<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8.2" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>SawaiBoonma.com</title>
	<link>http://sawaiboonma.com</link>
	<description>ดร.ไสว บุญมา : ความรู้คือฐานของการพัฒนาประเทศ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 07 Mar 2010 14:40:41 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>Kill neither the Indian nor the Snake</title>
		<description>

	Thais have an old saying stating that if one concurrently encounters an Indian and a snake, one should get rid of the Indian first.  The statement may be said in jest but it does reflect an old prejudice against immigrants from the Indian sub-continent who in the old days ...</description>
		<link>http://sawaiboonma.com/kill-neither-the-indian-nor-the-snake</link>
			</item>
	<item>
		<title>คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๙ การมอบหนังสือ ๓ เล่มให้กัลยาณมิตร</title>
		<description>
	ผมเอ่ยถึงในโอกาสต่าง ๆ ว่าในช่วงนี้ผมมีหนังสือ ๓ เล่มที่จะมอบให้กัลยาณมิตร  เล่มแรกชื่อ สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน ซึ่ง คุณพิพัฒน์ เศวตวิลาศ กรรมการผู้จัดการบริษัทโอเรกอนอลูมีเนียม จัดพิมพ์ และได้มอบให้กัลยาณมิตรไปส่วนหนึ่งแล้ว  เนื้อหาของหนังสือเป็นกรอบและแนวปฏิบัติตามพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง  

เล่มที่สองชื่อ ทางข้ามเหว: แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย ซึ่ง พญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร จัดพิมพ์และได้มอบให้กัลยาณมิตรไปส่วนหนึ่งแล้วเช่นกัน  เนื้อหาของเล่มนี้เป็นแนวนโยบายที่ผมเสนอให้ผู้บริหารประเทศพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไปสู่แนวเศรษฐกิจพอเพียง  

เล่มที่สามชื่อ มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน  ซึ่งผมจัดพิมพ์เอง  เนื้อหาของเล่มนี้เป็นการอ่านวิวัฒนาการของเมืองไทยจากความประทับใจของผมที่เกิดขึ้นในการทำกิจกรรมจำพวกทดแทนคุณแผ่นดินในช่วงปี ๒๕๔๑-๒๕๕๑  

ผมได้มอบหนังสือทั้งสามเล่มให้ผู้สนใจในโอกาสต่าง ๆ ไปบ้างแล้วรวมทั้งในการไปบรรยายในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ในการไปจังหวัดพัทลุงเพื่อร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของโรงเรียนที่นั่น และในการไปเยี่ยมบ้านเกิดในจังหวัดชัยภูมิของคุณโสภณ ฦาชา  ในขณะนี้คุณพิพัฒน์ คุณหมอนภาพรและผมยังมีหนังสือทั้งสามเล่มเหลืออยู่ในมือและตั้งใจจะมอบให้ผู้ที่สนใจจะอ่านไปเรื่อย ๆ  

ผู้ที่อยู่ในย่านจังหวัดลพบุรีอาจไปขอรับได้จาก ผศ. ...</description>
		<link>http://sawaiboonma.com/talk-to-reader-09</link>
			</item>
	<item>
		<title>ถึงเวลาแก้ความไม่สมดุลของการลงทุนที่ผ่านมา</title>
		<description>ข่าวความรกร้างว่างเปล่าของสนามบินในต่างจังหวัดสะท้อนปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งน่าจะชี้ให้เห็นว่า วิธีพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเราเท่าที่ผ่านมา

ขาดความสมดุลอย่างร้ายแรง นั่นคือ การจะทำอะไรสักอย่างจะต้องมีการก่อสร้างเป็นส่วนประกอบหลัก สิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นตามมาจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าของเงินทุนที่หายากหรือไม่ เราไม่ค่อยใส่ใจเท่าไรนัก นอกจากสนามบินที่รกร้างว่างเปล่าเพราะเลิกใช้ไปแล้ว ยังมีสนามบินอีกมากที่โดยทั่วไปถูกใช้เพียงจำกัดอีกด้วย สนามบินเป็นสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียวที่เป็นข่าว ทั้งนี้คงเพราะมันมีขนาดใหญ่ที่ใช้เงินทุนจำนวนมากและอาจมีการขัดแย้งของผู้มีประโยชน์ส่วนตัวแฝงอยู่ด้วย ยังมีสิ่งก่อสร้างอีกสารพัดอย่างซึ่งตกอยู่ในสภาพเดียวกัน

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสไปเยี่ยมชมวัดจำนวนมากในภาคกลางของประเทศ ปรากฏการณ์ในแนวเดียวกันมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในเกือบทุกวัด แต่ละวัดมีอาคารขนาดใหญ่หลากหลายอาคาร นอกจากกุฏิที่มีพระไม่กี่รูปอยู่ประจำแล้ว อาคารเหล่านั้นถูกปิดไว้และจะเปิดใช้ก็ต่อเมื่อมีงานเทศกาลซึ่งก็นาน ๆ ครั้ง  อาคารส่วนใหญ่จึงดูจะสร้างขึ้นไว้สำหรับให้นกพิราบถ่ายรด บางวัดมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างไว้นอกอาคาร พระพุทธรูปเหล่านั้นจึงกรำแดดกรำฝนตลอดเวลา คนท้องถิ่นโอ้อวดว่าบางองค์มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย บางองค์มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ผมไม่แตกฉานในคำสอนของศาสนาจึงไม่รู้ว่าองค์ศาสดาได้ทรงบัญญัติไว้ที่ไหน หรือไม่ว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นคือทางสู่นิพพานของพุทธศาสนิกชน จากการศึกษาเพียงจำกัด ผมสรุปว่าไม่น่าจะมีบทบัญญัติเช่นนั้นอยู่

การก่อสร้างอาคารและพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไว้ทุกหนทุกแห่งตรงข้ามกับแนวคิดของชาวอามิชในอเมริกาซึ่งตีความหมายหลักศาสนาของพวกเขาว่า ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งปลูกสร้างเพราะแก่นของศาสนาขึ้นอยู่กับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามคำสอนของศาสดา ฉะนั้น ชาวอามิชจึงไม่มีวัดและอาคาร หากอาศัยโรงนาเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาเมื่อจำเป็น นอกจากนั้น พวกเขายังไม่สร้างรูปปั้นขององค์ศาสดาและไม้กางเขนอีกด้วย พวกเขาเห็นว่าการสร้างสิ่งเหล่านั้นเป็นการผลาญเงินโดยเปล่าประโยชน์ ยิ่งกว่านั้น พวกเขามุ่งดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายอยู่ตามทุ่งไร่ทุ่งนามากกว่าจะโลดแล่นไปตามกระแสโลกแนวบริโภคนิยม พวกเขาจึงไม่ใช้แม้กระทั่งไฟฟ้า รถยนต์ หรือรถไถ หากยังใช้ม้าไถนา เทียมเกวียนและลากรถ

ในวัดขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ผมสังเกตแต่ไกลว่ามีอาคารอันสง่างามตั้งอยู่และมีป้ายเขียนด้วยตัวอักษรขนาด ใหญ่ไว้ว่า “ห้องสมุดชุมชน” ผมมองว่าการสร้างห้องสมุดชุมชนไว้ในเขตวัดวางอยู่บนฐานของการคิดอันก้าวหน้า เนื่องจากว่าทั้งนักเรียนของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ข้างวัด สมาชิกในชุมชนและพระจะสามารถเข้าถึงได้ง่าย และใช้หนังสือร่วมกันอย่างคุ้มค่า เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าอาคารนั้นร้างและเมื่อผมมองผ่านหน้าต่างเข้า ...</description>
		<link>http://sawaiboonma.com/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5</link>
			</item>
	<item>
		<title>ปัจจัยพื้นฐานของเหตุการณ์ที่เราเห็น</title>
		<description>
ในช่วงนี้ข่าวใหญ่ในเมืองไทยได้แก่เรื่องคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้มาด้วยความฉ้อฉล  ข่าวใหญ่ในต่างประเทศมีหลากหลาย จากแผ่นดินไหวในเฮติซึ่งทำให้คนตายกว่าสองแสนคน  สงครามซึ่งยังดำเนินต่อไปทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน  ภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดความแห้งแล้งร้ายแรงและพายุใหญ่  เหตุการณ์เหล่านี้ดูจะไม่มีเหตุปัจจัยร่วมกัน แต่มันมีซึ่งได้แก่จำนวนคน การบริโภคของแต่ละคนและวิธีสร้างผลิตผลเพื่อสนองการบริโภคนั้น 

	ในด้านจำนวนคน เราทราบแล้วว่าในขณะนี้โลกมีประชากรราว 6.4 ล้านคนและยังเพิ่มขึ้นทุกวัน  ทุกคนมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการใช้ทรัพยากรโลกเพื่อการบริโภคซึ่งในที่นี้ไม่จำกัดอยู่แค่สิ่งที่เราใส่เข้าไปในปาก  หากครอบคลุมสิ่งที่เราใช้ในการดำเนินชีวิตทั้งหมด  ปราชญ์ที่ศึกษาปัญหาของโลกปัจจุบันพากันสรุปว่า โลกไม่มีทรัพยากรที่จะเอื้อให้คนกว่าหกพันล้านคนอยู่ได้โดยไม่ทำลายโลกและตนเองแล้ว  หนังสือเล่มล่าสุดที่ชี้ให้เห็นประเด็นนี้อย่างดีเยี่ยมคือ One with Nineveh ของ Paul และ Anne Ehrlich ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ ธาตุ 4 พิโรธ 

	ในด้านการบริโภคของแต่ละคน ชาวโลกส่วนใหญ่ไม่เคยคิดจะจำกัดการใช้ทรัพยากรเพราะเมื่อมีรายได้ก็จะบริโภคเพิ่มขึ้นตามไปไม่ว่าการบริโภคนั้นจะมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างแท้จริงหรือไม่  อาหารก็พยายามเสาะแสวงหาให้ได้มาซึ่งสิ่งแปลกใหม่ไม่ว่าจะเป็นหูฉลาม เป๋าฮื้อ หรือไข่ปลาคาร์เวีย  ที่อยู่อาศัยก็สร้างกันใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ และมากกว่าหนึ่งแห่ง  ...</description>
		<link>http://sawaiboonma.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2</link>
			</item>
	<item>
		<title>เมืองไทยจะไม่เป็นเฮติแน่หรือ ?</title>
		<description>คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 11 เมษายน 2551 พูดถึงเฮติและเสนอว่าเมืองไทยอาจไม่ล่มสลายคล้ายเฮติ แต่จะคล้ายประเทศในละตินอเมริกาที่พัฒนาอย่างต้วมเตี้ยม  แต่มาถึงตอนนี้มีความเป็นไปได้ว่าเมืองไทยจะคล้ายเฮติ  ขอทบทวนบทความที่อ้างถึงซึ่งเขียนขึ้นหลังเกิดจลาจลยังผลให้มีคนเสียชีวิตในเฮติ  สาเหตุของจลาจลได้แก่ราคาของข้าว ถั่วและผลไม้ที่พุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว  จลาจลในเฮติคล้ายกับจลาจลในตะวันออกกลางและแอฟริกา  การประท้วงราคาอาหารแพงไม่ใช่ของใหม่  แม้แต่ในประเทศซึ่งไม่ยากจนนักก็มักเกิดขึ้น เช่น ในเม็กซิโกเมื่อต้นปี 2550 เมื่อราคาของอาหารหลักซึ่งทำจากข้าวโพดพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว  การประท้วงในเฮติกลายเป็นจลาจลยังผลให้มีคนตายเพราะชาวเฮติราว 80% ยากจนมากและประเทศตกอยู่ในภาวะล่มสลาย  ความยากจนและภาวะล่มสลายมีความสัมพันธ์กันสูงมากและเกิดจากสาเหตุพื้นฐานร่วมกัน


ผู้ที่มีโอกาสเปิดหนังสือเรื่อง An Inconvenient Truth อาจจำภาพถ่ายทางอากาศขนาดใหญ่ซึ่งตีพิมพ์เต็มหน้า 222-223 ได้  ภาพนั้นเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเฮติกับสาธารณรัฐโดมินิกัน  สองประเทศนั้นตั้งอยู่บนเกาะเดียวกันซึ่งมีภูมิอากาศร้อนชื้นและเคยเต็มไปด้วยป่าไม้  เฮติครอบคลุมซีกตะวันตกของเกาะและโดมินิกันครอบคลุมซีกตะวันออก  ภาพนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทางซีกของเฮติพื้นที่ส่วนใหญ่ได้กลายเป็นสีน้ำตาล  ส่วนทางซีกของโดมินิกันยังเป็นสีเขียวชอุ่ม  หนังสือเล่มนั้นมีคำอธิบายเพียงสั้น ๆ เพราะผู้เขียนคงต้องการให้ภาพบอกเรื่องเอง  ...</description>
		<link>http://sawaiboonma.com/thailand-and-haiti-situation</link>
			</item>
	<item>
		<title>It’s the Software, Stupid</title>
		<description>I have spent a considerable amount of time over the past few weeks visiting rural Buddhist temples and towns.  What stand out most is that many temples have huge modern-looking buildings in addition to the usual monks’ kuti or living quarters and the intricately designed ‘bosti’ or chapel structures. ...</description>
		<link>http://sawaiboonma.com/it-is-the-software-stupid</link>
			</item>
	<item>
		<title>คุยกับผู้อ่านครั้ง ๘ – การประกวดการอ่านที่บ้านนาครั้งที่ ๔</title>
		<description>กิจกรรมส่งเสริมการอ่านของโรงเรียนชั้นประถมในอำเภอบ้านนาซึ่งมูลนิธินักอ่านบ้านนาให้การสนับสนุนประจำปีการศึกษา ๒๕๕๒ ได้ยุติลงเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคมที่ผ่านด้วยการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน ๒๗ คน  นักเรียนทั้ง ๒๗ คนนี้เป็นตัวแทนของโรงเรียนชั้นประถมที่อยู่ในโครงการส่งเสริมการอ่านซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๓๖ แห่ง
เมื่อตอนต้นปีการศึกษา มูลนิธิฯ ได้มอบหนังสือจำนวนหนึ่งให้แก่โรงเรียนทั้งหมดไปรวมทั้งหนังสือชื่อ โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน ซึ่งจะใช้เป็นหนังสืออ่านเพื่อชิงทุนการศึกษาด้วย และบอกทางโรงเรียนว่าให้จัดหานักเรียนหนึ่งคนผ่านการอ่านแข่งขันกันภายในเพื่อจะส่งไปชิงทุนการศึกษาในเดือนมกราคม  ปีนี้มีโรงเรียนส่งตัวแทนไปเข้าชิงทุนซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๒๒-๒๓ มกราคม ที่โรงเรียนวัดโพธิ์แก้วเบญจธาราม ๒๗ คน  ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้นประถม ๖  โรงเรียนวัดโพธิ์แก้วมีสถานที่กว้างพอจัดงานได้เพราะเป็นโรงเรียนขยายโอกาส

 กระบวนการชิงทุนการศึกษาในวันที่ ๒๒-๒๓ มกราคมมีดังนี้
ในวันที่ ๒๒ นักเรียนทั้ง ๒๗ คนได้รับเวลาบนเวทีคนละ ๑๐ นาทีเพื่อสรุปเนื้อหาและวิจารณ์หนังสือ โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน ให้คณะกรรมการฟัง  หลังจากนั้น คณะกรรมการคัดเลือกนักเรียนที่นำเสนอได้ดีที่สุดไว้ ๘ คนเพื่อให้คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งสัมภาษณ์เป็นรายบุคคลในตอนเช้าของวันที่ ๒๓  ในการสัมภาษณ์นี้นักเรียนแต่ละคนได้รับเวลา ๑๕ ...</description>
		<link>http://sawaiboonma.com/talk-to-reader-08</link>
			</item>
	<item>
		<title>ลงทุนมีค่ากว่าซื้ออาวุธ</title>
		<description>

ในตอนก่อนสิ้นปี 2552 ไม่นาน รัฐบาลพม่าและรัฐบาลเวียดนามแถลงว่าจะซื้ออาวุธจำนวนมากจากรัสเซีย  พม่าจะซื้อเครื่องบินขับไล่ มิก-29 เพิ่มขึ้นอีก 20 ลำซึ่งจะทำให้กองทัพอากาศพม่ามีเครื่องบินชนิดนั้นรวมกันเป็น 32 ลำ  ส่วนเวียดนามจะซื้อเรือดำน้ำจำนวนหนึ่ง  ตามธรรมดาการประกาศซื้ออาวุธเช่นนั้นของประเทศเพื่อนบ้านมักนำไปสู่การผลักดันของกองทัพไทยให้รัฐบาลจัดสรรเงินเพื่อซื้ออาวุธเพิ่มขึ้นทันที  แต่ครั้งนี้กองทัพอากาศดูจะยังนิ่งเงียบ  ส่วนกองทัพเรือเสนอว่า เมืองไทยน่าจะซื้อเรือดำน้ำสัก 3-4 ลำด้วยราคาลำละราว 20 หมื่นล้านบาท  นอกจากนั้นควรจะใช้เงินราวหนึ่งพันล้านบาทซื้อเรือดำน้ำเก่ามาใช้ในการฝึกทันที 

ความแตกต่างระหว่างท่าทีของสองกองทัพต่อการเคลื่อนไหวในด้านการซื้ออาวุธของเพื่อนบ้านอาจจะสะท้อนความแตกต่างระหว่างผู้บัญชาการสองคน  ในขณะที่ผู้บัญชาการกองทัพอากาศต้องการใช้เวลาในการพิจารณาสถานการณ์อย่างรอบคอบ ผู้บัญชาการกองทัพเรือมองว่าการใช้เวลานานอาจเป็นการเสียโอกาสของตน  หรือเป็นไปได้ว่าผู้บัญชาการกองทัพอากาศเข้าใจในสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศดีว่า ตอนนี้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอยยังผลให้รัฐบาลขาดเงินจนต้องหยิบยืมจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น  แต่ผู้บัญชาการกองทัพเรือไม่มีความเข้าใจในด้านเศรษฐกิจและภาวะการเงิน หรืออาจเข้าใจแต่ไม่ต้องการเสียโอกาสทองที่จะสนองความหิวโหยเพราะกองทัพเรือไม่ได้ซื้ออาวุธชิ้นใหญ่ ๆ มาเป็นเวลานาน  

อะไรจะเป็นแรงบันดาลใจของฝ่ายกองทัพก็ตาม แต่เมืองไทยไม่ควรซื้ออาวุธใหม่ในตอนนี้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง  ในเบื้องแรก ผลของการประกาศซื้ออาวุธใหม่ทันทีเมื่อเพื่อนบ้านซื้อก็คือการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกันในด้านพลังทางทหาร  การกระทำเช่นนั้นนอกจากจะไม่มีผลดีแล้ว ยังจะมีผลร้ายต่อการสร้างสมาคมอาเซียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกด้วย  นอกจากนั้น ...</description>
		<link>http://sawaiboonma.com/investing-is-more-important-than-military-weapon</link>
			</item>
	<item>
		<title>What Has Happened in Haiti Can Happen In Thailand, Too</title>
		<description>Last week’s earthquake in Haiti is devastating.  But it might not be as devastating as the long suffering endured by the people of that country, condemned to be the poorest in the Western Hemisphere for decades.  Those who have read Collapse: How Societies Choose to Fail or Succeed ...</description>
		<link>http://sawaiboonma.com/what-has-happened-in-haiti-can-happen-in-thailand-too</link>
			</item>
	<item>
		<title>ที่มาของการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพในเมืองจีน</title>
		<description>มีข่าวว่าสัปดาห์นี้ Paul Midler จะผ่านมาเมืองไทย  ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะพบกับใครบ้างในระหว่างที่อยู่ที่นี่และจะมีสื่อนำเรื่องราวของเขามาเสนอหรือไม่ต้องรอดูไปอีกระยะหนึ่ง  ผมไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่ได้อ่านหนังสือของเขาไม่นานหลังหนังสือเล่มนั้นออกจากโรงพิมพ์เมื่อเดือนเมษายน 2552  หนังสือชื่อ Poorly Made in China: An Insider’s Account of the Tactics behind China’s Production Game ชื่อของหนังสือกระตุกความสนใจของผมเป็นพิเศษเพราะมันบ่งบอกถึงเบื้องหลังของการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพในเมืองจีน  คงเป็นที่ทราบกันแล้วว่า การผลิตสินค้าด้อยคุณภาพดูจะเป็นข่าวคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของจีนอย่างต่อเนื่อง  เราจึงได้ยินเรื่องจำพวกการใส่สารอันตรายเช่นเมลามีนลงไปในนม การผสมสารตะกั่วลงไปในสีและความละเลยด้านการตรวจตราสารเคมีอย่างถี่ถ้วนในของเด็กเล่นเป็นประจำ

หนังสือมีขนาด 240 หน้าซึ่งคงใช้เวลาอ่านไม่นานนักสำหรับผู้ที่มีความแตกฉานในด้านการอ่านภาษาอังกฤษ  ผู้เขียนเป็นชาวอเมริกันที่เรียนทั้งด้านประวัติศาสตร์จีนและการบริหารธุรกิจ  เขาพูดภาษาจีนได้และเข้าไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในเมืองจีนเป็นเวลานานเพื่อทำงานด้านเป็นตัวกลางระหว่างบริษัทต่างประเทศที่ต้องการซื้อหรือสั่งผลิตสินค้ากับบริษัทผู้ผลิตในจีน  การได้เข้าไปคลุกคลีกับผู้ผลิตสินค้าต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดทำให้เขาเข้าใจความคิดของนักธุรกิจจีนและการปฏิบัติของพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง  เนื้อหาของหนังสือจึงมาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนมากกว่าการศึกษาจากตำราและประกอบด้วยรายละเอียดมากมายจากหลายแง่มุม  ผมจะนำบางประเด็นมาเล่าเคร่า ๆ เท่าที่หน้ากระดาษอำนวย
เมื่อมองลึกลงไป ปัจจัยที่ทำให้สินค้าจีนจำนวนมากด้อยคุณภาพมีรากฐานมาจากด้านวัฒนธรรมซึ่งนำไปสู่ปัจจัยทางด้านเทคนิค ...</description>
		<link>http://sawaiboonma.com/poor-quality-products-of-chaina</link>
			</item>
</channel>
</rss>
