เหตุที่กระดานหกยังตกอยู่ข้างเดิม

ในระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ที่แล้ว สื่อรายงานผลการสำรวจความเห็นของสำนักเอแบคโพลล์อีกครั้ง การสำรวจครั้งล่าสุดนี้เป็นการสุ่มถามความเห็นของคนไทยใน 17 จังหวัดรวมทั้งหมด 1,228 ครัวเรือน หนึ่งในบรรดาหัวข้อที่สำรวจได้แก่คำถามเกี่ยวกับความฉ้อฉล ผลปรากฏว่า คำตอบบออกมาเช่นเดียวกับการสำรวจเกี่ยวกับประเด็นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า กล่าวคือ คนไทยส่วนใหญ่ (51.2%) รับรัฐบาลฉ้อฉลได้ถ้าความฉ้อฉลนั้นทำให้พวกเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น และเกือบทั้งหมด (84.5%) มองว่าความฉ้อฉลมีอยู่ทั่วไปในวงการธุรกิจ

ข้อมูลนี้อาจนำไปใช้อ่านเหตุการณ์น้อยใหญ่ได้หลายอย่างทั้งในระดับที่เป็นรูปธรรมและที่เป็นนามธรรม อาทิ เกือบทุกวันสื่อมักรายงานเกี่ยวกับการจับอาชญากรจากต่างประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวแอฟริกาที่เข้ามาค้ายาเสพติดและตั้งแหล่งฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต ชาวเอเซียที่เข้ามาทำหนังสือเดินทางและบัตรเครดิตปลอม ชาวยุโรปและอเมริกันที่เข้ามาหาทางร่วมเพศแบบวิตถารกับเด็ก หรืออาชญากรที่ต้องคดีแล้วหนีเข้ามาหลบซ่อนโดยตรง พวกเขาเข้ามาในเมืองไทยเพราะรู้ว่าโอกาสหนีพ้นเงื้อมมือกฎหมายมีสูงเนื่องจากคนไทยมักเอาหูไปนาเอาตาไปไร่โดยเฉพาะหากได้ประโยชน์จากพวกเขา อาชญากรเหล่านั้นจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการสำรวจความเห็นของไทยที่ว่าตำรวจเป็นหน่วยราชการที่มีความฉ้อฉลสูงสุดหรือไม่คงไม่สำคัญ การนิยมเข้ามาในเมืองไทยเป็นการยืนยันทั้งความประทับใจของพวกเขาและข้อมูลของเอแบคโพลล์

ความฉ้อฉลอันเป็นที่ประจักษ์นี้ทำให้มีฝรั่งและคนไทยบางคนพูดว่า เมืองไทยไม่สามารถพัฒนาจนก้าวหน้าได้อย่างแท้จริงเพราะคนไทยมี “ขี้” ถึง 4 ชนิดติดอยู่คือ ขี้โกง ขี้เกียจ ขี้โอ่ และขี้อิจฉา นั่นอาจเป็นการพูดแบบหยิกแกมหยอก อย่างไรก็ตาม คำพูดนั้นอาจตีความหมายได้ว่า การพัฒนาเปรียบเสมือนการสร้างตึก หรือการสร้างบ้าน ถ้าจะสร้างให้มากชั้นก็ต้องเสริมฐานให้แข็งแกร่งขึ้น ฐานของการพัฒนามีอยู่ด้วยกันหลายอย่างรวมทั้งจรรยาบรรณโดยทั่วไปของผู้คนในสังคม ความฉ้อฉลอย่างแพร่หลายหมายถึงการมีฐานทางจรรยาบรรณอ่อน การดันทุรังสร้างตึกหลายชั้นบนฐานเช่นนั้นย่อมยังผลให้ตึกพังทลายลง วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 อาจมองได้ว่าเป็นการพังทลายของตึกดังกล่าว ในขณะเดียวกันอาจมองวิกฤตินั้นจากประวัติการพัฒนาว่าเป็นการ “ทะยานบิน” (Take-off) ที่ล้มเหลวก็ได้

ณ วันนี้ไม่มีการเอ่ยถึงคำว่า NIC กันอีกแล้วทั้งที่เมื่อก่อนปี 2540 คำนี้ดูจะมีมนต์ขลังอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือต่ำกว่านั้นซึ่งอาจไม่เคยได้ยินคำนี้ ขอเรียนว่ามันย่อมาจาก Newly Industrialized Countries หรือ “ประเทศอุตสาหกรรมใหม่” ย้อนไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน ไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศและเขตปกครองพิเศษในเอเซียที่กำลังจะทะยานบินไปสู่การพัฒนาที่ก้าวหน้าแบบฝรั่ง เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์และฮ่องกงรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เนื่องจากในช่วงทศวรรษก่อนปี 2540 เศรษฐกิจไทยดูขยายตัวในอัตราสูงกว่าเกือบทุกประเทศทั่วโลก คนไทยจึงพากันคิดว่า เมืองไทยจะทะยานบินขึ้นไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ได้สำเร็จเช่นเดียวกับประเทศและเขตปกครองพิเศษที่กล่าวถึงนั้น แต่การทะยานบินของไทยไปไม่รอดเพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นบนฐานของความฉ้อฉล โดยเฉพาะการยืมเงินคนอื่นมาปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์จนทำให้เกิดภาพลวงตาว่าเศรษฐกิจขยายตัว

ผู้ติดตามข่าวย่อมทราบดีว่า ประเทศและเขตปกครองพิเศษที่กล่าวถึงมีความฉ้อฉลเช่นกันโดยเฉพาะในเกาหลีใต้ซึ่งอดีตประธานาธิบดีเพิ่งกระโดดภูเขาตายเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ ยิ่งกว่านั้นเมืองฝรั่งที่มีความก้าวหน้าสูงมากก็มีความฉ้อฉลจนเป็นข่าวเป็นประจำ อาทิ เรื่อง นายเบอร์นาร์ด แมดอฟฟ์ ผู้บริหารกองทุนในนครนิวยอร์กซึ่งเพิ่งถูกศาลสั่งยึดทรัพย์ 1.7 แสนล้านดอลลาร์และจำคุก 150 ปี

แน่ละ ประเทศเหล่านั้นมีความฉ้อฉล แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นใหญ่เนื่องจากความฉ้อฉลมีอยู่ทั่วไปในทุกสังคม ประเด็นใหญ่อยู่ที่ว่า ความฉ้อฉลมีมากแค่ไหนและมันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาให้ก้าวหน้าเพียงไร ถ้ามองความฉ้อฉลกับความไม่ฉ้อฉลว่าเป็นน้ำหนักบนกระดานหก กรณีของเกาหลีใต้และของอเมริกามองได้ว่าน้ำหนักของความฉ้อฉลไม่มากพอที่จะทำให้กระดานหกไปตกข้างการพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไม่ได้ ส่วนกรณีของไทย ความฉ้อฉลมีมากเสียจนกระดานหกไปตกฝั่งที่พัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไม่ได้

อันที่จริงเมืองไทยไม่ต่างกับสองประเทศนั้นมากนักเนื่องจากศาลไทยเพิ่งตัดสินให้ยึดทรัพย์และจำคุกอดีตนายกรัฐมนตรีขี้ฉ้อฉลคนหนึ่งไปแล้ว แต่ที่ต่างกับพวกเขาจนทำให้กระดานหกยังตกอยู่ข้างการพัฒนาต่อไปไม่ได้ก็คือ ผู้ต้องคดีหนีไปอยู่ต่างประเทศและพยายามใช้กระบวนการทางการเมืองเพื่อจะทำตนให้พ้นผิด ในอเมริกา นายมาดอฟฟ์ยอมเดินเข้าคุกแต่โดยดีและไม่มีการสร้างความเคลื่อนไหวใด ๆ เพื่อหวังทำให้ตนพ้นผิด ทั้งนี้เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาพยายามก็ไม่มีทางทำได้เนื่องจากคนอเมริกันโดยทั่วไปไม่โกงและไม่โง่มากพอที่จะทำตามเขา ในเกาหลีใต้ อดีตประธานาธิบดีมีความละอายสูงมาก เขายอมกระโดดเขาตายทั้งที่ยังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิด

หากนักการเมืองไทยมีความละอายถึงขนาดนั้นโดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความผิดยอมลงโทษตัวเองเช่นเดียวกับนักการเมืองเกาหลีใต้และคนไทยเลิกไปไม่ร่วมขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อหวังจะทำให้เขาพ้นผิด ระดับความฉ้อฉลในเมืองไทยจะลดลงมากจนทำให้กระดานหกเลิกตกอยู่ข้างการพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไม่ได้

แต่ ณ วันนี้ ยังไม่มีวี่แววว่าทั้งสองอย่างจะเกิดขึ้น ฉะนั้น กระดานหกจะยังคงตกอยู่ข้างเดิม

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Thursday, August 20th, 2009 and is filed under ประชาสังคม. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

4 Responses to “เหตุที่กระดานหกยังตกอยู่ข้างเดิม”

  1. ฝันกลางวัน on August 20th, 2009 at 1:59 pm

    คงอีกนานกว่านักการเมืองไทยจะมีสำนึก เหลี่ยมมากๆ

  2. supot on August 21st, 2009 at 11:43 am

    เศร้าใจครับ ที่เห็นเส้นทางพัฒนาของเราไม่ต่างไปจากประเทศในละตินซักเท่าไหร่เลย
    ความฉ้อฉลในทุกระดับชั้นกลายเป็นมะเร็งร้ายในสังคม และกำลังซึมลึกจนกลายเป็นวัฒนธรรมของเราไปแล้ว

    ผมมักได้ยินเสมอเวลาที่คนไทยวิจารณ์ถึงอิทธิพลด้านลบต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมไทยว่าเป็นเพราะอิทธิพลจากการรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา ซึ่งผมว่ามันเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย และ มักง่ายเกินไป เพราะจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม สิ่งแวดล้อม ต่างๆของเขาก็ไม่ได้ตกต่ำเท่าบ้านเรา มันคงจะมีอะไรผิดพลาดซักอย่างหรือหลายๆอย่างในกระบวนการคิด ค่านิยม หรือโครงสร้างทางสังคมแบบไทยๆในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ อยากให้อาจารย์ช่วยวิเคราะห์ตรงจุดนี้ด้วยครับ

  3. Sawai Boonma on August 21st, 2009 at 4:30 pm

    คุณ supot

    ผมเห็นว่าคุณเข้าใจถูกแล้วที่เมื่อมีผู้เอ่ยถึงสิ่งไม่ดีในตัวเรา เราก็โบ้ยไปที่อื่นด้วยความมักง่าย ผมไม่ใช่นักสังคมวิทยา แต่มองว่าปัจจัยมีหลายอย่างประกอบกันซึ่งรวมเป็นฐานของสังคมที่ไม่มั่นคง หรือแข็งแกร่งพอที่จะต่อสู้กับวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นทั้งในเมืองไทยและจากภายนอก ย้อนไปสิบกว่าปี เมื่อผมวิเคราะห์วิกฤติปี ๒๕๔๐ ว่าเป็นอาการของความเจ็บป่วยของสังคมเราเท่านั้น ไม่ใช่ความป่วยจริง ๆ ส่วนความป่วยเป็นเรื่องฐานทางศีลธรรมจรรยา มีปลัดกระทรวงท่านหนึ่งนำเรื่องนี้ไปพูดกับ นสพ. ฉบับหนึ่งซึ่งนำไปลง ผมได้รับการหัวเราะเยาะเย้ย ………. ขอเรียนย้ำว่าความป่วยของเรายังไม่ได้รับการเยียวยาและสิ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นหลาย ๆ อย่างจากวันนั้นมาคืออาการครับ เดี๋ยวผมจะส่งบทความเรื่องหนึ่งซึ่งมองอย่างกว้าง ๆ เกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้มาให้คุณโกศลเพื่อให้นำมาเสนอในเวบนี้ ผมมองว่าความกดดันจากการมีคนมากขึ้นและแต่ละคนต้องการบริโภคมากขึ้นกำลังท้าทายฐานทางศีลธรรมจรรยาของคนทั่วโลก เมื่อของไทยไม่แกร่งมาแต่เดิม ปัญหาจึงหนักหนาสาหัสขึ้น

  4. WebMaster on August 21st, 2009 at 5:49 pm

    คุณ Supot ครับ

    ผมได้นำบทความที่ท่านอาจารย์ส่งมาให้ลงในเว็บแล้วครับ

    เรื่อง ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติและทางแก้ อ่านได้ที่ >> http://sawaiboonma.com/the-cause-fo-conomics-crisis

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.