Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (1)
![]()
๑. คำมั่นสัญญาของสถาบันโลก
![]()
ปลายสัปดาห์นี้ (ปลายกันยายน ๒๕๔๕) จะมีการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกในกรุงวอชิงตัน ตามธรรมดาการประชุมเป็นไปอย่างเงียบๆ ไม่มีอะไรกระโตกกระตากให้พาดหัวข่าว แต่ปีนี้จะเหมือนเมื่อปีที่แล้ว จะเป็นข่าวใหญ่ที่แพร่ไปทั่วโลกเพราะองค์กรเอกจำนวนมากวางแผนก่อการประท้วงอย่างกว้างขวาง อาจปะทะกับผู้รักษากฎหมายจนถึงกับเลือดตกยากออกดังที่เคยเป็นมาแล้วก็ได้
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นในเมื่อเรามักได้ยินเสมอว่า สองสถาบันนี้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ ?
ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ นำประเด็นนี้มาตีแผ่เป็นบทแรกของหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents ในหัวข้อ “The Promise of Global Institutions” ซึ่งคงแปลได้ว่า คำมั่นสัญญาของสถาบันโลก ก่อนเล่าเกี่ยวกับบทนี้ ขอกระซิบว่า ถ้าวิชาเศรษฐศาสตร์ทำให้ท่านง่วงนอนละก็บทนี้จะทำให้ท่านหลับก่อนอ่านจบแน่เพราะ ดร. สติกลิตซ์ เขียนยาวพรืดไป ๑๙ หน้ากระดาษโดยปราศจากการแบ่งขั้นตอน ทำให้อ่านแล้วทั้งง่วงนอนและสับสนมาก ฉะนั้นถ้าท่านจะลองไปอ่านต้นฉบับควรเตรียมตัวเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ (แต่คงไม่ถึงกับต้องรับประทานยาบ้า)
ดร. สติกลิตซ์ กล่าวว่าการประท้วงนี้เป็นยุทธวิธีของสงครามต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ เป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องมาจากการประท้วงครั้งใหญ่ในระหว่างการประชุมขององค์การค้าโลกเมื่อปี ๒๕๔๒ รากเหง้าของการประท้วงจริง ๆ เกิดมานานแล้วแต่ไม่ค่อยได้ถูกนำมาพาดหัวข่าว เพราะมันเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาที่ไปขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟและถูกไอเอ็มเอฟสั่งดำเนินมาตรการอันมีผลกระทบร้ายแรงต่อคนจน การประท้วงในประเทศด้อยพัฒนาวิวัฒน์มาเป็นสงครามต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งในสายตาขององค์กรเอกชนมีผลร้ายต่อชาวโลกอย่างยิ่ง เนื่องจากไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลกและองค์การค้าโลกเป็นหัวหอกสำคัญของกระแสโลกาภิวัตน์ การประชุมขององค์การทั้งสามจึงเป็นโอกาสเหมาะในการประท้วงเพื่อสร้างความกดดันให้สถาบันเหล่านี้เปลี่ยนนโยบาย
ความจริงกระแสโลกาภิวัตน์มีผลดีต่อชาวโลกอย่างเหลือคณานับ เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้การสื่อสารและการขนส่งสะดวก ย่นเวลาและลดต้นทุน เปิดโอกาสให้ประชาชนในสังคมที่ใช้การค้าต่างประเทศเป็นหัวหอกพัฒนาประเทศมีความกินดีอยู่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันจำนวนคนยากจนในโลกมิได้ลดลง ตรงกันข้าม มันกลับเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั่วโลกยังสั่นคลอนเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กันไปด้วยดังที่เห็นได้จากวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเกิดแล้วเกิดอีกอยู่ทั่วไป
ธนาคารโลกถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อขจัดความยากจนและไอเอ็มเอฟเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นถ้าวัดกันตามจุดมุ่งหมายนี้สถาบันทั้งสองล้มเหลว องค์กรเอกชนมักมองเห็นแต่ผลร้ายของกระแสโลกาภิวัตน์และความล้มเหลวของสถาบันทั้งสองเท่านั้น ส่วน ดร. สติกลิตซ์ มองเห็นทั้งสองด้าน แต่ก็ได้ชี้ไปที่ไอเอ็มเอฟโดยเฉพาะว่าเป็นสถาบันที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะในจำนวน ๓ สถาบันที่เป็นหัวหอกของโลกาภิวัตน์นั้น องค์การค้าโลกเพิ่งตั้งขึ้นได้เพียง ๗ ปี ยังไม่มีบทบาทมากนัก ส่วนธนาคารโลกกับไอเอ็มเอฟต้องทำงานร่วมกันแต่มักมีความเห็นแตกต่างกันเสมอ ธนาคารโลกจะมองเห็นปัญหาของคนจนเพราะมีภาระในการขจัดความยากจนในขณะที่ไอเอ็มเอฟจะมองข้าม เนื่องจากไอเอ็มเอฟได้รับมอบหมายให้มีอำนาจเหนือกว่าธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟจึงเป็นผู้ชี้ขาดเมื่อมีความเห็นไม่ตรงกัน ฉะนั้นความล้มเหลวของสถาบันโลกซึ่งออกมาในรูปของผลร้ายของกระแสโลกภิวัตน์ต้องตกอยู่กับไอเอ็มเอฟมากที่สุด
ปัจจัยในความล้มเหลวของไอเอ็มเอฟมีมากมายหลายอย่างซึ่งจะนำมาเล่าในตอนต่อๆ ไป ตอนนี้ขอกล่าวเพียงว่ามันมีที่มาจากการเมืองระหว่างประเทศและการละทิ้งฐานทางแนวความคิดด้านเศรษฐกิจ เสริมด้วยปัญหาทางด้านเทคนิค
ไอเอ็มเอฟเป็นสถาบันโลกแต่ปราศจากรัฐบาลโลกเป็นผู้กับกับดูแลให้ทำงานเพื่อประโยชน์ของชาวโลกส่วนใหญ่ หากเป็นเครื่องมือของประเทศที่เป็นเจ้าของหรือสมาชิกส่วนน้อย ซึ่งได้แก่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “รจนาทั้ง ๗“ หรือ G-7 (สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น อิตาลี แคนาดา) ความเห็นแก่ได้ของรจนาทั้ง ๗ สร้างผลร้ายให้แก่กระแสโลกาภิวัตน์ในรูปต่างๆ รวมทั้งทางนโยบายของไอเอ็มเอฟด้วย ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่มีเสียงมากพอจนสามารถหยุดยั้งนโยบายของไอเอ็มเอฟได้ นั่นคือ ไอเอ็มเอฟจะทำอะไรไม่ได้ถ้าสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเป็นตัวชักใยในแนวนโยบายที่มักเรียกกันว่า ฉันทามติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus)
ไอเอ็มเอฟกำเนิดจากแนวความคิดที่ว่าระบบตลาดเสรีมีข้อบกพร่องของ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ รัฐบาลควรเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้นและเพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอย แนวความคิดนี้เป็นฐานนโยบายของไอเอ็มเอฟมาตลอด จนกระทั่งถึงสมัยของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ซึ่งเริ่มเมื่อปี ๒๕๒๓ เรแกน มีความเชื่อในระบบตลาดเสรีแบบตกขอบ นั่นคือ “ตลาด”จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง รัฐบาลไม่ต้องเข้าไปยุ่ง รากเหง้าของแนวความคิดนี้เกิดจาก อะดัม สมิธ เมื่อสมัยสหรัฐฯ เพิ่งประกาศเอกราช รัฐบาลของ เรแกน กดดันไอเอ็มเอฟให้เปลี่ยนนโยบายไปสู่แนวตลาดเสรีแบบตกขอบซึ่งไอเอ็มเอฟใช้มาจนถึงปัจจุบัน คนรวยจะเอาเปรียบคนจนสักเท่าไร หรือนโยบายเศรษฐกิจจะนำไปสู่ปัญหาสังคมอย่างไรไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล ไอเอ็มเอฟจึงกดดันรัฐบาลที่ไปขอความช่วยเหลือให้มองข้ามคนจน
ทางด้านเทคนิค ความล้มเหลวของไอเอ็มเอฟเกิดจากการมองเศรษฐกิจเพียงในวงแคบ และพยายามมองทุกประเทศเหมือนกันหมดทั้ง ๆ ที่แต่ละประเทศมีลักษณะพิเศษของตัวเอง
ตอนที่ ดร. สติกลิตซ์ เข้าเป็นหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคารโลกนั้น ผมกำลังจะเดินออกหลังจากทำงานอยู่ที่นั่น ๒๐ ปี สิ่งที่เขากล่าวถึงจึงไม่ใช่ของใหม่สำหรับผม และผมเห็นด้วยมาตลอด ถึงอย่างไรก็ตามผมในฐานะไม้ซีกอยากจะงัดไม้ซุงในแง่ที่ ดร. สติกลิตซ์ ดูจะเน้นว่าผลร้ายของกระแสโลกาภิวัตน์และความล้มเหลวของสถาบันโลกมาจากนโยบายของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและของไอเอ็มเอฟเพียงฝ่ายเดียว ผมมองว่านั่นเป็นการตบมือข้างเดียว ระบบสังคม การเมืองและนโยบายเศรษฐกิจในประเทศด้อยพัฒนาเป็นมืออีกข้างหนึ่ง นั่นคือ ประเทศที่พัฒนาไม่สำเร็จ ประชาชนยากจนมากขึ้นและประสบวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำซากมักเป็นประเทศที่มีความแตกแยกทางสังคมและการฉ้อราษฎร์บังหลวงสูง ขาดความโปร่งใสและเสถียรภาพทางการเมือง และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบผิดหลักวิชาการ
อ่านต่อตอนที่ 2 : Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (2)
_________________________
หมายเหตุ หลังจากเข้าร่วมสังเวียนการแก้วิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกในฐานะหัวหน้าใหญ่ฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคารโลกอยู่ ๓ ปี ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ นำความบกพร่องของสถาบันชั้นนำของโลก โดยเฉพาะไอเอ็มเอฟ มาตีแผ่ในหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents (บริษัทนอร์ตันพิมพ์ ค. ศ. 2002)
ดร. ไสว บุญมา อดีตเศรษฐกรอาวุโสของธนาคารโลก นำเนื้อหาและเบื้องหน้าเบื้องหลังของหนังสือเล่มนี้มาตีแผ่ให้แก่ชาวไทยที่สนใจได้ร่วมรับรู้
พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ฉบับระหว่างวันที่ ๒๓ กันยายน – ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕







Leave a Reply