<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SawaiBoonma.com</title>
	<atom:link href="http://sawaiboonma.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sawaiboonma.com</link>
	<description>ดร.ไสว บุญมา : ความรู้คือฐานของการพัฒนาประเทศ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 29 Aug 2010 23:47:44 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ทางออกสำหรับยุครัฐบาลมั่วสุมกับภาคการแสวงหากำไร</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/non-profit-seeking-private-sector-in-post-cold-war-era</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/non-profit-seeking-private-sector-in-post-cold-war-era#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Aug 2010 23:47:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=807</guid>
		<description><![CDATA[หลังฝ่ายคอมมิวนิสต์แพ้สงครามเย็นไม่นาน ชาวอเมริกันชื่อ ฟรานซิส ฟูกุยามา เขียนหนังสือชื่อ “วันสิ้นประวัติศาสตร์” (The End of History and the Last Man) ออกมาโดยสรุปว่า นับตั้งแต่นี้ไป โลกใบนี้จะมีสันติสุขจากการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย  แต่หลังเวลาผ่านไป 20 ปี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าโลกใบนี้ยังไม่มีสันติสุข
ผมมองว่าโลกจะไม่มีวันเกิดสันติสุขตราบใดที่จำนวนคนยังเพิ่มขึ้นและแต่ละคนต้องการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นในขณะที่ทรัพยากรลดลงจากการถูกนำมาใช้แบบไม่บันยะบันยัง  ยิ่งกว่านั้น มนุษย์เราประดิษฐ์เทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ  แต่แทนที่จะใช้เทคโนโลยีเฉพาะในทางนั้น กลับใช้มันไปในทางทำลายส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน

ผมเสนอให้ใช้มุมมองนี้เป็นฐานของการแก้ปัญหาและพัฒนาเมืองไทยในหลายเวทีแต่ไม่มีใครฟังเพราะผมไม่ใช่ฝรั่งอย่างนายอะดัม คาเฮน ซึ่งนำเอาแนวคิดที่มีอยู่แล้วในเมืองไทยมาขายให้คนไทยหัวใจทาสด้วยราคาแสนแพง และนายเฮอนานโด เดอ โซโต ซึ่งนำเอาแนวคิดผิด ๆ มาขายแล้วคนไทยหัวใจทาสก็ซื้อเพราะชื่อของเขาเป็นฝรั่ง  (หากอยากทราบว่านายคาเฮนเอาแนวคิดของใครมาขาย ลองไปอ่านพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสต่าง ๆ และคำสอนของพุทธศาสนา และหากอยากทราบว่า แนวคิดของนายเดอ โซโต ผิดอย่างไร ลองไปอ่านบทที่ 9 ของหนังสื่อชื่อ “คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์”  ถ้าหาหนังสือไม่ได้ อาจไปอ่านในเว็บไซต์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">หลังฝ่ายคอมมิวนิสต์แพ้สงครามเย็นไม่นาน ชาวอเมริกันชื่อ <strong>ฟรานซิส ฟูกุยามา </strong>เขียนหนังสือชื่อ<strong> “วันสิ้นประวัติศาสตร์” </strong>(The End of History and the Last Man) ออกมาโดยสรุปว่า นับตั้งแต่นี้ไป โลกใบนี้จะมีสันติสุขจากการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย  แต่หลังเวลาผ่านไป 20 ปี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าโลกใบนี้ยังไม่มีสันติสุข</p>
<p style="text-align: justify;">ผมมองว่าโลกจะไม่มีวันเกิดสันติสุขตราบใดที่จำนวนคนยังเพิ่มขึ้นและแต่ละคนต้องการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นในขณะที่ทรัพยากรลดลงจากการถูกนำมาใช้แบบไม่บันยะบันยัง  ยิ่งกว่านั้น มนุษย์เราประดิษฐ์เทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ  แต่แทนที่จะใช้เทคโนโลยีเฉพาะในทางนั้น กลับใช้มันไปในทางทำลายส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-807"></span></p>
<p style="text-align: justify;">ผมเสนอให้ใช้มุมมองนี้เป็นฐานของการแก้ปัญหาและพัฒนาเมืองไทยในหลายเวทีแต่ไม่มีใครฟังเพราะผมไม่ใช่ฝรั่งอย่าง<strong>นายอะดัม คาเฮน</strong> ซึ่งนำเอาแนวคิดที่มีอยู่แล้วในเมืองไทยมาขายให้คนไทยหัวใจทาสด้วยราคาแสนแพง และ<strong>นายเฮอนานโด เดอ โซโต</strong> ซึ่งนำเอาแนวคิดผิด ๆ มาขายแล้วคนไทยหัวใจทาสก็ซื้อเพราะชื่อของเขาเป็นฝรั่ง  (หากอยากทราบว่านายคาเฮนเอาแนวคิดของใครมาขาย ลองไปอ่านพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสต่าง ๆ และคำสอนของพุทธศาสนา และหากอยากทราบว่า แนวคิดของนายเดอ โซโต ผิดอย่างไร ลองไปอ่านบทที่ 9 ของหนังสื่อชื่อ <strong>“คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์” </strong> ถ้าหาหนังสือไม่ได้ อาจไปอ่านในเว็บไซต์ <a href="http://sawaiboonma.com/the-mystery-of-capital-01">www.sawaiboonma.com</a></p>
<p style="text-align: justify;">การเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของทั้งจำนวนประชากรและความต้องการใช้ทรัพยากรของแต่ละคนนำไปสู่ความขัดแย้งต่าง ๆ ทั้งในระดับบุคคล กลุ่มชนและระหว่างประเทศ  แนวโน้มอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลกได้แก่การร่วมมือกันของรัฐบาลกับภาคเอกชนผู้มุ่งแสวงหากำไรใช้ระบบการเมืองและแนวคิดทางเศรษฐกิจระบบตลาดเสรีสร้างวิธีเอาเปรียบคนส่วนใหญ่  ในเมืองไทย เราเห็นได้ง่ายเพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ที่อยู่ในรัฐบาลเป็นเอกชนที่แฝงตัวมาเพื่อแสวงหากำไร  ความฉ้อฉลทั้งในระดับบุคคลและในระดับนโยบายจึงปรากฏให้เห็นเป็นประจำ</p>
<p style="text-align: justify;">เมืองไทยไม่ใช่ประเทศเดียว  สหรัฐอเมริกาซึ่งได้ชื่อว่าก้าวหน้าทั้งในด้านการใช้ระบอบประชาธิปไตยและการวิจัยเพื่อปรับเปลี่ยนระบบตลาดเสรีให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นก็ประสบปัญหาเดียวกัน ทั้งนี้เพราะภาคเอกชนที่แสวงหากำไรใช้เงินจ้างนักวิ่งเต้น (Lobbyists) และสนับสนุนการหาเสียงของนักการเมือง  ฉะนั้น จะเห็นอยู่เป็นนิจว่า กลุ่มใหญ่ ๆ ในกิจการต่าง ๆ จะออกมาวิ่งเต้น หรือต่อต้านหากมีการพิจารณากฎหมายและนโยบายที่จะทำให้พวกตนได้ หรือเสียโอกาสทำกำไร ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยา บริษัทผลิตน้ำมัน กลุ่มธนาคาร หรือกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์</p>
<p style="text-align: justify;">ในภาวะเช่นนี้มีผู้เสนอให้ภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรออกมาเคลื่อนไหวเพื่อจะรักษาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในสังคม หรือในอีกนัยหนึ่ง คานอำนาจของรัฐบาลที่ร่วมกันกับภาคเอกชนสร้างปัญหา  ผู้เสนอที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางวิชาการได้แก่ศาสตราจารย์พีเตอร์ ดรักเกอร์ ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ในเมืองไทยหลายคน  ผมไม่คิดว่าตนเองเป็นทาสฝรั่ง แต่ที่อ้างถึงชื่อนี้เพราะเห็นว่าเขาเป็นผู้ที่ติดตามวิวัฒนาการมานานและออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังเพื่อหวังจะคานอำนาจอันเกิดจากการรวมหัวกันของรัฐบาลกับผู้แสวงหากำไร  ความเคลื่อนไหวของพีเตอร์ ดรักเกอร์ เป็นการประยุกต์ความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการของตนเพื่อช่วยองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งแสวงหากำไรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>สังคมอเมริกันมีองค์กรไม่แสวงหากำไรจำนวนมาก  เมื่อพวกเขามองว่าสังคมมีปัญหาจำพวกที่รัฐบาลและภาคเอกชนผู้แสวงกำไรไม่สามารถแก้ได้ พวกเขาก็จะออกมาหาทางแก้ไขแทนในปัจจุบันนี้ อเมริกามีปัญหาหนักหนาสาหัสในด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งรัฐบาลและผู้แสวงหากำไรยังไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไรจึงจะได้ผล  ตัวอย่างของปัญหาที่แสดงออกมาอย่างแจ้งชัดได้แก่ในเมืองดีทรอยต์อันเป็นศูนย์กลางของการสร้างรถยนต์  ข้อมูลบ่งว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของเมืองนี้เพียง 3% เท่านั้นสอบผ่านข้อสอบมาตรฐานวิชาคณิตศาสตร์ของประเทศ  ส่วนนักเรียนมัธยมปลายสอบไล่ได้เพียง 60%  สภาพเช่นนี้ทำให้บิล เกตส์ และ จอร์จ ลูกัส สองมหาเศรษฐีผู้ประกาศว่าจะมอบทรัพย์สินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อสังคมออกมาหาทางช่วยด้วยการทุ่มทั้งเงินและมันสมอง  บิล เกตส์ กำลังสนับสนุนโรงเรียนนำร่องด้วยเงินจำนวนมหาศาลเพื่อค้นหาการเรียนการสอนและครูที่มีประสิทธิภาพจริง ๆ  ส่วนจอร์จ ลูกัส ซึ่งร่ำรวยจากการสร้างภาพยนตร์เน้นวิธีสอน ความหลากหลายในรูปแบบของการเรียนรู้และการเรียนโดยวิธีฝึกฝนกับผู้ปฏิบัติงานโดยตรง  เรื่องราวเกี่ยวกับการสนับสนุนการศึกษาของสองคนนี้อาจหาอ่านได้ในเว็บไซต์ที่อ้างถึงแล้วเช่นกัน</strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>สำหรับในเมืองไทย ในขณะนี้ยังไม่มีมหาเศรษฐีคนใดให้ความใส่ใจกับปัญหาการศึกษาพื้นฐานโดยให้การสนับสนุนในแนวของบิล เกตส์ และจอร์จ ลูกัส </strong>ทั้งที่การปฏิรูปการศึกษาของภาครัฐล้มเหลวอย่างน่าอดสูเพราะไปติดกับดักอยู่ที่การเพิ่มตำแหน่งเจ้านายของครูเป็นสำคัญ ส่วนภาคเอกชนก็มุ่งแสวงหากำไรกันอย่างบ้าคลั่งด้วยการสร้างโรงเรียนกวดวิชา  อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้ เริ่มมีความเคลื่อนไหวโดยผู้ไม่แสวงหากำไรที่จะทำระบบการศึกษาพื้นฐานให้เป็นทั้งแบบบูรณาการ และฐานของการเพิ่มความเข้าใจระหว่างส่วนต่าง ๆ ของประเทศเพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  คงอีกไม่นานการเคลื่อนไหวเหล่านี้จะมีเว็บไซต์ให้ติดตาม</p>
<p style="text-align: justify;">ความเคลื่อนไหวที่ใช้มุมมองของการบูรณาการด้านต่าง ๆ มาจากคณะของอาจารย์<strong>ปราโมทย์ นาครทรรพ </strong>ซึ่งผู้อ่านเอเอสทีวีผู้จัดการมักรู้จักดีอยู่แล้ว  เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ อาจารย์ปราโมทย์พยายามระดมทุนเพื่อก่อตั้งมูลนิธิที่จะมีชื่อเรียกกันสั้น ๆ ว่า GIFT ซึ่งย่อมาจาก GREEEN Initiatives Foundation of Thailand  งานสำคัญด้านหนึ่งของมูลนิธินี้จะเป็นการสนับสนุนการศึกษาแบบบูรณาการที่มีชื่อสั้น ๆ ว่า GREEEN School โดยที่ GREEEN ย่อมาจาก Global Revolution in Education, Economy, Environment and Energy  การเคลื่อนไหวนี้ยังไม่มีชื่อเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการ หากรู้กันภายในหมู่ผู้เคลื่อนไหวเป็นภาษาอังกฤษเพื่อสะดวกแก่การทำงานร่วมกับชาวต่างประเทศซึ่งสนใจที่จะให้ปัจจัยสนับสนุนส่วนหนึ่ง  ตอนนี้เริ่มมีการทำกิจกรรมนำร่องที่จังหวัดหนองคายและนครราชสีมาแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">ความเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเพิ่มความเข้าใจที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์มาจากแนวคิดของทูตดอน ปรมัตถ์วินัย ซึ่งจะเกษียณจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาและกลับมาอยู่เมืองไทยในเดือนกันยายนนี้  ทูตดอนมองว่าถ้าโรงเรียนในส่วนต่าง ๆ ของประเทศมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดผ่านโครงการเรียกว่า “เหย้า-เยือน” โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและสมาชิกในชุมชนเข้าร่วมด้วย การเรียนรู้และความเข้าใจซึ่งกันและกันจะเกิดขึ้นจากการได้ไปเยี่ยมเยือนกันหลาย ๆ ครั้ง  ความรู้ความเข้าใจในความแตกต่างทางสภาพชีวิต แนวคิด วัฒนธรรมท้องถิ่นและอื่น ๆ จะเป็นฐานของการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในระดับชาติ  แนวคิดนี้กำลังจะมีการนำร่องในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดหนองคายในส่วนที่จะกลายเป็นจังหวัดบึงกาฬ</p>
<p style="text-align: justify;">ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะผู้เป็นหัวหอกมองว่า ถ้าเรามัวแต่รอรัฐบาลและภาคเอกชนที่มุ่งแสวงหากำไรให้แก้ปัญหา การศึกษาของไทยจะติดหล่มต่อไปแบบถอนตัวไม่ขึ้น  การเคลื่อนไหวในแนวนี้จะต้องมีเกิดขึ้นในอีกหลากหลายด้านเพื่อคานอำนาจอันเกิดรัฐบาลรวมหัวกันกับภาคเอกชนผู้มุ่งแสวงหากำไรเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ในสังคม.</p>
<p><strong>ดร.ไสว  บุญมา</strong> พิมพ์ใน <em>เอเอสทีวีผู้จัดการ</em> วันที่ 30 สิงหาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/non-profit-seeking-private-sector-in-post-cold-war-era/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จับความลี้ลับของทุน (2)</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-mystery-of-capital-02</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/the-mystery-of-capital-02#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Aug 2010 07:19:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เฮอนานโด เดอ โซโต]]></category>
		<category><![CDATA[The Mystery of Capital]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=803</guid>
		<description><![CDATA[ (๒) ความลับลี้อยู่ที่”หัว”
บทที่ ๓ ชื่อว่า The Mystery of Capital หรือ “ความลี้ลับของทุน”  ดูตามชื่อแล้วบทนี้น่าจะเป็นหัวใจของหนังสือ  ผู้เขียนเสนอว่าประเทศด้อยพัฒนาไม่สามารถเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนได้เพราะลืมไป หรือไม่รู้ด้วยว่า การเปลี่ยนนั้นเป็นขบวนการที่สลับซับซ้อนคล้ายการเปลี่ยนก้อนอิฐให้เป็นพลังงานโดยใช้กระบวนการระเบิดอะตอมของไอน์สไตน์  มักลืมไปด้วยซ้ำว่า “ทุน” หมายความว่าอะไร และมักสำคัญผิดคิดว่า “เงิน” คือ “ทุน”  บางประเทศพิมพ์เงินออกมามากมายแต่ไม่มีทุนเพียงพอในการขยายผลิตผล เพราะเงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนและตัวแสดงค่าของสิ่งต่าง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ทุน  ตัวเชื่อมระหว่างเงินกับทุนได้แก่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

	เดอ โซโต บอกว่าจากรากเหง้าในภาษาละติน Capital หรือ “ทุน” มีความหมายว่า “หัว” ซึ่งหมายถึงหัววัวและสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อผลทางเศรษฐกิจ  สัตว์มีความสำคัญในการแสดงออกของความมั่งคั่งนอกเหนือไปจากเนื้อที่ใช้เป็นอาหาร เพราะสัตว์เลี้ยงมีลักษณะพิเศษ เช่น นับง่าย เลี้ยงง่ายและขนหนีให้พ้นจากอันตรายได้ง่ายเพราะมันเดินไปเองได้  นอกจากนั้นมันยังมีศักยะที่จะก่อให้เกิดอย่างอื่นตามมา เช่น นม หนัง ขนและพลังงาน  จากรากเดิม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> <strong>(๒) ความลับลี้อยู่ที่”หัว”</strong></p>
<p><strong>บทที่ ๓ ชื่อว่า The Mystery of Capital หรือ “ความลี้ลับของทุน” </strong> ดูตามชื่อแล้วบทนี้น่าจะเป็นหัวใจของหนังสือ  ผู้เขียนเสนอว่าประเทศด้อยพัฒนาไม่สามารถเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนได้เพราะลืมไป หรือไม่รู้ด้วยว่า การเปลี่ยนนั้นเป็นขบวนการที่สลับซับซ้อนคล้ายการเปลี่ยนก้อนอิฐให้เป็นพลังงานโดยใช้กระบวนการระเบิดอะตอมของไอน์สไตน์  มักลืมไปด้วยซ้ำว่า “ทุน” หมายความว่าอะไร และมักสำคัญผิดคิดว่า “เงิน” คือ “ทุน”  บางประเทศพิมพ์เงินออกมามากมายแต่ไม่มีทุนเพียงพอในการขยายผลิตผล เพราะเงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนและตัวแสดงค่าของสิ่งต่าง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ทุน  ตัวเชื่อมระหว่างเงินกับทุนได้แก่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน<br />
<span id="more-803"></span><br />
	เดอ โซโต บอกว่าจากรากเหง้าในภาษาละติน Capital หรือ “ทุน” มีความหมายว่า “หัว” ซึ่งหมายถึงหัววัวและสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อผลทางเศรษฐกิจ  สัตว์มีความสำคัญในการแสดงออกของความมั่งคั่งนอกเหนือไปจากเนื้อที่ใช้เป็นอาหาร เพราะสัตว์เลี้ยงมีลักษณะพิเศษ เช่น นับง่าย เลี้ยงง่ายและขนหนีให้พ้นจากอันตรายได้ง่ายเพราะมันเดินไปเองได้  นอกจากนั้นมันยังมีศักยะที่จะก่อให้เกิดอย่างอื่นตามมา เช่น นม หนัง ขนและพลังงาน  จากรากเดิม “ทุน” จึงมีความหมายทั้งด้านที่เป็นรูปธรรมคือตัวสัตว์และด้านที่เป็นนามธรรมอันเป็นศักยะที่จะก่อให้เกิดผลผลิตตามมา  ผู้เชี่ยวชาญเดากันว่าคำนี้วิวัฒน์มาจากเดิมจนหมายถึงบางสิ่งที่อยู่ใน “หัว” คนด้วย เป็นส่วนที่เป็นนามธรรม แตะต้องไม่ได้ อยู่ในความรู้สึกนึกคิดซึ่งคงรวมทั้งสติปัญญาและฐานความคิดด้วย  </p>
<p>เนื่องจากทรัพย์สินมีทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรมและส่วนที่เป็นนามธรรม ส่วนที่เป็นนามธรรมพร้อมกับสิ่งที่อยู่ในหัวคนนี่แหละที่เรามักลืมไปพร้อม ๆ กับขบวนการเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนในสังคมตะวันตกเพราะมันค่อย ๆ วิวัฒน์มาจากระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเขา</p>
<p>	ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินประกอบด้วยข้อมูลสารพัดเกี่ยวกับทรัพย์ในสังคม เช่น ลักษณะประจำตัวและประวัติของมัน กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้และการถ่ายโอน ใครเป็นเจ้าของ อยู่ที่ไหน ถูกนำไปจำนำจำนองกับใครไว้หรือไม่ ฯลฯ  ข้อมูลเหล่านี้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปและถูกบันทึกและเก็บรักษาไว้ในลักษณะที่เป็นข้อมูลสาธารณะ ใครก็สามารถค้นดูได้  ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของสังคมตะวันตกมีลักษณะ ๖ ประการที่ทำให้ประชาชนของเขาสามารถเปลี่ยนทรัพย์ของตนให้เป็นทุนได้ นั่นคือ</p>
<p>	(๑)  กำหนดศักยะทางเศรษฐกิจ  ระบบกรรมสิทธิ์เอื้อให้เกิดการแยกส่วนที่เป็นนามธรรมออกจากส่วนที่เป็นรูปธรรมของทรัพย์ เช่น ในกรณีของบ้าน  ส่วนที่เป็นรูปธรรมคือตัวอาคารที่เราใช้เป็นที่อยู่อาศัย  ส่วนที่เป็นนามธรรมคือกรรมสิทธิ์ในตัวบ้านซึ่งมีลักษณะในเชิงกฎหมาย เช่น กฎเกณฑ์ในการใช้และถ่ายโอน พันธะของผู้เป็นเจ้าของ ฯลฯ  เมื่อเปลี่ยนเจ้าของตัวบ้านยังคงเดิม สิทธิ์ในการใช้และถ่ายโอนกับพันธะเท่านั้นที่เปลี่ยนไป  กรรมสิทธิ์เป็นนามธรรมซึ่งเป็นตัวแทนของบ้านที่เป็นรูปธรรม  ส่วนที่เป็นนามธรรมมีศักยะสามารถทำให้เกิดทุนขึ้นเพราะเจ้าของอาจนำไปจำนองกับธนาคารเพื่อยืมเงินออกมาทำทุน  กรรมสิทธิ์ในบ้านจึงเป็นตัวเชื่อมระหว่าง “เงิน” กับ”ทุน” ดังนี้ ไม่ใช่ตัวบ้าน</p>
<p>(๒) รวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายให้อยู่ในระบบเดียวกัน  เรื่องนี้มีความหมายชัดอยู่ในตัวของมันแล้ว  ผู้เขียนเล่าถึงความยากลำบากและเวลาอันยาวนานในการกำหนดมาตรฐานและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เป็นที่ยอมรับกันทั้งประเทศและการรวบรวมข้อมูลของประเทศที่เจริญแล้ว  ยุโรปและสหรัฐอเมริกาสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสำเร็จมาราว ๑๐๐ ปี ส่วนญี่ปุ่นเพิ่งทำสำเร็จเมื่อราว ๕๐ ปีนี้เอง  ปัจจัยที่ประเทศเหล่านี้ทำสำเร็จเพราะความตั้งใจจริงและความสามารถของผู้นำ</p>
<p>	(๓) ทำให้คนรับผิดชอบ  ระบบกรรมสิทธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วประเทศทำให้เจ้าของทรัพย์เป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ของชุมชนและการเมืองท้องถิ่น ไม่ต้องขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์พิเศษกับใคนต่อใครในชุมชนเมื่อจะซื้อขายหรือใช้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นให้เกิดประโยชน์ต่อไป ทำให้เปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนได้ง่ายขึ้น  เนื่องจากการใช้ทรัพย์เพื่อประโยชน์ต่อไป เช่น การจำนองกับธนาคารอาจทำให้กรรมสิทธิ์หลุดจากมือได้ เจ้าของจึงเกิดความระมัดระวังและรับผิดชอบยิ่งขึ้น</p>
<p>	(๔) ทำให้เกิดการสลับปรับเปลี่ยนได้ง่าย  ระบบกรรมสิทธิ์เอื้อให้เกิดความสะดวกในการเปรียบเทียบระหว่างทรัพย์ชิ้นต่าง ๆ  การแยกกัน การรวมกันและการเคลื่อนย้ายเพื่อจุดหมายบางอย่างซึ่งส่วนที่เป็นรูปธรรมไม่เอื้อให้ทำได้ เช่น ตัวโรงงานซึ่งไม่สามารถแบ่งขายเป็นส่วน ๆ หรือเคลื่อนย้ายได้ แต่ถ้ากรรมสิทธิ์ในโรงงานถูกแบ่งออกเป็นหุ้นตามกฎเกณฑ์ที่สังคมกำหนดขึ้น มันจะโยกย้ายได้และเจ้าของสามารถแบ่งขายหรือแบ่งจำนองและนำเงินมาทำอย่างอื่นได้</p>
<p>	(๕) สร้างเครือข่าย  ระบบกรรมสิทธ์ที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและปรับเปลี่ยนได้ง่ายทำให้เกิดเครือข่ายระหว่างบุคคล ทำให้เกิดความสะดวกแก่กิจการอย่างอื่น เช่น การค้นหาและการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน  การซื้อขายและประเมินภาษีโดยไม่ต้องเห็นทรัพย์สิน การติดตั้งสาธารณูปโภคโดยไม่ต้องรู้จักเจ้าของ ฯลฯ</p>
<p>	(๖) คุ้มครองการปรับเปลี่ยน ระบบกรรมสิทธ์ทรัพย์สินของสังคมตะวันตกเป็นข้อมูลสาธารณะที่ได้รับการบึนทึกและรับรองว่าถูกต้อง อยู่ในรูปแบบที่สะดวกแก่การค้นหาและรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่เข้าไป  มีกฎหมายคุ้มครองกิจกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเสริมเติมแต่ง  การประเมินราคา การสำรวจสภาพ การออกประกัน การจำนอง หรือการซื้อขาย</p>
<p>	ผู้เขียนกล่าวว่าหลังจากประเทศตะวันตกใช้ระบบทุนนิยมพัฒนาไปจนก้าวหน้าแล้วก็เริ่มลืมไปว่าที่มาของความก้าวหน้านั้นได้แก่ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตน  ฉะนั้นเมื่อประเทศด้อยพัฒนาต้องการใช้ระบบทุนนิยมพัฒนาประเทศก็ได้รับคำแนะนำให้ทำสิ่งที่ประเทศก้าวหน้ากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน เช่น เปิดการค้าเสรี ให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้นและทำอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ  แต่หลังจากประเทศด้อยพัฒนาทำสิ่งเหล่านั้นแล้วก็พัฒนาไปไม่ได้เพราะลืมกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ความก้าวหน้าและแก้ปัญหาความยากจนซึ่งได้แก่สถาบันและระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่คนจนสามารถเข้าถึง  ประเทศด้อยพัฒนาสร้างสถาบันและระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไม่ได้เพราะความบกพร้องในเชิงกฎหมายและทางการเมือง</p>
<p>	ผมมีข้อสังเกต ๓ ข้อเกี่ยวกับบทนี้  ข้อแรกเกี่ยวกับเรื่องที่เอ่ยถึงครั้งหนึ่งแล้วในบทที่ ๑ เดอ โซโต อ้างว่า ทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนานั้นเป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ ซึ่งผมแย้งว่าไม่ใช่  ในบทนี้เขาให้ข้อมูลซึ่งโต้แย้งข้ออ้างของตัวเองนั้นโดยไม่เจตนา เช่น เขาอ้างว่าญี่ปุ่นทำระบบกรรมสิทธ์ในทรัพย์สินสำเร็จเมื่อราว ๕๐ ปีที่ผ่านมา หรือเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่เอง  แต่เราทราบกันดีแล้วว่า ญี่ปุ่นพัฒนาสำเร็จเป็นประเทศอุตสาหกรรมจนสามารถสร้างแสนยานุภาพขึ้นท้าทายประเทศตะวันตกได้ก่อนนั้น  หรือยุโรปสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสำเร็จเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว แต่ยุโรปเริ่มก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมาก่อนนั้นคือตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา</p>
<p>ผู้เขียนอ้างว่าสหรัฐฯ ทำระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสำเร็จเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีที่แล้วเช่นกัน ทำให้สามารถพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากช่วงนี้เป็นวาระครบ ๑๐๐ ปีของการทดลองบินของพี่น้องตระกูลไรท์และการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์สมัยใหม่ของ เฮนรี่ ฟอร์ด จึงอยากจะเสนอว่า ปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ พัฒนาทางเศรษฐกิจสำเร็จได้แก่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่ไม่มีใครเทียบได้ เริ่มจากการประดิษฐ์เครื่องปั่นฝ้ายเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว มาถึงหลอดไฟฟ้า เครื่องโทรเลข จรวด คอมพิวเตอร์และอะไรต่อมิอะไรเกินที่จะนับ  ฉะนั้น เดอ โซโต จะมาอ้างว่าระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาย่อมฟังไม่ขึ้น   </p>
<p>ข้อ ๒ เดอ โซโต กล่าวถึงปัจจัยในการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้แก่ความเห็นพ้องต้องกันที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมของผู้นำ  แต่ผมคิดว่านั่นมันเป็นเพียงส่วนเดียว  แม้นักการเมืองและผู้นำจะตกลงกันเขียนกฎเกณฑ์เพื่อส่วนรวมขึ้นสำเร็จก็ไม่ได้หมายความว่ากฎเกณฑ์นั้นจะถูกนำไปใช้อย่างได้ผล  ยังมีปัจจัยอย่างอื่นอีกมาก เช่น ประชาชนส่วนใหญ่จะต้องเคารพและปฏิบัติตาม  จากที่ไปเห็นมาทั่วโลกทั้งสังคมที่พัฒนาแล้วและที่ยังด้อยพัฒนา ผมแน่ใจว่าคนในประเทศด้อยพัฒนาเคารพกฎเกณฑ์ของสังคมน้อยกว่าคนในสังคมที่พัฒนาแล้วมาก  อาร์เจนตินาเขียนรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎเกณฑ์สูงสุดของสังคมขึ้นคล้ายของสหรัฐฯ เมื่อ ๑๕๐ ปีที่แล้ว เป็นรัฐธรรมนูญก้าวหน้า แต่ก็พัฒนาไม่สำเร็จเพราะคนอาร์เจนตินาไม่เคารพในกฏเกณฑ์ของตนมากพอ</p>
<p>ข้อ ๓ ผู้เขียนสรุปเอาดื้อ ๆ ว่า เมื่อประชาชนสามารถเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนได้แล้ว เขาจะนำไปลงทุนเพื่อผลิตสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา  อันที่จริงประเด็นนี้จะว่าเป็นสมมุติฐานของเขาก็ได้  จะเป็นอะไรคงไม่สำคัญ  แต่ที่สำคัญคือเราเชื่อมั่นไม่ได้ว่าเมื่อชาวบ้านหรือคนจนสามารถเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนได้แล้ว เขาจะนำทุนนั้นไปสร้างผลิตผลเพิ่ม  เขาอาจนำไปบริโภคก็ได้  </p>
<p><strong>บทที่ ๔ ชื่อ The Mystery of Political Awareness  หรือ “ความลี้ลับของความตระหนักทางการเมือง”</strong>  ผู้เขียนย้อนกลับไปกล่าวถึงการหลั่งไหลเข้าเมืองของชาวชนบทอีกครั้งพร้อมกับมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมากมายหลายด้าน  การหลั่งไหลนี้ก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจและสังคมนอกกฎหมายขึ้นคู่ขนานไปกับระบบในกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้วในเมือง </p>
<p>เขายกตัวอย่างมากมาย บางแห่งผมเคยไปเห็นมาด้วยตัวเอง เช่น ที่บอมเบย์ อินเดีย เขาบอกว่า ๒ ใน ๓ ของประชากรราว ๑๐ ล้านคนในเมืองนั้นอาศัยอยู่ในกระท่อมห้องเดียวหรือไม่ก็บนทางเท้าตามขอบถนน  คนที่ไม่เคยไปบอมเบย์อาจนึกภาพไม่ออกว่า รอบตึกหรู ๆ อันเป็นศูนย์กลางทางการเงินของอินเดียนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่อาศัยทางเท้าเป็นบ้าน และไม่ไกลออกไปเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่แออัดไปด้วยกระท่อมคูหาเดียวทำด้วยสารพัดวัตถุและน้ำครำเหม็นคลุ้ง  ในเปรู ประเทศของ เดอ โซโต เอง ราว ๗๐% ของที่อยู่อาศัยไม่มีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมาย  ในละตินอเมริกาโดยรวม ราว ๘๐% ของอสังหาริมทรัพย์ไม่มีโฉนด  เขาบอกว่าในโลกด้อยพัฒนา ระหว่าง ๕๐–๗๕% ของคนงานและ ๒๐–๖๗% ของรายได้ประชาชาติมาจากภาคที่อยู่นอกกฎหมาย</p>
<p>รัฐบาลในประเทศด้อยพัฒนามีนโยบายต่อการอพยพของประชาชนแตกต่างกัน จากการใช้วิธีรุนแรง เช่น เผาหรือส่งรถเกลี่ยดินขนาดยักษ์เข้าไปบุกทำลายกระท่อม การใช้วิธีนิ่มนวล เช่น ออกกฎหมายกีดกัน ถึงการให้ความช่วยเหลือ เช่น จัดหาอาคารสงเคราะห์  แต่ปัญหาก็ไม่หมดไป ตรงข้ามมันกลับทวีขึ้น ทั้งนี้เพราะผู้นำของประเทศไม่เข้าใจว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดจากรัฐขาดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพสินที่เหมาะสม เห็นว่าการอพยพเป็นปัญหาแทนที่จะมองว่ามันเป็นโอกาส มองไม่เห็นว่าในหมู่คนเหล่านั้นเต็มไปด้วยนายทุนรุ่นใหม่ผู้เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและแรงขับดันสูง และไม่รู้ว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ของใหม่ หากเกิดขึ้นแล้วในประเทศตะวันตก</p>
<p>เดอ โซโต เล่าถึงการอพยพเข้าเมืองของชาวยุโรปตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม  รัฐบาลและชาวเมืองตอบโต้ด้วยวิธีต่าง ๆ กัน เช่น ออกกฎหมายกีดกัน  บางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส ถึงกับประหารชีวิตผู้ที่ฝ่าฝืนเป็นหมื่น ๆ คน แต่ก็ป้องกันไม่ให้เกิดการอพยพไม่สำเร็จ  ผลพวงของการออกกฎกลับก่อให้เกิดการฉ้อฉลของผู้รักษากฎหมาย จากนายภาษีอากรไปจนถึงผู้พิพากษา และการอพยพออกนอกประเทศของประชาชน  เศรษฐกิจและสังคมวิวัฒน์ไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางความร่วมมือกันบ้าง ขัดแย้งกันบ้างระหว่างส่วนในกฎหมายกับส่วนนอกกฎหมาย  บางแห่งความขัดแย้งกันรุนแรงมากจนนำไปสู่การปฏิวัติล้มระบบกษัตริย์ เช่น ในฝรั่งเศสและในรัสเซีย  หลังจากเวลาราว ๓๐๐ ปี ผู้นำจึงมองเห็นความสำคัญของฝ่ายนอกกฎหมายและเริ่มเปลี่ยนนโยบายจากการต่อต้านเป็นการตอบรับ ยังผลให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและการพัฒนาประเทศสัมฤทธิ์ผล</p>
<p>ในบทนี้ เดอ โซโต ดูจะชี้ให้เห็นโดยทางอ้อมว่า ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและทุนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนา เพราะในระหว่างที่ยุโรปพยายามต่อต้านผู้ที่อพยพเข้าเมืองด้วยวิธีสารพัด ไม่ยอมให้พวกเขามีทรัพย์สินถูกต้องตามกฎหมายและเปลี่ยนให้เป็นทุนได้ พวกนี้ก็สามารถตั้งธุรกิจขึ้นมาได้สารพัดอย่าง จำนวนมากได้รับความสำเร็จไม่ต่างกับฝ่ายที่อยู่ในกฎหมายแต่ดั้งเดิม จนฝ่ายหลังนี้แข่งขันสู้ไม่ได้ต้องหาทางออมชอมด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นการส่งงานไปให้ทำ  ฉะนั้นจึงสรุปได้ตามที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่า ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา แต่มันเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยเท่านั้น และไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด</p>
<p>การที่ เดอ โซโต อ้างว่ามาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลไม่สามาถแก้ปัญหาการอพยพเข้าเมืองและการบุกรุกที่ของชาวละตินอเมริกันได้เพราะรัฐขาดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เหมาะสมเป็นการมองปัญหาในมุมแคบเกินไปและยกความสำคัญให้ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอย่างเดียว  หากเราย้อนไปดูประวัติของประเทศในละตินอเมริกาจะเห็นว่าสังคมของเขาแตกแยกอย่างรุนแรง การเมืองขาดเสถียรภาพ นโยบายเศรษฐกิจไม่เหมาะสมและผลของการพัฒนาเกือบทั้งหมดไปตกอยู่ในมือคนรวย  จำนวนคนจนมีสูงมากและทางออกทางหนึ่งของพวกเขาก็คืออพยพเข้าเมืองเพื่อหวังหางานเพราะเมืองเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ </p>
<p><strong>(๓) ความรู้กับคู่มือ</strong></p>
<p><strong>บทที่ ๕ ชื่อ The Missing Lessons of US History ซึ่งคงแปลว่า “บทเรียนจากประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่หาไม่พบ” </strong> ในบทนี้ผู้เขียนใช้เนื้อที่กว่า ๕๐ หน้ากระดาษเล่าวิวัฒนาการของระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของสหรัฐอเมริกาซึ่งครั้งหนึ่งมีสภาพไม่ต่างกับประเทศด้อยพัฒนาในปัจจุบัน นั่นคือ มีประชาชนจำนวนมากบุกรุกเข้าไปตั้งถิ่นฐานในที่ดินของผู้อื่น โดยเฉพาะของรัฐ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจและสังคมสองระบบคู่ขนานกันไปคือ ระบบในกฎหมายและระบบนอกกฎหมาย </p>
<p>รัฐบาลของอาณานิคมต่าง ๆ ซึ่งต่อมากลายเป็นรัฐเมื่อสหรัฐฯ ได้เอกราชจากอังกฤษ ใช้กฎหมายของอังกฤษเป็นหลักอ้างอิง  แต่ประชาชนไม่ค่อยทำตามเพราะกฎหมายเหล่านั้นไม่เหมาะสมกับสภาพของอาณานิคมอันเกิดจากประชาชนอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินกันตามใจชอบในพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นที่ว่างเปล่าบ้าง เป็นของรัฐบ้างและเป็นของชาวพื้นเมืองดั้งเดิมบ้าง  ส่วนกฎหมายของอังกฤษร่างขึ้นมาเพื่อใช้กับสภาพสังคมซึ่งเกิดจากการอพยพของชาวชนบทเข้าเมือง  ชาวอเมริกันแก้ปัญหาวุ่นวายเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยการตั้งกฏเกณฑ์ขี้นเพื่อใช้ในชุมชนของตน ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลอยู่ไม่ขาด<br />
รัฐบาลจะพยายามปราบปรามผู้ทำผิกดกฎหมายอย่างไรก็ไร้ผล  จนเวลาผ่านไประยะหนึ่งบางรัฐจึงเริ่มมองเห็นว่าประชนชนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้บุกรุก หากเป็นผู้บุกเบิกซึ่งกำลังทำประโยชน์ให้ จึงเริ่มออกกฎหมายเพื่อเอื้อให้คนเหล่านั้นได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยให้เขาซื้อที่ดินจากรัฐได้ก่อนคนอื่น  อย่างไรก็ตามรัฐบาลกลางไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้น ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับรัฐบาลกลางอีกต่อหนึ่ง  รัฐบาลกลางพยายามแก้ปัญหาด้วยการขายที่ดินบ้าง ออกกฎหมายใหม่มาหลายร้อยฉบับบ้าง แต่ก็แก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินไม่สำเร็จเพราะรัฐบาลตั้งราคาขายสูงเกินฐานะทางการเงินของประชาชน และกฎหมายที่ออกมาก็ไม่เหมาะสมกับสภาพของสังคม  ในภาวะเช่นนั้นประชาชนจึงแก้ปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการร่างกฏเกณฑ์ของชุมชนขึ้นใช้เองเหมือนเดิม  วิธีการนี้แพร่ขยายจากที่ดินเกษตรครอบคลุมไปถึงที่ดินที่มีแร่ธาตุหลังจากประชาชนค้นพบทองคำจำนวนมากในรัฐแคลิฟอร์เนีย<br />
 ความขัดแย้งและสับสนวุ่นวายค่อย ๆ สลายไปหลังจากสงครามกลางเมืองยุติลงในปี ค. ศ. ๑๘๖๕ เมื่อรัฐบาลกลางยอมรับสภาพความเป็นจริงและเริ่มออกกฎหมายคล้อยตามกฎเกณฑ์ที่ประชาชนตั้งขึ้นเพื่อบังคับใช้ในชุมชนของตนอยู่แล้ว  นโยบายนั้นก่อให้เกิดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแบบบูรณาการขึ้นเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ต่อกับศตวรรษที่ ๒๐ หรือเมื่อราว ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา</p>
<p>บทเรียนสำคัญยิ่งที่ เดอ โซโต ค้นพบจากการศึกษาวิวัฒนาการของระบบกรรมสิทธ์ในทรัพย์สินของสหรัฐอเมริกามีสองแง่หลัก นั่นคือ การสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแบบบูรณาการสำเร็จได้ด้วยการเปลี่ยนทัศนคติทางการเมืองและการเปลี่ยนกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง</p>
<p>  ในบทนี้ เดอ โซโต ย้ำอีกว่าความสำเร็จในการสร้างระบบกรรมสิทธ์ในทรัพย์สินทำให้ชาวอเมริกันสร้างทุนได้และเป็นปัจจัยผลักดันให้สหรัฐฯ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  เขาเห็นว่าการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสำเร็จนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ถึงขนาดก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ จึงนำเอาคำพูดของนักประวัติศาสตร์มาอ้างว่า ณ ตอนนี้ “เกิดอะไรสักอย่างในสังคมและวัฒนธรรมที่จุดชนวนให้เกิดความปรารถนาและพลังอันแรงกล้าขึ้นในผู้คนดังที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของอเมริกา” [‘something momentous was happening in the society and culture that released the aspirations and energies of common people as never before in American history.’]<br />
นั่นเป็นการเลือกอ้างประวัติศาสตร์ หรือนำคำกล่าวมาอ้างนอกบริบท เพราะหลังจากสงครามกลางเมืองยุติแล้ว มีเหตุการณ์อีกมากมายที่ผลักดันให้สหรัฐฯ พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เช่น ชาวอเมริกันนำโดยนักประดิษฐ์ก้องโลก โธมัส เอ็ดดิสัน คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้มากมายจนสามารถจดกรรมสิทธิ์ได้ปีละถึง ๓๐,๐๐๐ ชนิด  เทคโนโลยีใหม่ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่สารพัด รวมทั้งกับอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กกล้า โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมและรถยนต์ของนักอุตสาหกรรมนามกระเดื่อง เช่น คาร์เนกี  ร็อกกี้เฟลเลอร์ และ ฟอร์ด </p>
<p>ในขณะที่ เดอ โซโต กล่าวถึงระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางเกษตรและแร่ธาตุ หัวจักรแห่งความก้าวหน้าของสหรัฐฯ ได้แก่การอุตสาหกรรม  ยิ่งไปกว่านั้นการยุติของสงครามกลางเมืองโดยไม่ทำให้ประเทศของเขาแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เป็นเสมือนอรุณของวันใหม่ที่มีสายลมเย็นพัดมาชโลมชาวอเมริกันทำให้เขากระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้นทันที เกิดความมั่นใจในอนาคต เกิดพลังและแรงใจแรงกล้าที่ดลให้พวกเขาทำอะไร ๆ ด้วยความกระตือรือร้นสูงยิ่ง<br />
ฉะนั้นปัจจัยหลายอย่างรวมกันต่างหากที่เป็น “อะไรสักอย่าง” (something momentous) ซึ่งผลักดันให้สหรัฐฯ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วหลังจากสิ้นสงครามกลางเมือง ไม่ใช่ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวดังที่ เดอ โซโต อ้าง</p>
<p>สำหรับบทเรียนที่เขากลั่นออกมาจากการศึกษาประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ว่าการเปลี่ยนทัศนคติทางการเมืองและการเปลี่ยนกฎหมายเป็นปัจจัยหลักในการหล่อหลอมระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นสมเหตุสมผล แต่ผมยังคิดว่ายังมีอีกแง่หนึ่งที่เขาไม่ได้นำออกมากล่าว นั่นคือ ชาวอเมริกันมีหลักความคิดแนวประชาธิปไตยอยู่ในหัวแล้ว รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ของตน มีกฏเกณฑ์ท้องถิ่นในแนวประชาธิปไตย ไม่มีผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้บงการ  นอกจากนั้นพวกเขายอมปฏิบัติตามกฎหมายของระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่รัฐบาลผลิตออกมาถึงแม้กฎหมายเหล่านั้นจะขัดกับบางอย่างที่พวกเขาถือปฏิบัติมาก่อนในท้องถิ่นอยู่บ้างก็ตาม  </p>
<p><strong>บทที่ ๖ ชื่อว่า The Mystery of Legal Failure:  Why Property Law Does Not Work Outside the West  คงแปลได้ว่า “ความลี้ลับของความล้มเหลวทางกฎหมายอันเป็นสาเหตุที่ทำให้กฎหมายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใช้ไม่ได้นอกสังคมตะวันตก”</strong>  หากบทที่ ๓ เป็นหัวใจของหนังสือ บทนี้ก็คงเป็นปอด เป็นคู่มือของรัฐบาลที่จะนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ เป็นบทยาวที่สุด<br />
	ผู้เขียนกล่าวว่าประเทศด้อยพัฒนาไม่สามารถรวมสังคมสองส่วนของตน คือส่วนในกฎหมายและส่วนนอกกฎหมาย เข้าด้วยกันเพื่อหล่อหลอมให้เกิดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแบบบูรณาการได้ ทั้งที่พยายามมาเป็นเวลา ๑๘๐ ปีเพราะความเข้าใจผิด ๕ ประการ</p>
<p>	(๑) คิดว่าผู้ที่อยู่ในภาคนอกกฎหมายต้องการเลี่ยงภาษี  แต่ความจริงผู้ที่อยู่นอกกฎหมายทำเช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก เนื่องจากการอยู่นอกกฎหมายมักต้องเสียภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีของรัฐ เช่น จ่ายค่าคุ้มกันให้นักเลงท้องถิ่น จ่ายสินบนให้พนักงานของรัฐและไม่สามารถขยายกิจการให้ใหญ่โตได้</p>
<p>	(๒) คิดว่าก่อนจะถือครองอสังหาริมทรัพย์อย่างถูกกฎหมายได้ต้องทำรังวัด แผนที่และลงบันทึกเป็นหลักฐานด้วยเทคโนโลยีล่าสุด  แต่สิ่งนี้ไม่จำเป็นเพราะยุโรปและสหรัฐฯ ทำระบบกรรมสิทธ์ในทรัพย์สินสำเร็จก่อนมีเครื่องมือชนิดนั้น</p>
<p>	(๓) คิดว่าอาจออกกฎหมายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดกับประชาชนผู้ปฏิบัติตาม  แน่นอนละ กฎหมายที่ประชาชนปฏิบัติตามไม่ได้ย่อมไร้ผล</p>
<p>	(๔) คิดว่าไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงกฏเกณฑ์หรือสัญญาประชาคมท้องถิ่นที่มีอยู่ก่อนแล้ว<br />
	(๕) คิดว่าผู้นำทางการเมืองระดับสูงสุดไม่จำเป็นต้องมาเกี่ยวข้อง นับเป็นความเข้าใจผิดร้ายแรง  ผู้นำทางการเมืองระดับสูงสุดที่มีความสามารถสูงยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการหล่อหลอมระบบกรมมสิทธิ์ในทรัพย์สิน</p>
<p>	เดอ โซโต เสนอขั้นตอนในกระบวนการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไว้เป็นคู่มือของรัฐบาลที่ต้องการนำแนวคิดของเขาไปปฏิบัติ โดยแบ่งขั้นตอนออกเป็น ๔ หมู่ ประกอบด้วยภาระกิจหลัก ๆ ๑๕ อย่างซึ่งแยกย่อยออกไปมากว่า ๕๐ ภาระกิจ  เขาใช้เนื้อที่เกือบทั้งหมดของบทนี้ยกภาระกิจหลัก ๒ อย่างที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดมาอธิบายอย่างละเอียด ได้แก่ภาระกิจทางกฎหมายและภาระกิจทางการเมือง</p>
<p>	ด้านภาระกิจทางกฎหมาย เดอ โซโต ใช้เนื้อที่ถึง ๒๙ หน้ากระดาษเพื่ออธิบาย ส่วนหนึ่งเป็นรายละเอียดซึ่งซ้ำซ้อนหรือในทำนองเดียวกันกับเนื้อหาในตอนต้นของหนังสือ  ใจความหลักได้แก่รัฐบาลจะต้องออกไปค้นหากฏเกณฑ์ หรือสัญญาประชาคมท้องถิ่น ที่ประชาชนในแหล่งต่าง ๆ ใช้ยู่  อาจจะมีอุปสรรคมากมายในการขุดค้นแต่ก็ต้องทำ แล้วนำเอาทั้งหมดมาย่อยเพื่อหาส่วนที่เป็นแก่นร่วมกัน  หลังจากนั้นจึงร่างกฎหมายระดับชาติให้สอดคล้องกับสัญญาประชาคมเหล่านั้น  </p>
<p>ผู้เขียนนำเกร็ด ๒ เรื่องมาเล่า  เรื่องแรกเกี่ยวกับการออกฏหมายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหลายครั้งของประเทศเปรูด้วยจุดมุ่งหมายที่จะช่วยคนจน แต่นำไปใช้ไม่สำเร็จเพราะพวกผู้ดีมีเงินหาวิธีหักล้างกฎหมายเหล่านั้นได้ รวมทั้งการใช้เหล่ห์เหลี่ยมในการบังคับซื้อที่ดินด้วยราคาต่ำและการออกโฉนดสวมด้วยความร่วมมือของพนักงานของรัฐ  อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในญี่ปุ่น ๒๐๐ กว่าปีมาแล้วเมื่อทางการมีกฎหมายห้ามขายที่ดิน แต่ประชาชนหาทางขายจนได้โดยการตกลงกันเองลับ ๆ ในชุมชน</p>
<p>	ผู้เขียนกล่าวว่าการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน  คำอธิบายอันยาวเหยียดของเขามีเนื้อหาว่า จะต้องมีผู้นำรัฐบาลซึ่งมีทั้งความตั้งใจจริงที่จะทำเพื่อสังคมโดยรวม และความสามารถพิเศษที่จะนำคนทั้งสังคมเดินไปสู่จุดหมายได้  หัวหน้ารัฐบาลมีภาระกิจหลัก ๆ  ๓ อย่างได้แก่ </p>
<p>(๑) เรียนรู้ข้อมูลและมุมมองจากสายตาของคนจนอย่างลึกซึ้ง  ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายถึงตัวเลขและรายงานของราชการ หากเป็นสิ่งที่ได้จากการลงไปสัมผัสกับคนจนอย่างใกล้ชิด ได้พูดคุย ได้ฟังความคิดเห็นจากมุมมองของพวกเขาโดยตรง </p>
<p>(๒) ชักชวนให้ชนชั้นผู้ดีมีเงินหรือกลุ่มอิทธิพลคล้อยตาม  ชนชั้นนี้มักคิดว่าพวกเขาจะเสียประโยชน์เมื่อรัฐบาลมีนโยบายเอื้อประโยชน์ให้คนจน  ผู้นำจะต้องมีทั้งข้อมูลและข้ออ้างพร้อมกับมีความสามารถในการชี้แจงโน้มน้าวให้พวกเขาเห็นว่านอกจากพวกเขาจะไม่เสียประโยชน์แล้ว จะได้ด้วยซ้ำ</p>
<p>(๓) ทำงานร่วมกับนักกฎหมายและข้าราชการได้  กลุ่มนี้มักไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง  ผู้นำจะต้องมีความสามารถในการชักนำให้พวกเขาเกิดศรัทธาและร่วมมืออย่างเต็มที่  </p>
<p>ผมเห็นด้วยกับผู้เขียนว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้แก่ด้านการเมือง โดยเฉพาะต้องมีผู้นำที่มีความตั้งใจจริงที่จะสานสร้างนโยบายเพื่อส่วนรวมพร้อมกับมีสติปัญญาความสามารถที่จะชักนำประชาชนจากทุกฝ่ายให้เห็นด้วยและที่จะประสานงานทางเทคนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p>
<p>ผู้เขียนกล่าวถึงความล้มเหลวในอียิปต์และในอินโดนีเซียแต่ไม่ได้พูดถึงผู้นำที่แข็งแกร่ง มีบุคลิกประทับใจคนและความสามารถสูงส่ง ๒ คนคือ อับเดล นัสเซอร์ ของอียิปต์และ ซูการ์โน ของอินโดนีเซีย  ทั้ง ๒ คนมีโอกาสที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว แต่ทำไม่ได้เพราะไปสำคัญผิดคิดว่าระบบสังคมนิยมคือกุญแจแก้ปัญหาเศรษฐกิจบ้าง อยากเป็นรัฐบุรุษระดับโลกบ้าง และฉ้อฉลบ้าง  ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงอาร์เจนตินานอกจากในบริบทของละตินอเมริกา  อาร์เจนตินาเคยมีผู้นำแบบนั้นเช่นกันชื่อ ฮวน เปโรน  เขามีทั้งความสามารถและโอกาสที่จะพาอาร์เจนตินาเข้าร่วมกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เขากลับพาไปสู่ความหายนะด้วยการนำลัทธิประชานิยมมาใช้อย่างกว้างขวาง</p>
<p>เดอ โซโต กล่าวถึงผู้นำหลายคนในสหรัฐอเมริกา เยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ที่เป็นหัวหอกในการพัฒนาระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในประเทศเหล่านั้น แต่เขาไม่ได้ให้รายละเอียด  จากประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ผมทราบว่า นายพลจอร์จ วอชิงตัน จอมทัพของฝ่ายอาณานิคมซึ่งทำสงครามปลดแอกอังกฤษสำเร็จ จะเลือกเป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือเป็นประธานาธิบดีตลอดชีพก็ได้ถ้าเขาต้องการ แต่เขาไม่ทำ  เขาเลือกเป็นประธานาธิบดีเพียง ๒ สมัยแล้วก็ออกไปทำไร่ไถนา  ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ใช้กำลังขับไล่คนอเมริกันซึ่งบุกรุกเข้าไปตั้งถิ่นฐานในที่ดินของเขาอีกด้วย  </p>
<p><strong>(๔) สู่ความเป็นรัฐบุรุษและการพัฒนาที่ยั่งยืน ?</strong></p>
<p><strong>บทสุดท้ายชื่อว่า By Way of Conclusion เป็น บทสรุป </strong> ผู้เขียนทบทวนบางอย่างเพื่อย้ำความจำเป็นที่ประเทศด้อยพัฒนาจะต้องมีระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ประชาชนทั้งหมดยอมรับและเข้าถึงได้  เขาสารภาพว่าเขาไม่ศรัทธาในความวิเศษของระบบทุนนิยมนัก แต่ยอมรับว่าไม่มีระบบอื่นที่ดีกว่า  ฉะนั้นประเทศด้อยพัฒนาทำถูกแล้วที่พยายามใช้ระบบทุนนิยมพัฒนาประเทศ  แต่เท่าที่ผ่านมาทำไม่สำเร็จ ก่อให้เกิดวิกฤติและความวุ่นวายทางสังคมอยู่ทั่วไปเพราะคนจนไม่สามารถเข้าถึงทุนได้  ขบวนโลกาภิวัตน์ไม่ช่วยคนจนเพราะมันเปิดโลกและสร้างเครือข่ายให้เฉพาะคนส่วนน้อยที่มั่งมีเท่านั้น  การประท้วงที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศด้อยพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจที่คนจำนวนมากมีต่อแนวโน้มในปัจจุบัน  หากรัฐบาลไม่ปรับเปลี่ยนระบบให้คนจนมีโอกาสมากขึ้น ความวุ่นวายนับวันจะทวีความรุนแรงและจะนำไปสู่ความล่มสลายของสังคมในที่สุด</p>
<p>เดอ โซโต บอกด้วยว่า ทางแก้นั้นไม่ยากเลยถ้ารัฐบาลเต็มใจที่จะยอมรับว่า (๑) ต้องศึกษาสภาพและศักยภาพของคนจน (๒) ทุกคนสามารถออมทรัพย์ (๓) คนจนขาดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เอื้อให้สร้างทุน (๔) การปรากฏตัวของการประท้วงและพวกเจ้าพ่อในสังคมเป็นเรื่องที่เพิกเฉยไม่ได้ (๕) คนจนไม่ใช่ปัญหา หากเป็นทางออก และ (๖) ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นความท้าทายทางการเมืองและเป็นการเปลี่ยนระบบกฎหมายแบบถอนรากถอนโคน</p>
<p>ขอรับสารภาพว่าพออ่านบทสรุปจบ แทนที่ทุกอย่างจะกระจ่าง ผมยังมึนงง ไม่ค่อยแน่ใจว่า เดอ โซโต เองเห็นว่าการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแบบบูรณาการที่คนจนเข้าถึงได้นี่มันง่ายหรือยากเพราะเนื้อหาดูจะขัดกัน เช่น ในบทที่ ๖ เขาบอกว่าประเทศด้อยพัฒนาไม่มีหวังที่จะสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้สำเร็จเลย  แต่พอมาถึงบทสรุปเขากลับบอกว่ามันไม่ยาก  สำหรับผมคิดว่ามันยากมากเพราะปัจจัยสำคัญที่สุดตามที่ เดอ โซโต บอกตรง ๆ ได้แก่การเมืองและการเปลี่ยนกฎหมายแบบถอนรากถอนโคน  นอกจากนั้นเขายังจะบอกทางอ้อมอีกว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนฐานความคิดอันเป็นนัยหนึ่งของคำว่า Capital หรือ “หัว” ซึ่งคงเปลี่ยนยากมาก </p>
<p>ลองมาดูว่าเราจะนำแนวคิดการเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนของ เดอ โซโต มาใช้กับประเทศไทยได้หรือไม่  </p>
<p>ผมคิดว่าได้แน่นอน แต่มันคงไม่ได้ผลมากถึงขนาดเป็นกุญแจดอกเดียวที่จะขจัดความยากจนให้หมดไปจากสังคมไทยดังที่ เดอ โซโต ดูจะสรุปไว้ในหนังสือของเขาเพราะแม้ในเปรูเองก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะสำเร็จ ราวครึ่งหนึ่งของประชากรยังยากจนมาก  นอกจากการเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนได้จะเป็นเพียงปัจจัยเดียวในหลาย ๆ ปัจจัยของการพัฒนาแล้ว รัฐบาลและคนไทยคงไม่สามารถทำตามเงื่อนไขที่ เดอ โซโต บ่งไว้อีกด้วย นั่นคือ ต้องมีผู้นำทางการเมืองที่มีทั้งความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อสังคมและความสามารถพิเศษที่จะทำให้คนทั้งประเทศคล้อยตาม ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนกฎหมายแบบถอนรากถอนโคน หรือ การโน้มน้าวให้คนไทยเปลี่ยนฐานความคิด</p>
<p>สำหรับด้านปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นผมคงไม่ต้องยกมากล่าวทั้งหมด  ขอยกตัวอย่างเพียงด้านเดียวที่รัฐบาลปัจจุบันย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขไปสู่อนาคตอันรุ่งโรจน์ นั่นคือ เทคโนโลยี  เป็นที่ทราบกันดีแล้ว อย่าว่าแต่เราจะล้าหลังฝรั่งและญี่ปุ่นอย่างไม่เห็นฝุ่นเลย แม้แต่กับประเทศในเอเซียอื่น ๆ หลายประเทศเราก็ล้าหลังเขามาก  ยิ่งไปกว่านั้นเรายังล้าหลังเขาทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เบื้องต้นอันเป็นฐานของเทคโนโลยีอีกด้วย  นี่เรายังไม่พูดถึงการศึกษาทั้งระบบของเราซึ่งอยู่ในภาวะวิกฤติอันอาจร้ายแรงยิ่งกว่าวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ ๕ ปีที่แล้วเสียอีก  การที่นายกรัฐมนตรีเปล่งว่าไทยจะใช้ยุทธศาสตร์แบบกระโดดข้ามเพื่อนบ้านทั้งที่ยังแก้วิกฤติทางการศึกษาไม่สำเร็จนั้นผมคิดว่าเป็นความฝันลม ๆ แล้ง ๆ  เป็นการคิดที่จะวิ่งก่อนหัดเดินซึ่งผิดหลักธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>เดอ โซโต สาวใยของปัญหาไปที่การหลั่งไหลของชาวชนบทเข้าเมืองใหญ่แล้วไปบุกรุกที่ดินของคนอื่นเพื่อก่อตั้งที่อยู่อาศัย  การศึกษาของเขาจึงเน้นสังคมของคนจนในเมืองและตามชานเมือง  ส่วนปัญหาของไทยหนักไปทางชนบทและยังไม่เลวร้ายดังในประเทศที่เขาศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการกระจายกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือการกระจายรายได้  อย่างไรก็ตามในช่วงเวลา ๔๐ ปีที่ผ่าน การกระจายรายได้ของไทยเลวร้ายลงเพราะผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจส่วนมากไปตกอยู่กับผู้มีอำนาจ มีเงิน มีเส้นสาย มีการศึกษาและมีข้อมูล  ส่วนพวกชาวไร่ชาวนาซึ่งเคยมีที่ทำกินเป็นของตัวเองไม่มีสิ่งเหล่านั้น จึงรู้ไม่ทันโลกและสูญที่ดินให้แก่คนกลุ่มแรก จนการกระจายกรรมสิทธิ์ที่ดินและรายได้ของไทยเกือบจะเหมือนประเทศที่ เดอ โซโต กล่าวถึง ทำให้ชาวไร่ชาวนาไทยต้องไปบุกรุกที่ดินในเขตป่า</p>
<p>เดอ โซโต ตั้งสมมุติฐานไว้ว่าเมื่อคนจนสามารถเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นเงินได้แล้ว เขาจะนำไปลงทุน จะได้กำไรและความยากจนก็จะหมดไป นั่นเป็นสมมติฐานที่ไกลความเป็นจริงที่สุดและเป็นจุดอ่อนที่สุดของแนวคิดของเขา  ตัวอย่างมีให้เห็นอย่างแจ้งชัด</p>
<p>(๑) ชาวไร่ชาวนานำเงินที่ได้จากการจำนองที่นาไปใช้เพื่อการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ รถเครื่อง โทรศัพท์มือถือ หรือการเล่นหวยและการจัดงานบวชงานแต่งงานอย่างเอิกเกริก จนเป็นหนี้ครอบครัวละกว่า ๗๓,๐๐๐ บาท ซึ่งจะทำไร่ทำนาอีกเป็น ๑๐ ปีก็ชำระไม่ไหมด หากได้ที่ดิน เช่น ที่ สปก. ไปจำนองอีกก็จะบริโภคเพิ่มขึ้นทำให้หนี้สินพอกพูนจนท่วมท้นพ้นตัวไปมากกว่านี้</p>
<p>(๒) แม้เงินนั้นจะถูกนำไปลงทุนก็ใช่ว่ามันจะงอกเงยทุกกรณีไป โดยเฉพาะเงินในมือคนจนซึ่งขาดทั้งการศึกษาและข้อมูล  จำนวนมากต้องลองผิดลองถูก เช่น เมื่อตอนเริ่มแรกของโครงการ ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ ชาวบ้านทำน้ำพริกออกขายกันดาษดื่นและขาดทุนจนต้องเลิกไปเป็นส่วนมาก  ปัจจุบันใครก็จะผลิตสาโทและเครื่องดื่มพื้นบ้าน  อย่างน้อย ๑ ใน ๓ ต้องขาดทุนและเลิกกิจการไปแล้ว และจำนวนมากที่กำลังเริ่มก็จะประสบปัญหาเช่นเดียวกัน  การลองผิดลองถูกแบบนี้ถ้าเกิดกับคนมีทุนเหลือเฟือก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดกับคนที่มีหนี้มากอยู่แล้วหรือมีทรัพย์ชิ้นสุดท้าย ปัญหาใหญ่หลวงตามมาทันที ไม่เฉพาะจะเกิดหนี้เน่าเพิ่มขึ้นในระดับชาติเท่านั้น หากจะเกิดความอดอยากแสนสาหัสในครอบครัวด้วย</p>
<p>ไม่เฉพาะการผลิตสินค้าจำพวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น สาโท เท่านั้นที่จะสร้างปัญหา การลงทุนในการเกษตรก็เช่นกัน  เนื่องจากเกษตรกรส่วนมากขาดข้อมูลแบบบูรณาการเกี่ยวกับตลาดและการผลิตของผู้อื่น ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ  เรื่องนี้เป็นปัญหาโลกแตกซึ่งไม่เคยมีประเทศด้อยพัฒนาไหนแก้ได้อย่างยั่งยืนไม่ว่าจะใช้มาตรการประกันราคาหรือมาตรการอื่น  มาตรการเหล่านั้นเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรงอันเกิดจากฐานความคิดที่ว่าระบบตลาดเสรีบกพร่อง รัฐบาลต้องลัดวงจรตลาดเข้าไปช่วยเกษตรกรโดยตรง  แต่ประวัติศาสตร์บ่งว่าการช่วยคนจนแบบลัดวงจรตลาดของไทยมักไม่ค่อยได้ผล  การซื้อโคกบระบือราคาแพงให้ชาวนา การซื้อปุ๋ยอินทรีย์ที่มีแต่ดินกับขี้เถ้าและการแจกเมล็ดพันธุ์ในโครงการพืชสวนครัวรั้วกินได้ เป็นเพียง ๓ ตัวอย่างของการฉ้อฉลที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิดพื้นฐานของสังคมไทยซึ่งผมยังมองไม่เห็นว่าจะเปลี่ยนไปไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศสงครามกับความฉ้อฉลหรือไม่</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น ความคิดที่จะแปลงที่ดินให้เป็นทุนในแนวของ เดอ โซโต เป็นความลี้ลับสำหรับคนไทยจำนวนมากเพราะเขาพากันสงสัยว่ามันอาจเป็นเครื่องมือเพื่อการฟอกเงินและการสร้างความร่ำรวยให้กับผู้มีอำนาจโดยใช้เงินภาษีของคนไทย </p>
<p><strong>ในแง่แรก</strong> ถ้าจะพูดกันตามหลักการของ เดอ โซโต จริง ๆ เศรษฐีที่ดินจำนวนมากของไทยอาจอยู่นอกกฎหมายเพราะการยึดครองที่ดินของพวกเขาอาจขัดกฎหมายที่ดิน พ. ศ. ๒๔๙๗ และกฎหมายปฏิรูปที่ดินปี ๒๕๑๘  กลุ่มนี้อาจรวมหลายคนในคณะรัฐมนตรีและนักการเมืองในรัฐสภาด้วยเพราะจำนวนมากมีที่ดินเป็นร้อยแปลง คงไม่สามารถใช้ทำมาหากินหรืออยู่อาศัยด้วยตัวเองได้ทั้งหมด  คนไทยสงสัยว่าที่ดินเหล่านั้นได้มาอย่างไรและหากส่วนหนึ่งจำนองไม่ได้จริง เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนกฎหมายให้จำนองได้  ผู้ถือสิทธิ์เหล่านั้นย่อมได้โอกาสเปลี่ยนมันเป็นเงินทันทีซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เน่าและรัฐต้องใช้เงินภาษีเข้าไปสะสางอีก</p>
<p><strong>ในแง่ที่สอง </strong>เนื่องจากปัจจุบันโทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์ที่ชาวไทยใฝ่ฝันกันมากที่สุด  เงินที่ได้มาจากการจำนองที่ดินส่วนหนึ่งน่าจะถูกนำไปซื้อโทรศัพท์อันเป็นการบริโภคซึ่งคนไทยจำนวนมากยังไม่ควรทำ  มันจะมีส่วนสร้างภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวเพิ่มขึ้น นำไปสู่ปัญหาหนี้เน่าซึ่งรัฐจะต้องสะสางดังที่กระทำอยู่ในปัจจุบัน  แน่ละ ผู้รับบาปคือประชาชนคนไทยผู้เสียภาษีทุกคน ในขณะที่ผู้ขายโทรศัพท์ได้กำไรเอาไปเก็บที่อื่นอย่างลอยนวลแล้ว   </p>
<p>เดอ โซโต บอกว่าการแก้ตัวบทกฎหมายแบบถอนรากถอนโคนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง  นอกจากปัญหาการไม่บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น กฎหมายที่ดิน พ. ศ. ๒๔๙๗  เราคงจะมีอุปสรรคใหญ่หลวงในการผ่านกฎหมายหลัก ๓ ชุดที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าประเทศไทยต้องมีหากเราจะแก้ปัญหาการใช้ทรัพยากรดิน นั่นคือ กฎหมายภาษีที่ดินและกฎหมายภาษีมรดกแบบทวีคูณ และกฎหมายกำหนดเขตการใช้ที่ดิน  ผู้นำรัฐบาลจะมีความสามารถโน้มน้าวให้เจ้าของที่ดินและผู้มีมรดกจำนวนมากสนับสนุนให้ผ่านกฎหมายแบบถอนรากถอนโคนนั้นหรือ ?</p>
<p>กล่าวถึงเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ของสังคม เดอ โซโต เน้นการร่างกฎหมายขึ้นมาให้สอดคล้องกับสัญญาประชาคมที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น และเรื่องทัศนะต่อการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเพื่อการเปลี่ยนให้เป็นทุน  จริงอยู่ท้องถิ่นอาจมีความเข้าใจกันในระหว่างสมาชิกในชุมชนของเขาโดยปราศจากกฎหมายรองรับ  แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นกฏเกณฑ์ของผู้ยิ่งใหญ่ในท้องถิ่นซึ่งอาจรวมทั้งหัวคะแนนของนักการเมืองบางคนด้วย การออกกฎหมายมาให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของพวกนั้นไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ </p>
<p>สำหรับการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เดอ โซโต เน้นการไม่หลงติดอยู่กับด้านเทคนิค เช่น การใช้ระบบดาวเทียมหรือเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อสำรวจที่ดินและเก็บข้อมูล ซึ่งหลายประเทศมุ่งทำ และดูจะรวมทั้งประเทศไทยสมัยกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารกำลังกระหื่มด้วย  ส่วนนี้สำคัญน้อยกว่าส่วนการปฏิบัติซึ่งหมายถึงคนต้องเปลี่ยนฐานความคิดและพฤติกรรม  ผมเดาว่าคนไทยยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม  ตัวอย่างมีมากแต่ขอยกตัวอย่างเรื่องการขับรถย้อนทาง  ที่ไหนมีถนนแยกช่องเดินรถ มีเกาะกลางถนนและมีช่องกลับรถไว้เป็นระยะ ๆ คนไทยจำนวนมากจะไม่ยอมไปเลี้ยวรถที่ช่องกลับรถ หากขับย้อนลูกศร</p>
<p>ผมเดาว่าคงเป็นสิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ เดอ โซโต ย้ำเรื่องที่อยู่ใน “หัว” คนซึ่งเป็นอีกนัยหนึ่งของคำว่า Capital และเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า As things stand, the creation of one integrated property system in non-Western nations is impossible.  หากประโยคนี้ลี้ลับสำหรับบางคน ขอแปลให้ดังนี้ “ในสภาพปัจจุบันการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแบบบูรณาการนอกประเทศตะวันตกเป็นไปไม่ได้”</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าประเทศไทยยังไม่หมดหวังเสียที่เดียวถ้าผู้นำรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีของไทยจะ “คิดใหม่-ทำใหม่” จริง ๆ ดังที่พวกเขาดูจะชี้ชวนให้คนไทยเชื่ออยู่ในขณะนี้<br />
“คิดใหม่-ทำใหม่”อย่างไร ?  ผมเห็นว่ามีอยู่สองแนว</p>
<p>ในแนวแรก ต้องคิดว่าหากผู้นำและคณะไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างหมดเปลือกว่านโยบายของรัฐบาลไม่ได้ออกมาเพื่อการหาคะแนนนิยมหรือเพื่อประโยชน์ของตนและญาติมิตร ตัวเองจะไม่สามารถสร้างศรัทธาให้คนโน้มตาม เปลี่ยนพฤติกรรมและร่วมหัวจมท้ายกับรัฐบาลได้<br />
จะพิสูจน์อย่างไรจึงจะหมดเปลือก ?  ผมเห็นว่าโดยตัวเองและสมาชิกในครอบครัวต้องขายธุรกิจและที่ดินที่ไม่ใช้ทำกินหรืออยู่อาศัยของตน โดยเฉพาะส่วนที่อาจขัดกับกฎหมายที่ดินต่าง ๆ ให้คนอื่นนอกจากญาติมิตรโดยปราศจากข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น  ผมคิดว่านี่คือการ “คิดใหม่ ทำใหม่” ที่สังคมไทยต้องการเห็นอย่างยิ่งในขณะนี้  การกระทำเช่นนั้นนอกจากจะเป็นการพิสูจน์อย่างหมดเปลือกว่านโยบายของรัฐไม่มีเลศนัยแอบแฝงอยู่แล้ว ยังจะสร้างศรัทธาในตัวผู้นำและนโยบายของรัฐบาลอย่างท่วมท้นและจะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างราบรื่น </p>
<p>หากหัวหน้ารัฐบาลและคณะรัฐมนตรีสามารถทำได้ ความลี้ลับในแง่ที่ ๓ และที่ ๔ ก็น่าจะหมดไป รัฐบาลนี้จะอยู่ในอำนาจไปอีกหลายสมัย เมืองไทยจะพัฒนาไปตามวิสัยทัศน์ที่รัฐบาลวาดไว้ให้คนไทยคาดหวัง และหัวหน้ารัฐบาลก็จะก้าวลงจากตำแหน่งด้วยความเป็นรัฐบุรุษอย่างเต็มภาคภูมิ</p>
<p>ผมคิดว่าการ “คิดใหม่-ทำใหม่” ในแนวที่กล่าวมาจะทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปตามวิสัยทัศน์ที่รัฐบาลประกาศออกมา แต่หลักการพัฒนาจริง ๆ ยังเป็นทุนนิยมแบบฝรั่งซึ่งผมคิดว่าไม่ยั่งยืนเพราะมันตั้งอยู่บนฐานของการบริโภคตามความอยาก  การบริโภคแบบนี้ไม่มีที่สิ้นสุดและขัดกับหลักเบื้องต้นของเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ ทรัพยากรมีจำกัด  ฉะนั้นรัฐบาลอาจคิดต่อไปถึงแนวที่สอง  แนวความคิดของการพัฒนาตามหลักทุนนิยมแบบยั่งยืนมีอยู่แล้วแต่ยังรอการพัฒนาให้เป็นแผนปฏิบัติระดับชาติเท่านั้น  แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลนี้ไม่ไห้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย คงคิดว่ามันเป็นของคนไทย ไม่ใช่ยืมมาจากฝรั่ง  ผมคิดว่าแนวคิดของ เดอ โซโต จะนำมาประยุกต์ใช้ได้กับแนวคิดที่ผมว่านี้  ถ้ารัฐบาลระดมสมองเพื่อพัฒนาให้ไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าแนวคิดนี้จะกลายเป็นภูมิปัญญาใหม่ (New Paradigm) ที่ใช้พัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืนและขายให้ประเทศอื่นได้อีกด้วย  หากชาวไทยยังไม่ถึงบางอ้อ ขอกระซิบว่าแนวคิดนี้มีอยู่ในพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง.</p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา   </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/the-mystery-of-capital-02/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จับความลี้ลับของทุน (1)</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-mystery-of-capital-01</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/the-mystery-of-capital-01#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Aug 2010 07:11:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เฮอนานโด เดอ โซโต]]></category>
		<category><![CDATA[The Mystery of Capital]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=801</guid>
		<description><![CDATA[(๑) เนื้อหามาจากนอก
	ความตั้งใจของรัฐบาลที่จะขจัดความยากจนของคนไทยด้วยการแปลงทรัพย์ให้เป็นทุนตามแนวคิดในหนังสือ The Mystery of Capital ของ เฮอนานโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย  The Mystery of Capital คงแปลได้ว่า “ความลี้ลับของทุน”  
เดอ โซโต อ้างว่าสาเหตุที่ระบบทุนนิยมใช้ได้ผลในสังคมตะวันตก แต่ไร้ผลในประเทศด้อยพัฒนา เพราะสังคมตะวันตกสามารถเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนได้ ส่วนประเทศด้อยพัฒนามองไม่เห็นว่าจะทำอย่างไร  ทุนจึงมีความ “ลี้ลับ” สำหรับประเทศในกลุ่มหลัง  เขาเขียนหนังสือขึ้นเพื่อไขความลี้ลับให้ประเทศเหล่านี้

	ทุนจะมีความลี้ลับตามที่ เดอ โซโต อ้างหรือไม่คงไม่สำคัญเท่าไรนัก แต่หนังสือของเขาและความตั้งใจของรัฐบาลที่จะนำแนวคิดการแปลงทรัพย์ให้เป็นทุนมาใช้น่าจะมีความลี้ลับสำหรับคนไทยใน ๔ แง่  ในเบื้องแรกหนังสือเล่มนี้มีความลี้ลับสำหรับคนไทยที่อ่านภาษาอังกฤษไม่แตกฉาน  นั่นอาจหมายถึงคนไทยกว่า ๖๐ ล้านคน  แม้ต่อคนไทยที่อ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่องแต่ไม่แตกฉานทางด้านเศรษฐสาสตร์ หนังสือเล่มนี้ก็น่าจะมีความลี้ลับเช่นกัน
นอกจากนั้นการถกเถียงกันในสังคมไทยส่วนหนึ่งเกิดจากความลี้ลับในแง่ที่ว่า รัฐบาลต้องการนำแนวคิดการแปลงทรัพย์ให้เป็นทุนมาใช้เพราะเชื่อมั่นว่ามันจะทำให้เกิดผลดีอย่างยั่งยืนต่อสังคมไทยโดยรวม หรือเพราะเห็นว่ามันเป็นเครื่องมือฉมังในแนวประชานิยมอีกอย่างหนึ่งซึ่งจะโกยคะแนนเสียงให้พรรครัฐบาล หรือเพราะว่ามันจะเอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้ที่อยู่ในคณะรัฐบาลและญาติมิตร  แม้หัวหน้ารัฐบาลจะนำแนวคิดนี้มาเป็นนโยบายอย่างไม่มีเลศนัยก็ยังมีความลี้ลับในแง่ที่ ๔ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>(๑) เนื้อหามาจากนอก</strong></p>
<p>	ความตั้งใจของรัฐบาลที่จะขจัดความยากจนของคนไทยด้วยการแปลงทรัพย์ให้เป็นทุนตามแนวคิดในหนังสือ The Mystery of Capital ของ เฮอนานโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย  The Mystery of Capital คงแปลได้ว่า “ความลี้ลับของทุน”  </p>
<p>เดอ โซโต อ้างว่าสาเหตุที่ระบบทุนนิยมใช้ได้ผลในสังคมตะวันตก แต่ไร้ผลในประเทศด้อยพัฒนา เพราะสังคมตะวันตกสามารถเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนได้ ส่วนประเทศด้อยพัฒนามองไม่เห็นว่าจะทำอย่างไร  ทุนจึงมีความ “ลี้ลับ” สำหรับประเทศในกลุ่มหลัง  เขาเขียนหนังสือขึ้นเพื่อไขความลี้ลับให้ประเทศเหล่านี้<br />
<span id="more-801"></span><br />
	ทุนจะมีความลี้ลับตามที่ เดอ โซโต อ้างหรือไม่คงไม่สำคัญเท่าไรนัก แต่หนังสือของเขาและความตั้งใจของรัฐบาลที่จะนำแนวคิดการแปลงทรัพย์ให้เป็นทุนมาใช้น่าจะมีความลี้ลับสำหรับคนไทยใน ๔ แง่  ในเบื้องแรกหนังสือเล่มนี้มีความลี้ลับสำหรับคนไทยที่อ่านภาษาอังกฤษไม่แตกฉาน  นั่นอาจหมายถึงคนไทยกว่า ๖๐ ล้านคน  แม้ต่อคนไทยที่อ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่องแต่ไม่แตกฉานทางด้านเศรษฐสาสตร์ หนังสือเล่มนี้ก็น่าจะมีความลี้ลับเช่นกัน<br />
นอกจากนั้นการถกเถียงกันในสังคมไทยส่วนหนึ่งเกิดจากความลี้ลับในแง่ที่ว่า รัฐบาลต้องการนำแนวคิดการแปลงทรัพย์ให้เป็นทุนมาใช้เพราะเชื่อมั่นว่ามันจะทำให้เกิดผลดีอย่างยั่งยืนต่อสังคมไทยโดยรวม หรือเพราะเห็นว่ามันเป็นเครื่องมือฉมังในแนวประชานิยมอีกอย่างหนึ่งซึ่งจะโกยคะแนนเสียงให้พรรครัฐบาล หรือเพราะว่ามันจะเอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้ที่อยู่ในคณะรัฐบาลและญาติมิตร  แม้หัวหน้ารัฐบาลจะนำแนวคิดนี้มาเป็นนโยบายอย่างไม่มีเลศนัยก็ยังมีความลี้ลับในแง่ที่ ๔ นั่นคือ หากจะทำให้ได้ผลจริง ๆ นโยบายนี้อาจมีผลกระทบแก่คนกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในคณะรัฐบาลและญาติมิตร  กี่คนจะยอมเสียประโยชน์  หัวหน้ารัฐบาลจะสามารถโน้มน้าวให้พวกเขายอมเสียประโยชน์สำเร็จหรือ  ยิ่งไปกว่านั้นนโยบายต้องการศรัทธาและความร่วมมือของประชาชนอย่างมาก  หัวหน้ารัฐบาลจะสามารถสร้างศรัทธาและความร่วมมือได้มากพอหรือ ?</p>
<p>	ในฐานะคนไทยคนหนึ่งซึ่งอ่านภาษาอังกฤษพอรู้เรื่องและเข้าใจวิชาเศรษฐศาสตร์ ผมจะพยายามจับความลี้ลับในหนังสือเล่มนี้ออกมาเล่าให้ชาวไทยที่ไม่แตกฉานในภาษาอังกฤษและเศรษฐศาสตร์ฟัง  แต่ผมคงไม่สามารถไขความลี้ลับข้อ ๓ และ ๔ ได้เพราะผมก็อ่านไม่ออกเหมือนกันว่าความตั้งใจที่แท้จริงของรัฐบาลคืออะไรแน่ ระหว่างการแก้ปัญหาความยากจนของคนไทยกับการหาคะแนนเสียงตามลัทธิประชานิยมและการหาผลประโยชน์ให้ตัวเองกับญาติมิตร  และรัฐบาลจะมีความสามารถในการโน้มน้าวและสร้างศรัทธาให้คนเสียสละและร่วมมือเพียงพอหรือไม่</p>
<p>	ผมจะพยายามไขความลับในหนังสือเล่มนี้โดยการเล่าถึงเนื้อหาหลักของแต่ละบท พร้อมกับชี้แจงตอนจบบทด้วยว่าเนื้อหา บทสรุปและข้อเสนอบางอย่างขึ้นอยู่กับอะไรที่ผู้แต่งอาจไม่ได้บ่งไว้อย่างชัดเจนและน่าจะมีสิ่งควรสังเกตตรงไหน  ในตอนสุดท้ายผมจะกล่าวถึงข้อคิดบางอย่างเกี่ยวกับการนำแนวความคิดของ เดอ โซโต มาใช้ในประเทศด้อยพัฒนา โดยเฉพาะในประเทศไทย  ผู้อ่านอาจนำข้อคิดนี้ไปประกอบการพิจารณาเพื่อไขความลี้ลับในแง่ ๓ และ ๔</p>
<p>	The Mystery of Capital พิมพ์ครั้งแรกในประเทศอังกฤษเมื่อปี ค. ศ. ๒๐๐๐ และพิมพ์ครั้งที่ ๒ ในปีต่อมา  ฉบับที่หาซื้อได้ในเมืองไทยมีขนาดกระทัดรัดที่เรานิยมเรียกว่าพ็อกเก็ตบุค ยาว ๒๗๖ หน้า  หนังสือแบ่งออกเป็น ๗ บทด้วยกัน ประกอบด้วยบทนำ เนื้อหาหลัก ๕ บทและบทสรุป  เทียบกับหนังสือแนวเศรษฐศาสตร์ทั่วไปแล้ว หนังสือเล่มนี้อ่านไม่ยากนัก  ผู้เขียนพยายามใช้ภาษาพื้น ๆ ไม่นำศัพท์แสงทางวิชาการมาใช้มากมาย  อย่างไรก็ตามผู้ที่ต้องการจะเจาะให้ถึงแก่นของหนังสือเร็ว ๆ อาจจะรู้สึกรำคาญในความเยิ่นเย้อและวกวนของเนื้อหา ทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย ทั้งนี้อาจเพราะผู้เขียนอธิบายเสียค่อนข้างยืดยาวและซ้ำซาก </p>
<p>	ก่อนหยิบยกแต่ละบทมาเล่า ขอบอกว่าผู้เขียนมักใช้คำต่าง ๆ ค่อนข้างหละหลวมตลอดทั้งเล่ม  คำแรกคือ “ระบบทุนนิยม” หรือ Capitalism  เขาจะใช้คำนี้สลับกับ Free Markets หรือ เศรษฐกิจระบบตลาดเสรี เพื่อเรียกระบบเศรษฐกิจแบบผสม หรือ Mixed Economy ซึ่งทั่วโลกใช้อยู่ในปัจจุบัน  </p>
<p>ผสมระหว่างอะไร ?  ผสมระหว่างระบบเศรษฐกิจ ๒ ขั้ว  ทางขั้วหนึ่งได้แก่ระบบสังคมนิยมแบบสมบูรณ์ เช่น ระบบคอมมิวนิสต์ซึ่งรัฐเป็นเจ้าของทรัพยากรทุกอย่างและเป็นผู้สั่งว่าจะใช้ทรัพยากรนั้นผลิตอะไร อย่างไรและเพื่อใครพร้อมกับกำหนดราคาสินค้าด้วย  ส่วนอีกขั้วหนึ่งได้แก่ระบบตลาดเสรีซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของทรัพยากรและใช้ตลาดเป็นเครื่องมือตัดสินว่าสังคมจะใช้ทรัพยากรนั้นผลิตอะไร อย่างไรและเพื่อใคร  ราคาของสินค้าเกิดจากการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ต้องการขาย มีตลาดเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย  </p>
<p>	ทั่วโลกใช้เศรษฐกิจแบบผสมนี้เพราะไม่สามารถใช้ระบบใดระบบหนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบได้  ความพยายามที่จะใช้ระบบคอมมิวนิสต์ถูกยกเลิกไปหมดแล้ว ยกเว้นในคิวบาและเกาหลีเหนือ เพราะหลังจาก ๗๐ ปี โลกได้ประจักษ์ว่าระบบนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง  อีกด้านหนึ่งประเทศต่าง ๆ ไม่พยายามใช้ระบบตลาดเสรีแบบสมบูรณ์เพราะไม่สามารถทำตามเงื่อนไขเบื้องต้นของมันทุกอย่างได้ เช่น สมาชิกในสังคมทุกคนต้องมีข่าวสารข้อมูลและมีอำนาจในการต่อรองทัดเทียมกัน  ฉะนั้นรัฐจึงเข้าไปมีส่วนมีเสียงในการเป็นเจ้าของทรัพยากร การตัดสินใจในการผลิตและการควบคุมราคาสินค้าบางอย่าง  บทบาทของรัฐจะมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ</p>
<p>	อีกคำหนึ่งได้แก่สังคมหรือโลก “ตะวันตก”  เขาหมายถึงประเทศที่พัฒนาแล้วรวมทั้งญี่ปุ่นซึ่งตามการแบ่งเขตทางภูมิศาสตร์ถือว่าอยู่ในเขตตะวันออก แต่ไม่รวมประเทศในละตินอเมริกาและหมู่เกาะคาริเบียนซึ่งอยู่ในเขตตะวันตก  หากผมเผลอใช้ตามเขาไปบ้างก็ขอให้เข้าใจดังนี้</p>
<p>	บทนำชื่อว่า The Five Mysteries of Capital  หรือ “ความลี้ลับ ๕ ประการของทุน”  ซุกซ่อนอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของบทนี้ ผู้เขียนกล่าวถึงจุดมุ่งหมาย ๓ ประการในการเขียนหนังสือ ได้แก่ (๑) เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ประเทศด้อยพัฒนาไม่สามารถใช้ระบบทุนนิยมอย่างได้ผลคือความไม่สามารถในการผลิตทุน (๒) เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศด้อยพัฒนามีทรัพย์เหลือเฟือ แต่ขาดกระบวนการที่จะแปลงทรัพย์เหล่านั้นให้เป็นทุน และ (๓) เพื่ออธิบายวิธีการที่จะแก้ความล้มเหลวของประเทศเหล่านี้</p>
<p>	เดอ โซโต บอกว่าทั้ง ๆ ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตะวันตก แต่ทุนได้รับความสนใจน้อยที่สุด จึงก่อให้เกิดความลี้ลับขึ้น  เขาแบ่งความลี้ลับออกเป็น ๕ ด้านด้วยกัน ได้แก่ (๑) ความลี้ลับของข้อมูล (๒) ความลี้ลับของทุน (๓) ความลี้ลับของความตระหนักทางการเมือง  (๔) บทเรียนจากประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่หาไม่พบ และ (๕) ความลี้ลับเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าเพราะอะไรกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจึงใช้ไม่ได้นอกสังคมตะวันตก  เขาใช้เนื้อที่ของแต่ละบทใน ๕ บทต่อไปเพื่อไขความลี้ลับทีละด้าน  </p>
<p>	ก่อนเล่ารายละเอียดของแต่ละบทต่อไป ผมขอตั้งข้อสังเกตซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนสำคัญยิ่งของหนังสือเล่มนี้ นั่นคือ ผู้เขียนยึดเอาเป็นความจริงเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่า ทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตะวันตก  ผมแน่ใจว่านั่นไม่ใช่ความจริงหากเป็นสมมุติฐานที่ช่วยให้ผู้เขียนสรุปได้ว่า หากประเทศด้อยพัฒนามีทุนหรือสามารถผลิตทุนได้ก็จะพัฒนาสำเร็จ  จริงอยู่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศตะวันตก แต่คงไม่สำคัญมากไปกว่าฐานทางสังคมและการเมืองอันมั่นคง ความสามารถทางด้านเทคโนโลยี นโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสมและคุณภาพของคนของเขา  บทต่อ ๆ ไปจะชี้ให้เห็นว่าการจะผลิตทุนได้ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง ฉะนั้นปัจจัยเหล่านั้นน่าจะสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าทุนแน่ เพราะถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้นเสียแล้วย่อมผลิตทุนไม่ได้</p>
<p>	บทที่ ๒ ชื่อว่า The Mystery of Missing Information  ซึ่งคงแปลว่า “ความลี้ลับของข้อมูล”  บทนี้กล่าวถึงปรากฏการณ์สำคัญอย่างหนึ่งในโลกของประเทศด้อยพัฒนา นั่นคือ การอพยพเข้าเมืองของชาวชนบทจำนวนมากซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อราว ๕๐ ปีที่แล้ว  ปรากฏการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในยุโรปในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙  การอพยพเข้าเมืองนำไปสู่การบุกรุกที่ดินของคนอื่นเพื่อก่อตั้งที่อยู่อาศัยและแหล่งทำมาหากิน  เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เช่นกัน แต่การก่อตั้งที่อยู่อาศัยและแหล่งทำมาหากินของเขาเกิดขึ้นในชนบททางด้านตะวันตกของประเทศโดยผู้อพยพมาจากด้านตะวันออกและจากต่างประเทศ </p>
<p>	ผู้อพยพเข้าเมืองต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่หลวงในการหาที่อยู่อาศัย หางานทำและก่อตั้งธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย  ผู้เขียนเล่าถึงการทดลองของเขาในเมืองต่าง ๆ เพื่อจะหาตัวเลขมาเสนอ  เขาพบว่าในกรุงลิมา เมืองหลวงของประเทศเปรู เขาต้องใช้เวลาถึง ๒๘๙ วันเพื่อขอจดทะเบียนธุรกิจซึ่งมีลูกจ้างเพียงคนเดียว และ ๖ ปีกับ ๑๑ เดือนเพื่อขออนุญาตสร้างบ้านในที่ดินของรัฐ  ส่วนพวกขับรถรับจ้างต้องใช้เวลาถึง ๒ ปีกับ ๒ เดือนเพื่อขอใบอนุญาตใช้เส้นทางเดินรถ  การซื้อที่ดินต้องผ่านขั้นตอนของทางราชการถึง ๗๒๘ ขั้น  </p>
<p>เขาประสบอุปสรรคใหญ่หลวงกว่านั้นเสียอีกในประเทศฟิลิปปินส์  อียิปต์และเฮติ  สำหรับในประเทศหลังนี้ ถ้าประชาชนจะซื้อที่ดินจากรัฐต้องเดินตามขั้นตอนมากมายและใช้เวลาถึง ๑๙ ปีจึงจะสำเร็จ  เพราะเหตุนี้ประชาชนจำนวนมากในประเทศด้อยพัฒนาจึงเลือกที่จะก่อตั้งที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพโดยไม่มีใบอนุญาต เช่น การขายสินค้าจากรถเข็นหรือจากแผงลอยชั่วคราว  การซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์  การตั้งร้านตัดเย็บเสือผ้าและร้องเท้า ร้านเสริมสวยและตัดผม ฯลฯ  กิจกรรมนอกกฎหมายเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเศรษฐกิจของประเทศด้อยพัฒนาและอดีตประเทศคอมมิวนิสต์  ประชนมีชีวิตอยู่ในชุมชนตามกฎเกณฑ์ที่ชุมชนของเขาตั้งขึ้นเอง ในโลกของคนจนซึ่งมีธุรกิจมากมาย มีความขยันหมั่นเพียรแต่มีทุนต่ำ  ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องเลือกว่าจะรวมคนและกิจกรรมนอกกฎหมายเหล่านี้ (เขาใช้ภาษาอังกฤษว่า extralegal) เข้ากับสังคมอีกส่วนหนึ่งซึ่งดำเนินไปตามกฎหมายของรัฐแล้ว หรือว่าจะปล่อยให้แยกกันอยู่และให้ความสับสนวุ่นวายดำเนินต่อไป</p>
<p>	ถึงแม้จะมีทุนต่ำ ผู้ดำเนินชีวิตนอกกฎหมายเหล่านี้มีทรัพย์  ผู้เขียนได้พยายามประเมิณค่าของทรัพย์เหล่านั้นโดยการสำรวจอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ ๕ เมือง คือ ไคโร ลิมา มนิลา เม็กซิโกซิตี้และปอร์ต-ออ-ปรินส์ เมืองหลวงของเฮติ  เขาพบสิ่งก่อสร้างหลากหลายชนิดจากเพิงไปถึงตึกซึ่งเกิดขึ้นนอกกฎหมายทั้งสิ้น  สิ่งเหล่านี้ขาดหลักฐานสำคัญ เช่น เอกสารสิทธิ์ กฏเกณฑ์ในการใช้และประวัติการถ่ายโอนที่ยอมรับกันในสังคมทั่วไป  อสังหาริมทรัพย์เหล่านี้มีค่ามหาศาล แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นทุนเพื่อใช้ทำอย่างอื่นเพราะนำไปจำนองกับสถาบันการเงินไม่ได้  หรืออาจกล่าวได้ว่ามันเป็นทุนเหมือนกันแต่เป็นทุนที่ปราศจากชีวิต</p>
<p>	ผู้เขียนประเมินว่า ประเทศด้อยพัฒนามีทรัพย์ที่ปราศจากชีวิตชนิดนี้เหลือคณานับ เช่น ในเปรู อสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีโฉนดมีค่าถึง ๕ เท่าของมูลค่าของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดและ ๔ เท่าของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เปรูได้รับตลอดประวัติศาสตร์  ในฟิลิปปินส์ อสังหาริมทรัพย์ที่ปราศจากโฉนดมีค่าเป็น ๗ เท่าของเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดและ ๑๔ เท่าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ  ผู้เขียนนำตัวเลขเหล่านี้ไปใช้เป็นฐานเพื่อประเมินค่าของทรัพย์สินหรือทุนที่ปราศจากชีวิตของคนจนในประเทศด้อยพัฒนาและอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ทั่วโลก ได้ผลเป็นตัวเลขถึง ๙๓๔ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว ๒ เท่าของจำนวนเงินทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา  ๔๖ เท่าของเงินที่ธนาคารโลกให้ประเทศด้อยพัฒนายืมในช่วงเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมาและ ๙๓ เท่าของเงินช่วยเหลือที่ประเทศที่พัฒนาแล้วให้แก่ประเทศด้อยพัฒนาในระยะเวลาเดียวกัน</p>
<p>	ฉะนั้นผู้เขียนสรุปว่ากุญแจในการแก้ปัญหาความยากจนของคนในประเทศด้อยพัฒนาจึงไม่อยู่กับการไปกู้ยืมทุนมาจากต่างประเทศหรือส่งเสริมให้ชาวต่างประเทศนำเงินมาลงทุน หากอยู่ที่จะทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนทรัพย์อันมีค่ามหาศาลเหล่านั้นให้เป็นทุนที่มีชิวีตได้</p>
<p>	ผมเห็นด้วยว่าในประเทศด้อยพัฒนามีทรัพย์จำนวนมากที่อยู่นอกกฎหมาย ไม่มีหลักฐานเอกสารสิทธิ์ที่สามารถถ่ายโอนได้สะดวก  ไม่มีข้อมูลที่จะเอื้อให้นำมันไปใช้เพื่อเป็นทุนทำอย่างอื่นต่อไปได้นอกจากการใช้เบื้องต้น เช่น เป็นที่อยู่อาศัยและหลักแหล่งในการค้าขาย  เดอ โซโตและคณะลงทุนลงแรงอย่างน่าทึ่งเพื่อประเมินค่าของทรัพย์สินเหล่านั้น  ส่วนมันจะมีค่าสูงถึงขนาดที่ผู้เขียนประเมินหรือไม่คงไม่สำคัญอะไรนัก</p>
<p>	อย่างไรก็ตามผมยังเห็นว่าสำหรับประเทศด้อยพัฒนาทั่วไป การลงทุนจากต่างประเทศในธุรกิจที่เหมาะสมยังมีความจำเป็น เพราะชาวต่างประเทศไม่ได้นำเฉพาะทุนเข้ามาเท่านั้น ยังอาจนำเทคโนโลยีทันสมัย วิธีการตั้งองค์กรและบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง และการตั้งเครือข่ายกับตลาดต่างประเทศเข้ามาอีกด้วย</p>
<p><a href="http://sawaiboonma.com/the-mystery-of-capital-02"> อ่านต่อตอนที่ 2 คลิกที่นี่ </a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/the-mystery-of-capital-01/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตัวชี้วัดการพัฒนาและปัญหาความยากจนกับการปฏิรูป</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/poverty-and-development-indicators-and-reform-agenda</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/poverty-and-development-indicators-and-reform-agenda#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Aug 2010 02:45:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=798</guid>
		<description><![CDATA[	เมื่อไม่นานมานี้มีผลการวิจัยสองชิ้นพิมพ์ออกมา ชิ้นแรกเป็นของนักวิชาการในธนาคารโลกและมหาวิทยาลัยในเยอรมนี  ชิ้นที่สองเป็นงานของโครงการในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด  ทั้งสองชิ้นน่าสนใจโดยเฉพาะในบริบทของเมืองไทยในยุคจะปฏิรูป จึงขอนำมาเล่าคร่าว ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดข้อคิดบางอย่างสำหรับแนวทางปฏิรูป
  
	จีดีพีมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดระดับการพัฒนา นั่นคือ ประเทศที่มีจีดีพีต่อหัวคนสูงถือว่าก้าวหน้ากว่าประเทศที่มีจีดีพีต่อหัวคนต่ำ  จีดีพี เป็นตัวย่อของ Gross Domestic Product ซึ่งแปลว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ  เนื่องจากมันสั้นดี จีดีพีจึงเป็นที่นิยมใช้ในหมู่คนไทยมากกว่าคำไทย  จีดีพีเป็นการคำนวณ หรือตีค่าของสินค้าและบริการที่ถูกกฎหมายภายในประเทศ  ฉะนั้น มันไม่รวมธุรกิจผิดกฎหมายจำพวกโสเภณี การพนัน หรือยาเสพติดชนิดต่าง ๆ ทั้งที่บางประเทศยอมรับว่าถูกกฎหมายและรวมไว้ในจีดีพีของตน  นอกจากนั้นมันยังไม่รวมบางอย่างทั้งที่มีค่าสูง เช่น การทำอาหารของแม่บ้านและการให้นมลูกของแม่  แต่กลับไปรวมสิ่งที่ไม่มีระโยชน์ซ้ำร้ายยังมีโทษอีกด้วย เช่น บุหรี่
การรวมและไม่รวมสิ่งต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจเข้าไปในตัวเลขจีดีพีจึงก่อให้เกิดปัญหาอยู่บ้างเมื่อนำไปใช้ในการพิจารณาระดับการพัฒนาของประเทศ  แต่นั่นยังเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการซุกซ่อน หรืออำพราง สิ่งต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจที่ไม่ผิดกฎหมายหากดูจากผลการวิจัยของนักวิชาการในธนาคารโลกและมหาวิทยาลัยในเยอรมนี  งานวิจัยมีชื่อว่า Shadow Economies All over [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	เมื่อไม่นานมานี้มีผลการวิจัยสองชิ้นพิมพ์ออกมา ชิ้นแรกเป็นของนักวิชาการในธนาคารโลกและมหาวิทยาลัยในเยอรมนี  ชิ้นที่สองเป็นงานของโครงการในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด  ทั้งสองชิ้นน่าสนใจโดยเฉพาะในบริบทของเมืองไทยในยุคจะปฏิรูป จึงขอนำมาเล่าคร่าว ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดข้อคิดบางอย่างสำหรับแนวทางปฏิรูป<br />
  <span id="more-798"></span><br />
	จีดีพีมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดระดับการพัฒนา นั่นคือ ประเทศที่มีจีดีพีต่อหัวคนสูงถือว่าก้าวหน้ากว่าประเทศที่มีจีดีพีต่อหัวคนต่ำ  จีดีพี เป็นตัวย่อของ Gross Domestic Product ซึ่งแปลว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ  เนื่องจากมันสั้นดี จีดีพีจึงเป็นที่นิยมใช้ในหมู่คนไทยมากกว่าคำไทย  จีดีพีเป็นการคำนวณ หรือตีค่าของสินค้าและบริการที่ถูกกฎหมายภายในประเทศ  ฉะนั้น มันไม่รวมธุรกิจผิดกฎหมายจำพวกโสเภณี การพนัน หรือยาเสพติดชนิดต่าง ๆ ทั้งที่บางประเทศยอมรับว่าถูกกฎหมายและรวมไว้ในจีดีพีของตน  นอกจากนั้นมันยังไม่รวมบางอย่างทั้งที่มีค่าสูง เช่น การทำอาหารของแม่บ้านและการให้นมลูกของแม่  แต่กลับไปรวมสิ่งที่ไม่มีระโยชน์ซ้ำร้ายยังมีโทษอีกด้วย เช่น บุหรี่</p>
<p>การรวมและไม่รวมสิ่งต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจเข้าไปในตัวเลขจีดีพีจึงก่อให้เกิดปัญหาอยู่บ้างเมื่อนำไปใช้ในการพิจารณาระดับการพัฒนาของประเทศ  แต่นั่นยังเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการซุกซ่อน หรืออำพราง สิ่งต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจที่ไม่ผิดกฎหมายหากดูจากผลการวิจัยของนักวิชาการในธนาคารโลกและมหาวิทยาลัยในเยอรมนี  งานวิจัยมีชื่อว่า Shadow Economies All over the World: New Estimates for 162 Countries from 1999 to 2007  คำว่า Shadow ในที่นี้มีความหมายว่าอำพราง หรือ ซุกซ่อนซึ่งในบางกรณีนักวิชาการอาจใช้คำว่า “เศรษฐกิจไม่เป็นทางการ” หรือ “เศรษฐกิจนอกระบบ” (unofficial หรือ informal economy) แต่แตกต่างจากคำว่า “เศรษฐกิจใต้ดิน” (underground economy) ซึ่งมักรวมสิ่งผิดกฎหมายเข้าไปด้วย<br />
ตามคำจำกัดความ “เศรษฐกิจอำพราง” จึงรวมการผลิตสินค้าและบริการทั้งหมดที่ถูกกฎหมายแต่ถูกซุกซ่อนมิให้ทางการเห็นเพื่อหลีกเลี่ยง 1) การจ่ายภาษี 2) การจ่ายสวัสดิการสังคม 3) กฎข้อบังคับด้านแรงงานจำพวกค่าแรงงานขั้นต่ำ เพดานชั่วโมงทำงาน และความปลอดภัยในที่ทำงาน และ 4) การตอบคำถามจำพวกการสำรวจข้อมูลต่าง ๆ ของทางการ</p>
<p>การวิจัยได้ข้อสรุปว่า ในช่วงเวลา 9 ปี เศรษฐกิจอำพรางขยายตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจทางการ ยังผลให้เศรษฐกิจอำพรางเพิ่มจาก 33.7% ของเศรษฐกิจทางการที่วัดออกมาเป็นจีดีพีในปี 2542 เป็น 35.5% ในปี 2550  ผู้วิจัยพยายามแบ่งประเทศออกเป็นหลายกลุ่มและวัดด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ข้อสรุปยังคงเดิม  ตัวเลขชี้ว่าประเทศในกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันสูง  ประเทศที่มีเศรษฐกิจอำพรางต่ำที่สุดไม่ว่าจะวัดแบบไหนและจัดกลุ่มอย่างไรได้แก่สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมีเศรษฐกิจอำพรางระหว่าง 7.7% และ 9.1% ของจีดีพี  ส่วนประเทศที่มีเศรษฐกิจอำพรางสูงสุดได้แก่จอร์เจียซึ่งมีเศรษฐกิจอำพรางระหว่าง 64.8% และ 72.5% ของจีดีพี </p>
<p>ไทยอยู่ใกล้ ๆ กับประเทศที่มีเศรษฐกิจอำพรางสูงสุดคือระหว่าง 51.8% และ 57.2% ของจีดีพี  นอกจากนั้นสัดส่วนนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย  ในการวัดรวมกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากลุ่มใหญ่ที่สุด 98 ประเทศ ไทยได้อันดับสูงถึงที่ 91  ในบรรดาประเทศในเอเซียด้วยกัน พม่าเท่านั้นที่มีเศรษฐกิจอำพรางสูงกว่าไทยคือได้ที่ 93  ในการวัดรวมกับกลุ่มใหญ่ที่สุดคือ 151 ประเทศ ไทยได้อันดับที่ 144  ถ้านำตัวเลขเหล่านี้มาเป็นตัวบ่งชี้ว่าใครมีเศรษฐกิจอำพรางสูงสุด ไทยจะได้อันดับ 8 ใน 151 ประเทศ  ส่วนเวียดนามได้ที่ 136 สิงคโปร์ที่ 143 และจีนที 144 ซึ่งแสดงว่าสังคมไทยซุกซ่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เก่งกว่าเขาเหล่านั้นปานฟ้าสูงกว่าดิน </p>
<p>การผลิตซึ่งคิดออกมาเป็นจีดีพีคือฐานของการทำรายได้  ผู้ผลิตได้น้อย หรือผลิตสิ่งที่มีค่าต่ำจึงทำให้มีรายได้น้อย  การวิจัยในอดีตมักใช้เกณฑ์ว่าถ้าบุคคลมีรายได้ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน บุคคลนั้นยากจน  หรือบางทีก็ใช้รายได้ต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ต่อวันเป็นเกณฑ์  อย่างไรก็ตาม นักวิชาการตระหนักดีว่า การขาดรายได้มิใช่ปัจจัยเดียว ยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ก่อให้เกิดความยากจนโดยเฉพาะปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิต เช่น การเข้าถึงน้ำสะอาด ไฟฟ้า การศึกษาและการสุขอนามัย  แม้จะมีรายได้เกินวันละ 1 ดอลลาร์ แต่ถ้าไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยเหล่านั้นได้ก็ทำให้ยากจน  ฉะนั้น การวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจึงพยายามนำปัจจัยอื่นมาพิจารณาด้วยและตั้งชื่อดัชนีที่ได้ออกมาว่า Multidimensional Poverty Index (MPI)   </p>
<p>การคำนวณพบว่าในหลาย ๆ ประเทศ ดัชนีที่ได้จากการคำนวณใหม่นี้แตกต่างจากดัชนีที่ใช้รายได้อย่างเดียวเป็นเกณฑ์ เช่น เอธิโอเปีย ถ้าใช้การวัดแบบเก่าโดยยึดเอารายได้ต่ำกว่า 1.25 ดอลลาร์ต่อวันเป็นความยากจน คนเอธิโอเปีย 39% ยากจน  แต่ถ้าใช้วิธีคิดแบบใหม่ ชาวเอธิโอเปียถึง 90% ยากจน  ตรงข้ามกับแทนซาเนียซึ่งถ้าวัดแบบเดิม 89% จะยากจน แต่ถ้าวัดแบบใหม่ 65% จะยากจน  ที่เป็นเช่นนั้นเพราะแม้จะมีรายได้น้อย แต่ชาวแทนซาเนียเข้าถึงปัจจัยในการดำเนินชีวิตได้ในอัตราที่สูงกว่าชาวเอธิโอเปีย</p>
<p>สำหรับเมืองไทย ไม่ว่าจะวัดด้วยวิธีใดดัชนีก็คงที่คือ คนไทย 2% ยากจน  เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด 104 ประเทศที่รวมไว้ในการคำนวณ เมืองไทยแทบจะไม่น้อยหน้าใครเลย นั่นคือ มีเพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่สัดส่วนความยากจนต่ำกว่าไทยเมื่อใช้ดัชนีทั้งสองอย่างวัด ทั้งนี้เพราะคนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตได้ในอัตราที่สูงกว่าประเทศจำนวนมากที่ดูจะก้าวหน้ากว่าไทยหากใช้จีดีพีเป็นตัวชี้วัดอย่างเดียว  การวิจัยนี้ได้คำนวณสัดส่วนของคนยากจนโดยใช้รายได้ 2 ดอลลาร์ต่อวันเป็นเกณฑ์ด้วย  ผลลัพธ์คือคนไทย 12% ยากจน  ตัวเลขนี้ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการคำนวณความยากจนของไทยเองซึ่งพบว่าคนไทย 14% ยากจน</p>
<p>ตัวเลขเหล่านี้คงตีความหมายได้หลายอย่าง เช่น เนื่องจากเศรษฐกิจอำพรางมีสัดส่วนสูงมากแต่เราไม่รู้ว่ามันเกิดจากส่วนไหนเท่าไร การคำนวณการกระจายรายได้จากการใช้จีดีพีจึงอาจไม่มีความหมายมากนัก และหากเราจะใช้การคำนวณนั้นเป็นฐานของการอ่านความเป็นธรรมในสังคม เราอาจได้ข้อสรุปที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง  ฉะนั้น การปฏิรูปจะต้องวางอยู่บนฐานของการพิจารณาเศรษฐกิจอำพรางอย่างจริงจังด้วย</p>
<p>เมื่อเทียบกับต่างประเทศ คนไทยแทบไม่ยากจนและเข้าถึงปัจจัยสำหรับการดำเนินชีวิตเบื้องต้นอย่างทั่วถึง  ตัวเลขของทางการไทยที่ว่าคนไทย 14% ยากจนเมื่อเทียบกับประเทศที่ก้าวหน้าเช่นสหรัฐอเมริกาก็ไม่ต่างกันนักเนื่องจากชาวอเมริกัน 13.2% ยากจน  ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า ไม่ว่าจะก้าวหน้าขนาดไหน ความยากจนจะไม่หมดไปแบบสัมบูรณ์  ฉะนั้น การตั้งจุดมุ่งหมายว่าจะทำให้ความยากจนหมดไปเป็นการหลอกตัวเองพร้อมกับเป็นการสร้างความคาดหวังผิด ๆ ด้วย  ประเด็นอยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรจึงจะให้ผู้ที่ยากจนมีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างทั่วถึงและในตอนที่เขายังยากจน เขาจะเข้าถึงสวัสดิการเบื้องต้นได้อย่างไร</p>
<p>การวิจัยชิ้นแรกพบว่า ปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการซุกซ่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจมี 4 อย่างคือ </p>
<p>1) ภาระด้านภาษีและค่าสวัสดิการสังคมซึ่งรวมทั้งระดับของภาษีและความยากง่ายของวิธีจ่ายและวิธีการเรียกเก็บ  </p>
<p>2) ความสลับซับซ้อนของกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการทำธุรกิจจำพวกเกี่ยวกับแรงงานและขั้นตอนของการทำธุรกิจ  </p>
<p>3) ระดับของความฉ้อฉล หรือธรรมาภิบาล โดยเฉพาะของข้าราชการและพนักงานของรัฐ  และ </p>
<p>4) ความซบเซาของภาวะเศรษฐกิจ  </p>
<p>การที่เมืองไทยมีเศรษฐกิจอำพรางสูงมากน่าจะนำไปสู่การพิจารณาว่าปัจจัยเหล่านี้มีปัญหาจริงหรือไม่และควรได้รับการปฏิรูปอย่างไร  ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่าความฉ้อฉลของคนไทยที่องค์กรความโปร่งใสสากลชี้ว่ามีอยู่สูงมากนั้นไม่ผิด  แต่ ณ วันนี้คือวันที่ 4 สิหาคม ยังไม่มีการกล่าวถึงของคณะปฏิรูปเลยว่าความฉ้อฉลของคนไทยคือปัญหาใหญ่หลวง  ฉะนั้น การปฏิรูปจึงดูจะล้มเสียก่อนออกเดินก้าวแรกแล้ว</p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา </strong>พิมพ์ใน <em>ประชาชาติธุรกิจ</em> วันที่ 26 สิงหาคม 2553 </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/poverty-and-development-indicators-and-reform-agenda/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บิล เกตส์ กับการศึกษา</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/bill-gates-and-education</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/bill-gates-and-education#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Aug 2010 03:36:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[บิล เกตส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=794</guid>
		<description><![CDATA[
 
คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิล เกตส์ ออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ก่อนเรียนจบปริญญาตรี  แต่อาจไม่เป็นที่ทราบกันดีว่า เขาสนใจในด้านการศึกษาไม่ต่ำกว่าในด้านเทคโนโลยี  งานเขียนของเขาจึงมักมีเรื่องราวของการศึกษาแทรกอยู่เสมอโดยเฉพาะในหนังสือเรื่อง Business @ the Speed of Thought ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ “คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์” และเรื่อง The Road Ahead ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดพิมพ์ชื่อ “แนวคิดของนักธุรกิจนามกระเดื่อง”  นอกจากนั้น ในการกล่าวคำปราศรัยและการให้สัมภาษณ์ เขามักจะมีข้อคิดเรื่องการศึกษาเสมอ  คำปราศรัยที่มีเนื้อหาน่าสนใจยิ่งได้แก่เมื่อเขารับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน 2550 ซึ่งมีคำแปลอยู่ในเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com

บิล เกตส์ มิได้พูดอย่างเดียว หากสนับสนุนการศึกษาอย่างจริงจังด้วย  มูลนิธิของเขาซึ่งมีทรัพย์สินราวสามหมื่นล้านดอลลาร์และจะได้เงินจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ มาเพิ่มขึ้นอีกสนับสนุนการศึกษาในอเมริกาครั้งละนับร้อยล้านดอลลาร์เนื่องจากเขามองว่า การศึกษาของอเมริกากำลังป่วยหนักและต้องเยียวยาไม่ต่ำกว่าโรคร้ายที่มูลนิธิของเขาสนับสนุนการค้นหายาเพื่อรักษาอยู่ เช่น เอดส์ วัณโรคและมาลาเรียดื้อยา  ผู้ที่ไม่ค่อยได้ติดตามความเป็นไปในด้านการศึกษาของอเมริกาอาจแปลกใจว่าเพราะอะไรบิล เกตส์ จึงมองว่าการศึกษาของอเมริกากำลังป่วยหนักเนื่องจากใคร ๆ ก็ดูจะส่งลูกส่งหลานไปเรียนอเมริกากัน  นั่นเป็นความจริงหากมองเฉพาะในด้านอุดมศึกษาเนื่องจากอเมริกามีมหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวนมาก  แต่หากมองที่การศึกษาพื้นฐาน หรือในระดับก่อนมหาวิทยาลัย จะพบว่าเขามีปัญหาหนักหนาสาหัส
อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การจัดการศึกษาก่อนระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกาเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่น  รัฐบาลกลางมีหน้าที่วางกรอบกว้าง ๆ และให้การสนับสนุนรัฐบาลท้องถิ่นตามความจำเป็น  ฉะนั้น คุณภาพจะแตกต่างกันอยู่บ้างระหว่างท้องถิ่นที่มีรายได้สูงกับท้องถิ่นที่มีรายได้ต่ำ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="right">
<p align="center"><strong> </strong></p>
<p>คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิล เกตส์ ออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ก่อนเรียนจบปริญญาตรี  แต่อาจไม่เป็นที่ทราบกันดีว่า เขาสนใจในด้านการศึกษาไม่ต่ำกว่าในด้านเทคโนโลยี  งานเขียนของเขาจึงมักมีเรื่องราวของการศึกษาแทรกอยู่เสมอโดยเฉพาะในหนังสือเรื่อง Business @ the Speed of Thought ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ “คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์” และเรื่อง The Road Ahead ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดพิมพ์ชื่อ “แนวคิดของนักธุรกิจนามกระเดื่อง”  นอกจากนั้น ในการกล่าวคำปราศรัยและการให้สัมภาษณ์ เขามักจะมีข้อคิดเรื่องการศึกษาเสมอ  คำปราศรัยที่มีเนื้อหาน่าสนใจยิ่งได้แก่เมื่อเขารับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน 2550 ซึ่งมีคำแปลอยู่ในเว็บไซต์ <a href="http://sawaiboonma.com/?s=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C">www.sawaiboonma.com</a></p>
<p><span id="more-794"></span></p>
<p>บิล เกตส์ มิได้พูดอย่างเดียว หากสนับสนุนการศึกษาอย่างจริงจังด้วย  มูลนิธิของเขาซึ่งมีทรัพย์สินราวสามหมื่นล้านดอลลาร์และจะได้เงินจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ มาเพิ่มขึ้นอีกสนับสนุนการศึกษาในอเมริกาครั้งละนับร้อยล้านดอลลาร์เนื่องจากเขามองว่า การศึกษาของอเมริกากำลังป่วยหนักและต้องเยียวยาไม่ต่ำกว่าโรคร้ายที่มูลนิธิของเขาสนับสนุนการค้นหายาเพื่อรักษาอยู่ เช่น เอดส์ วัณโรคและมาลาเรียดื้อยา  ผู้ที่ไม่ค่อยได้ติดตามความเป็นไปในด้านการศึกษาของอเมริกาอาจแปลกใจว่าเพราะอะไรบิล เกตส์ จึงมองว่าการศึกษาของอเมริกากำลังป่วยหนักเนื่องจากใคร ๆ ก็ดูจะส่งลูกส่งหลานไปเรียนอเมริกากัน  นั่นเป็นความจริงหากมองเฉพาะในด้านอุดมศึกษาเนื่องจากอเมริกามีมหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวนมาก  แต่หากมองที่การศึกษาพื้นฐาน หรือในระดับก่อนมหาวิทยาลัย จะพบว่าเขามีปัญหาหนักหนาสาหัส</p>
<p>อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การจัดการศึกษาก่อนระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกาเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่น  รัฐบาลกลางมีหน้าที่วางกรอบกว้าง ๆ และให้การสนับสนุนรัฐบาลท้องถิ่นตามความจำเป็น  ฉะนั้น คุณภาพจะแตกต่างกันอยู่บ้างระหว่างท้องถิ่นที่มีรายได้สูงกับท้องถิ่นที่มีรายได้ต่ำ  อย่างไรก็ตามเมื่อราวสองสามทศวรรษที่ผ่านมา คุณภาพของการศึกษาโดยทั่วไปตกต่ำจนทำให้รัฐบาลกลางต้องเข้าไปแทรกแซง  สภาพของความตกต่ำที่ทำให้ชาวอเมริกันตกใจได้แก่คะแนนทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของเด็กอายุ13 ปีทั่วโลกเมื่อปี 2538 ซึ่งพบว่าเด็กอเมริกันได้ที่ 24 เด็กไทยได้ที่ 20 และเด็กสิงคโปร์ได้ที่ 1</p>
<p>ความตกใจครั้งนั้นกระตุ้นให้รัฐบาลในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ตรากฎหมายชื่อ No Child Left Behind ออกมาเพื่อพยายามยกมาตรฐานการศึกษาพื้นฐานของชาวอเมริกันทั่วประเทศ  แต่ ณ วันนี้ เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดว่า กฎหมายนั้นมีผลเพียงจำกัดเนื่องจากการศึกษาในบางท้องถิ่นยังอยู่ในขั้นวิกฤติรวมทั้งในกรุงวอชิงตันอันเป็นเมืองหลวงของเขาด้วย  ตัวอย่างของปัญหาที่น่าตกใจได้แก่เรื่องของเมืองดีทรอยท์อันเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมทำรถยนต์ของอเมริกาซึ่งนิตยสาร Fortune นำมาพิมพ์ในฉบับประจำวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา  ข้อมูลบ่งว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของเมืองนี้เพียง 3% เท่านั้นสอบผ่านข้อสอบมาตรฐานของชาติในวิชาคณิตศาสตร์  ส่วนนักเรียนมัธยมปลายปีสุดท้ายสอบตกถึง 40%  ยิ่งกว่านั้น นักเรียนมัธยมของโรงเรียนรัฐบาลในเมืองนั้นเพียง 2% และ 11% มีพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์และการอ่านภาษาอังกฤษตามลำดับเพียงพอสำหรับการเรียนต่อไปในระดับอุดมศึกษา  สภาพเช่นนี้ทำให้บิล เกตส์ มองว่า ถ้าเอกชนเช่นเขาไม่ยื่นมือเข้าไปทำอะไรสักอย่าง วิกฤติจะยังคงอยู่ต่อไปส่งผลให้ประเทศชาติสูญทรัพยากรสำคัญที่สุด</p>
<p>บิล เกตส์ เริ่มสนับสนุนการศึกษาพื้นฐานอย่างจริงจังตั้งแต่เขาก่อตั้งมูลนิธิเมื่อสิบปีที่แล้ว  เริ่มแรกเขาสนับสนุนให้แยกโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ออกเป็นหลายโรงเนื่องจากข้อมูลชี้บ่งว่าโรงเรียนขนาดเล็กสอนเด็กได้คุณภาพมากว่าโรงเรียนขนาดใหญ่  แต่หลังจากการวิจัยต่อมาพบว่าข้อสรุปนั้นอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงเสมอไป เขาหันไปสนับสนุนวิธีการซึ่งวางอยู่บนฐานของการวิจัยที่พบว่าคุณภาพของครูเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลการเรียนของเด็กแตกต่างกัน  ตอนนี้เขากำลังสนับสนุนโรงเรียนนำร่องหลายแห่งด้วยเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ทั้งในรัฐฟลอริดา เทนเนสซี เพนซิลเวเนียและแคลิฟอร์เนีย พร้อม ๆ กับสนับสนุนการวิจัยในด้านการทำแบบทดสอบมาตรฐานให้สะท้อนทั้งการเรียนรู้และภูมิหลังของเด็กที่ต่างกัน  อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนเช่นนี้ก็มีการต่อต้านจากบางกลุ่มโดยเฉพาะสหภาพแรงงานครู ทั้งนี้เพราะทุกปีจะต้องมีการปลดครูที่ถูกประเมินว่าขาดสมรรถภาพ</p>
<p>อันที่จริง บิล เกตส์ ไม่ใช่มหาเศรษฐีอเมริกันคนเดียวที่สนับสนุนการศึกษาอย่างจริงจัง  ยังมีอีกหลายคนที่ทำอยู่ แต่ไม่เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางเนื่องจากพวกเขาไม่ใช้วิธีรณรงค์ตรง ๆ เช่นเดียวกับบิล เกตส์  ในขณะนี้แนวคิดที่มหาเศรษฐีนิยมสนับสนุนกันคือ การให้เอกชนรับเหมาไปทำโรงเรียนที่เรียกว่า Charter School  วิธีนี้มีข้อได้เปรียบบางอย่างโดยเฉพาะความมีอิสระจากสหภาพแรงงานครูซึ่งในบางท้องถิ่นเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงมากเนื่องจากโรงเรียนไม่สามารถปลดครูที่ไม่มีสมรรถภาพได้</p>
<p>สำหรับในเมืองไทย ในขณะนี้ยังไม่มีมหาเศรษฐีคนใดให้ความใส่ใจแก่ปัญหาการศึกษาพื้นฐานโดยให้การสนับสนุนในแนวของบิล เกตส์ และเศรษฐีอเมริกัน  อย่างไรก็ตาม เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่จะทำให้การศึกษาพื้นฐานเป็นแบบบูรณาการโดยภาคประชาสังคมบ้างแล้ว  ความเคลื่อนไหวที่น่าจะมีผลเป็นที่ประจักษ์ในเร็ววันนี้ยังไม่มีชื่อเป็นทางการ หากรู้กันในหมู่ผู้ร่วมเคลื่อนไหวว่าโครงการ GREEEN School โดยที่ GREEEN ย่อมาจาก Global Revolution in Education, Economy, Environment and Energy  การเคลื่อนไหวนี้เริ่มมีการทำกิจกรรมนำร่องที่จังหวัดหนองคายและนครราชสีมา  หากผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ แนวคิดนี้จะขยายต่อไปถึงท้องถิ่นที่มีความพร้อมจะรับแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อทำให้การศึกษาของตนแข็งแกร่งขึ้น.</p>
<p><strong>ดร.ไสว  บุญมา </strong>พิมพ์ในคอลัมน์ <em>บ้านเขาเมืองเรา</em> หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/bill-gates-and-education/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Shadow economy and reform agenda</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/shadow-economy-and-reform-agenda</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/shadow-economy-and-reform-agenda#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Aug 2010 03:29:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[Dr.Sawai Boonma]]></category>
		<category><![CDATA[Shadow economy and reform agenda]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=790</guid>
		<description><![CDATA[

A recent research on shadow economies raises some issues that need to be addressed by the two reform committees.  In June, Friedrich Schneider, Andreas Buehn, and Claudio Montenegro published a paper entitled “Shadow Economies all over the World:  New Estimates for 162 Countries from 1999 to 2007”
The researchers define a shadow economy as all market-based [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><br />
</strong></p>
<p>A recent research on shadow economies raises some issues that need to be addressed by the two reform committees.  In June, Friedrich Schneider, Andreas Buehn, and Claudio Montenegro published a paper entitled<strong> “Shadow Economies all over the World:  New Estimates for 162 Countries from 1999 to 2007”</strong></p>
<p>The researchers define a shadow economy as all market-based production of goods and services that are deliberately concealed from public authorities to avoid any of the following:  (1) paying income, value-added or other taxes, and social security contributions; (2) meeting labor market standards, such as minimum wages, maximum working hours, safety requirements; and (3) complying with administrative procedures, such as completing statistical questionnaires.</p>
<p><span id="more-790"></span></p>
<p>These are some of their pertinent findings:  The average size of the shadow economy relative to the officially recorded economy as measured by Gross Domestic Product (GDP) of the 162 countries has increased from 33.7% in 1999 to 35.5% in 2007.  Switzerland has the lowest ratio, falling between 7.7% and 9.1%, while Georgia has the highest, between 64.8% and 72.5%.</p>
<p><strong> With the ratio standing between 51.8% and 57.2%, Thailand is among the countries having the largest shadow economies.</strong></p>
<p>These results stand regardless of how the model is specified over seven different ways.  For example, when 151 advanced and developing countries are grouped together, Thailand ranks No. 8, while Vietnam ranks number 136, Singapore 143 and China 144.  Thailand also ranks No. 8 when only 98 developing countries are included, while others are way down the list.  These numbers clearly show that we Thais are way ahead of our neighbors and trading partners when it comes to hiding economic activities.  This, of course, is not a badge of honor.  Rather, it is a shame.</p>
<p>However, not all blame should be placed on individual Thais.  Apparently, the system plays a significant role. <strong> This is because the researchers found that in general, four factors had contributed significantly to increases in shadow economic activities,</strong> including (1) high tax and social security burden; (2) intensity of regulations, such as minimum wages, dismissal protections, maximum work hours, and work-place safety; (3) high level of corruption; and (4) recession in the official economy.</p>
<p>Many will question the accuracy of these estimates.  But in case of Thailand, the relative size of the shadow economy is so large that even if it is substantially over-estimated, it still raises troubling issues.  For example, GDP numbers may not reflect the true picture of the economic conditions.  As it is unknown who generate most of the shadow economy, the distribution of income resulting from using official numbers may be meaningless.  So are the numbers on poverty.  Policies based on such highly inaccurate readings of the economic conditions are likely to be wrong.  There is also a high degree of injustice regarding the tax burden.  As so much escapes taxation, those who play by the rules have to shoulder an additional burden.  The sense of injustice, of course, tends to push more of them into hiding economic activities as well.</p>
<p>The reform committees have often mentioned the need to address the issue of injustice.  In the economic sphere, this research suggests that they need to focus particularly on the tax burden and corruption.  The government already has recognized the injustice in the tax system and has been working on revamping taxes on land and improvements thereon.  The committees should endorse this and urge the government to move quickly towards enacting the enabling legislation.  In addition, they should recommend that the government revise other taxes with a view to putting a much greater emphasis on taxing consumption, especially on goods and services falling outside of basic needs, because such an emphasis is an integral part of the Sufficiency Economy philosophy that the country will use as the foundation for its future development.</p>
<p>In this column of July 9, 2009, I wrote that Thailand had been virtually a nation of thieves, for the majority of people would accept corruption so long as they could also share in the gains.  No doubt, corruption rears its ugly head again in creating the high level of shadow economy.  But, as I wrote in this column two weeks ago, the committees are strangely mum on corruption, prompting me to think that some of the committee members themselves may not be beyond reproach.  Whatever the reasons for their silence, I shall say this again:  unless corruption is tackled effectively, it will cripple all other reform measures and the reform itself will fail miserably.</p>
<p><strong> Dr.Sawai Boonma</strong> : Bangkok Post , August 18,2010</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/shadow-economy-and-reform-agenda/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วาทะของบิลล์ เกตส์ ในวันรับปริญญาเมื่ออายุเกือบ 52 ปี ตอนที่ 2</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/bill-gates-speech-at-harvard-6-june-2007-part-2</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/bill-gates-speech-at-harvard-6-june-2007-part-2#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Aug 2010 14:47:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[คนของโลก]]></category>
		<category><![CDATA[บิลล์ เกตส์]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[Bill Gates]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=785</guid>
		<description><![CDATA[การทะลุทะลวงความสลับซับซ้อนเพื่อค้นหาทางแก้ไขมีขั้นตอนที่พอจะคาดได้อยู่สี่ขั้นด้วยกันคือ พิจารณาจุดหมาย, ค้นหากลวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด, แสวงหาเทคโนโลยีทีเหมาะสมที่สุดสำหรับกลวิธีนั้น, และในระหว่างที่แสวงหาอยู่, ก็ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วอย่างชาญฉลาด – ไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ต้องใช้ความรอบรู้ค่อนข้างสูง, เช่น ยา, หรือชนิดที่ง่ายกว่า, เช่น มุ้ง.
ขอยกการแพร่ระบาดของโรคเอดส์มาเป็นตัวอย่าง.  จุดหมายกว้าง ๆ, แน่ละ, ย่อมได้แก่การกำจัดโรคนั้น.  กลวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดได้แก่การป้องกัน.  เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นวัคซีนที่ฉีดเพียงครั้งเดียวแล้วคุ้มครองได้ตลอดชีวิต.  ดังนั้นรัฐบาล, บริษัทยา, และมูลนิธิทั้งหลายจะต้องสนับสนุนเงินแก่การวิจัยวัคซีน.  แต่งานวิจัยคงใช้เวลาเกินทศวรรษ, ดังนั้นในระหว่างที่งานวิจัยกำลังดำเนินไป, เราต้องใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในมือแล้ว – และกลวิธีป้องกันที่ดีที่สุดที่เรามีในปัจจุบันได้แก่การชักจูงผู้คนให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง.

การจะไปให้ถึงจุดหมายนั้นต้องเริ่มจากวงจรที่มีสี่ขั้นตอนด้วยกันอีก.  นี่คือรูปแบบ.  สิ่งสำคัญคือต้องไม่หยุดคิดและหยุดทำ – และจะหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรจะต้องไม่ทำสิ่งที่เราทำกับมาลาเรียและวัณโรคในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 – ซึ่งได้แก่การยอมแพ้แก่ความสลับซับซ้อนและวางมือไปเลย.
ขั้นตอนสุดท้าย – หลังจากเข้าใจปัญหาและค้นพบกลวิธีแล้ว – ได้แก่การวัดผลงานของคุณและเผยแพร่ความสำเร็จและความล้มเหลวของคุณเพื่อคนอื่นจะได้เรียนรู้จากความพยายามของคุณ.
คุณต้องมีข้อมูล, แน่ละ.  คุณต้องแสดงให้เห็นได้ว่าโครงการหนึ่งฉีดวัคซีนให้เด็กจำนวนล้าน.  คุณต้องแสดงให้เห็นได้ว่าจำนวนเด็กที่ตายด้วยโรคร้ายเหล่านั้นลดลง.  นี่มีความสำคัญยิ่งไม่เฉพาะต่อการปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้น, แต่เพื่อช่วยดึงการลงทุนเพิ่มขึ้นจากภาคธุรกิจและรัฐบาลด้วย.
แต่ถ้าคุณต้องการดลใจให้คนอื่นเข้าร่วม, คุณจะต้องแสดงให้เห็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือตัวเลข; คุณต้องแสดงให้เห็นถึงผลดีที่งานนั้นมีต่อบุคคลในแบบที่ให้ภาพชนิดติดตา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การทะลุทะลวงความสลับซับซ้อนเพื่อค้นหาทางแก้ไขมีขั้นตอนที่พอจะคาดได้อยู่สี่ขั้นด้วยกันคือ พิจารณาจุดหมาย, ค้นหากลวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด, แสวงหาเทคโนโลยีทีเหมาะสมที่สุดสำหรับกลวิธีนั้น, และในระหว่างที่แสวงหาอยู่, ก็ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วอย่างชาญฉลาด – ไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ต้องใช้ความรอบรู้ค่อนข้างสูง, เช่น ยา, หรือชนิดที่ง่ายกว่า, เช่น มุ้ง.</p>
<p>ขอยกการแพร่ระบาดของโรคเอดส์มาเป็นตัวอย่าง.  จุดหมายกว้าง ๆ, แน่ละ, ย่อมได้แก่การกำจัดโรคนั้น.  กลวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดได้แก่การป้องกัน.  เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นวัคซีนที่ฉีดเพียงครั้งเดียวแล้วคุ้มครองได้ตลอดชีวิต.  ดังนั้นรัฐบาล, บริษัทยา, และมูลนิธิทั้งหลายจะต้องสนับสนุนเงินแก่การวิจัยวัคซีน.  แต่งานวิจัยคงใช้เวลาเกินทศวรรษ, ดังนั้นในระหว่างที่งานวิจัยกำลังดำเนินไป, เราต้องใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในมือแล้ว – และกลวิธีป้องกันที่ดีที่สุดที่เรามีในปัจจุบันได้แก่การชักจูงผู้คนให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง.<br />
<span id="more-785"></span><br />
การจะไปให้ถึงจุดหมายนั้นต้องเริ่มจากวงจรที่มีสี่ขั้นตอนด้วยกันอีก.  นี่คือรูปแบบ.  สิ่งสำคัญคือต้องไม่หยุดคิดและหยุดทำ – และจะหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรจะต้องไม่ทำสิ่งที่เราทำกับมาลาเรียและวัณโรคในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 – ซึ่งได้แก่การยอมแพ้แก่ความสลับซับซ้อนและวางมือไปเลย.</p>
<p>ขั้นตอนสุดท้าย – หลังจากเข้าใจปัญหาและค้นพบกลวิธีแล้ว – ได้แก่การวัดผลงานของคุณและเผยแพร่ความสำเร็จและความล้มเหลวของคุณเพื่อคนอื่นจะได้เรียนรู้จากความพยายามของคุณ.</p>
<p>คุณต้องมีข้อมูล, แน่ละ.  คุณต้องแสดงให้เห็นได้ว่าโครงการหนึ่งฉีดวัคซีนให้เด็กจำนวนล้าน.  คุณต้องแสดงให้เห็นได้ว่าจำนวนเด็กที่ตายด้วยโรคร้ายเหล่านั้นลดลง.  นี่มีความสำคัญยิ่งไม่เฉพาะต่อการปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้น, แต่เพื่อช่วยดึงการลงทุนเพิ่มขึ้นจากภาคธุรกิจและรัฐบาลด้วย.</p>
<p>แต่ถ้าคุณต้องการดลใจให้คนอื่นเข้าร่วม, คุณจะต้องแสดงให้เห็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือตัวเลข; คุณต้องแสดงให้เห็นถึงผลดีที่งานนั้นมีต่อบุคคลในแบบที่ให้ภาพชนิดติดตา – เพื่อให้คนอื่นเกิดความรู้สึกว่าการช่วยชีวิตหนึ่งนั้นสำคัญแค่ไหนต่อครอบครัวที่ได้รับผล.</p>
<p>ผมจำได้ครั้งผมไปดาวอส [การพบปะกันประจำปีของผู้นำทางธุรกิจและการเมือง ณ เมืองสำหรับพักผ่อนซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาของสวิตเซอร์แลนด์] เมื่อหลายปีมาแล้วและเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการซึ่งกำลังปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับหนทางที่จะช่วยชีวิตคนเป็นหลักล้าน.  หลักล้านนะครับ !  ลองนึกถึงความตื่นเต้นของการช่วยชีวิตคนเพียงคนเดียว – แล้วคูณด้วยหลักล้าน. &#8230; ทว่านั่นเป็นคณะกรรมการที่น่าเบื่อที่สุดที่ผมเคยมีส่วนร่วม – น่าเบื่อที่สุดในประวัติศาสตร์.  น่าเบื่อเสียจนผมเองก็ทนไม่ไหว.</p>
<p>สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ครั้งนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษได้แก่ผมเพิ่งมาจากรายการที่เราเปิดตัวซอฟท์แวร์รุ่นที่ 13 ชิ้นหนึ่ง, และเราทำให้คนกระโดดขึ้นลงและส่งเสียงดังลั่นด้วยความตื่นเต้น.  ผมชอบทำให้คนตื่นเต้นเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ – แต่ทำไมเราสร้างความตื่นเต้นเกินนั้นไม่ได้ในการช่วยชีวิตคน ?</p>
<p>คุณจะทำให้ผู้คนตื่นเต้นไม่ได้หากคุณไม่สามารถทำให้เขามองเห็นและเกิดความรู้สึกต่อผลลัพธ์ที่จะออกมา.  และคุณจะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร – เป็นคำถามที่สลับซับซ้อน.</p>
<p>อย่างไรก็ดี, ผมยังมีความเชื่อมั่นว่าทำได้.  ใช่, ความไม่เสมอภาคกันมีอยู่คู่กับเรามาชั่วกัปชั่วกัลป์แล้ว, แต่เครื่องมือใหม่ที่เรามีสำหรับทะลุทะลวงความสลับซับซ้อนมิได้มีอยู่คู่กับเรามาชั่วกัปชั่วกัลป์ด้วย.  มันเป็นของใหม่ – มันจะช่วยทำให้ความมีน้ำใจของเราเกิดผลสูงสุด – และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมอนาคตจึงอาจต่างจากอดีตได้.</p>
<p>นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่และที่กำลังเกิดขึ้นในยุคนี้ – เทคโนโลยีชีวภาพ, คอมพิวเตอร์, ระบบอินเทอร์เน็ต – ให้โอกาสซึ่งเราไม่เคยมีมาก่อนแก่เรา ที่จะกำจัดความยากจนข้นแค้นระดับแสนสาหัสสุด ๆ และกำจัดความตายจากโรคร้ายที่ป้องกันได้.</p>
<p>เมื่อหกสิบปีที่แล้ว, จอร์จ มาร์แชล [นายพลเมริกันซึ่งต่อมาดำรงทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศ] มาในพิธีประสาทปริญญานี้และได้แถลงเกี่ยวกับโครงการเพื่อช่วยเหลือประเทศในยุโรปหลังสงคราม [โลกครั้งที่ 2].  เขาพูดว่า “ผมคิดว่าความยากลำบากอย่างหนึ่งได้แก่ปัญหานั้นแสนสลับซับซ้อนจนทำให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สื่อและวิทยุนำมาเสนอต่อสาธารณชนยากเกินสำหรับคนทั่วไปที่จะประเมินสถานการณ์ได้อย่างแจ้งชัด.  จากระยะทางอันแสนไกลนี้ เป็นไปไม่เลยที่จะรู้ซึ้งถึงความหมายที่แท้จริงทั้งหมดของสถานการณ์.”</p>
<p>สามสิบปีหลังจากวันที่มาร์แชลกล่าวคำปราศรัย, เมื่อเพื่อนร่วมรุ่นของผมจบการศึกษาโดยปราศจากผม, เทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาขึ้นมาใหม่จะทำให้โลกใบนี้เล็กลง, เปิดกว้างขึ้น, เห็นได้ง่ายขึ้น, ลดระยะทางลง.</p>
<p>การพัฒนาของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลราคาต่ำทำให้เกิดโครงข่ายอันทรงพลังอย่างหนึ่งซึ่งได้ปรับเปลี่ยนโอกาสเพื่อการเรียนรู้และเพื่อการติดต่อสื่อสาร.</p>
<p>สิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับโครงข่ายนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะที่มันทำให้ระยะทางหดหายไปและทำให้ทุกคนเป็นเพื่อนบ้านของคุณเท่านั้น.  มันยังช่วยเพิ่มจำนวนของผู้ที่มีปัญญาเฉียบแหลมทั้งหลายที่เราจะให้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาเดียวกันอีกด้วย – และนั่นได้ยกระดับอัตราของนวัตกรรมให้สูงขึ้นอย่างไร้เทียมทานทีเดียว.</p>
<p>ในขณะเดียวกัน, ต่อทุกคนในโลกที่เข้าถึงเทคโนโลยีนี้, จะมีอีกห้าคนที่เข้าไม่ถึง.  นั่นหมายความว่าผู้มีปัญญาทางสร้างสรรค์จำนวนมากถูกปล่อยทิ้งไว้นอกวงของการปรึกษาหารือนี้ – นั่นหมายถึงคนฉลาดที่มีความรอบรู้อันเกิดจากการปฏิบัติงานและจากประสบการณ์อันตรงกับปัญหาซึ่งไม่มีเทคโนโลยีสำหรับฝึกฝนตนเอง หรือมีส่วนร่วมในการให้แนวคิดแก่ชาวโลก.</p>
<p>เราต้องการให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เข้าถึงเทคโนโลยีนี้, เพราะความก้าวหน้าเหล่านี้กำลังจุดชนวนให้เกิดการปฏิวัติในด้านที่มนุษยชาติสามารถทำอะไรให้กันและกัน.  มันไม่ได้ช่วยเฉพาะรัฐบาลเท่านั้น, แต่ยังช่วยมหาวิทยาลัย, บริษัท, องค์กรเล็ก ๆ, และบุคคล, ให้เข้าใจปัญหา, มองเห็นกลวิธี, และวัดผลของความพยายามของพวกเขาในด้านการแก้ปัญหาความหิวโหย, ความยากจน, และภาวะสิ้นหวังที่จอร์จ มาร์แชลล์ พูดถึงเมื่อ 60 ปีที่แล้ว.</p>
<p>ท่านสมาชิกของครอบครัวฮาร์วาร์ดครับ  ณ ที่นี้มีการรวมตัวกันอันยิ่งใหญ่ของผู้ที่มีพรสวรรค์ทางปัญญาของโลก.</p>
<p>รวมตัวกันเพื่ออะไรครับ ?</p>
<p>แน่นอนละที่คณาจารย์, ศิษย์เก่า, นักศึกษา, และผู้บริจาคทรัพย์ให้แก่ฮาร์วาร์ดได้ใช้พลังอำนาจของตนช่วยปรับปรุงชีวิตของคนที่นี่และทั่วโลก.  แต่ว่าเราจะทำมากกว่านี้อีกได้ไหม ?  ฮาร์วาร์ดสามารถจะอุทิศพลังทางปัญญาของตนเพื่อช่วยปรับปรุงชีวิตของผู้คนที่ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อของตนได้ไหม ?</p>
<p>ผมใคร่จะขอสิ่งหนึ่งจากท่านคณบดีและท่านศาสตราจารย์ – ผู้นำทางปัญญาของฮาร์วาร์ด นั่นคือ เมื่อท่านจ้างคณาจารย์, มอบตำแหน่งถาวรให้อาจารย์, ทบทวนหลักสูตร, และพิจารณาคุณสมบัติสำหรับประสาทปริญญา, กรุณาถามตัวของท่านเองดังนี้:</p>
<p>สติปัญญาชั้นยอดเยี่ยมของเรานั้นควรจะอุทิศให้แก่การแก้ปัญหาที่หนักหนาสาหัสที่สุดของเราหรือไม่ ?</p>
<p>ฮาร์วาร์ดควรจะกระตุ้นคณาจารย์ให้ประจัญกับความไม่เสมอภาคที่หนักหนาสาหัสที่สุดของโลกหรือไม่ ?  นักศึกษาของฮาร์วาร์ดควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับความลึกล้ำของความยากจนบนผืนโลกหรือไม่ &#8230; ความแพร่หลายของความหิวโหยของชาวโลก &#8230; ความขาดแคลนน้ำสะอาด &#8230; เด็กผู้หญิงไร้โอกาสเรียนหนังสือ &#8230; เด็กซึ่งตายจากโรคร้ายที่เราสามารถเยียวยาได้ ?</p>
<p>ผู้ที่มีอภิสิทธิ์มากที่สุดในโลกควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของผู้ที่มีอภิสิทธิ์ต่ำที่สุดในโลกหรือไม่ ?</p>
<p>นี่มิใช่คำถามเชิงเล่นคำ – ท่านจะตอบด้วยนโยบายของท่าน.</p>
<p>คุณแม่ของผม, ผู้ซึ่งแสนจะภูมิใจเมื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้รับผมเข้าเรียน – ไม่เคยเลิกกดดันผมให้ช่วยผู้อื่นให้มากขึ้น.  ไม่กี่วันก่อนวันแต่งงานของผม, ท่านจัดงานเป็นเกียรติแก่เจ้าสาว, ซึ่งในงานนั้นเองที่ท่านอ่านจดหมายเกี่ยวกับชีวิตแต่งงานที่ท่านเขียนถึงเมลินดาออกมาดัง ๆ.  คุณแม่ของผมกำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งในตอนนั้น, แต่ท่านเห็นโอกาสอีกครั้งที่จะส่งสารด้านแก่นคิดของท่าน, และในตอนจบจดหมายท่านพูดว่า “จากผู้ที่ได้รับมากทั้งหลาย, มีความคาดหวังว่าพวกเขาจะให้มากด้วย”</p>
<p>เมื่อท่านพิจารณาสิ่งที่เราทั้งหลายในที่นี้ได้รับ – ในด้านพรสวรรค์, ด้านอภิสิทธ์, และด้านโอกาส – โลกมีสิทธิ์คาดหวังจากเราอย่างแทบไม่จำกัด.</p>
<p>ในกรอบของความเป็นไปได้ในยุคนี้, ผมขอแนะนำบัณฑิตแต่ละคนในที่นี้ให้หยิบประเด็นขึ้นมาสักประเด็น – ปัญหาที่สลับซับซ้อน, ความไม่เสมอภาคที่ลึกล้ำ, และสร้างความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเด็นนั้นขึ้นมา.  หากคุณทำให้มันเป็นจุดมุ่งเน้นในชีวิตการงานของคุณ, นั่นจะวิเศษยิ่ง.  แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเพื่อให้เกิดผลดี.  ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์, คุณอาจใช้อานุภาพที่กำลังเพิ่มขึ้นของระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้, สืบหาผู้ที่มีความสนใจคล้ายกัน, ทำความเข้าใจถึงอุปสรรค, และหาทางทะลุทะลวงมัน.</p>
<p>อย่าให้ความสลับซับซ้อนยับยั้งคุณ.  จงเป็นนักเคลื่อนไหว.  เลือกประจัญกับความไม่เสมอภาคที่ร้ายแรง.   มันจะเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคุณ.</p>
<p>คุณ ๆ บัณฑิตทั้งหลายเติบใหญ่ขึ้นมาในช่วงเวลาอันน่าทึ่งยิ่ง.  เมื่อคุณออกจากฮาร์วาร์ดไป, คุณมีเทคโนโลยีที่สมาชิกในรุ่นผมไม่เคยมี.  คุณมีความตระหนักในความไม่เสมอภาคกันในโลก, ซึ่งเราไม่มี.  และกับความตระหนักนั้น, คุณคงจะมีจิตวิญญาณที่รอบรู้ซึ่งจะตามหลอนคุณหากคุณทอดทิ้งคนที่ชีวิตของเขาคุณอาจเปลี่ยนได้ด้วยความพยายามเพียงน้อยนิด.  คุณมีมากกว่าเรามี.  คุณต้องเริ่มให้เร็วกว่า, และสู้ต่อไปให้ยาวนานกว่า.</p>
<p>ในเมื่อคุณรู้สิ่งที่คุณรู้, คุณจะงอมืองอเท้าอยู่ได้อย่างไร ?</p>
<p>และผมหวังว่าคุณจะกลับมาที่ฮาร์วาร์ดนี่อีก 30 ปีจากวันนี้ไป และมาไตร่ตรองถึงการใช้พรสวรรค์และพลังงานของคุณ.  ผมหวังว่าคุณจะวินิจฉัยตัวคุณเองไม่เฉพาะในด้านของความสำเร็จในอาชีพเท่านั้น, แต่ในด้านผลงานของคุณที่เกี่ยวกับความไม่เสมอภาคกันอันล้ำลึกที่สุดด้วย &#8230; ในด้านที่เกี่ยวกับคุณได้ปฏิบัติต่อคนที่อยู่คนละฟากโลกได้ดีแค่ไหนในเมื่อคนเหล่านั้นไม่มีอะไรร่วมกับคุณเลยเว้นแต่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเท่านั้น.</p>
<p><strong> ขอให้โชคดีครับ. </strong></p>
<p style="text-align: center;">&#8211; จบ&#8211;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/bill-gates-speech-at-harvard-6-june-2007-part-2/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วาทะของบิลล์ เกตส์ ในวันรับปริญญาเมื่ออายุเกือบ 52 ปี ตอนที่ 1</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/bill-gates-speech-at-harvard-6-june-2007-part-1</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/bill-gates-speech-at-harvard-6-june-2007-part-1#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Aug 2010 14:39:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[คนของโลก]]></category>
		<category><![CDATA[บิลล์ เกตส์]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>
		<category><![CDATA[Bill Gates]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=782</guid>
		<description><![CDATA[
ถอดความโดย ดร. ไสว บุญมา
คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิลล์ เกตส์ ผู้ครองตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลกในช่วงเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก่อนเรียบจบหลักสูตรปริญญาตรี  ปัจจัยที่ทำให้เขาออกกลางคันได้แก่ความต้องการที่จะทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล  ผลของความทุ่มนั้นเป็นที่รู้กันอย่างทั่วถึงแล้ว  ตอนนี้ บิลล์ เกตส์ อายุยังไม่ครบ 52 ปี แต่ได้ประกาศว่าเขาจะเกษียณจากบริษัทไมโครซอฟท์ในราวอีก 1 ปี  หลังจากนั้นเขาจะทุ่มเทเวลาให้กับการแก้ปัญหาของโลกผ่านมูลนิธิซึ่งขณะนี้มีเงินทุนที่ได้รับจากเขาราว 30,000 ล้านดอลลาร์และกำลังจะได้รับจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีหมายเลขสองของโลกอีก 37,000 ล้านดอลลาร์
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ปี พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ประสาทปริญญากิตติมศักดิ์ให้ บิลล์ เกตส์ และได้เชิญให้เขากล่าวคำปราศรัยในพิธีประสาทปริญญาของผู้จบการศึกษาในปีนั้นด้วย  ผมเห็นว่าคำปราศรัยของเขามีแง่คิดที่น่าใส่ใจยิ่ง จึงนำมาถอดความสำหรับผู้ที่อาจไม่มีโอกาสฟังหรืออ่านคำปราศรัยนั้น  เนื่องจากคำปราศรัยอ้างถึงภูมิหลังบางอย่างซึ่งผู้อ่านอาจไม่คุ้นเคย เพื่อความกระจ่างและเพื่อให้เห็นมุกขบขันของเขา ผมได้เพิ่มคำอธิบายสั้น ๆ ไว้ในวงเล็บ […]  คำปราศรัยนั้นอาจถอดได้ดังนี้ :

ท่านอธิการบดีบอค, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><strong>ถอดความโดย ดร. ไสว บุญมา</strong></p>
<p>คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า<strong> บิลล์ เกตส์ </strong>ผู้ครองตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลกในช่วงเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก่อนเรียบจบหลักสูตรปริญญาตรี  ปัจจัยที่ทำให้เขาออกกลางคันได้แก่ความต้องการที่จะทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล  ผลของความทุ่มนั้นเป็นที่รู้กันอย่างทั่วถึงแล้ว  ตอนนี้ บิลล์ เกตส์ อายุยังไม่ครบ 52 ปี แต่ได้ประกาศว่าเขาจะเกษียณจากบริษัทไมโครซอฟท์ในราวอีก 1 ปี  หลังจากนั้นเขาจะทุ่มเทเวลาให้กับการแก้ปัญหาของโลกผ่านมูลนิธิซึ่งขณะนี้มีเงินทุนที่ได้รับจากเขาราว 30,000 ล้านดอลลาร์และกำลังจะได้รับจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีหมายเลขสองของโลกอีก 37,000 ล้านดอลลาร์</p>
<p>เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ปี พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ประสาทปริญญากิตติมศักดิ์ให้ บิลล์ เกตส์ และได้เชิญให้เขากล่าวคำปราศรัยในพิธีประสาทปริญญาของผู้จบการศึกษาในปีนั้นด้วย  ผมเห็นว่าคำปราศรัยของเขามีแง่คิดที่น่าใส่ใจยิ่ง จึงนำมาถอดความสำหรับผู้ที่อาจไม่มีโอกาสฟังหรืออ่านคำปราศรัยนั้น  เนื่องจากคำปราศรัยอ้างถึงภูมิหลังบางอย่างซึ่งผู้อ่านอาจไม่คุ้นเคย เพื่อความกระจ่างและเพื่อให้เห็นมุกขบขันของเขา ผมได้เพิ่มคำอธิบายสั้น ๆ ไว้ในวงเล็บ […]  คำปราศรัยนั้นอาจถอดได้ดังนี้ :</p>
<p><span id="more-782"></span></p>
<p>ท่านอธิการบดีบอค, ท่านอดีตอธิการบดีรูเดนสไตน์, ท่านอธิการบดีที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อไปเฟาสต์, สมาชิกของบรรษัทฮาร์วาร์ดและคณะกรรมการดูแลมหาวิทยาลัย, คณาจารย์, พ่อแม่, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง, บัณฑิต:</p>
<p>ผมคอยมา 30 ปีที่จะพูดว่า “คุณพ่อครับ, ผมบอกคุณพ่อเสมอมาใช่ไหมว่าวันหนึ่งผมจะกลับมาเอาปริญญาให้ได้”  [ผู้ฟังหัวเราะกันอย่างทั่วถึง]</p>
<p>ผมขอขอบคุณมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ประสาทปริญญาให้ผมทันเวลาพอดิบพอดี.  ผมจะเปลี่ยนงานปีหน้า &#8230; และมันน่าจะดีเมื่อในที่สุดผมจะมีปริญญาพ่วงท้ายในใบประกาศคุณสมบัติของผมเสียที.  [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]</p>
<p>ผมขอปรบมือให้ผู้จบการศึกษาวันนี้ที่เดินไปสู่จุดมุ่งหมายด้วยทางสายตรง.  สำหรับผม, ผมมีความสุขที่หนังสือพิมพ์คลิมสัน [หนังสือพิมพ์รายวันของนักศึกษาฮาร์วาร์ด] ให้สมญาผมว่า “ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในหมู่ผู้เรียนไม่จบของฮาร์วาร์ด”  ผมเดาเอาว่านั่นหมายถึงผมคือผู้ทำคะแนนได้สูงสุดในรุ่นพิเศษของผม &#8230; ผมทำได้ดีที่สุดในหมู่ผู้สอบตกด้วยกัน.  [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]</p>
<p>แต่ผมต้องการได้รับการยอมรับว่าผมเป็นผู้ที่ทำให้สตีฟ บอลล์เมอร์ [เพื่อนซี้ของ บิลล์ เกตส์ ซึ่งขณะนี้เป็นประธานผู้บริหารของบริษัทไมโครซอฟท์] เลิกเรียนวิชาบริหารธุรกิจ.  ผมมักชักนำคนไปในทางเสีย.  นั่นคือเหตุผลที่ผมได้รับเชิญมาพูดในวันรับปริญญาของคุณ.  ถ้าผมมาพูดในวันปฐมนิเทศของคุณ, คุณบางคนอาจยังเรียนไม่จบในวันนี้ก็ได้.  [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]</p>
<p>ฮาร์วาร์ดเป็นประสบการณ์อันแสนพิเศษสำหรับผม.  ชีวิตการเรียนประทับใจยิ่ง.  ผมได้เข้าไปนั่งฟังวิชาต่าง ๆ มากมายซึ่งผมไม่ได้แม้กระทั่งลงทะเบียนเรียน.  และชีวิตในหอพักก็สุดยอด.  ผมพักที่แรดคลิฟฟ์ [วิทยาลัยหญิงซึ่งต่อมายุบรวมกับฮาร์วาร์ด], ในหอพักชื่อเคอร์รี่เออร์.  มีคนจำนวนมากเข้ามาอยู่ในห้องของผมตอนดึก ๆ เพื่อคุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ เสมอ, เนื่องจากทุกคนรู้ว่าผมไม่ค่อยวิตกเรื่องการจะต้องลุกจากที่นอนหรือไม่ในวันรุ่งขึ้น.  นั่นคือที่มาของการเป็นผู้นำของกลุ่มต่อต้านสังคมของผม.  เราเกาะกลุ่มกันเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเราไม่เอาด้วยกับพวกสังคมจัดทั้งหลาย.</p>
<p>แรดคลิฟฟ์เป็นที่อยู่อันยอดเยี่ยม.  มีสาว ๆ ยั้วเยี้ยไปหมด, และหนุ่ม ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกวิทย์-คณิต.  ปัจจัยทั้งสองรวมกันเอื้อให้ผมมีโอกาสสูงยิ่ง, คุณคงพอจะรู้ว่าผมหมายถึงอะไรใช่ไหม [เสียงหัวเราะ].  ณ จุดนี้เองที่ผมเรียนรู้เรื่องชวนหดหู่ใจว่า การเพิ่มโอกาสไม่นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป.  [เสียงหัวเราะ]</p>
<p>ความทรงจำอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งเกี่ยวกับฮาร์วาร์ดของผมเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 1975, เมื่อผมโทรศัพท์จากหอพักเคอร์รี่เออร์ไปหาบริษัทหนึ่งที่เมืองอัลบูเคอร์คี [ในรัฐนิวเม็กซิโก] ซึ่งได้เริ่มทำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกในโลก.  ผมเสนอขายซอฟท์แวร์ให้เขา.</p>
<p>ผมกังวลว่าเขาจะรู้ว่าผมเป็นเพียงนักศึกษาในหอพักและจะไม่พูดด้วย.  แต่เขากลับพูดว่า “เรายังไม่เสร็จเรียบร้อยนัก, เดือนหน้าค่อยมาหาเราก็แล้วกัน” ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี, เพราะเรายังไม่ได้เขียนซอฟท์แวร์ชิ้นนั้นเลย.  นับแต่เสี้ยววินาทีนั้นเอง, ผมทำโครงการเพื่อเอาคะแนนพิเศษเล็ก ๆ ชิ้นนั้นแบบหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งเป็นจุดพลิกผันที่นำไปสู่การยุติการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของผมทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันพิเศษสุดกับบริษัทไมโครซอฟท์.</p>
<p>สิ่งที่ผมจำได้เหนืออื่นใดเกี่ยวกับฮาร์วาร์ดได้แก่การอยู่ท่ามกลางพลังงานและปัญญา.  มันอาจทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา, น่าขวัญเสีย, บางทีถึงกับน่าท้อถอย, แต่ก็มีความท้าทายเสมอ.  มันเป็นอภิสิทธิ์อันน่าทึ่ง – และแม้ว่าผมจะออกไปก่อนเรียนจบ, ผมได้ถูกปฏิรูปขนานใหญ่จากเวลาที่ผมอยู่ในฮาร์วาร์ด, จากมิตรภาพที่ผมได้สร้างขึ้น, และจากแนวคิดที่ผมได้พัฒนา.</p>
<p>แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจริง ๆ &#8230; ผมมีความสลดใจอยู่อย่างหนึ่ง.</p>
<p>ผมออกจากฮาร์วาร์ดไปโดยไม่มีความตระหนักอย่างแท้จริงเลยถึงความไม่เสมอภาคอันแสนโหดร้ายในโลก – ความเหลื่อมล้ำอันน่าขนหัวลุกในด้านสุขภาพ, และด้านทรัพย์สิน, และด้านโอกาสซึ่งสาปแช่งคนเรือนล้านให้มีชีวิตอันสิ้นหวัง.</p>
<p>ผมได้เรียนรู้แนวคิดใหม่ ๆ ด้านเศรษฐศาสตร์และด้านการเมืองอย่างมากมายที่ฮาร์วาร์ด.  ผมได้สัมผัสใกล้ชิดถึงความก้าวหน้าซึ่งกำลังเกิดขึ้นในด้านวิทยาศาสตร์.</p>
<p>ทว่าความก้าวหน้าของมนุษยชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการค้นพบ – แต่อยู่ที่การค้นพบเหล่านั้นถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่อลดความไม่เสมอภาคกันได้อย่างไรต่างหาก.  ไม่ว่าจะผ่านทางระบอบประชาธิปไตย, การศึกษาที่แข็งแกร่ง, ระบบดูแลสุขภาพที่ดี, หรือโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขวาง – การลดความไม่เสมอภาคกันถือเป็นผลสำฤทธิ์อันสูงที่สุดของมนุษย์เรา.</p>
<p>ผมออกจากมหาวิทยาลัยไปโดยแทบไม่รู้เลยว่าเยาวชนนับล้านคนถูกโกงโอกาสทางการศึกษาในประเทศของเรานี่เอง.  และผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคนเป็นล้าน ๆ ที่ต้องมีชีวิตอยู่กับความยากจนแสนสาหัสและโรคร้ายในประเทศกำลังพัฒนา.</p>
<p>เป็นเวลาหลายทศวรรษกว่าผมจะค้นพบ.</p>
<p>คุณ ๆ บัณฑิตทั้งหลายมาเรียนที่ฮาร์วาร์ดในช่วงเวลาที่ต่างไปจากเดิม.  คุณรู้เกี่ยวกับความไม่เสมอภาคกันในโลกมากกว่ารุ่นที่มาก่อนคุณ.  ในช่วงเวลาที่คุณอยู่ที่นี่, ผมหวังว่าคุณจะมีโอกาสได้คิดว่า – ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าในอัตราเร่งนี้ – ในที่สุดเราจะสามารถประจัญกับความไม่เสมอภาคกันเหล่านั้นได้, และเราก็จะเอาชนะมันได้ด้วย.</p>
<p>ลองจินตนาการดูซิ, นี่เพียงเพื่อคิดเล่น ๆ เท่านั้นนะ, ว่าคุณมีเวลาสองสามชั่วโมงต่อสัปดาห์และมีเงินสองสามดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับอุทิศให้เพื่ออะไรสักอย่าง – และคุณต้องการใช้เวลาและเงินนั้นในที่ซึ่งมีผลสูงสุดในด้านการช่วยชีวิตและการปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น.  คุณคิดว่าคุณจะใช้เวลาและเงินนั้นที่ไหน ?</p>
<p>สำหรับเมลินดา [ภรรยาของบิลล์ เกตส์] กับผม, ความท้าทายก็เหมือนกัน นั่นคือ เราจะทำอย่างไรให้เกิดผลดีที่สุดต่อคนจำนวนมากที่สุดจากทรัพยากรที่เรามีอยู่.</p>
<p>ในระหว่างที่เราปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับคำถามนี้, เมลินดาและผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับเด็กในประเทศยากจนนับล้านคนซึ่งตายไปทุกปีจากโรคที่เราทำให้หมดอันตรายไปนานแล้วในประเทศนี้.  หัด, มาลาเรีย, ปอดชื้น, ไวรัสบีในตับ, ไข้เลือดออก.  โรคหนึ่งซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย,นั่นคือโรตาไวรัส, คร่าชีวิตเด็กปีละครึ่งล้านคน – ไม่มีเด็กในสหรัฐอยู่ในกลุ่มนั้นแม้แต่คนเดียว.</p>
<p>เรารู้สึกตกใจ.  เราคิดว่าถ้าเด็กเป็นล้านคนกำลังจะตาย แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจรอดหากได้รับความช่วยเหลือ, ชาวโลกคงจะเร่งค้นหาและส่งยาไปช่วยชีวิตแก่พวกเขา.  แต่ชาวโลกก็ไม่ทำ.  ด้วยเงินเพียงไม่ถึงดอลลาร์เท่านั้น, มีความช่วยเหลือซึ่งจะช่วยชีวิตพวกเขาได้ที่ไม่ถูกส่งไป.</p>
<p>หากคุณเชื่อว่าทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน, มันช่างน่าอับอายยิ่งเมื่อเรียนรู้ว่าบางชีวิตถูกมองว่ามีค่าพอน่าช่วยไว้และบางชีวิตไม่มีค่าพอ.  เราบอกกับตัวเราเองว่า “นี่มันไม่จริง.  แต่ถ้ามันจริง, มันเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับความช่วยเหลือในลำดับต้น ๆ ของเรา”</p>
<p>ดังนั้นเราจึงเริ่มงานของเราในแนวเดียวกันกับทุกคนที่นี่คงจะเริ่ม.  เราถามว่า “ชาวโลกปล่อยเด็กเหล่านั้นตายได้อย่างไร ?”</p>
<p>คำตอบนั้นง่าย, แต่บาดหู.  ระบบตลาดไม่ให้รางวัลต่อการช่วยชีวิตเด็กเหล่านั้น, และรัฐบาลไม่ให้เงินสนับสนุน.  ดังนั้นเด็กจึงตายเพราะแม่และพ่อของพวกเขาไม่มีอำนาจในตลาดและไม่มีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นในระบบ.</p>
<p>แต่คุณกับผมมีทั้งสองอย่าง.</p>
<p>เราจะทำให้อานุภาพของตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสำหรับคนจนหากเราสามารถพัฒนาระบบทุนนิยมให้มีความสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นได้ – ถ้าเราสามารถขยายอานุภาพของตลาดออกไปจนทำให้คนจำนวนมากขึ้นแสวงหากำไรได้, หรืออย่างน้อยก็พอทำมาหาเลี้ยงชีพได้, จะเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ต้องรับเคราะห์จากความไม่เสมอภาคที่โหดร้ายที่สุด.  เราสามารถกดดันรัฐบาลทั่วโลกให้ใช้เงินของผู้เสียภาษีไปในทางที่สะท้อนคุณธรรมของผู้เสียภาษีได้ดีขึ้น.</p>
<p>หากเราสามารถค้นหากลวิธีที่จะสนองความต้องการของคนจนได้ด้วยหนทางที่ทำกำไรให้ภาคธุรกิจและสร้างคะแนนเสียงให้นักการเมืองได้พร้อม ๆ กัน, เราก็จะพบหนทางที่ยั่งยืนสำหรับลดความไม่เสมอภาคกันในโลก.  กิจอันนี้ไม่มีขอบเขต.  มันไม่มีวันสิ้นสุด.  แต่ความพยายามอันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเผชิญกับความท้าทายนี้จะเปลี่ยนโลกอย่างแน่นอน.</p>
<p>ผมมองว่าเราทำได้, แต่ผมคุยกับผู้ที่มีความกังขาซึ่งอ้างว่าไม่มีหวัง.  พวกเขากล่าวว่า “ความไม่เสมอภาคกันอยู่กับเรามาตั้งวันแรก, และก็จะอยู่กับเราไปจนวันสุดท้าย – ทั้งนี้เพราะมนุษย์เรา &#8230; ไม่มี &#8230; น้ำใจ.”  ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ.</p>
<p>ผมเชื่อว่าเรามีน้ำใจมากจนไม่รู้ว่าจะใช้ทำอะไรหมด.</p>
<p>เราทุกคนในที่นี้, ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง, ได้เคยเห็นโศกนาฏกรรมของเพื่อนมนุษย์ที่ทำให้หัวใจของเราแตกสลาย, แต่เราก็มิได้ทำอะไรลงไป – ไม่ใช่เพราะเราไม่มีน้ำใจ, หากเพราะเราไม่รู้ว่าจะทำอะไร.  หากเรารู้ว่าจะช่วยเขาอย่างไร, เราคงได้ทำไปแล้ว.</p>
<p>อุปสรรคของความเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ที่การมีน้ำใจน้อยเกินไป; หากอยู่ที่ความสลับซับซ้อนมากเกินไป.</p>
<p>เพื่อจะแปลงความมีน้ำใจไปสู่การปฏิบัติ, เราต้องเข้าใจปัญหา, มองเห็นทางแก้ไข, และมองเห็นผลลัพธ์.  แต่ความสลับซับซ้อนปิดกั้นขั้นตอนทั้งสามจนหมดมิด.</p>
<p>แม้จะมีระบบอินเทอร์เน็ตและข่าวตลอด 24 ชั่วโมงแล้วก็ตาม, มันยังเป็นภารกิจที่สลับซับซ้อนยิ่งที่จะทำให้คนเราเข้าใจปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง.  เมื่อเครื่องบินตก, เจ้าหน้าที่จะออกแถลงการณ์ทันที.  เขาสัญญาว่าจะสืบสวน, พิจารณาสาเหตุ, และป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกในอนาคต.</p>
<p>แต่ถ้าเจ้าหน้าที่มีความตรงไปตรงมาจริง ๆ, เขาคงจะพูดว่า: “ในบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งหมดในโลกที่ตายลงในวันนี้จากสาเหตุที่ป้องกันได้, ราวครึ่งเปอร์เซ็นต์ของพวกเขาอยู่ในเครื่องบินลำนั้น.  เราตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าเราจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาที่คร่าชีวิตของคนครึ่งเปอร์เซ็นต์นั้น”</p>
<p>ปัญหาที่ใหญ่กว่าไม่ใช่การตกของเครื่องบิน, หากเป็นความตายของคนเป็นหลักล้านที่ป้องกันได้.</p>
<p>เราไม่ค่อยได้อ่านข่าวเกี่ยวกับความตายพวกนี้.  สื่อรายงานเฉพาะสิ่งใหม่ ๆ – และเรื่องคนตายเป็นหลักล้านไม่มีอะไรใหม่.  ดังนั้นมันจึงเป็นเพียงเรื่องประกอบ, ซึ่งง่ายต่อการมองข้าม.  แต่เมื่อเราเห็นหรืออ่านพบ, ก็ยังยากที่จะเฝ้าดูปัญหานั้น.  มันยากยิ่งที่จะมองดูความทุกข์ร้อนในเมื่อสถานการณ์แสนจะสลับซับซ้อนจนเราไม่รู้ที่จะช่วยอย่างไร.  และดังนั้นเราจึงเมินหน้าหนี.</p>
<p>หากเราเข้าใจปัญหาจริง ๆ, ซึ่งเป็นขั้นตอนแรก, เราจะมาถึงขั้นตอนที่สอง นั่นคือ การทะลุทะลวงความสลับซับซ้อนเพื่อให้ได้มาซึ่งทางแก้ไข.</p>
<p>การค้นหาทางแก้ไขให้พบนั้นสำคัญยิ่งหากเราจะใช้ความมีน้ำใจของเราให้ได้ผลสูงสุด.  หากเรามีคำตอบที่ชัดเจนและได้พิสูจน์มาแล้วเมื่อองค์กรหรือบุคคลใดถามว่า “ผมจะช่วยได้อย่างไร ?” เราจะดำเนินการได้ทันที – และเราจะสามารถทำให้เกิดความมั่นใจได้เลยว่าไม่มีน้ำใจในโลกนี้ที่จะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์แม้แต่หยดเดียว.  แต่ความสลับซับซ้อนทำให้ยากแก่การที่จะวางแนวทางดำเนินการสำหรับทุก ๆ คนที่มีน้ำใจ – และนั่นแหละที่มันยากที่จะทำให้การมีน้ำใจของพวกเขาบรรลุผล.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/bill-gates-speech-at-harvard-6-june-2007-part-1/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มหาเศรษฐีผู้มีจิตวิญญาณกับวิวัฒนาการของสังคม</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/millionaire-giving-pledge</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/millionaire-giving-pledge#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Aug 2010 01:59:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐีใจบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[ไสว บุญมา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=779</guid>
		<description><![CDATA[สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องมหาเศรษฐีอเมริกันที่มีทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ 40 คน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคอย่างต่ำครึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ตนมีอยู่เพื่อช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์เป็นข่าวใหญ่ในสื่อไทยเกือบทุกสื่อ แต่เท่าที่เห็นไม่มีใครได้เจาะลึกลงไปถึงที่ไปที่มาว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร และเศรษฐีเหล่านั้นมีข้อคิดอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษบ้าง จึงขอนำบางอย่างมาเล่า
 วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์ สองเพื่อนซี้ที่อายุต่างกันคราวพ่อกับลูกเป็นต้นคิดและเมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้นัดพบลับๆ กับบรรดามหาเศรษฐีครั้งแรกในนครนิวยอร์ก โดยมี เดวิด ร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นเจ้าภาพ หลังจากนั้น ก็มีการพบกันอีกหลายครั้งรวมทั้งบิล เกตส์ บินมาพบลับๆ กับมหาเศรษฐีในเอเชียด้วย จุดมุ่งหมายของการพบกัน ได้แก่ การปรึกษาหารือเรื่องการบริจาคทรัพย์ช่วยเพื่อนมนุษย์ หลังการพบกันครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา พวกเขาได้ข้อตกลงว่า จะเชิญชวนมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ ให้พิจารณาบริจาคทรัพย์ของตนคนละไม่ต่ำกว่า 50% เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์โดยการเขียนคำมั่นสัญญาลงในเว็บไซต์ ชื่อ www.givingpledge.org
คำมั่นสัญญานี้ไม่มีผลทางกฎหมาย หากเป็นการแสดงเจตนาโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประเดิมเป็นคนแรก เขาเขียนว่า เขาจะสละทรัพย์ของเขาไม่ต่ำกว่า 99% ช่วยเพื่อนมนุษย์
 
ในคำมั่นสัญญาที่ยาวราว 1 หน้ากระดาษ วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดถึงหลายอย่างรวมทั้งสิ่งเหล่านี้ด้วย 1. จริงอยู่ทรัพย์ที่เขาจะให้นั้นมีค่านับหมื่นล้านดอลลาร์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องมหาเศรษฐีอเมริกันที่มีทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ 40 คน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคอย่างต่ำครึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ตนมีอยู่เพื่อช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์เป็นข่าวใหญ่ในสื่อไทยเกือบทุกสื่อ แต่เท่าที่เห็นไม่มีใครได้เจาะลึกลงไปถึงที่ไปที่มาว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร และเศรษฐีเหล่านั้นมีข้อคิดอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษบ้าง จึงขอนำบางอย่างมาเล่า</p>
<p> <strong>วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์ </strong>สองเพื่อนซี้ที่อายุต่างกันคราวพ่อกับลูกเป็นต้นคิดและเมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้นัดพบลับๆ กับบรรดามหาเศรษฐีครั้งแรกในนครนิวยอร์ก โดยมี เดวิด ร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นเจ้าภาพ หลังจากนั้น ก็มีการพบกันอีกหลายครั้งรวมทั้งบิล เกตส์ บินมาพบลับๆ กับมหาเศรษฐีในเอเชียด้วย จุดมุ่งหมายของการพบกัน ได้แก่ การปรึกษาหารือเรื่องการบริจาคทรัพย์ช่วยเพื่อนมนุษย์ หลังการพบกันครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา พวกเขาได้ข้อตกลงว่า จะเชิญชวนมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ ให้พิจารณาบริจาคทรัพย์ของตนคนละไม่ต่ำกว่า 50% เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์โดยการเขียนคำมั่นสัญญาลงในเว็บไซต์ ชื่อ <a href="www.givingpledge.org">www.givingpledge.org</a></p>
<p>คำมั่นสัญญานี้ไม่มีผลทางกฎหมาย หากเป็นการแสดงเจตนาโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประเดิมเป็นคนแรก เขาเขียนว่า เขาจะสละทรัพย์ของเขาไม่ต่ำกว่า 99% ช่วยเพื่อนมนุษย์<br />
 <span id="more-779"></span><br />
ในคำมั่นสัญญาที่ยาวราว 1 หน้ากระดาษ วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดถึงหลายอย่างรวมทั้งสิ่งเหล่านี้ด้วย 1. จริงอยู่ทรัพย์ที่เขาจะให้นั้นมีค่านับหมื่นล้านดอลลาร์ แต่หากวัดกันในด้านของการเสียสละแล้วมันยังน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่น ทั้งนี้ เพราะแม้เขาจะยก 99% ของทรัพย์ให้การกุศล เงินที่เหลือยังมากมาย ยังผลให้เขาไม่ต้องเสียสละอะไรที่จำเป็นต่อชีวิตของเขาเลย ต่างกับผู้สละทรัพย์อีกจำนวนมาก ที่แม้จะบริจาคเพียงไม่กี่ดอลลาร์ แต่เงินนั้นอาจมาจากงบประมาณสำหรับซื้ออาหาร ซึ่งผู้บริจาคจะต้องอด 2. หลายๆ คน สละเวลาซึ่งมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์เพื่อช่วยผู้อื่น ส่วนเขาสละเฉพาะทรัพย์เท่านั้น 3. เขามองว่าการสะสมของมีค่าทางวัตถุต่างๆ ไม่มีความสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านั่นแหละคือโซ่รัดคอของผู้สะสม สิ่งที่มีค่ากว่าวัตถุคือสุขภาพและเพื่อน และ 4. ทรัพย์ที่เขาบริจาคไปนั้น แม้จะเก็บไว้ก็จะไม่ทำให้เขาและลูกๆ มีความสุขเพิ่มขึ้น ตรงข้ามมันจะทำให้เพื่อนมนุษย์จำนวนมากมีชีวิตดีขึ้น</p>
<p>อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ทรัพย์ของมหาเศรษฐีเช่นวอร์เรน บัฟเฟตต์ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปหุ้นบริษัท มูลค่าของทรัพย์จึงขึ้นลงตามราคาของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปีที่แล้ว นิตยสารฟอร์บส์ประเมินว่า ทรัพย์ของเขามีค่าราว 37,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่าหนึ่งล้านล้านบาท เมื่อปี 2549 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ให้คำมั่นสัญญากับ บิล เกตส์ ว่า เขาจะเริ่มบริจาคทรัพย์ของเขาราว 83% ให้แก่มูลนิธิของบิล เกตส์ เพื่อให้มูลนิธินั้นนำไปใช้ในกิจการช่วยเพื่อนมนุษย์ การให้คำมั่นสัญญาครั้งนี้ จึงมีค่าเท่ากับการบริจาคเพิ่ม </p>
<p><strong>บิล เกตส์ </strong>รวมอยู่ในผู้ที่เขียนคำมั่นสัญญาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วย เขาเคยพูดไว้นานแล้วว่า เขาจะยกทรัพย์ราว 95% ให้มูลนิธิเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ที่เขาและภรรยาตั้งขึ้น อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เขาและภรรยาได้บริจาคให้มูลนิธินั้นแล้วราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ และมูลนิธินั้นได้นำรายได้ไปบริจาคให้แก่โครงการต่างๆ ทั่วโลกหลายพันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในด้านการค้นหายาใหม่ๆ นอกจากนั้น  เขายังได้เกษียณจากงาน เมื่ออายุเพียง 53 ปี เพื่ออุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่การกุศล </p>
<p>บิล เกตส์ และภรรยาให้ข้อคิดไว้หลายอย่างเช่นกัน ข้อคิดที่สำคัญสุดน่าจะเป็น 1. พ่อแม่ทุกคนไม่ว่าจะมาจากส่วนไหนของโลกรักลูกและอยากให้ลูกมีโอกาสดีที่สุด ในชีวิต เขาทั้งสองมองว่าทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน และควรจะมีโอกาสเท่าๆ กัน ที่จะทำให้ความฝันของตนเป็นจริง 2. ในประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาเบื้องต้นคือผู้คนเข้าไม่ถึงการสุขอนามัย ยังผลให้เด็กจำนวนมากตายตั้งแต่ยังเป็นทารก งานการกุศลหลักของเขาในโลกกำลังพัฒนา จึงเป็นการค้นหาวิธีที่จะทำให้ทารกรอดตายและโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง โดยเฉพาะการวิจัยเพื่อค้นหาวัคซีนใหม่ๆ ส่วนในอเมริกาเขาเน้นการศึกษาเป็นหลัก 3. มหาเศรษฐีที่เขามีโอกาสคุยด้วยล้วนพยายามช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ และเห็นพ้องต้องกันว่า การให้เป็นปัจจัยที่ทำให้ชีวิตของพวกเขามีค่ายิ่งขึ้น</p>
<p>มหาเศรษฐี 40 คนนั้นมักเป็นนักธุรกิจและเป็นเพียงส่วนน้อยของมหาเศรษฐีพันล้านอเมริกัน ซึ่งนิตยสารฟอร์บส์ประเมินว่า มีอยู่ด้วยกันกว่า 400 คน และมีทรัพย์รวมกันราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ สำนักข่าวบางแห่งประเมินว่าคนเหล่านั้นบริจาคเงินเพื่อการกุศลโดยเฉลี่ย ประมาณ 10% ของทรัพย์อยู่แล้ว หากการเชิญชวนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ และบิล เกตส์ ประสบความสำเร็จ การบริจาคก็จะเพิ่มขึ้นซึ่งอาจถึงเป้าหมายที่ 6 แสนล้านดอลลาร์ก็ได้ แน่นอน เงินจำนวนนี้ย่อมจะมีผลดีมหาศาลต่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ณ วันนี้ ยังไม่มีการประเมินว่าเป้าหมายนี้ จะมีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหน</p>
<p>หลังจากติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่วันที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนคำมั่นสัญญาลงในเว็บไซต์เมื่อกลางเดือนมิถุนายน ผมมีความรู้สึกหลายอย่างรวมทั้ง 1. ความเคลื่อนไหวของมหาเศรษฐีเหล่านี้เป็นไปตามที่ปีเตอร์ ดรักเกอร์ หวังไว้ นั่นคือ ภาคประชาสังคมจะต้องเพิ่มความแข็งแกร่ง เพื่อถ่วงดุลของภาครัฐและภาคธุรกิจซึ่งกำลังรวมหัวกันพาสังคมไปในทางที่ไม่ ดีนัก นี่คือ นิมิตดี 2. นิมิตดีนี้ยังไม่มีเกิดขึ้นในเมืองไทยอย่างจริงจัง หากมองจากข้อมูลของการสำรวจความเห็นนักธุรกิจไทยเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งพบว่ากิจกรรมของภาคธุรกิจไทยเพื่อช่วยเหลือสังคมราว 90% เป็นไปเพื่อการประชาสัมพันธ์ (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 2 ก.ค.) ความแตกต่างระหว่างนักธุรกิจอเมริกันกับนักธุรกิจไทยเช่นนี้ ย่อมมีผลสำคัญยิ่งต่ออนาคตของเมืองไทย หากเราใช้การอ่านวิวัฒนาการโลกของปีเตอร์ ดรักเกอร์ เป็นกรอบ เรื่องนี้น่าจะเป็นที่ใส่ใจเป็นพิเศษของคณะกรรมการปฏิรูป.</p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา</strong> พิมพ์ในคอลัมน์ <em>บ้านเขาเมืองเรา </em>หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 สิงหาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/millionaire-giving-pledge/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/talk-to-reader-12</link>
		<comments>http://sawaiboonma.com/talk-to-reader-12#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2010 06:54:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>WebMaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=762</guid>
		<description><![CDATA[เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒  ผมไม่ได้เป็นต้นคิดของการสร้างเว็บไซต์และก็มิได้ทำอะไรต่อมามากไปกว่าเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องต่าง ๆ มาให้ผู้จัดทำเว็บไซต์ซึ่งได้แก่คุณโกศล อนุสิม 
 ขอเรียนว่า ณ วันนี้ผมยังไม่มีโอกาสเห็นหน้าตาของคุณโกศลเลยว่าเป็นเช่นไรนอกจากรูปในเครือข่ายเฟสบุ๊กเท่านั้น แต่หวังว่าในไม่ช้านี้เราจะมีโอกาสพบกันแน่นอน
ย้อนไปเมื่อวันไหนผมก็จำไม่ได้แล้ว ผมได้รับอีเมล์จากคุณโกศลซึ่งเสนอว่าจะนำงานเขียนของผมมารวมไว้ในเว็บไซต์ชื่อ www.sawaiboonma.com เพื่อปันกับผู้สนใจ  ผมเห็นว่าเป็นความปรารถนาดีของกัลยาณมิตรทางจิตวิญญาณ จึงยินดีที่จะส่งงานมาให้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มีข้อแม้ที่แน่นอนว่าจะต้องไม่มีการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือ จะต้องเปิดให้ทุกคนที่สนใจเข้ามาอ่านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น และหากผู้อ่านต้องการนำอะไรไปอ้างอิงหรือเผยแพร่ต่อก็สามารถทำได้หากทำแบบให้เปล่า  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคุณโกศลต้องลงทุน ลงแรงและลงเวลามาดำเนินงาน หากมีผู้ต้องการสนับสนุนโดยความสมัครใจ คุณโกศลก็อาจรับได้ดังที่มีรายละเอียดในหัวข้อ “สนับสนุนเว็บไซต์”  หรือในกรณีที่มีผู้ต้องการโฆษณาสินค้าและบริการที่ไม่ผิดศีลธรรมจรรยาในหน้าของเว็บไซต์ คุณโกศลก็อาจรับได้เช่นกัน
ผู้ที่เคยอ่านงานเขียนของผมมาบ้างทั้งในรูปของหนังสือและในหน้าหนังสือพิมพ์คงทราบแล้วว่าผมเขียนมาเป็นเวลากว่าสิบปี  งานที่นำมาขึ้นเว็บไซต์นี้ส่วนใหญ่เป็นงานใหม่ที่เพิ่งลงพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา  ฉะนั้น ยังมีงานอีกมากมายที่ผู้อ่านอาจยังไม่เห็น  คุณโกศลปรารภว่าจะนำบางส่วนมารวมไว้ในโครงการ ebook ซึ่งคงอีกไม่นานจะออกมาปรากฏตัว
งานเขียนของผมส่วนใหญ่หนักไปในทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งผมเรียนมามากกว่าทางอื่น  จุดมุ่งหมายในการเขียนได้แก่การปันความรู้และความคิดอันเกิดจากประสบการณ์และเนื้อหาวิชาการที่ผมสังเคราะห์ได้ จากทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา ด้วยความหวังว่าผู้อ่านจะนำส่วนที่ใช้ได้ไปเสริมฐานความรู้และความคิดของตนที่มีอยู่ก่อนแล้วให้กล้าแกร่งยิ่งขึ้น และความรู้และความคิดที่กล้าแกร่งนั้นในวันข้างหน้าจะพาผู้อ่านให้ผ่านพ้นวงจรอัปมงคลซึ่งอาจครอบงำเขาอยู่  ผู้อ่านจึงอาจเห็นแล้วว่าในหน้าแรกของหนังสือของผมมักมีคำขวัญและสัญลักษณ์ดังนี้

การเขียนเป็นส่วนหนึ่งของการทดแทนคุณแผ่นดิน  ผมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเยาว์ว่า การให้อะไรก็ตามที่จะนำไปสู่การสร้างเสริมความรู้และความคิดซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของการมีปัญญาเป็นการให้ทานที่ประเสริฐสุด  คำสอนนี้ตรงกับหลักวิชาพัฒนาซึ่งในเวลาต่อมาผมมีโอกาสได้เรียน  ตอนผมเริ่มเขียนใหม่ ๆ การเขียนส่วนใหญ่ไม่ได้ค่าตอบแทน  ต่อมาเมื่อการเขียนก่อให้เกิดรายได้ ผมได้นำไปส่งเสริมการศึกษาอันเป็นการปูฐานของการสร้างภูมิปัญญาอีกทางหนึ่งซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒  ผมไม่ได้เป็นต้นคิดของการสร้างเว็บไซต์และก็มิได้ทำอะไรต่อมามากไปกว่าเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องต่าง ๆ มาให้ผู้จัดทำเว็บไซต์ซึ่งได้แก่คุณโกศล อนุสิม </p>
<p><em> ขอเรียนว่า ณ วันนี้ผมยังไม่มีโอกาสเห็นหน้าตาของคุณโกศลเลยว่าเป็นเช่นไรนอกจากรูปในเครือข่ายเฟสบุ๊กเท่านั้น แต่หวังว่าในไม่ช้านี้เราจะมีโอกาสพบกันแน่นอน</em></p>
<p>ย้อนไปเมื่อวันไหนผมก็จำไม่ได้แล้ว ผมได้รับอีเมล์จากคุณโกศลซึ่งเสนอว่าจะนำงานเขียนของผมมารวมไว้ในเว็บไซต์ชื่อ <a href="http://www.sawaiboonma.com/">www.sawaiboonma.com</a> เพื่อปันกับผู้สนใจ  ผมเห็นว่าเป็นความปรารถนาดีของกัลยาณมิตรทางจิตวิญญาณ จึงยินดีที่จะส่งงานมาให้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มีข้อแม้ที่แน่นอนว่าจะต้องไม่มีการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือ จะต้องเปิดให้ทุกคนที่สนใจเข้ามาอ่านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น และหากผู้อ่านต้องการนำอะไรไปอ้างอิงหรือเผยแพร่ต่อก็สามารถทำได้หากทำแบบให้เปล่า  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคุณโกศลต้องลงทุน ลงแรงและลงเวลามาดำเนินงาน หากมีผู้ต้องการสนับสนุนโดยความสมัครใจ คุณโกศลก็อาจรับได้ดังที่มีรายละเอียดในหัวข้อ “สนับสนุนเว็บไซต์”  หรือในกรณีที่มีผู้ต้องการโฆษณาสินค้าและบริการที่ไม่ผิดศีลธรรมจรรยาในหน้าของเว็บไซต์ คุณโกศลก็อาจรับได้เช่นกัน</p>
<p>ผู้ที่เคยอ่านงานเขียนของผมมาบ้างทั้งในรูปของหนังสือและในหน้าหนังสือพิมพ์คงทราบแล้วว่าผมเขียนมาเป็นเวลากว่าสิบปี  งานที่นำมาขึ้นเว็บไซต์นี้ส่วนใหญ่เป็นงานใหม่ที่เพิ่งลงพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา  ฉะนั้น ยังมีงานอีกมากมายที่ผู้อ่านอาจยังไม่เห็น  คุณโกศลปรารภว่าจะนำบางส่วนมารวมไว้ในโครงการ ebook ซึ่งคงอีกไม่นานจะออกมาปรากฏตัว</p>
<p>งานเขียนของผมส่วนใหญ่หนักไปในทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งผมเรียนมามากกว่าทางอื่น  จุดมุ่งหมายในการเขียนได้แก่การปันความรู้และความคิดอันเกิดจากประสบการณ์และเนื้อหาวิชาการที่ผมสังเคราะห์ได้ จากทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา ด้วยความหวังว่าผู้อ่านจะนำส่วนที่ใช้ได้ไปเสริมฐานความรู้และความคิดของตนที่มีอยู่ก่อนแล้วให้กล้าแกร่งยิ่งขึ้น และความรู้และความคิดที่กล้าแกร่งนั้นในวันข้างหน้าจะพาผู้อ่านให้ผ่านพ้นวงจรอัปมงคลซึ่งอาจครอบงำเขาอยู่  ผู้อ่านจึงอาจเห็นแล้วว่าในหน้าแรกของหนังสือของผมมักมีคำขวัญและสัญลักษณ์ดังนี้<br />
<img src="http://sawaiboonma.com/wp-content/uploads/2010/08/s.article.jpg" alt="s.article" title="s.article" width="289" height="259" class="aligncenter size-full wp-image-763" /><br />
การเขียนเป็นส่วนหนึ่งของการทดแทนคุณแผ่นดิน  ผมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเยาว์ว่า การให้อะไรก็ตามที่จะนำไปสู่การสร้างเสริมความรู้และความคิดซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของการมีปัญญาเป็นการให้ทานที่ประเสริฐสุด  คำสอนนี้ตรงกับหลักวิชาพัฒนาซึ่งในเวลาต่อมาผมมีโอกาสได้เรียน  ตอนผมเริ่มเขียนใหม่ ๆ การเขียนส่วนใหญ่ไม่ได้ค่าตอบแทน  ต่อมาเมื่อการเขียนก่อให้เกิดรายได้ ผมได้นำไปส่งเสริมการศึกษาอันเป็นการปูฐานของการสร้างภูมิปัญญาอีกทางหนึ่งซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ <strong>มองเมืองไทย</strong><strong>: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน </strong> หนังสือเล่มนี้คงจะออกมาเป็น ebook ในโครงการทำ ebook ของคุณโกศลด้วย  เริ่มเมื่อราว ๕ ปีที่ผ่านมา ผมโอนรายได้ไปให้แก่โครงการส่งเสริมการอ่านของมูลนิธินักอ่านบ้านนาดังมีรายละเอียดอยู่ในเว็บไซต์แล้วในหัวข้อ “มูลนิธินักอ่านบ้านนา” และ The Banna Reading Promotion Foundation</p>
<p>หัวใจของการสร้างเว็บไซต์นี้ตรงกับหัวใจในการเขียนของผม นั่นคือ การให้ด้วยใจอาสาอันเกิดจากความปรารถนาดีต่อสังคม  ตอนนี้ผมมองว่าคุณโกศลได้อาสาทำงานนี้มาครบขวบปี ควรจะได้มีเวลาไปอาสาทำอย่างอื่นที่เขาสนใจอยู่อีกหลายอย่าง  ฉะนั้น หากผู้ใดพอมีเวลาและต้องการอาสาเข้ามาสืบสานงานชิ้นนี้ด้วยความปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง กรุณาแสดงความจำนงให้เราทราบในเว็บไซต์นี้ หรือจะทางอีเมล์ก็ได้ที่ <a href="mailto:anusim@hotmail.com">anusim@hotmail.com</a> และ <a href="mailto:sboonma@msn.com">sboonma@msn.com</a></p>
<p>ในช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผมเขียนหนังสือและพยายามทดแทนคุณแผ่นดิน ผมได้ความประทับใจว่าผู้ที่อ่านงานของผมมักเป็นผู้ที่มีฐานความรู้และความคิดกล้าแกร่งอยู่แล้ว  งานเขียนของผมจึงมิได้ให้อะไรใหม่แก่เขามากนักนอกจากจะไปเสริมสิ่งดี ๆ ที่เขามีอยู่ก่อน  ส่วนคนไทยอีกจำนวนมากนับหลักล้านที่ผมต้องการเข้าถึงมักไม่ชอบอ่านหนังสือ หรืออาจไม่มีโอกาสอ่านงานเขียนของผม  ฉะนั้น หากผู้อ่านเห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์ จะช่วยกันเผยแพร่ต่อไปให้ถึงคนที่ไม่มีโอกาสอ่านด้วย คุณโกศลและผมจะดีใจและขอขอบคุณมาในโอกาสนี้</p>
<p><strong>ดร.ไสว บุญมา</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sawaiboonma.com/talk-to-reader-12/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
