การพัฒนาในกรอบของการปะทะทางวัฒนธรรม

whiteline

ปีนี้เป็นโอกาสครบรอบ 10 ปี ที่ Samuel P. Huntington พิมพ์หนังสือชื่อ The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order ซึ่งคงแปลว่า “การปะทะของอารยธรรมและการจัดระเบียบโลกใหม่” จุดมุ่งหมายของหนังสือคือ การอ่านวิวัฒนาการของโลกหลังสงครามเย็นยุติ แม้จะพิมพ์ออกมา 10 ปีแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีความทันสมัยโดยเฉพาะ สำหรับใช้เป็นกรอบมองความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิม กับสังคมตะวันตก ผู้เขียนเสนอว่าโลกแห่งอนาคต จะถูกกำหนดด้วยวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นทั้งปัจจัยในการเชื่อมความผูกพันและในการก่อความแตกแยก

ย้อนไปหลายพันปีโลกมีอารยธรรมใหญ่ๆ หลายแห่ง อารยธรรมเหล่านั้นติดต่อกันเพียงจำกัดจนกระทั่งเมื่อราว 500 ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าทางการคมนาคมจึงเอื้อให้การติดต่อสะดวกขึ้น หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นไปใน 2 แนวคือ แนวแรกเกี่ยวกับความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของรัฐในอารยธรรมตะวันตก ซึ่งทั้งร่วมมือกันและทำสงครามกัน แนวที่ 2 เกี่ยวกับอารยธรรมตะวันตกยกทัพไปรุกรานอารยธรรมอื่น

จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามเย็นก่อตัวขึ้น ในระหว่างสงครามเย็นโลกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ได้แก่ ขั้วสังคมประชาธิปไตยนำโดยสหรัฐ และขั้วประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์นำโดยสหภาพโซเวียต สองขั้วนั้นแข่งขันกันอย่างเข้มข้น เพื่อหวังแผ่ขยายไปสู่ดินแดนอื่น การแข่งขันนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง ถึงขนาดบางครั้งเกิดสงครามตัวแทน (proxy war) ในประเทศด้อยพัฒนาจนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 2534

ในระหว่างสงครามเย็นชาวโลกแยกกันออกตามความแตกต่างของอุดมการณ์ทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจ เมื่อระบบคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ชาวโลกหันกลับไปยึดวัฒนธรรมอันมีศาสนา ภาษา ประเพณี เผ่าพันธุ์และแนวการดำเนินชีวิต เป็นส่วนประกอบเป็นกรอบอ้างอิง การเปลี่ยนแปลงนั้น ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดำเนินไป มิใช่เพื่อแสวงหาประโยชน์เท่านั้น หากยังเพื่อแผ่ขยายวัฒนธรรมอีกด้วย

ผู้เขียนสรุปว่าหลังสงครามเย็นยุติไม่นานชาวโลกแยกกันออกเป็น 8 กลุ่มใหญ่โดยใช้วัฒนธรรมเป็นหลักคือ (1) วัฒนธรรมจีน (2) วัฒนธรรมญี่ปุ่น (3) วัฒนธรรมฮินดู (4) วัฒนธรรมอิสลาม (5) วัฒนธรรมคริสต์ตะวันออกในรัสเซีย (6) วัฒนธรรมตะวันตกซึ่งประกอบด้วย ยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (7) วัฒนธรรมละตินอเมริกา และ (8) วัฒนธรรมแอฟริกา

ณ วันนี้ กลุ่มตะวันตกมีพลังทางเศรษฐกิจและทางทหารสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม กลุ่มอื่น เช่น จีนและฮินดูประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจสูงและเริ่มมีพลังทางทหารอันมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นอาวุธยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกัน กลุ่มอิสลามก็ร่ำรวยจากการขายน้ำมันพร้อมกับการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว ความร่ำรวยและการเพิ่มของประชากรก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจและทางสังคมอย่างใหญ่หลวง ยังผลให้ประชาชนบางส่วนปรับตัวไม่ทันจึงหันไปพึ่งศาสนาแบบผิดๆ เนื่องจากบางวัฒนธรรมมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เช่น จีน ฮินดู และอิสลาม

คนรุ่นหลังในวัฒนธรรมเหล่านี้เริ่มมีความเห็นว่า วัฒนธรรมของตนไม่ด้อยกว่าของกลุ่มตะวันตกนอกจากนั้น พวกเขายังมองว่าบางอย่างของวัฒนธรรมตะวันตกเป็นสิ่งชั่วร้าย ในขณะเดียวกัน กลุ่มตะวันตกก็เชื่อว่าวัฒนธรรมของตนเหนือกว่าของคนอื่น ความเห็นที่ต่างกันนี้นำไปสู่วิวัฒนาการของความสัมพันธ์ ทั้งในแนวของการรอมชอม และแนวของการต่อต้านวัฒนธรรมตะวันตกอย่างรุนแรง

ผู้เขียนมองว่าความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มตะวันตก กับกลุ่มอิสลามจะมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในโลกแห่งอนาคต ความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มนี้มีประวัติมาตั้งแต่ครั้งศาสนาอิสลามเริ่มแผ่ขยาย และชาวมุสลิมยกทัพเข้าไปในยุโรป และยึดครองเนื้อที่ ซึ่งเป็นประเทศสเปนในปัจจุบัน ชาวยุโรปซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ตอบโต้จนเกิดสงครามครูเสด ซึ่งยืดเยื้ออยู่เกือบ 200 ปี

หลังจากนั้น ชาวคริสต์ก็ต้องต่อสู้กับอาณาจักรออตโตมาน ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามจนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่ออาณาจักรออตโตมานพ่ายแพ้ อังกฤษและฝรั่งเศสเข้าไปยึดครองแผ่นดินในย่านตะวันออกกลาง ของชาวมุสลิมอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ดินแดนแถบนั้นต่อมาแบ่งเป็นหลายประเทศ เช่น อิรัก ซีเรีย เลบานอน และจอร์แดน

ชาวมุสลิมมองว่าการบุกเข้าไปในอิรักของฝรั่งนำโดยสหรัฐและอังกฤษ และการบุกเข้าไปในดินแดนปาเลสไตน์ และในเลบานอนของอิสราเอลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เริ่มต้นมานานเป็นพันปีแล้ว เนื่องจากพวกเขามีพลังทางทหารและเศรษฐกิจน้อยกว่า จึงไม่สามารถตอบโต้ฝ่ายตะวันตก ซึ่งๆ หน้าได้ จำเป็นต้องใช้การก่อการร้ายเป็นยุทธศาสตร์หลัก

นั่นเป็นต้นตอของเหตุการณ์ใหญ่ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เช่น การจี้เครื่องบินโดยสาร เพื่อใช้เป็นอาวุธถล่มตึกในสหรัฐอเมริกา การวางระเบิดรถไฟในสเปนและในอังกฤษ การระเบิดตึกในเคนยาและในบาหลี การจับผู้ต้องสงสัยหลายสิบคนในข้อหาวางแผนจี้เครื่องบิน จากสนามบินของนครลอนดอน เพื่อใช้เป็นอาวุธเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และการปะทะกันครั้งล่าสุดระหว่างกลุ่มเฮซบอลเลาะห์กับอิสราเอล

เหตุการณ์เหล่านี้ยืนยันว่า Samuel Huntington อ่านวิวัฒนาการของโลกหลังสงครามเย็นถูกต้อง และการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันตก กับอิสลามจะดำเนินต่อไปอีกนาน

เราจะพัฒนาประเทศอย่างไรในกรอบของโลกแบบนี้ ?

คำถามแนวนี้คงตอบได้หลายอย่าง แต่ถ้าจะให้เลือกเพียงอย่างเดียวคงต้องเลือกการลดความเสี่ยง ตอนนี้เรามีความเสี่ยงสูงสุด จากปัญหาภาคใต้ และการอาศัยการท่องเที่ยวเป็นหัวจักรของการหาเงินตราต่างประเทศ ปัญหาภาคใต้ จะต้องได้รับการเอาใจใส่ให้เกิดความสงบเร็วที่สุด มิฉะนั้น มันอาจจะวิวัฒน์ไปเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ ระหว่างกลุ่มอิสลาม กับกลุ่มตะวันตก ซึ่งจะทำให้ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ เป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายด้วย

ตามธรรมดาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ความเสี่ยงนั้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อการท่องเที่ยวขยายไปเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุด และการก่อการร้ายกลายเป็นโรคระบาดยืดเยื้อ เราจึงจำเป็นที่จะต้องหยุดผลักดันให้การท่องเที่ยวขยายตัวแบบสุดโต่งต่อไป

____________________________

บทความโดย ดร.ไสว บุญมา ตีพิมพ์ในคอลัมน์บ้านเขาเมืองเรา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Saturday, August 15th, 2009 and is filed under การพัฒนา. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

One Response to “การพัฒนาในกรอบของการปะทะทางวัฒนธรรม”

  1. วรวิทย์ on August 20th, 2009 at 2:07 am

    ประเทศไทยต้องระมัดระวังในเรื่องนี้อย่างยิ่ง น่าจะอยู่ให้ห่างจากความขัดแย้งมากที่สุด แต่เท่าที่ผ่านมาเราดำเนินบทบาทสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งอยู่มาก

    เช่นการส่งทหารไปร่วมปฏิบัติการในอิรัก แม้จะอ้างว่าไม่ได้ไปรบ แต่ไปเพื่อมนุษยธรรม แต่ก็ไม่ต่างจากการยอมรับว่า การบุกอิรักของสหรัฐโดยอ้างมติสหประชาชาติบังหน้า ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกอิสลามระแวงไทย ส่งผลถึงการแก้ไขปัญหาภาคใต้ด้วย

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.