นฐานของปัญหาทั้งหลายได้แก่ความฉ้อฉลของคนไทยในหลายรูปแบบซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายเพราะความถดถอยของศีลธรรมและจรรยาบรรณจนถึงขั้นวิกฤติ

	เมืองไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติทางศีลธรรมจรรยามานานซึ่งมีอาการให้เห็นอยู่เป็นประจำ  วิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเริ่มเมื่อปี 2540 เป็นอาการร้ายแรงที่แสดงออกมา  ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติครั้งนั้นถูกบิดเบือนไปต่าง ๆ นานาโดยเฉพาะเรื่องการโจมตีค่าเงินบาทของฝรั่ง ทั้งที่การโจมตีค่าเงินจะเกิดขึ้นไม่ได้หากนักเก็งกำไรมองไม่เห็นช่องทำกำไรได้ในเวลาอันสั้น  ตอนนั้นนักเก็งกำไรมองว่ารัฐบาลไทยจะคงค่าเงินบาทไว้ไม่ได้เพราะคนไทยกู้เงินตราต่างประเทศจำนวนมหาศาลมาใช้แบบไร้สติหลังรัฐบาลเปิดให้มีเสรีทางการเงิน
ตามธรรมดา เงินตราที่กู้มาจากต่างประเทศควรนำมาใช้ในการลงทุนที่ก่อให้เกิดเงินตราต่างประเทศเนื่องจากเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ ผู้กู้จะได้มีเงินจ่าย  แต่คนไทยส่วนใหญ่ในช่วงนั้นกู้มาบริโภคอย่างเมามันและเพื่อการเก็งกำไรซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ในรูปของเงินตราต่างประเทศ  กระบวนการนั้นเกิดขึ้นได้เป็นเวลานานเพราะข้าราชการและพนักงานของรัฐผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลภาคการเงินปล่อยให้เกิดขึ้น  ร้ายยิ่งกว่านั้นข้าราชการและพนักงานของรัฐเองยังเข้าไปเก็งกำไร  หรือไม่ก็เอื้อให้ผู้อื่นทำได้อย่างสะดวกอีกด้วย
การกู้เงินมาบริโภคอย่างเมามันและเพื่อการเก็งกำไรของบุคคลทั่วไปก็ไร้จรรยาบรรณของการใช้เงินกู้มากพออยู่แล้ว  พฤติกรรมของข้าราชการและพนักงานของรัฐเลวทรามยิ่งกว่านั้นจนถึงขนาดเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติเลยทีเดียว  เรื่องนี้มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ “บันทึกประวัติศาสตร์: รายงาน ศปร. มูลเหตุเศรษฐกิจไทยเกือบล้มละลาย”  หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นสิ่งที่ควรสังเกตเป็นพิเศษในหน้า 140-141 นั่นคือ ในการประชุมลับสุดยอดระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 มีนักการเมืองที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมด้วย  หลังจากนั้นอีกสามวันรัฐบาลจึงปล่อยค่าเงินบาทให้ลอยตัวซึ่งส่งผลให้กิจการจำนวนมากล้มละลายในขณะที่มีคนไทยบางคนร่ำรวยมหาศาลจากการเข้าร่วมกับชาวต่างชาติโจมตีค่าเงินบาทของตน  คนพวกนั้นอ้างว่าพวกเขา “คาดการณ์ถูก” จึงร่ำรวย ! [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	ช่วงนี้เรื่องการปฏิรูปมีมนต์ ผู้สันทัดกรณีเกือบทุกคนพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง  เท่าที่อ่านจากสื่อ ดูจะยังไม่มีผู้ใดเน้นประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของปัญหาทั้งหลายที่ทำให้รัฐบาลแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาปฏิรูปประเทศ  ขอฟันธงไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้าการปฏิรูปไม่พุ่งตรงไปที่การเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การปฏิรูปจะล้มเหลวอย่างน่าอดสูยังผลให้เมืองไทยตกอยู่ในวงจรอัปรีย์อันมีปัญหาเหล่านั้นเป็นส่วนประกอบ</p>
<p>	ปัจจัยพื้นฐานของปัญหาทั้งหลายได้แก่ความฉ้อฉลของคนไทยในหลายรูปแบบซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายเพราะความถดถอยของศีลธรรมและจรรยาบรรณจนถึงขั้นวิกฤติ<br />
<span id="more-741"></span><br />
	เมืองไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติทางศีลธรรมจรรยามานานซึ่งมีอาการให้เห็นอยู่เป็นประจำ  วิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเริ่มเมื่อปี 2540 เป็นอาการร้ายแรงที่แสดงออกมา  ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติครั้งนั้นถูกบิดเบือนไปต่าง ๆ นานาโดยเฉพาะเรื่องการโจมตีค่าเงินบาทของฝรั่ง ทั้งที่การโจมตีค่าเงินจะเกิดขึ้นไม่ได้หากนักเก็งกำไรมองไม่เห็นช่องทำกำไรได้ในเวลาอันสั้น  ตอนนั้นนักเก็งกำไรมองว่ารัฐบาลไทยจะคงค่าเงินบาทไว้ไม่ได้เพราะคนไทยกู้เงินตราต่างประเทศจำนวนมหาศาลมาใช้แบบไร้สติหลังรัฐบาลเปิดให้มีเสรีทางการเงิน</p>
<p>ตามธรรมดา เงินตราที่กู้มาจากต่างประเทศควรนำมาใช้ในการลงทุนที่ก่อให้เกิดเงินตราต่างประเทศเนื่องจากเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ ผู้กู้จะได้มีเงินจ่าย  แต่คนไทยส่วนใหญ่ในช่วงนั้นกู้มาบริโภคอย่างเมามันและเพื่อการเก็งกำไรซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ในรูปของเงินตราต่างประเทศ  กระบวนการนั้นเกิดขึ้นได้เป็นเวลานานเพราะข้าราชการและพนักงานของรัฐผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลภาคการเงินปล่อยให้เกิดขึ้น  ร้ายยิ่งกว่านั้นข้าราชการและพนักงานของรัฐเองยังเข้าไปเก็งกำไร  หรือไม่ก็เอื้อให้ผู้อื่นทำได้อย่างสะดวกอีกด้วย</p>
<p>การกู้เงินมาบริโภคอย่างเมามันและเพื่อการเก็งกำไรของบุคคลทั่วไปก็ไร้จรรยาบรรณของการใช้เงินกู้มากพออยู่แล้ว  พฤติกรรมของข้าราชการและพนักงานของรัฐเลวทรามยิ่งกว่านั้นจนถึงขนาดเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติเลยทีเดียว  เรื่องนี้มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ <strong>“บันทึกประวัติศาสตร์: รายงาน ศปร. มูลเหตุเศรษฐกิจไทยเกือบล้มละลาย” </strong> หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นสิ่งที่ควรสังเกตเป็นพิเศษในหน้า 140-141 นั่นคือ <strong>ในการประชุมลับสุดยอดระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 มีนักการเมืองที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมด้วย</strong>  หลังจากนั้นอีกสามวันรัฐบาลจึงปล่อยค่าเงินบาทให้ลอยตัวซึ่งส่งผลให้กิจการจำนวนมากล้มละลายในขณะที่มีคนไทยบางคนร่ำรวยมหาศาลจากการเข้าร่วมกับชาวต่างชาติโจมตีค่าเงินบาทของตน  คนพวกนั้นอ้างว่าพวกเขา “คาดการณ์ถูก” จึงร่ำรวย !  </p>
<p>รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาค้นหามูลเหตุของวิกฤติครั้งนั้นให้ลึกลงไปกว่าคณะที่เขียนรายงานดังกล่าว  คณะกรรมการที่มีชื่อเรียกกันว่า <strong>“ศปร. 2” </strong>ได้เสนอรายงานต่อรัฐบาลแล้ว  เป็นที่น่าแปลกใจว่าเพราะอะไรจนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยรายงานนั้นและการกดดันให้รัฐบาลนำมาเปิดเผยก็ไม่เกิดขึ้น  การค้นหานั้นพบความฉ้อฉลของคนที่รัฐบาลคิดว่าไม่น่าเปิดเผยใช่ไหม ?  ถ้าใช่ก็หมายความว่าสังคมไทยของเรานี้มีผู้อยู่เหนือกฎหมายซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เมืองไทยตกอยู่ในวงจรอัปรีย์ด้วย  </p>
<p>อนึ่ง แทนที่คนไทยส่วนใหญ่จะประณามพฤติกรรมอันส่อความไม่ชอบมาพากลของคนที่เกี่ยวข้องในการสร้างความร่ำรวยจากการลดค่าเงินบาทว่าเลวทรามต่ำช้าจนพวกเขาไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน กลับยกย่องบูชาพวกเขา  ซ้ำร้ายยังเลือกพวกเขาให้เข้ามาบริหารประเทศเพื่อโกงบ้านโกงเมืองต่อไปได้อย่างสะดวกอีกด้วย  การยกย่องบูชานักการเมืองที่มีความฉ้อฉลจนเป็นที่ประจักษ์แสดงออกมาจากการเลือกพวกเขาให้เข้าเป็นตัวแทนในรัฐสภาและในรัฐบาลซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะคนไทยส่วนใหญ่บอกว่า รับความฉ้อฉลของคนพวกนั้นได้ตราบใดที่ตนได้รับประโยชน์  ยิ่งกว่านั้น อีกจำนวนหนึ่งไม่หยุดอยู่แค่ยอมรับความฉ้อฉลของคนเลวทรามได้ หากพร้อมรับใช้พวกเขาถึงขนาดเผาบ้านเผาเมืองตัวเอง  ปรากฏการณ์เหล่านี้จะชี้ให้เห็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาคนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยขี้โกง</p>
<p>ความฉ้อฉลของคนไทยส่วนใหญ่ไม่จำกัดอยู่แค่ในวงข้าราชการ พนักงานของรัฐและนักการเมืองดังที่กล่าวถึง หากมีอยู่ทั่วไปในการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำงานของแทบทุกองค์กร จากการฝ่าฝืนกฎจราจร การเข้าทำงานสาย การติดสินบนไปจนถึงการยักยอกของใช้ในสำนักงานและการโกงกันในกิจการต่าง ๆ  การสำรวจความเห็นจึงพบว่าราว 85% ของผู้ตอบมองว่าความไม่ซื่อตรงในวงการธุรกิจเป็นของธรรมดา</p>
<p>ทุกครั้งที่มีการพูดกันเรื่องนี้ก็จะมีผู้แย้งว่า เมืองไทยไม่ใช่สังคมเดียวที่มีความฉ้อฉล  นั่นเป็นความจริง  แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีความฉ้อฉลหรือไม่ หากอยู่ที่มีความฉ้อฉลสูงมากเท่าไร  สังคมที่มีความฉ้อฉลสูงมีความก้าวหน้า หรือการพัฒนา ต่ำ  ความจริงข้อนี้ดูจะเป็นสัจธรรมเพราะหากนำดัชนีของทั้งสองอย่างมาหาความสัมพันธ์กันจะได้ค่าสัมประสิทธิ์ชนิดแจ้งชัดแบบปฏิเสธไม่ได้  [ครั้งหนึ่งเมื่อผมนำดัชนีวัดระดับความฉ้อฉลขององค์กรความโปร่งใสสากลมาหาความสัมพันธ์กับระดับของรายได้ต่อหัวคนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ค่าสัมประสิทธิ์ที่ออกมาคือ -0.86  มีรายละเอียดในหนังสือชื่อ <strong>“ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟ” </strong>ซึ่งอาจดูได้ที่เว็บไซต์ <a href="http://www.openbase.in.th">www.openbase.in.th</a>]  </p>
<p>ผู้ติดตามอ่านวิวัฒนาการของโลกอย่างใกล้ชิดอาจแย้งว่าศีลธรรมจรรยาในประเทศก้าวหน้าก็กำลังถดถอยจนถึงวิกฤติเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่อ่านหนังสือที่ผมอ้างถึงบ้างแล้ว เช่น เรื่อง <strong>Are We Rome? The Fall of an Empire and the Fate of America</strong> ของ <strong>Cullen Murphy </strong>และ <strong>Freefall: America, Free Markets, and the Sinking of the World Economy</strong> ของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบล <strong>Joseph Stiglitz</strong>  (มีบทคัดย่อและวิจารณ์อยู่ในเว็บไซต์ <a href="http://www.sawaiboonma.com">www.sawaiboonma.com</a>) เล่มแรกพิมพ์เมื่อปี 2550 ซึ่งสรุปในทำนองตั้งปริศนาว่าอเมริกากำลังจะล่มสลายหรือไม่เพราะความถดถอยทางศีลธรรมจรรยาดูคล้ายกับที่เกิดขึ้นในอาณาจักรโรมันก่อนล่มสลาย  เล่มหลังเพิ่งพิมพ์ออกมาเมื่อต้นปีนี้ซึ่งผู้เขียนชี้นิ้วเลยว่า ปัญหาหนักหนาสาหัสทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นเพราะวิกฤติทางศีลธรรมจรรยาของสังคมอเมริกัน  </p>
<p>การอ่านเหตุการณ์ของผู้เขียนหนังสือทั้งสองเล่มจะถูกหรือไม่และอเมริกาจะประสบปัญหาถึงกับล่มสลายหรือไม่คนไทยไม่ควรรู้สึกอุ่นใจว่ามีเพื่อน  เขาจะล่มสลายก็เรื่องของเขา ส่วนเรายังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรจึงอย่าเพิ่งด่วนล่มสลายหรือติดอยู่ในวงจรอัปรีย์จะดีกว่า  ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไร  คณะกรรมการและสมัชชาปฏิรูปจะใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะตั้งเป้าหมายออกมาและแสวงหามาตรการสำหรับปฏิรูปได้  ผมจะไม่เดาว่าพวกเขาจะตั้งอะไรเป็นเป้าหมายและจะเสนอให้ทำอะไรจึงจะบรรลุเป้าหมายนั้น  ผมมองว่าถ้าเป้าหมายไม่เกี่ยวกับการลดความฉ้อฉลอย่างมีนัยสำคัญ การปฏิรูปจะเป็นการเสียเวลาและไม่คุ้มค่าเงิน  หากพวกเขาตั้งเป้าหมายที่รวมทั้งการลดความฉ้อฉลของคนไทยเข้าไปด้วย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีเพียงน้อยนิด ทั้งนี้เพราะทุกฝ่ายจะต้องให้ความร่วมมือแบบจริงจังอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ณ วันนี้ยังไม่มีแรงจูงใจอะไรที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่ที่มีนิสัยฉ้อฉลลดละพฤติกรรมที่พวกตนทำมาตลอดชีวิต  ส่วนนักการเมืองน้ำดีก็มีน้อย  ยิ่งกว่านั้น การถ่ายทอดมรดกความฉ้อฉลไปถึงลูกหลานของนักการเมืองทราม ๆ ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สำหรับด้านรัฐบาล หากการเลือกตั้งครั้งต่อไปทำให้พรรคที่สนับสนุนนักโทษหนีคดีมีอำนาจ โอกาสที่คณะปฏิรูปจะทำอะไรให้เกิดผลดีไม่มีเลย  </p>
<p><strong>โดยสรุปการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยไปในทางที่ดีแบบมีนัยสำคัญจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการปฏิวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิวัติตัวเองของคนไทย  ในกรณีที่จะปฏิรูปโดยปราศจากการปฏิวัติ โอกาสที่จะทำให้สังคมไทยก้าวพ้นวังวนของวงจรอัปรีย์แทบไม่มีเลย   </p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา</strong><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/thailand-reforms-and-corruption/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>13</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อเสนอต่อรัฐบาลและกรรมการปฏิรูป</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/letter-to-thailand-reform-committee-and-thai-government</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/letter-to-thailand-reform-committee-and-thai-government#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jul 2010 05:44:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=736</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากเมื่อตอน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับฟังความเห็นของประชาชนทางโทรศัพท์ ผมไม่โชคดีถึงกับมีโอกาสได้เสนอความเห็นต่อท่านจึงขอใช้คอลัมน์นี้เป็น สื่อส่งความเห็นถึงท่านพร้อมกับถึงคณะกรรมการและสมัชชาปฏิรูปที่ท่านตั้ง ขึ้นด้วย อันที่จริงรัฐบาลน่าจะตั้งคณะกรรมการและสมัชชาขึ้นมาเพื่อร่างยุทธการพัฒนา ประเทศทันทีหลังปี 2540 เมื่อในหลวงพระราชทานแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ตอนนั้นไม่มีใครมองเห็นความสำคัญของงานดังกล่าว บ้านเมืองจึงเน่าเฟะมาจนถึงปัจจุบัน คงเป็นเวลาอีกนานกว่าคณะกรรมการและสมัชชาปฏิรูปจะเสนอให้เราทำอะไร ในฐานะผู้ศึกษากระบวนการพัฒนา ผมขอฟันธงไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้ามาตรการ นโยบาย หรืออะไรก็ตาม ที่จะนำมาเสนอและนำไปปฏิบัติไม่พุ่งตรงไปที่การทำให้คนไทยมีคุณภาพเพิ่มขึ้น การปฏิรูปจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิงและสังคมไทยก็จะติดหล่มเช่นเดียวกับสังคมอีกจำนวนมาก

ผมมองง่ายๆ ว่าการเพิ่มคุณภาพของคนไทย ต้องทำในสองด้านซึ่งมักเป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว คือ เพิ่มความสามารถทางเทคนิคสำหรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันและในการประกอบ อาชีพ และเพิ่มคุณธรรมอันเป็นฐานของการดำเนินชีวิต
การเพิ่มความสามารถทางด้านเทคนิคในสมัยก่อนส่วนใหญ่ มักได้มาจากการฝึกฝนกับคนในครอบครัวและในชุมชนรอบด้าน จากการทำกับข้าวไปจนถึงการทำไร่ทำนาและการค้าขาย ทั้งนี้  เพราะเมืองไทยยังไม่ค่อยมีสถาบันการศึกษา ณ วันนี้ เรามีสถาบันการศึกษาจำนวนมาก จากระดับปฐมวัยไปจนถึงอุดมศึกษา เพื่อรับทำหน้าที่ฝึกฝนให้บุคคลมีความสามารถโดยเฉพาะ แต่ระบบการศึกษากำลังประสบปัญหาหนักหนาสาหัสถึงขั้นวิกฤติ เนื่องจากผลิตคนที่มีความสามารถจริงๆ ได้อย่างเชื่องช้า เพราะมัวหลงผิดอยู่ที่การยึดติดใบปริญญามากกว่าการเพิ่มความสามารถที่แท้ จริง วิกฤติในด้านนี้คงเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแล้ว เมื่อการทดสอบความรู้พบว่าครูส่วนใหญ่สอบไม่ผ่านฐานความรู้ที่ตนเป็นผู้สอน !
อนึ่ง การมีสถาบันการศึกษามากมายไม่ได้หมายความว่าการศึกษานอกสถาบันจะลดความสำคัญ ลง ตรงข้าม มันยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในด้านนี้ เราก็กำลังมีปัญหาหนักมากซึ่งเกิดจากสองปัจจัย คือ คนไทยไม่ค่อยอ่านและมีฐานการคิดเชิงวิเคราะห์ต่ำ การศึกษาในสถาบันของเรามีเป้าหมายให้คนไทยรักการอ่าน และเพิ่มฐานการคิดเชิงวิเคราะห์มานมนาน แต่เรายังห่างไกลเป้าหมายนั้นมาก
คุณธรรมอันเป็นฐานของการดำเนินชีวิตเป็นต้นตอของปัญญาส่วนใหญ่ของสังคม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจากเมื่อตอน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับฟังความเห็นของประชาชนทางโทรศัพท์ ผมไม่โชคดีถึงกับมีโอกาสได้เสนอความเห็นต่อท่านจึงขอใช้คอลัมน์นี้เป็น สื่อส่งความเห็นถึงท่านพร้อมกับถึงคณะกรรมการและสมัชชาปฏิรูปที่ท่านตั้ง ขึ้นด้วย อันที่จริงรัฐบาลน่าจะตั้งคณะกรรมการและสมัชชาขึ้นมาเพื่อร่างยุทธการพัฒนา ประเทศทันทีหลังปี 2540 เมื่อในหลวงพระราชทานแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ตอนนั้นไม่มีใครมองเห็นความสำคัญของงานดังกล่าว บ้านเมืองจึงเน่าเฟะมาจนถึงปัจจุบัน คงเป็นเวลาอีกนานกว่าคณะกรรมการและสมัชชาปฏิรูปจะเสนอให้เราทำอะไร ในฐานะผู้ศึกษากระบวนการพัฒนา ผมขอฟันธงไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้ามาตรการ นโยบาย หรืออะไรก็ตาม ที่จะนำมาเสนอและนำไปปฏิบัติไม่พุ่งตรงไปที่การทำให้คนไทยมีคุณภาพเพิ่มขึ้น การปฏิรูปจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิงและสังคมไทยก็จะติดหล่มเช่นเดียวกับสังคมอีกจำนวนมาก</p>
<p><span id="more-736"></span></p>
<p>ผมมองง่ายๆ ว่าการเพิ่มคุณภาพของคนไทย ต้องทำในสองด้านซึ่งมักเป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว คือ เพิ่มความสามารถทางเทคนิคสำหรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันและในการประกอบ อาชีพ และเพิ่มคุณธรรมอันเป็นฐานของการดำเนินชีวิต</p>
<p>การเพิ่มความสามารถทางด้านเทคนิคในสมัยก่อนส่วนใหญ่ มักได้มาจากการฝึกฝนกับคนในครอบครัวและในชุมชนรอบด้าน จากการทำกับข้าวไปจนถึงการทำไร่ทำนาและการค้าขาย ทั้งนี้  เพราะเมืองไทยยังไม่ค่อยมีสถาบันการศึกษา ณ วันนี้ เรามีสถาบันการศึกษาจำนวนมาก จากระดับปฐมวัยไปจนถึงอุดมศึกษา เพื่อรับทำหน้าที่ฝึกฝนให้บุคคลมีความสามารถโดยเฉพาะ แต่ระบบการศึกษากำลังประสบปัญหาหนักหนาสาหัสถึงขั้นวิกฤติ เนื่องจากผลิตคนที่มีความสามารถจริงๆ ได้อย่างเชื่องช้า เพราะมัวหลงผิดอยู่ที่การยึดติดใบปริญญามากกว่าการเพิ่มความสามารถที่แท้ จริง วิกฤติในด้านนี้คงเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแล้ว เมื่อการทดสอบความรู้พบว่าครูส่วนใหญ่สอบไม่ผ่านฐานความรู้ที่ตนเป็นผู้สอน !</p>
<p>อนึ่ง การมีสถาบันการศึกษามากมายไม่ได้หมายความว่าการศึกษานอกสถาบันจะลดความสำคัญ ลง ตรงข้าม มันยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในด้านนี้ เราก็กำลังมีปัญหาหนักมากซึ่งเกิดจากสองปัจจัย คือ คนไทยไม่ค่อยอ่านและมีฐานการคิดเชิงวิเคราะห์ต่ำ การศึกษาในสถาบันของเรามีเป้าหมายให้คนไทยรักการอ่าน และเพิ่มฐานการคิดเชิงวิเคราะห์มานมนาน แต่เรายังห่างไกลเป้าหมายนั้นมาก</p>
<p>คุณธรรมอันเป็นฐานของการดำเนินชีวิตเป็นต้นตอของปัญญาส่วนใหญ่ของสังคม ไทยในปัจจุบัน ฉะนั้น การปฏิรูปต้องเริ่มจากการเพิ่มคุณธรรมอย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้น การเพิ่มความสามารถทางด้านเทคนิคจะเกิดผลร้าย เมื่อความสามารถถูกนำไปใช้ในทางชั่ว เนื่องจากเรื่องคุณธรรมมีความกว้างลึกมากจนยากแก่การสรุปสั้นๆ ฉะนั้น จะขอนำคำพูดของประธานคณะกรรมการปฏิรูปมาเป็นข้อเสนอ คำพูดของประธานเกิดขึ้นในงานสัมมนาทางวิชาการของสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนา ประเทศไทยที่หาดจอมเทียนเมื่อเดือนธันวาคม 2549 ซึ่งมีใจความว่า คุณธรรมของคนไทยไม่ค่อยสูงเนื่องจากคนไทยมีขี้สี่อย่าง คือ &#8220;ขี้โกง ขี้เกียจ ขี้โอ่ ขี้อิจฉา&#8221; การลดขี้สี่อย่างนี้ จึงมีค่าเท่ากับการเพิ่มคุณธรรม ในบรรดาขี้เหล่านี้ ขี้โกงเป็นปัจจัยร้ายแรงที่สุด จึงต้องได้รับความใส่ใจให้ลดลงอย่างเร่งด่วนที่สุด รัฐบาลและคนไทยสามารถทำได้โดยไม่ต้องรอข้อเสนอของคณะกรรมการและสมัชชา ปฏิรูป</p>
<p>ขี้แต่ละอย่างมีส่วนประกอบมากมาย ซึ่งผมขยายความไว้ในหนังสือชื่อ &#8220;มองเมืองไทย : จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน&#8221; หนังสือเล่มนี้พร้อมกับหนังสือชื่อ &#8220;ทางข้ามเหว : แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย&#8221; ผมได้มอบให้กับมือประธานคณะกรรมการปฏิรูปที่สยามสมาคมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552 แล้ว เล่มหลังมีข้อเสนอต่อรัฐบาลเรื่องมาตรการและนโยบายที่จะพาเมืองไทยไปสู่การ พัฒนาแบบยั่งยืนในกรอบของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ประธานจะได้นำกลับไปบ้าน และเปิดอ่านบ้างหรือเปล่าผมไม่สามารถหยั่งรู้ได</p>
<p>สำหรับรัฐบาล ผมได้มอบหนังสือทั้งสองเล่มให้แก่รัฐมนตรีถาวร เสนเนียม ที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 พร้อมกับฝากให้ท่านนำไปมอบให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ด้วย ณ วันนี้ คงยังไม่มีผู้ใดเปิดอ่าน หากการที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนทางโทรศัพท์ไม่ใช่เป็นความตั้งใจจะสร้างภาพ ขอให้ท่านไปอ่าน หรืออย่างน้อยให้ผู้ช่วยอ่านแล้วสรุปให้ท่านฟัง หนังสือสองเล่มนั้น ถ้าท่านต้องการความคิดเห็นของประชาชนอีกคนหนึ่ง</p>
<p>สำหรับผู้อ่านที่อาจสนใจแต่ยังไม่มีโอกาสเห็นหนังสือสองเล่มนั้น ขอเรียนว่าร้านหนังสือบางแห่งอาจยังมีวางขาย แต่ท่านไม่จำเป็นต้องไปซื้อเพราะผมหาโอกาสมอบให้กัลยาณมิตรอยู่เรื่อยๆ และตั้งใจว่าในงานสัปดาห์หนังสือในเดือนตุลาคมผมจะนำไปมอบให้อีก รายละเอียดจะแจ้งไว้ในเว็บไซต์<a href="http://www.sawaiboonma.com"> www.sawaiboonma.com</a> ขอเรียนด้วยว่า ผมได้มอบต้นฉบับของหนังสือเล่มที่สองให้แก่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศ ไทยของสำนักข่าวสถาบันอิศราไปแล้วเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามความเข้าใจว่า ศูนย์ข้อมูลนั้นจะนำไปขึ้นเว็บไซต์ <a href="http://www.thaireform.in.th">www.thaireform.in.th </a>ให้ผู้อ่านดึงออกมาได้เมื่อต้องการ</p>
<p>ผมมองว่างานของคณะกรรมการและสมัชชาปฏิรูป เป็นงานที่หินที่สุดและโอกาสที่จะประสบความสำเร็จแทบไม่มี ทั้งนี้ เพราะการปฏิรูปจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ และจากรัฐบาลด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ผมมองว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นว่าชาติบ้านเมืองกำลังประสบวิกฤติทาง คุณธรรม จึงไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางสร้างสรรค์ ยิ่งถ้าแกนนำรัฐบาลเปลี่ยนไปเป็นพรรคของผู้สนับสนุนนักโทษหนีคดี โอกาสจะสำเร็จไม่มีเลย ฉะนั้น เรายังไม่ควรรีบตำหนิคณะปฏิรูป นอกจากจะเป็นกรณีที่พวกเขาผลาญงบประมาณ โดยมุ่งหว่านให้แก่สมัครพรรคพวกของตน</p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา</strong> พิมพ์ในคอลัมน์ <em>บ้านเขาเมืองเรา </em>หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 กรกฎาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/letter-to-thailand-reform-committee-and-thai-government/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>11</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตันกับฉันทามติแห่งนครปักกิ่ง</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/washington-consensus-vs-beijing-consensus%e2%80%8f</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/washington-consensus-vs-beijing-consensus%e2%80%8f#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Jul 2010 15:45:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตันกับฉันทามติแห่งนครปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=710</guid>
		<description><![CDATA[เป็นเวลากว่า 140 ปีหลังจากคาร์ล มาร์ก พิมพ์แนวคิดระบบคอมมิวนิสต์ออกมา ชาวโลกถกเถียงกันอย่างเข้มข้นว่า ระบบการบริหารประเทศและระบบเศรษฐกิจชนิดไหนจะมีคำตอบให้สังคมมนุษย์อย่างครบถ้วนกว่ากัน  ฝ่ายหนึ่งยึดการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยประกอบกับการใช้หลักเศรษฐกิจตามแนวคิดตลาดเสรีซึ่งมีมานาน  อีกฝ่ายหนึ่งยึดระบบคอมมิวนิสต์ซึ่งรวมการบริหารแบบเผด็จการเข้ากับหลักเศรษฐกิจตามแนวคิดสังคมนิยมสุดขั้ว นั่นคือ รัฐเป็นเจ้าของและผู้ตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรทุกอย่าง  การถกเถียงกันของสองฝ่ายมีความอยู่รอดของมนุษยชาติเป็นเดิมพันเนื่องจากในช่วงเวลาราว 40 ปีก่อนที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะพ่ายแพ้โดยการแตกสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 นั้น ทั้งสองฝ่ายมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ถ้านำออกมาใช้จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างบนผิวโลกจนหมดสิ้น

หนึ่งปีหลังจากฝ่ายคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ ปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ชื่อ ฟรานซิส ฟูกุยามา (Francis Fukuyama) พิมพ์หนังสือชื่อ “วันสิ้นประวัติศาสตร์” (The End of History and the Last Man) ออกมา  เขาประเมินว่า ต่อไปนี้ชาวโลกจะไม่มีข้อถกเถียงกันเพราะความแตกต่างทางด้านความคิดอีกแล้วเนื่องจากระบอบประชาธิปไตยผสมกับตลาดเสรีมีคำตอบให้ชาวโลกทุกอย่าง  แต่เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน เหตุการณ์ต่าง ๆ บ่งชี้ให้เห็นจนเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดว่า ฟูกุยามาประเมินผิดถนัด
สังคมที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยประกอบกับตลาดเสรีซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ทางซีกโลกตะวันตกและมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวจักรใหญ่พยายามผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจเป็นตลาดเสรีแบบตกขอบ นั่นคือ รัฐบาลปล่อยให้ภาคเอกชนทำอะไร ๆ ได้ตามใจชอบเกือบทั้งหมด  แนวคิดนี้มีชื่อเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “ฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตัน” (Washington Consensus)  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นเวลากว่า 140 ปีหลังจาก<strong>คาร์ล มาร์ก</strong> พิมพ์แนวคิดระบบคอมมิวนิสต์ออกมา ชาวโลกถกเถียงกันอย่างเข้มข้นว่า ระบบการบริหารประเทศและระบบเศรษฐกิจชนิดไหนจะมีคำตอบให้สังคมมนุษย์อย่างครบถ้วนกว่ากัน  ฝ่ายหนึ่งยึดการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยประกอบกับการใช้หลักเศรษฐกิจตามแนวคิดตลาดเสรีซึ่งมีมานาน  อีกฝ่ายหนึ่งยึดระบบคอมมิวนิสต์ซึ่งรวมการบริหารแบบเผด็จการเข้ากับหลักเศรษฐกิจตามแนวคิดสังคมนิยมสุดขั้ว นั่นคือ รัฐเป็นเจ้าของและผู้ตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรทุกอย่าง  การถกเถียงกันของสองฝ่ายมีความอยู่รอดของมนุษยชาติเป็นเดิมพันเนื่องจากในช่วงเวลาราว 40 ปีก่อนที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะพ่ายแพ้โดยการแตกสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 นั้น ทั้งสองฝ่ายมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ถ้านำออกมาใช้จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างบนผิวโลกจนหมดสิ้น</p>
<p><span id="more-710"></span></p>
<p>หนึ่งปีหลังจากฝ่ายคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ ปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ชื่อ<strong> ฟรานซิส ฟูกุยามา</strong> (Francis Fukuyama) พิมพ์หนังสือชื่อ<strong> “วันสิ้นประวัติศาสตร์”</strong> (The End of History and the Last Man) ออกมา  เขาประเมินว่า ต่อไปนี้ชาวโลกจะไม่มีข้อถกเถียงกันเพราะความแตกต่างทางด้านความคิดอีกแล้วเนื่องจากระบอบประชาธิปไตยผสมกับตลาดเสรีมีคำตอบให้ชาวโลกทุกอย่าง  แต่เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน เหตุการณ์ต่าง ๆ บ่งชี้ให้เห็นจนเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดว่า ฟูกุยามาประเมินผิดถนัด</p>
<p>สังคมที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยประกอบกับตลาดเสรีซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ทางซีกโลกตะวันตกและมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวจักรใหญ่พยายามผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจเป็นตลาดเสรีแบบตกขอบ นั่นคือ รัฐบาลปล่อยให้ภาคเอกชนทำอะไร ๆ ได้ตามใจชอบเกือบทั้งหมด  แนวคิดนี้มีชื่อเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “ฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตัน” (Washington Consensus)  ตัวอย่างที่บ่งชี้เป็นอย่างดีว่าฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตันไม่มีคำตอบสุดท้ายเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเองโดยเฉพาะการเก็งกำไรที่นำไปสู่ภาวะฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ  วิกฤติใหญ่เกิดขึ้นอย่างน้อยสองครั้งหลังฟองสบู่แตกในช่วงเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา  ล่าสุดเป็นการแตกของฟองสบู่อันเนื่องมาจากการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลปล่อยให้ภาคการเงินเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินกันอย่างเอิกเกริกจนเกือบจะทำให้เศรษฐกิจทั้งโลกล่มจม</p>
<p>ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ที่พยายามใช้ระบอบประชาธิปไตยประกอบกับตลาดเสรีก็ประสบปัญหาไม่น้อยกว่าประเทศที่ก้าวหน้ามากแล้ว  ในกลุ่มนี้ เมืองไทยเป็นตัวอย่างที่ดีแห่งหนึ่งเนื่องจากหลังการเปิดตลาดเสรีทางการเงินเพียงไม่นาน วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ก็ประทุออกมา  ส่วนในด้านการบริหารประเทศ หลังจากมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญพากันมองว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงได้ไม่นาน วิกฤติทางการเมืองก็ประทุออกมา  วิกฤติการเมืองมีความต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในหัวใจอย่างแท้จริง  ซ้ำร้าย จำนวนมากยังมีความฉ้อฉลอยู่ในกมลสันดานอีกด้วย</p>
<p>ในระหว่างที่ฝรั่งทางซีกโลกตะวันตกกำลังหลงระเริงว่าตนเองมีคำตอบทุกอย่างดังที่ฟูกุยามาคิดนั้น จีนบนผืนแผ่นดินใหญ่มีความเห็นต่างอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ จีนมองว่าตลาดเสรีต้องมีรัฐบาลควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดและประเทศจะพัฒนาเศรษฐกิจให้พ้นจากความล้าหลังได้จะต้องสร้างวินัยให้เกิดขึ้นในสังคม  การสร้างวินัยในสังคมจะทำได้ต้องใช้การบริหารแนวเผด็จการโดยเฉพาะเพื่อลดความฉ้อฉลให้ต่ำโดยทำโทษผู้ฉ้อฉลถึงขั้นประหารชีวิต</p>
<p>เนื่องจากในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา จีนพัฒนาได้รวดเร็วกว่าทุกประเทศในโลก ชาวตะวันตกส่วนหนึ่งจึงเริ่มมองว่าแนวทางของจีนน่าจะเป็นทางออกที่ดีโดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ยังล้าหลังทางด้านเศรษฐกิจ  เมื่อไม่นานมานี้มีหนังสือ 3 เล่มเขียนโดยชาวตะวันตกหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเสนอโดยเล่มหนึ่งใช้ชื่อซึ่งมีความหมายว่า<strong> “ฉันทามติแห่งนครปักกิ่ง” </strong>คือ The Beijing Consensus: How China’s Authoritarian Model Will Dominate the Twenty-First Century เขียนโดย Stefan Halper;  The End of the Free Market: Who Wins the War between States and Corporations? เขียนโดย Ian Bremmer; และ Freedom for Sale: Why the World Is Trading Democracy for Security เขียนโดย John Kampfner</p>
<p>สำหรับคนไทยที่ตาไม่บอดเพราะหลงใหลในลัทธิต่าง ๆ เรื่องนี้น่าจะเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแก่สายตามานานแล้วเนื่องจากสิงคโปร์สร้างวินัยด้วยการใช้การบริหารตามแนวเผด็จการในกรอบของระบอบประชาธิปไตยพร้อมกับการใช้ระบบตลาดเสรีที่ไม่ตกขอบได้ผลมาก่อนจีน  ตามที่ทราบกันดี สิงคโปร์พยายามสร้างวินัยในสังคมด้วยมาตรการอันเข้มงวดถึงขนาดห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งและบ้วนน้ำลายในที่สาธารณะ  คนไทยโดยทั่วไปอาจไม่ยอมรับว่าสังคมไทยขาดวินัยระดับร้ายแรง  แต่การที่การพัฒนาประชาธิปไตยเป็นไปอย่างต้วมเตี้ยมมากว่า 78 ปีและเมื่อเปิดตลาดเสรีให้กว้างก็ยังผลให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 น่าจะชี้บ่งอย่างดีแล้วว่า ถ้าวินัยของสังคมไทยยังอยู่ในระดับเดิม การจะพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปแทบไม่มี</p>
<p>นับเป็นนิมิตดีที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีตัดสินใจจะแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาสองคณะเพื่อปฏิรูปประเทศพร้อมกับพูดว่าปัญหาใหญ่ของไทยได้แก่ความฉ้อฉล  ในบรรดาประเด็นต่าง ๆ ที่คณะกรรมการจะพิจารณา เรื่องเมืองไทยควรจะยึดแนวไหนในช่วง 20 ปีข้างหน้าระหว่างฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตันและฉันทามติแห่งนครปักกิ่งเพื่อสร้างวินัยในสังคมและลดความฉ้อฉลควรถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งด้วย  เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมเสนอว่าถ้าจะปฏิรูปประเทศกันอย่างจริงจัง เมืองไทยต้องมีรัฐบาลอันเกิดจากราชประชาสมาสัยบริหารประเทศไปสัก 5 ปี  วันนี้ขอย้ำข้อเสนอนั้นอีกครั้ง</p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา</strong> พิมพ์ในคอลัมน์ <em>บ้านเขาเมืองเรา</em> หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/washington-consensus-vs-beijing-consensus%e2%80%8f/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จากดรักเกอร์ถึงลาสซโลและลอเรนซ์: กระดานหกจะไปตกข้างไหน ?</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/ervin-laszlo-and-peter-drucker</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/ervin-laszlo-and-peter-drucker#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Jun 2010 03:02:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[พีเตอร์ ดรักเกอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=688</guid>
		<description><![CDATA[วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุดนี้เป็นกระสุนชั้นดีสำหรับผู้ต่อต้านแนวคิดพื้นฐานของระบบตลาดเสรีที่จะใช้โจมตีระบบนี้ได้อย่างสะใจอีกครั้ง  แต่ผู้โจมตีมักไม่มีทางเลือกมาเสนออย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้เพราะระบบตรงข้ามคือคอมมิวนิสต์ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าใช้ไม่ได้  ระบบตลาดเสรีแม้จะมีจุดอ่อนก็ยังจะอยู่ต่อไปเพราะมันสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์สองอย่าง นั่นคือ เมื่อมีอะไรเหลือกินเหลือใช้ก็สมัครใจนำมาแลกเปลี่ยนกัน และทุกคนต้องการความเป็นอิสระที่จะทำอะไร ๆ ได้อย่างเสรี

กฎเกณฑ์ของระบบตลาดเสรีมีอยู่ว่า ภาครัฐเป็นกรรมการให้ภาคเอกชนแข่งขันกันผลิตสินค้าและบริการให้มีประสิทธิภาพ  ในบางกรณีภาครัฐอาจเข้าไปมีบทบาทโดยตรงในการผลิตสินค้าและบริการบ้าง แต่ยังต้องคงไว้ซึ่งการทำหน้าที่ของผู้รักษากฎเกณฑ์ นั่นคือ พนักงานของรัฐจะต้องไม่มีผลพลอยได้จากนโยบายและมาตรการของรัฐ  ภาครัฐจะมีบทบาทเท่าไรก็แล้วแต่สังคมที่นำไปใช้จะเห็นเหมาะสม  ภาครัฐมีบทบาทต่ำมากหากการประยุกต์ใช้เป็นไปในแนว “ฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตัน” ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในขณะนี้ใช้ระบบตลาดเสรีที่รัฐมีบทบาทสูงบ้างต่ำบ้าง เช่น ในฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศในยุโรป รัฐมีบทบาทสูงกว่าในสหรัฐอเมริกา  แม้จะก้าวหน้ามาก แต่ย่อมเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ผู้ใช้ระบบตลาดเสรีก็ยังมีปัญหาไม่ว่าจะใช้แนวที่ภาครัฐมีบทบาทต่ำหรือสูง  ในสภาพเช่นนี้จึงมีผู้เสนอ “ภาคที่สาม” ขึ้นมาแก้ปัญหาของสังคม  พีเตอร์ ดรักเกอร์ เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ต้องการพัฒนาภาคนี้

การเอ่ยชื่อพีเตอร์ ดรักเกอร์ คงทำให้ผู้อ่านส่วนใหญ่นึกถึงกูรูผู้บุกเบิกและเผยแพร่วิชาบริหารจัดการยุคใหม่ไปทั่วโลก  วิชาบริหารจัดการที่มักนึกถึงกันได้แก่ด้านการแสวงหากำไรของภาคเอกชน  น้อยคนนักจะนึกถึงด้านสำคัญที่อาจารย์ดรักเกอร์ทุ่มเทให้ในตอนปลายชีวิตของท่าน นั่นคือ ด้านการกุศลอันเป็นภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรเป็นที่ตั้ง  การกุศลที่อาจารย์ดรักเกอร์ทุ่มเทให้ไม่ได้หมายถึงชนิดที่ผู้สูงอายุไทยไปถือศีลกินเจ  หากเป็นการช่วยองค์กรเอกชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากท่านมองว่า ในอนาคตบทบาทของการกุศลจะต้องมีความสำคัญทัดเทียมกับของภาครัฐและของภาคเอกชนที่มุ่งแสวงหากำไร สังคมมนุษย์จึงจะแก้ปัญหาอันเกิดจากจุดอ่อนของระบบตลาดเสรีได้  ดังเป็นที่ทราบกันดี อาจารย์ดรักเกอร์มีแนวคิดหลากหลายและส่วนใหญ่มีความเป็นอมตะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุดนี้เป็นกระสุนชั้นดีสำหรับผู้ต่อต้านแนวคิดพื้นฐานของระบบตลาดเสรีที่จะใช้โจมตีระบบนี้ได้อย่างสะใจอีกครั้ง  แต่ผู้โจมตีมักไม่มีทางเลือกมาเสนออย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้เพราะระบบตรงข้ามคือคอมมิวนิสต์ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าใช้ไม่ได้  ระบบตลาดเสรีแม้จะมีจุดอ่อนก็ยังจะอยู่ต่อไปเพราะมันสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์สองอย่าง นั่นคือ เมื่อมีอะไรเหลือกินเหลือใช้ก็สมัครใจนำมาแลกเปลี่ยนกัน และทุกคนต้องการความเป็นอิสระที่จะทำอะไร ๆ ได้อย่างเสรี</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-688"></span></p>
<p style="text-align: justify;">กฎเกณฑ์ของระบบตลาดเสรีมีอยู่ว่า ภาครัฐเป็นกรรมการให้ภาคเอกชนแข่งขันกันผลิตสินค้าและบริการให้มีประสิทธิภาพ  ในบางกรณีภาครัฐอาจเข้าไปมีบทบาทโดยตรงในการผลิตสินค้าและบริการบ้าง แต่ยังต้องคงไว้ซึ่งการทำหน้าที่ของผู้รักษากฎเกณฑ์ นั่นคือ พนักงานของรัฐจะต้องไม่มีผลพลอยได้จากนโยบายและมาตรการของรัฐ  ภาครัฐจะมีบทบาทเท่าไรก็แล้วแต่สังคมที่นำไปใช้จะเห็นเหมาะสม  ภาครัฐมีบทบาทต่ำมากหากการประยุกต์ใช้เป็นไปในแนว “ฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตัน” ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในขณะนี้ใช้ระบบตลาดเสรีที่รัฐมีบทบาทสูงบ้างต่ำบ้าง เช่น ในฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศในยุโรป รัฐมีบทบาทสูงกว่าในสหรัฐอเมริกา  แม้จะก้าวหน้ามาก แต่ย่อมเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ผู้ใช้ระบบตลาดเสรีก็ยังมีปัญหาไม่ว่าจะใช้แนวที่ภาครัฐมีบทบาทต่ำหรือสูง  ในสภาพเช่นนี้จึงมีผู้เสนอ “ภาคที่สาม” ขึ้นมาแก้ปัญหาของสังคม  พีเตอร์ ดรักเกอร์ เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ต้องการพัฒนาภาคนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="size-medium wp-image-690 alignnone" style="border: 0pt none; margin: 5px;" title="drugger" src="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2010/06/drugger-300x216.jpg" alt="drugger" width="300" height="216" /></p>
<p style="text-align: justify;">การเอ่ยชื่อ<strong>พีเตอร์ ดรักเกอร์ </strong>คงทำให้ผู้อ่านส่วนใหญ่นึกถึงกูรูผู้บุกเบิกและเผยแพร่วิชาบริหารจัดการยุคใหม่ไปทั่วโลก  วิชาบริหารจัดการที่มักนึกถึงกันได้แก่ด้านการแสวงหากำไรของภาคเอกชน  น้อยคนนักจะนึกถึงด้านสำคัญที่อาจารย์ดรักเกอร์ทุ่มเทให้ในตอนปลายชีวิตของท่าน นั่นคือ ด้านการกุศลอันเป็นภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรเป็นที่ตั้ง  การกุศลที่อาจารย์ดรักเกอร์ทุ่มเทให้ไม่ได้หมายถึงชนิดที่ผู้สูงอายุไทยไปถือศีลกินเจ  หากเป็นการช่วยองค์กรเอกชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากท่านมองว่า ในอนาคตบทบาทของการกุศลจะต้องมีความสำคัญทัดเทียมกับของภาครัฐและของภาคเอกชนที่มุ่งแสวงหากำไร สังคมมนุษย์จึงจะแก้ปัญหาอันเกิดจากจุดอ่อนของระบบตลาดเสรีได้  ดังเป็นที่ทราบกันดี อาจารย์ดรักเกอร์มีแนวคิดหลากหลายและส่วนใหญ่มีความเป็นอมตะ  ในฐานะที่เคยเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในระหว่างที่ท่านสอนอยู่และได้สัมผัสแนวคิดของท่านอย่างต่อเนื่อง ขอนำเรื่องเกี่ยวกับการกุศลมาเล่าคร่าว ๆ  สำหรับผู้ที่มีเวลา อาจไปอ่านบทที่ 25 ของหนังสือชื่อ The Essential Drucker ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2544 หรือ 4 ปีก่อนที่ท่านจะถึงแก่กรรม</p>
<p style="text-align: justify;">อาจารย์ดรักเกอร์มองว่า ในช่วงเวลาที่จะมาถึง ปัญหาของโลกจะหนักหนาสาหัสมากเนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น จำนวนคนชราจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและโรคภัยไข้เจ็บจะต้องการการรักษาพยาบาลที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น  อาจารย์มองว่า ปัญหาที่ระบบตลาดเสรีไม่สามารถแก้ได้ซึ่งจะต้องอาศัยการกุศลเข้าช่วยมีอยู่ด้วยกันสองด้านคือ ด้านแรก จำนวนคนจน คนทุพพลภาพ คนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความขัดแย้งต่าง ๆ รวมทั้งความชั่วร้ายของรัฐบาล และการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น  ด้านที่สองเป็นของใหม่ซึ่งเกิดจากจิตใจที่โหยหาความหมายและความอบอุ่น  ความโหยหามีที่มาจากวิวัฒนาการสองทางคือ ทางแรกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับบทบาทของบุคคล  ในปัจจุบันนี้บุคคลรู้สึกว่าตัวเองมีบทบาทในสังคมน้อยลงจนไม่สามารถทำอะไรที่มีความหมายในฐานะพลเมืองได้ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศใหญ่หรือในประเทศเล็ก  ทางที่สองเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของสังคมเมืองและการโยกย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนบ่อย ๆ ยังผลให้ชุมชนดั้งเดิมถูกทำลาย  ชุมชนเป็นศูนย์รวมทางร่างกายและจิตใจของบุคคลซึ่งมีผลในการสร้างความอบอุ่นและมั่นคง  ปราศจากชุมชน บุคคลย่อมรู้สึกว้าเหว่</p>
<p style="text-align: center;"><img style="margin: 10px; border: 0pt none;" title="butterfly" src="../wp-content/uploads/2010/06/butterfly-300x300.gif" alt="butterfly" width="300" height="300" /><br />
<span style="color: #0000ff;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;">&lt;&lt; ในโลกแห่งความอลวน  ความแตกต่างระหว่างภาวะเบื้องต้นเพียงเท่าเศษผงอาจวิวัฒน์ไปเป็นปรากฏการณ์ ที่มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อขนาดยักษ์</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</span></p>
<p>เนื่องจากภาคเอกชนในระบบตลาดเสรีที่มุ่งแสวงหาเฉพาะกำไรและภาครัฐไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ชาวโลกโดยทั่วไปจึงมองว่าองค์กรการกุศลซึ่งเป็นภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรจะสามารถแก้ปัญหาทั้งสองด้านได้เป็นอย่างดี  องค์กรจำพวกนี้จึงผุดขึ้นทั่วโลก  แต่องค์กรการกุศลมักมีประสิทธิภาพต่ำเพราะขาดความสามารถทางด้านการบริหารจัดการ  อาจารย์ดรักเกอร์จึงอุทิศเวลาส่วนใหญ่ในตอนปลายชีวิตอันยืนยาวถึง 95 ปีของท่านช่วยองค์กรทางด้านนี้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น  แต่ในขณะนี้ดูจะยังไม่มีการประเมินกันอย่างจริงจังว่า องค์กรการกุศลโดยทั่วไปมีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามที่อาจารย์ดรักเกอร์คาดหวังหรือไม่  หากมองเรื่องราวของสองอภิมหาเศรษฐีบิลล์ เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นตัวอย่าง องค์กรจำพวกนี้มีประสิทธิภาพเป็นบางแห่งเท่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า<strong> บิลล์ เกตส์ </strong>ได้สละทรัพย์สินส่วนตัวกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อการกุศลผ่านการก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาบริหารจัดการและในอนาคตเขาจะสละเพิ่มอีก  เมื่อกลางปี 2551 เขาเกษียณจากบริษัทไมโครซอฟท์ด้วยอายุเพียง 53 ปีเพื่อทุ่มเทเวลาบริหารมูลนิธิให้มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดียวกับไมโครซอฟท์  วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ต้องการสละทรัพย์สินกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อการกุศลเช่นกัน  แต่เขาจะไม่ตั้งมูลนิธิในแนวนั้นขึ้นมาเอง  หลังจากมองหาช่องทางอยู่นาน เขาตัดสินใจจะบริจาคทรัพย์สินให้มูลนิธิของบิล เกตส์ เนื่องจากเขามั่นใจในประสิทธิภาพของการบริหารจัดการของมูลนิธินั้น  ตัวอย่างนี้น่าจะชี้บ่งว่า ทั้งที่สหรัฐอเมริกามีมูลนิธิมากมาย แต่โดยทั่วไปยังขาดประสิทธิภาพดังที่อาจารย์ดรักเกอร์ประเมินไว้  สำหรับในเมืองไทย ผู้อ่านบทความนี้คงมีความประทับใจอยู่บ้างแล้วว่าไม่น่าจะมีประสิทธิภาพมากนัก</p>
<p style="text-align: justify;">หากองค์กรการกุศลยังขาดประสิทธิภาพจนไม่สามารถมีบทบาททัดเทียมกับภาครัฐและภาคเอกชนที่มุ่งแสวงหากำไรได้ โลกอาจเดินเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลายเมื่อเกิดจุดพลิกผันสำคัญยิ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า <strong> เออร์วิน ลาสซโล</strong> ปราชญ์ชาวฮังกาเรียน อธิบายเรื่องจุดพลิกผันสำคัญยิ่งนี้ไว้ในหนังสือชื่อ <strong>The Chaos Point: The World at the Crossroads</strong> ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ <strong>“กะลาภิวัตน์” </strong> จากมุมมองของลาสซโล จุดพลิกผันสำคัญยิ่งจะเกิดในปี 2555 ทั้งนี้เพราะเท่าที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นด้านจรรยาบรรณ ด้านสิ่งแวดล้อม หรือด้านความสำพันธ์ระหว่างมนุษย์ แนวโน้มบ่งไปในทางเลวร้ายซึ่งจะพาโลกเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลายหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง  แต่เขามองว่ามันยังไม่สายเกินไปและหากชาวโลกร่วมกันแก้แนวโน้มเหล่านั้นได้ โลกก็จะเดินเข้าทางแห่งความยั่งยืน  ณ วันนี้ โลกจึงอยู่ในภาวะกระดานหกที่ยังมีโอกาสไปตกข้างไหนก็ได้  ส่วนจะไปตกข้างไหนแบบถาวรขึ้นอยู่กับการกระทำของชาวโลกจากวันนี้ถึงปี 2555</p>
<p style="text-align: justify;">อาจเป็นเหตุบังเอิญที่ 2555 เป็นปีที่ชาวมายา นอสตราดามุสและหลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ ต่างทำนายไว้ว่า จะเกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่งต่อโลกมนุษย์  อาณาจักรมายาอยู่ในแถบอเมริกากลางซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์และได้ล่มสลายไปราว 1,000 ปีแล้ว  ภาพยนตร์เรื่อง “วันสิ้นโลก 2012” วางอยู่บนสมมติฐานที่ตีคำทำนายของชาวมายาว่า ในปี 2555 ดวงอาทิตย์จะปะทุขนานใหญ่ยังผลให้แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดจนก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ทำลายเกือบทุกอย่างบนผิวโลก  นอสตราดามุสเป็นโหรชื่อดังชาวฝรั่งเศสซึ่งทำนายไว้เมื่อราว 500 ปีที่ผ่านมา  ส่วนหลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ เป็นพระที่ก่อนจะสละทางโลกไปยึดทางธรรมเป็นแนวนำชีวิตรับราชการอยู่นานหลังเรียนจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  ท่านทำนายเมื่อปี 2552  ตอนนั้นท่านอายุ 108 ปี  ชาวมายา นอสตราดามุสและหลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ ดูจะเห็นอะไรที่คนทั่วไปมองไม่เห็น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>เรามีเวลาไม่มากหากมองจากมุมของคำทำนายดังกล่าว  แล้วเราจะทำอย่างไร ?</strong></p>
<p style="text-align: justify;">จากมุมมองของอาจารย์ดรักเกอร์ คำตอบคงเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดว่า กระบวนการและองค์กรการกุศลต้องเพิ่มทั้งจำนวนคนที่มีส่วนร่วมและประสิทธิภาพอย่างเร่งด่วน  สำหรับในเมืองไทยภาระขององค์กรดังกล่าวยากลำบากกว่าของในประเทศก้าวหน้า ทั้งนี้เพราะแนวโน้มในเมืองไทยเลวร้ายกว่า ไม่ว่าจะเป็นด้านจรรยาบรรณ ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านความขัดแย้งของคน  ยิ่งกว่านั้น ปัญหาของเมืองไทยเลวร้ายยิ่งขึ้นเพราะภาครัฐกับภาคเอกชนแยกกันไม่ออกเมื่อนักธุรกิจการเมืองและนักเลือกตั้งได้เข้าไปควบคุมกระบวนการทำงานของรัฐแล้วเป็นส่วนใหญ่  จากมุมมองนี้ โอกาสที่เมืองไทยจะเดินไปสู่ทางแห่งความยั่งยืนดูแทบไม่มีเลย  แน่ละ หากคนไทยส่วนใหญ่คิดเช่นนั้น กระดานหกย่อมไปตกทางด้านความล่มสลายในปี 2555 แน่นอน  ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจจะทำอย่างไรเพื่อมิให้คนส่วนใหญ่ไม่คิดเช่นนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ทางออกมีส่วนประกอบหลากหลาย แต่ขอสรุปง่าย ๆ โดยการแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนการปฏิบัติและส่วนความเชื่อมั่น  ในเบื้องแรก คงไม่แปลกถ้าจะตั้งสมมติฐานว่าผู้ทำงานด้านการกุศลในปัจจุบันนี้เป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและยึดความถูกต้องไว้เหนือผลประโยชน์ส่วนตน เช่น หากรัฐบาลต้องการเก็บภาษีที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนารวมทั้งภาษีที่ดินและภาษีเพื่อจำกัดการบริโภคสินค้าและบริการที่ไม่ค่อยมีอรรถประโยชน์ เขาจะสนับสนุนแม้ตัวเองจะได้รับผลกระทบในทางลบก็ตาม  งานสำคัญด้านหนึ่งของผู้ปฏิบัติซึ่งอาจเรียกว่าผู้มีจิตสาธารณะจะต้องเป็นการมุ่งขยายเครือข่ายด้วยวิธีขายตรงให้กว้างออกไปเรื่อย ๆ  อนึ่ง การจะชักชวนผู้อื่นมาร่วมได้ ตัวเองต้องมีทั้งความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติไปตามนั้นเป็นตัวอย่าง เช่น ผู้มีจิตสาธารณะจะต้องเข้าใจว่าต้นตอของแนวโน้มต่าง ๆ ที่กำลังสร้างปัญหาในปัจจุบันเกิดจากการเดินสวนทางกันของทรัพยากรซึ่งกำลังลดลงและความต้องการที่กำลังเพิ่ม  “ทรัพยากรโลกมีจำกัด”เป็นสัจพจน์และไม่สามารถเพิ่มได้นอกจากจะไปเอามาจากโลกอื่น  ฉะนั้น ทางที่เราจะทำให้เกิดการส่วนทางกันหมดไปคือการจำกัดการใช้ทรัพยากร  การจำกัดอาจเกิดได้ง่าย ๆ จากสองทางคือ ถ้ายังไม่สายเกินไปก็จำกัดการมีลูก และใช้ทรัพยากรบนฐานของความจำเป็น  เมื่อไรทรัพยากรและการใช้กลับอยู่ในภาวะสมดุล หรือไม่สวนทางกัน การขัดแย้งระหว่างคนกับธรรมชาติและระหว่างคนกับคนย่อมลดลงยังผลให้ปัญหาสารพัดอย่างรวมทั้งที่อ้างถึงข้างต้นลดลงด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">เนื่องจากแนวโน้มในเมืองไทยดูจะเลวร้ายกว่าในประเทศก้าวหน้า เป็นไปได้สูงว่าผู้มีจิตสาธารณะจะท้อถอยเมื่อต้องประสบกับอุปสรรคหนักหนาสาหัส  การไม่ถอดใจจะไม่เกิดขึ้นหากเขาเชื่อมั่นว่ายังไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยนแนวโน้มให้ไปในทางแห่งความยั่งยืน  การเชื่อมั่นนี้ควรมีทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีกเป็นหลักยึด  ทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีกประยุกต์มาจาก<strong>ทฤษฎีความอลวน</strong> (Chaos Theory) ซึ่ง <strong>เอ็ดเวอร์ด ลอเรนซ์</strong> เป็นหัวจักรใหญ่ในการก่อตั้งและ<strong>เออร์วิน ลาสซโล</strong> นำมาประยุกต์ใช้ในการวิจัยและเขียนหนังสือที่อ้างถึง  ทฤษฎีนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าในภาวะที่เหมาะสม แรงลมจากปีกผีเสื้อเพียงตัวเดียวในเมืองไทยจะทำให้เกิดพายุใหญ่ในอเมริกา  ฉะนั้น ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและจิตสาธารณะจะต้องบุกบั่นต่อไปแม้ตนจะทำไม่ได้มากเท่าพีเตอร์ ดรักเกอร์ บิลล์ เกตส์และวอร์เรน บัฟเฟตต์ เพื่อรอภาวะที่เหมาะสมซึ่งจะทำแรงลมจากปีกผีเสื้อน้อย ๆ ของตนให้มีผลเป็นลมพายุ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ดร.ไสว บุญมา</strong> พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร<em> ธุรกิจกับสังคม </em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/ervin-laszlo-and-peter-drucker/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ครูสอบไม่ผ่านกับการผ่าตัดแบบขุดรากถอนโคน</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/teacher-quality-and-crisis-in-thai-school</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/teacher-quality-and-crisis-in-thai-school#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Jun 2010 18:53:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพครู]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเผาโรงเรียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=680</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงสองสัปดาห์ที่ ผ่านมา ผมเล่าถึงการเขียนบทความภาษาอังกฤษ เพื่อโยนหินถามทางดูว่า ผู้อ่านจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการประเมินจุดอ่อนของสังคมไทย ผมได้รับความเห็นจำนวน มาก จากชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งอีเมลถึงผมโดยตรงและอีกส่วนหนึ่งส่งไปยังหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หลังบทความเรื่อง A Guide to the Perfect Thai Idiot ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาไทยว่า &#8220;แนะนำคนไทยไร้ปัญญา&#8221; พิมพ์ออกมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม เกือบทั้งหมดเห็นด้วยและบอกผมว่า พวกเขาไม่กล้าบอกคนไทย ในขณะที่ผมกำลังนึกเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ดูกระจกเงาที่ชาวต่างชาติ อยากหยิบยื่นให้ก็พอดีมีข่าวอันเป็นกระจกเงาชั้นเยี่ยมเกิดขึ้น นั่นคือ เรื่องครูมัธยมส่วนใหญ่สอบไม่ผ่านมาตรฐานวิชาที่ตนสอน และเรื่องการเผาโรงเรียนของนักเรียนคนหนึ่ง ซึ่งเรียนไม่ทันและต้องการให้โรงเรียนปิดชั่วคราว การเคยเป็นครูทำให้ผมขนลุกซู่เมื่ออ่านข่าวเหล่านั้น และประสบการณ์ด้านการพัฒนาบอกผมว่า สังคมไทยมีปัญหาหนักหนาสาหัสชนิดที่ต้องผ่าตัดแบบขุดรากถอนโคน จึงจะแก้ได้

เมื่อสี่ห้าสิบปีที่ผ่านมา ครูมัธยมที่มีปริญญาหาทำยายากมาก แต่เนื่องจากในตอนนั้นไม่มีการทดสอบความรู้ของครู เราจึงไม่รู้ว่าครูเหล่านั้นส่วนใหญ่จะสอบผ่านข้อสอบมาตรฐานในวิชาที่ตนสอน หรือไม่ มาถึงในสมัยนี้ ครูมีปริญญากันอย่างทั่วถึง การสอบไม่ผ่านจึงเป็นเรื่องน่าวิตกมากเนื่องจากมันชี้ให้เห็นถึงทั้งความ ง่อยเปลี้ยของการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของเรา และปัญหาระยะยาวที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราให้ผู้มีความรู้เพียงงูๆ ปลาๆ ปูฐานทางวิชาการให้เยาวชน
ย้อนไปในสมัยที่เมืองไทยมีมหาวิทยาลัยเพียงสี่ห้าแห่ง ผู้ที่มีพื้นฐานทางวิชาการแข็งแกร่งจริงๆ เท่านั้น จึงจะมีโอกาสเข้าเรียน ส่วนผู้ที่ไม่มีโอกาสแต่พอมีฐานะมักพากันไปเรียนที่ประเทศฟิลิปปินส์เนื่อง จากในสมัยนั้นฟิลิปปินส์มีมหาวิทยาลัยมากกว่าเมืองไทยหลายเท่า ทำให้การเข้าเรียนค่อนข้างง่าย ฟิลิปปินส์ผลิตผู้มีปริญญาออกมามากมาย จนส่วนหนึ่งแทบไม่มีค่าและถูกคนไทยเยาะเย้ยว่าเป็นปริญญาห้องแถว เรื่องนี้ผมมีข้อมูลยืนยันจากวันที่ผมไปทำงานอยู่ในฟิลิปปินส์เมื่อ 35 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ช่วงสองสัปดาห์ที่ ผ่านมา ผมเล่าถึงการเขียนบทความภาษาอังกฤษ เพื่อโยนหินถามทางดูว่า ผู้อ่านจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการประเมินจุดอ่อนของสังคมไทย ผมได้รับความเห็นจำนวน มาก จากชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งอีเมลถึงผมโดยตรงและอีกส่วนหนึ่งส่งไปยังหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หลังบทความเรื่อง <strong>A Guide to the Perfect Thai Idiot</strong> ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาไทยว่า<strong> &#8220;แนะนำคนไทยไร้ปัญญา&#8221; </strong>พิมพ์ออกมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม เกือบทั้งหมดเห็นด้วยและบอกผมว่า พวกเขาไม่กล้าบอกคนไทย ในขณะที่ผมกำลังนึกเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ดูกระจกเงาที่ชาวต่างชาติ อยากหยิบยื่นให้ก็พอดีมีข่าวอันเป็นกระจกเงาชั้นเยี่ยมเกิดขึ้น นั่นคือ เรื่องครูมัธยมส่วนใหญ่สอบไม่ผ่านมาตรฐานวิชาที่ตนสอน และเรื่องการเผาโรงเรียนของนักเรียนคนหนึ่ง ซึ่งเรียนไม่ทันและต้องการให้โรงเรียนปิดชั่วคราว การเคยเป็นครูทำให้ผมขนลุกซู่เมื่ออ่านข่าวเหล่านั้น และประสบการณ์ด้านการพัฒนาบอกผมว่า สังคมไทยมีปัญหาหนักหนาสาหัสชนิดที่ต้องผ่าตัดแบบขุดรากถอนโคน จึงจะแก้ได้<br />
<span id="more-680"></span><br />
เมื่อสี่ห้าสิบปีที่ผ่านมา ครูมัธยมที่มีปริญญาหาทำยายากมาก แต่เนื่องจากในตอนนั้นไม่มีการทดสอบความรู้ของครู เราจึงไม่รู้ว่าครูเหล่านั้นส่วนใหญ่จะสอบผ่านข้อสอบมาตรฐานในวิชาที่ตนสอน หรือไม่ มาถึงในสมัยนี้ ครูมีปริญญากันอย่างทั่วถึง การสอบไม่ผ่านจึงเป็นเรื่องน่าวิตกมากเนื่องจากมันชี้ให้เห็นถึงทั้งความ ง่อยเปลี้ยของการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของเรา และปัญหาระยะยาวที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราให้ผู้มีความรู้เพียงงูๆ ปลาๆ ปูฐานทางวิชาการให้เยาวชน</p>
<p style="text-align: justify;">ย้อนไปในสมัยที่เมืองไทยมีมหาวิทยาลัยเพียงสี่ห้าแห่ง ผู้ที่มีพื้นฐานทางวิชาการแข็งแกร่งจริงๆ เท่านั้น จึงจะมีโอกาสเข้าเรียน ส่วนผู้ที่ไม่มีโอกาสแต่พอมีฐานะมักพากันไปเรียนที่ประเทศฟิลิปปินส์เนื่อง จากในสมัยนั้นฟิลิปปินส์มีมหาวิทยาลัยมากกว่าเมืองไทยหลายเท่า ทำให้การเข้าเรียนค่อนข้างง่าย ฟิลิปปินส์ผลิตผู้มีปริญญาออกมามากมาย จนส่วนหนึ่งแทบไม่มีค่าและถูกคนไทยเยาะเย้ยว่าเป็นปริญญาห้องแถว เรื่องนี้ผมมีข้อมูลยืนยันจากวันที่ผมไปทำงานอยู่ในฟิลิปปินส์เมื่อ 35 ปีก่อน ตอนนั้นผู้มาสมัครทำงานแม่บ้านบางคนมีปริญญา แต่ก็ยังดีที่เขายอมทำงานซึ่งคนไทยผู้มีปริญญาโดยทั่วไปมองว่าต่ำกว่าสถานะ อันสูงส่งของตน</p>
<p style="text-align: justify;">ณ วันนี้ เมืองไทยมีมหาวิทยาลัยไม่ต่างกับฟิลิปปินส์ในสมัยนั้น และมาตรฐานส่วนหนึ่งก็ต่ำเช่นเดียวกันกับของเขา<strong> ครูปริญญาของเราสอบไม่ผ่านข้อสอบชั้นมัธยม เพราะส่วนหนึ่งของปริญญาได้มาจากมหาวิทยาลัยที่ใช้กระบวนการห้องแถว กระบวนการนี้มีส่วนประกอบหลักๆ สองอย่าง คือ  ส่วนหนึ่งเปิดสถาบันให้เรียนกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ และอีกส่วนหนึ่งออกไปเช่าห้องว่างตามสถานที่ต่างๆ นอกสถาบัน เพื่อเปิดสอนกันอย่างเสรี การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย จึงมีลักษณะของการทำกิจการร้านค้าจำพวก 7-Eleven โดยยึดหลักการดำเนินงานง่ายๆ ว่า &#8220;จ่ายครบจบแน่นอน&#8221; </strong>ถ้าเราไม่ขุดรากถอนโคนออกจากการจัดการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชนิดนี้ อีกไม่นานเมืองไทยจะมีผู้จบปริญญาที่อ่านภาษาไทยไม่ออก ทั้งนี้ เพราะต่อไปมหาวิทยาลัยจะเปิดให้เรียนทางอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น แต่ไม่กวดขันในการทำงานส่งและการทดสอบความรู้ยังผลให้ผู้อยากได้ปริญญาจ้าง ผู้อื่นมาทำงานส่งแทนได้ตามใจชอบ</p>
<p style="text-align: justify;">การเผาโรงเรียนเกิดขึ้นไม่นานหลังการเผาบ้านเผาเมืองของผู้ชุมนุมประท้วง รัฐบาลที่สี่แยกราชประสงค์และผู้สนับสนุน เรื่องนี้คงชี้ให้เห็นเป็นอย่างดีถึงกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเกิดขึ้นตาม ธรรมชาติทั้งของสัตว์และของมนุษย์ จนฝรั่งมีคำพังเพยว่า &#8220;ลิงเห็น ลิงย่อมทำตาม&#8221; ตัวอย่างนี้ตอกย้ำด้วยว่า การศึกษาที่สำคัญยิ่งไม่ได้อยู่ในโรงเรียน หากอยู่ในบ้าน ในชุมชนและในสังคมรอบด้าน ซึ่งมีผู้ใหญ่ทำตัวให้เป็นแบบอย่างแก่เด็ก นอกจากจะทำการเผาบ้านเผาเมือง เพื่อความสะใจให้เด็กเห็นแล้ว ผู้ใหญ่ยังทำอะไรต่อมิอะไรอีกมากจนยากที่จะนำมาสาธยายได้หมดอีกด้วย บทความที่อ้างถึงได้ชี้ให้เห็นเรื่องความฉ้อฉล ความดูดาย ความมักง่าย ความไม่รับผิดชอบ ความขี้เกียจ ความเห็นแก่ตัว การชอบพูดแต่ไม่รู้จักฟัง และการแก้ต่าง เพื่อเข้าข้างและหลอกตัวเอง</p>
<p style="text-align: justify;">ผมมองว่าจุดอ่อนใหญ่หลวงของสังคมไทย จะนำประเทศชาติไปสู่ความล่มสลายหายนะ และ วิธีแก้ มีส่วนประกอบอยู่สามส่วนด้วยกัน คือ ส่วนแรก คนไทยส่วนใหญ่ช่วยกันคนละไม้ละมือในด้านการอาสาออกมาช่วยสังคมโดยไม่คิดค่า ตอบแทน เรื่องนี้ผมยึดทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีกเป็นหลัก ทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีกสามารถพิสูจน์ได้ว่า ในภาวะที่เหมาะสมแรงลมจากการกระพือปีกของผีเสื้อตัวน้อยๆ จะก่อให้เกิดพายุใหญ่ ส่วนที่สอง เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดภาวะที่เหมาะสม ผมเสนอหลายครั้งให้ตั้งคณะกรรมการร่างยุทธศาสตร์แห่งชาติขึ้นมา ครั้งแรกในหนังสือชื่อ <strong>&#8220;เศรษฐกิจพอเพียง : ภูมิปัญญาชาติไทย&#8221; </strong>ซึ่งพิมพ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2543 และครั้งล่าสุดในหนังสือชื่อ <strong>&#8220;สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน&#8221;</strong> ซึ่งบริษัทโอเรกอนอลูมีเนียม จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นอภินันทนาการเมื่อเดือนธันวาคม 2552 คณะกรรมการควรจะประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ที่สังคมยอมรับ ซึ่งมีภารกิจหลักเกี่ยวกับการปรึกษาหารือกัน และกับคนไทยส่วนใหญ่ เพื่อตั้งเป้าหมายและร่างยุทธศาสตร์ที่จะพัฒนาชาติไทยให้ก้าวหน้าไปอย่าง ยั่งยืน</p>
<p style="text-align: justify;">เนื่องจากข้อเสนอของคณะกรรมการดังกล่าว จะบรรลุเป้าหมายไม่ได้ตราบใดที่รัฐบาลยังห่วงเรื่องการเลือกตั้งอยู่ ฉะนั้น ทางออกอันเป็น ส่วนที่สาม จึงควรจะเป็นไปตามแนวคิดที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บางคนเสนอ นั่นคือ แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อเอื้อให้มีรัฐสภาและรัฐบาลจากกระบวนการราชประชาสมาสัย รัฐสภาและรัฐบาลชุดนั้นอาจใช้เวลาสัก 5 ปี เพื่อผ่าตัดสังคมไทยในด้านต่างๆ อย่างขุดรากถอนโคนแล้วปูฐานเพื่อการพัฒนาบ้านเมืองต่อไป ผมมองว่าถ้าเราไม่ทำตามแนวที่กล่าวมานี้ โอกาสที่จะป้องกันมิให้เมืองไทยเดินไปติดหล่มเช่นเดียวกับสังคมอีกหลายแห่ง มีเพียงน้อยนิด</p>
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;"><strong>ดร.ไสว บุญมา </strong>พิมพ์ในคอลัมน์ <em>บ้านเขาเมืองเรา </em>หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/teacher-quality-and-crisis-in-thai-school/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลังตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/weaknesses-in-thai-society%e2%80%8f</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/weaknesses-in-thai-society%e2%80%8f#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2010 15:29:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสังคมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=677</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมอ้างถึงบทความภาษาอังกฤษซึ่งผมเขียนขึ้นก่อนนั้นด้วยความหวังที่จะถามทางดูว่าจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรเมื่อผมวิจารณ์สังคมไทยแบบตรงไปตรงมาโดยเฉพาะเกี่ยวกับเหตุปัจจัยของความร้ายแรงที่นำไปสู่การเผาบ้านเผาเมืองเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม  หลังหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ผมยังได้รับจดหมายสนับสนุนจากชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง  จดหมายเหล่านั้นเป็นเสมือนกระจกเงาที่เราไม่เคยนำมาส่องดูหน้าเพราะพวกเขากลัวว่า ถ้าเขาพูดความจริงตรง ๆ กับคนไทยอันตรายจะเกิดแก่ตัวเขา  เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมนำเรื่องศาสนาในบทความภาษาอังกฤษนั้นมาขยาย วันนี้จะนำอีกหลายประเด็นมาเสนอ  ข้อย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ผมเป็นคนไทย ฉะนั้น อะไรที่ผมมองว่าเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย ผมมีส่วนทำให้เกิดขึ้นด้วย

ผมมองว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักฟัง ชอบแต่จะพูดเท่านั้น และเมื่อฟังก็มักไม่ได้ยิน ทั้งนี้เพราะเราขาดความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์  การฟังเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่มีความสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันและในการทำงานอย่างยิ่ง  ประเทศก้าวหน้าให้ความสำคัญมาก  ผู้รับตำแหน่งใหญ่ ๆ ในองค์กรจึงมักเป็นผู้ที่มีทักษะการฟังสูงเป็นพิเศษ  ด้วยความตระหนักในความสำคัญของการฟัง ผมและเพื่อนอาจารย์ได้ร่วมกันเขียนหนังสือชื่อ “ฟังอย่างไรจะได้ยิน” ถวายเป็นพระราชกุศลเมื่อในหลวงพระชนมายุครบ 72 พรรษา  ทั้งที่แทบไม่มีคู่แข่ง หนังสือเล่มนั้นขายยากเนื่องจากสังคมไทยให้ความสำคัญต่อการฟังน้อย  ส่วนความสามารถในการคิดในเชิงวิเคราะห์นั้น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาของไทยเน้นย้ำให้ปลูกฝังตั้งแต่ครั้งผมยังเรียนอยู่ในวิทยาลัยครูเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว  ณ วันนี้ สังคมไทยก็ยังมีปัญหาการขาดความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ ทั้งนี้เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนให้เด็กแย้งผู้ใหญ่และไม่ยอมให้นักเรียนแย้งครู  เราเป็นสังคมเผด็จการทางด้านความคิดมานาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมอ้างถึงบทความภาษาอังกฤษซึ่งผมเขียนขึ้นก่อนนั้นด้วยความหวังที่จะถามทางดูว่าจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรเมื่อผมวิจารณ์สังคมไทยแบบตรงไปตรงมาโดยเฉพาะเกี่ยวกับเหตุปัจจัยของความร้ายแรงที่นำไปสู่การเผาบ้านเผาเมืองเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม  หลังหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ผมยังได้รับจดหมายสนับสนุนจากชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง  จดหมายเหล่านั้นเป็นเสมือนกระจกเงาที่เราไม่เคยนำมาส่องดูหน้าเพราะพวกเขากลัวว่า ถ้าเขาพูดความจริงตรง ๆ กับคนไทยอันตรายจะเกิดแก่ตัวเขา  เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมนำเรื่องศาสนาในบทความภาษาอังกฤษนั้นมาขยาย วันนี้จะนำอีกหลายประเด็นมาเสนอ  ข้อย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ผมเป็นคนไทย ฉะนั้น อะไรที่ผมมองว่าเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย ผมมีส่วนทำให้เกิดขึ้นด้วย</p>
<p><span id="more-677"></span></p>
<p>ผมมองว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักฟัง ชอบแต่จะพูดเท่านั้น และเมื่อฟังก็มักไม่ได้ยิน ทั้งนี้เพราะเราขาดความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์  การฟังเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่มีความสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันและในการทำงานอย่างยิ่ง  ประเทศก้าวหน้าให้ความสำคัญมาก  ผู้รับตำแหน่งใหญ่ ๆ ในองค์กรจึงมักเป็นผู้ที่มีทักษะการฟังสูงเป็นพิเศษ  ด้วยความตระหนักในความสำคัญของการฟัง ผมและเพื่อนอาจารย์ได้ร่วมกันเขียนหนังสือชื่อ “ฟังอย่างไรจะได้ยิน” ถวายเป็นพระราชกุศลเมื่อในหลวงพระชนมายุครบ 72 พรรษา  ทั้งที่แทบไม่มีคู่แข่ง หนังสือเล่มนั้นขายยากเนื่องจากสังคมไทยให้ความสำคัญต่อการฟังน้อย  ส่วนความสามารถในการคิดในเชิงวิเคราะห์นั้น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาของไทยเน้นย้ำให้ปลูกฝังตั้งแต่ครั้งผมยังเรียนอยู่ในวิทยาลัยครูเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว  ณ วันนี้ สังคมไทยก็ยังมีปัญหาการขาดความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ ทั้งนี้เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนให้เด็กแย้งผู้ใหญ่และไม่ยอมให้นักเรียนแย้งครู  เราเป็นสังคมเผด็จการทางด้านความคิดมานาน การคิดเชิงวิเคราะห์จึงเกิดยาก  ฉะนั้น หากเราจะเปลี่ยนสังคมไทย ผู้ใหญ่และครูต้องรู้จักฟัง</p>
<p>นอกจากเราจะไม่รู้จักฟังแล้ว เรายังมักยอมรับความเห็นต่างกับของเราและทำงานร่วมกันเป็นเวลานานไม่ได้  ระบอบประชาธิปไตยของไทยพัฒนาไปแบบล้มลุกคลุกคลานส่วนหนึ่งก็เพราะจุดอ่อนข้อนี้  การสหกรณ์ไม่มีประสิทธิผลก็เพราะคนไทยไม่ยอมรับความคิดต่างและทำงานร่วมกันเป็นเวลานานไม่ได้เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีความอดกลั้นมากพอ  ในบรรดาวัดพุทธศาสนากว่า 30,000 วัด จำนวนมากสร้างอยู่ติด ๆ กันก็เพราะเมื่อเราไม่เห็นด้วยกับวัดหนึ่ง เราก็ไปสร้างวัดขึ้นมาใหม่ในละแวกเดียวกัน  หากเรายังรับการเห็นต่างไม่ได้และไม่ยอมทำงานร่วมกัน การจะพัฒนาบ้านเมืองให้รุดหน้าย่อมประสบปัญหาหนักหนาสาหัสแน่นอน</p>
<p>คนไทยส่วนใหญ่เปล่งคำว่า “ไม่เป็นไร” จนติดปาก  แต่การเปล่งคำนี้มิได้หมายถึงการให้อภัยเสมอไป หากส่วนใหญ่สะท้อนความดูดาย ความไม่รับผิดชอบและการแก้ต่างให้แก่การกระทำที่ไม่เหมาะสมเสียมากกว่า  คำว่า “อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน” และ “ธุระไม่ใช่” สะท้อนความคิดในการดำเนินชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างดี  จากการได้สัมผัสสังคมต่าง ๆ รวมทั้งสังคมอามิชและการศึกษาการทำงานของผู้ที่มีความทุ่มเทให้สังคม ผมสรุปง่าย ๆ ว่า “ความดูดายเป็นบาป”  หากต้องการทราบตัวอย่างของการกลัวบาปจากความดูดาย ผมเสนอให้อ่านหนังสือเรื่อง <strong>Mountains beyond Mountains </strong>ของ <strong>Tracy Kidder</strong> ซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์  หนังสือเล่มนี้มีบทคัดย่ออยู่ในเว็บไซต์ของ <strong>พญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร </strong><a href="http://www.bookishclub.com/2010/03/21/mountains-beyond-mountains-%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81/">www.bookishclub.com</a> เนื่องจากสังคมไทยมีความดูดายอย่างกว้างขวาง บาปสั่งสมในสังคมจึงมีมากจนยากที่จะแก้ไขและในที่สุดก็จะนำไปสู่ความรุนแรงและความล่มสลาย</p>
<p>การไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองและการหาทางแก้ต่างให้กับการกระทำที่ไม่เหมาะสมสะท้อนออกมาในรูปต่าง ๆ โดยเฉพาะการไม่ทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมอย่างแพร่หลาย  การขับรถมอเตอร์ไซค์ย้อนศรและการทิ้งขยะและปฏิกูลลงไปในแม่น้ำลำคลองจึงดูเป็นของธรรมดา  สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีให้เห็นในสังคมที่ก้าวหน้าไม่ว่าจะเป็นในสิงคโปร์ ญี่ปุ่นและประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันตก</p>
<p>แน่ละ การไม่ทำกฎเกณฑ์ที่กำลังมีผลร้ายแรงที่สุดในสังคมไทยในปัจจุบันและเป็นเหตุปัจจัยสำคัญของการก่อความรุนแรงเมื่อเดือนที่แล้วได้แก่ความฉ้อฉล  คนไทยโดยทั่วไปต่างก็บ่นเรื่องนักการเมืองฉ้อฉล แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง คนที่เป็นที่รู้กันว่าฉ้อฉลกลับได้รับเลือก  นั่นเป็นการชี้บ่งว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รังเกียจความฉ้อฉล  เรื่องนี้ยืนยันได้จากการสำรวจความเห็นของสำนักต่าง ๆ ซึ่งทุกครั้งพบว่า คนไทยเกินครึ่งรับความฉ้อฉลได้ตราบใดที่ตนเองมีโอกาสได้ส่วนแบ่ง  ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน การคำนวณหาความสัมพันธ์ระหว่างความด้อยพัฒนากับปัญหาความฉ้อฉลของสังคมต่าง ๆ พบว่าตัวแปรทั้งสองนี้มีความสำพันธ์กันสูงมากถึง 0.86 (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ “ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟ”)  ยิ่งกว่านั้นการสำรวจของสำนักเอแบคโพลล์เมื่อปีที่แล้วพบว่า เกือบ 85% ของคนไทยมองว่าการโกงกันในการทำธุรกิจเป็นของธรรมดา  นั่นหมายความว่าสังคมไทยจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากเมืองโจร</p>
<p>ที่เขียนมานี้จะมีคนไทยเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหนผมไม่ทราบ  ความเห็นของคนไทยที่ส่งไปถึงผมหลังจากอ่านบทความภาษาอังกฤษดังกล่าวบ่งว่าเห็นด้วยเกือบทั้งหมด  ผมมองว่านั่นน่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีเพราะเมื่อปีที่แล้วผมเขียนเรื่องความฉ้อฉล มีคนไทยเขียนไปประณามผมแบบสาดเสียเทเสีย  อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ นิมิตรหมายที่ดีอย่างเดียวไม่พอเนื่องจากสังคมไทยจะเดินเข้าทางแห่งความล่มสลายอยู่รอมร่อแล้ว  นอกจากจะลดพฤติกรรมจำพวกขาดดุลทางคุณธรรมและเพิ่มพฤติกรรมที่เกินดุลคุณธรรมจำพวกอาสาออกไปช่วยส่วนรวมแล้ว เราจะต้องชักชวนคนไทยที่ยังไม่เห็นความสำคัญของงานอาสาให้เข้ามาเป็นแนวร่วมในการทำกิจกรรมจำพวกนี้ด้วย.</p>
<p style="text-align: center;">&#8230;</p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา</strong>พิมพ์ในคอลัมน์ <em>บ้านเขาเมืองเรา</em> หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 มิถุนายน 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/weaknesses-in-thai-society%e2%80%8f/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
