บทเรียนจากการเปลี่ยนระบบคอมมิวนิสต์เป็นตลาดเสรี

ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบลผ่านมาเมืองไทยเมื่อปลายเดือนสิงหาคม  เรื่องราวและข้อคิดของเขาได้รับการเผยแพร่  แต่ไม่มีใครพูดถึงประเด็นหนึ่งซึ่งคล้ายการเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยที่ให้บทเรียนสำคัญ  ประเด็นนั้นมาจากประสบการณ์ที่เขาเล่าไว้ในหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents และ Making Globalization Work ซึ่ง ประชาชาติธุรกิจ เคยนำบทคัดย่อมาเสนอและในปัจจุบันอาจดึงออกมาอ่านได้จากเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com

ย้อนไปในยุคอุตสาหกรรม โลกเห็นการเปลี่ยนระบบตลาดเสรีให้เป็นคอมมิวนิสต์ เช่น ในรัสเซียหลังปี ๒๔๖๐ และในเมืองจีนเมื่อปี ๒๔๙๒  เมื่อโลกเดินเข้ายุคสารสนเทศและสงครามเย็นสิ้นสุดลงในปี ๒๕๓๒ ดินแดนของผู้แพ้สงครามนั้นถูกเปลี่ยนจากระบบคอมมิวนิสต์ให้เป็นระบบตลาดเสรี  เนื่องจากการเปลี่ยนเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โลกจึงขาดประสบการณ์ยังผลให้ผู้เชี่ยวชาญแตกออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายแรกคิดว่าควรปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะเห็นว่าประเทศคอมมิวนิสต์ขาดกฎเกณฑ์และสถาบันเบื้องต้นของระบบตลาดเสรี เช่น กฎเกณฑ์ของการแข่งขัน ข้อปฏิบัติของสถาบันการเงินและกฎหมายล้มละลาย  ยิ่งกว่านั้นชาวรัสเซียซึ่งถูกปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์มา ๗๒ ปี ไม่เคยต้องตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองเลย ได้แต่รอฟังคำสั่งจากรัฐบาล  พวกเขาต้องใช้เวลานานในการเรียนรู้และตัดสินใจทำอะไร ๆ ด้วยตัวเอง  ฝ่ายที่สองต้องการให้เปลี่ยนทุกอย่างทันที  ฝ่ายนี้มีกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่และมีไอเอ็มเอฟเป็นลิ่วล้อจึงเป็นฝ่ายชนะ

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ในระบบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าทุกชนิดและรัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินทุกอย่าง  ฉะนั้นรัสเซียจึงถูกไอเอ็มเอฟกดดันให้เลิกควบคุมราคาสินค้าและขายรัฐวิสาหกิจและทรัพย์สินของรัฐทันที  สิ่งที่เกิดตามมาทันตาเห็นก็คือ สินค้าขึ้นราคาและค่าเงินรูเบิลตกแบบฉับพลันยังผลให้เงินออมของชาวรัสเซียหมดค่าและชาวรัสเซียจำนวนมากยากจนลง  ในภาวะเช่นนี้จึงมีชาวรัสเซียไม่กี่คนที่มีโอกาสซื้อรัฐวิสาหกิจและทรัพย์สินของรัฐ  ผู้ที่ซื้อได้มักเป็นพวกพ้องของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลซึ่งใช้วิธีฉ้อฉลจนสามารถซื้อทุกอย่างได้ในราคาถูก  เพียงไม่นานเศรษฐกิจของรัสเซียก็ตกอยู่ในกำมือของพวกมาเฟีย  เมื่อซื้อได้แล้ว แทนที่จะหาทางปรับปรุงรัฐวิสาหกิจเดิมให้เกิดประสิทธิภาพ พวกนั้นกลับหาวิธีทำกำไรอย่างรวดเร็วโดยการแยกขายส่วนที่มีค่าให้แก่ชาวต่างประเทศและโดยการเร่งใช้เครื่องไม้เครื่องมือจนหมดสภาพโดยไม่มีการบำรุงรักษาหรือหามาทดแทน  นอกจากนั้นพวกเขายังใช้วิธีตีราคาค่าหุ้นในโรงงานที่กำลังเสื่อมสภาพนั้นให้สูงเกินจริงเพื่อใช้เป็นประกันในการกู้เงินจากธนาคารของรัฐ  หลังจากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนทั้งกำไรและเงินกู้ที่ได้มาเป็นเงินตราต่างประเทศแล้วขนไปไว้นอกรัสเซีย  ผลที่ตามมาได้แก่เศรษฐกิจของรัสเซียถดถอยอย่างรวดเร็วส่งผลให้ภายในเวลาไม่กี่ปีรายได้ก็หดหายไปกว่าครึ่ง  ร้ายยิ่งกว่านั้น รายได้ที่เหลือไปตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ ในขณะที่ชาวรัสเซียจำนวนมากกลายเป็นยาจก

ความถดถอยครั้งนั้นวิวัฒน์ไปเป็นวิกฤติร้ายแรงในปี ๒๕๔๑  แน่ละ เมื่อเกิดวิกฤติ ไอเอ็มเอฟก็สวมบทบาทของนักบุญผู้ให้เงินช่วยเหลือพร้อมกับกดดันให้รัสเซียดำเนินมาตรการต่างๆ ในทำนองเดียวกันกับที่สั่งให้ประเทศไทยทำในปี ๒๕๔๐  ผลที่ออกมาสร้างปริศนาเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของไอเอ็มเอฟว่าต้องการจะช่วยรัสเซีย หรือต้องการช่วยธนาคารข้ามชาติที่ให้รัสเซียกู้เงินอย่างไม่รัดกุม เพราะชาวรัสเซียต้องเป็นผู้ชำระหนี้อันเกิดจากการดำเนินนโยบายผิดพลาด ส่วนธนาคารข้ามชาติได้เงินของตัวเองคืนหมด  นอกจากนั้น การผลักดันให้รัสเซียรักษาอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในระดับสูงเกินไปพร้อมกับเปิดตลาดทุนเสรียังอำนวยให้พวกมาเฟียขนเงินออกไปไว้นอกประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้นอีกด้วย

ดร. สติกลิตซ์ เล่าเรื่องกึ่งขบขันกึ่งเศร้าไว้เรื่องหนึ่งว่า ในการประเมินนโยบายที่ไอเอ็มเอฟและรัฐบาลอเมริกันผลักดันให้รัสเซียทำนั้น มีผู้อ้างว่านโยบายนำรัสเซียไปสู่ความสำเร็จใหญ่หลวงโดยชี้ว่า หลังจากเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไม่นาน กรุงมอสโกมีรถเบนซ์ราคาแพงวิ่งมากมายจนทำให้จราจรติดขัดอย่างหนัก  ดร. สติกลิตซ์ บอกว่านั่นไม่ใช่ความสำเร็จ หากเป็นความล้มเหลวอย่างบัดซบเนื่องจากในประเทศซึ่งมีรายได้ต่อหัวคนเพียงปีละ ๔,๗๓๐ ดอลลาร์ ปรากฏการณ์นั้นหมายถึงความเหลื่อมล้ำอย่างสุดสุดเช่นเดียวกับประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา  ความเหลื่อมล้ำแบบนั้นย่อมนำไปสู่ความเสื่อมของสัญญาประชาคมซึ่งเป็นเสมือนกาวที่ผนึกส่วนต่างๆ ของสังคมให้อยู่ด้วยกันได้อย่างราบรื่น และจะนำไปสู่ความล่มสลายของสังคมในที่สุด

ในขณะที่รัสเซียและอดีตประเทศคอมมิวนิสต์บางประเทศเดินตามทางที่ไอเอ็มเอฟขีดให้ จีนใช้วิธีปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบตลาดเสรีอย่างค่อยเป็นค่อยไป  ดร. สติกลิตซ์ อ้างว่าการที่เศรษฐกิจของจีนมีเสถียรภาพและขยายตัวติดต่อกันมาเป็นเวลานานโดยไม่ประสบวิกฤติร้ายแรงเป็นข้อยืนยันอย่างดีว่า การปรับเปลี่ยนระบบแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นวิธีที่ถูกต้อง

ผลของความแตกต่างจากตัวอย่างที่อ้างถึงนี้บ่งชี้ถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในแนวเดียวกัน  ตัวอย่างของความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงที่สุดได้แก่การที่คณะราษฎร์ยึดอำนาจมาจากพระเจ้าอยู่หัวเพื่อเปลี่ยนระบบการปกครองแบบทันทีทันใดในขณะที่สังคมไทยไม่มีความพร้อมที่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแม้แต่น้อย  ผลลัพธ์ย่อมเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแล้วว่า หลังจากเวลาผ่านไปถึง 77 ปี การปกครองของไทยก็ยังเป็นประชาธิปไตยแบบพันทางโดยใช้รัฐประหารสลับกับการเลือกตั้งเป็นทางก้าวเข้าสู่อำนาจ  นักการเมืองส่วนใหญ่ที่เข้ามาคุมรัฐบาลมีภาพของอันธพาลและผู้ทำธุรกิจเลือกตั้งเพื่อหวังสร้างเสริมความร่ำรวยให้ตัวเองและเพื่อนพ้องน้องพี่  หากกลุ่มผู้นำที่ยึดอำนาจมีวิสัยทัศน์กว้างไกลพร้อมกับเข้าใจสังคมไทยและกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างดีแล้วตระเตรียมสังคมไทยให้พร้อมเสียก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง สภาพการเมืองแบบน้ำเน่าที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น

ตัวอย่างของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ได้แก่การเปิดตลาดเสรีทางการเงินในนามของวิเทศธนกิจแห่งกรุงเทพฯ  การเปิดตลาดเสรีเอื้อให้เงินทุนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในเมืองไทย  แต่แทนที่จะนำเงินนั้นไปลงทุนเพื่อสร้างเสริมศักยภาพของเศรษฐกิจให้ผลิตสินค้าและบริการได้อย่างแท้จริง คนไทยส่วนใหญ่นำเงินทุนไปใช้เก็งกำไรในสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอสังหาริมทรัพย์  การเก็งกำไรสร้างรายได้ก้อนใหญ่ให้แก่คนกลุ่มหนึ่ง  แต่นั่นเป็นรายได้จอมปลอมเพราะมันมีค่าเท่ากับยืมเงินผู้อื่นมาปันกัน  เมื่อเจ้าของเงินเรียกเงินคืนก็ใช้หนี้เขาไม่ได้เพราะเงินส่วนใหญ่ได้ถูกนำไปใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายจนหมดแล้ว  กรุงเทพฯ จึงมีรถเบนซ์ราคาแพงมากมายจนทำให้จราจรติดขัดเช่นเดียวกับกรุงมอสโก  ดังเป็นที่ทราบกันดี ผลลัพธ์ของความเปลี่ยนแปลงก่อนสังคมไทยมีความพร้อมครั้งนั้นคือวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐

ตัวอย่างทั้งจากต่างประเทศและในเมืองไทยที่ยกมานี้น่าจะบ่งชี้ว่า ผู้นำที่ต้องการทำการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้าควรจะหากลวิธีที่อยู่ในกรอบของความค่อยเป็นค่อยไปซึ่งจะต้องใช้เวลาและมีความต่อเนื่อง

ไสว บุญมา

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Tuesday, November 3rd, 2009 and is filed under เศรษฐกิจ. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.