Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (2)

๒. ผิดสัญญา

หลังจากชวนผู้อ่านหลับด้วยการนำเสนอบทแรกยาวพรืดถึง ๑๙ หน้า ดร. สติกลิตซ์ ดูจะเปลี่ยนวิธีเขียนบทที่ ๒ เล็กน้อยคือ หลังจากนำเข้าสู่เนื้อหาใน ๓ หน้าแรกแล้วก็เริ่มแยกหัวข้อย่อย แต่หลังจากนั้นก็เขียนไปกว่า ๒๖ หน้าจนจบบทโดยไม่แบ่งหัวข้ออีกเลย ! ถึงอย่างไรก็ตามบทที่ ๒ ซึ่งชื่อว่า Broken Promises หรือ ผิดสัญญา ไม่ทำให้ง่วงเท่าบทแรกเพราะมีตัวอย่างจริงๆ ประกอบเกือบตลอด

ดร. สติกลิตซ์ เล่าเรื่องการไปเยี่ยมเอธิโอเปียเมื่อตอนเขาเพิ่งเข้าเป็นรองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคารโลกเมื่อปี ๒๕๔๐ ซึ่งนำไปสู่การประดาบอย่างรุนแรงกับไอเอ็มเอฟเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นนอกจากจะเป็นประเทศยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในโลกแล้ว เอธิโอเปียยังเพิ่งผ่านภาวะแห้งแล้งติดต่อกันเป็นเวลานาน พร้อมกับถูกซ้ำเติมด้วยโรคระบาด จนทำให้ประชาชนอดอยากแสนสาหัสและล้มตายไปกว่า ๒ ล้านคน ความช่วยเหลือจากต่างประเทศและนโยบายอันเหมาะสมทำให้เอธิโอเปียค่อยๆ ฟื้นตัว แต่จู่ๆ ไอเอ็มเอฟก็ประกาศตัดเงินกู้ของตนเพราะในสายตาของไอเอ็มเอฟ เอธิโอเปีย “สอบตก” นั่นหมายความว่านอกจากจะไม่ได้เงินจากไอเอ็มเอฟแล้ว เอธิโอเปียจะต้องสูญเงินช่วยเหลือที่จะได้จากธนาคารโลกและองค์การอื่นๆ อีกด้วย เพราะตามปกติองค์การเหล่านี้จะต้องฟังโอเอ็มเอฟ ดร. สติกลิตซ์แปลกใจเพราะในสายตาของเขาเอธิโอเปียดำเนินนโยบายถูกต้อง เศรษฐกิจมีเสถียรภาพและเริ่มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขากระโดดลงสังเวียนด้วยตัวเองจึงรู้ถึงความบกพร่องของไอเอ็มเอฟ

ไอเอ็มเอฟให้เอธิโอเปีย “สอบตก” ด้วยข้ออ้างหลายอย่างซึ่งล้วนไร้เหตุผลทั้งสิ้น ข้อแรกเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณและเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ไอเอ็มเอฟกำหนดให้เอธิโอเปียใช้เงินไม่เกินรายได้จากภาษีและให้เก็บเงินช่วยเหลือไว้เป็นเงินสำรองโดยอ้างว่าเงินช่วยเหลือเป็นของไม่แน่นอน ดร. สติกลิตซ์ เห็นว่าเหตุผลของไอเอ็มเอฟผิดทั้งทางด้านฐานความคิดและทางด้านความเป็นจริง ทางด้านฐานความคิด ถ้าประเทศยากจน ซึ่งธรรมดาเก็บภาษีได้น้อยอยู่แล้ว ไม่สามารถใช้เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อการลงทุนเสียแล้ว โอกาสที่ประเทศเหล่านั้นจะผุดจะเกิดมีน้อยเต็มที สำหรับทางด้านความเป็นจริง ผลการวิจัยทั่วโลกยืนยันว่าในประเทศที่ยากจนแสนสาหัสเช่นเอธิโอเปีย รายได้ของรัฐจากการเก็บภาษีมีความมั่นคงน้อยกว่าเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเสียอีก แต่ใครจะยกเหตุผลนี้มาอ้างสักเท่าไรไอเอ็มเอฟก็ไม่ยอมฟัง

อีกข้ออ้างหนึ่งเกี่ยวกับการใช้เงินสำรอง เอธิโอเปียใช้เงินสำรองก้อนหนึ่งเพื่อใช้หนี้ธนาคารพานิชย์ข้ามชาติก่อนกำหนด เหตุผลที่เอธิโอเปียทำเช่นนั้นเพราะเงินสำรองที่เก็บไว้ในธนาคารต่างประเทศได้ดอกเบี้ยต่ำมากเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยของหนี้กับธนาคารพานิชย์นั้น การใช้หนี้ก่อนกำหนดทำเอธิโอเปียประหยัดเงินได้ก้อนหนึ่ง เป็นการกระทำที่เหมาะสมด้วยเหตุผลทุกประการ แต่ไอเอ็มเอฟอ้างว่าเอธิโอเปียไม่ได้ขออนุญาตไอเอ็มเอฟก่อน ข้ออ้างนี้นอกจากจะเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่อย่างน่าเกลียดแล้ว ยังเป็นการคุกคามความเป็นเอกราชของประเทศสมาชิก และชวนให้คิดว่าไอเอ็มเอฟทำงานเพื่อผลประโยชน์ของเอธิโอเปียหรือของธนาคารพานิชย์ซึ่งต้องขาดรายได้ไปในครั้งนั้น พฤติกรรมของไอเอ็มเอฟก่อให้เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้นเพราะไอเอ็มเอฟต้องการให้เอธิโอเปียเปิดตลาดการเงินเล็กๆ ของตนให้ธนาคารข้ามชาติเข้าไปมีบทบาททั้งๆ ที่ประเทศยากจนสุดๆ เช่นนั้นไม่มีศักยภาพพอเพียงที่จะควบคุมดูแลการแข่งขันให้ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรม ในภาวะเช่นนั้นธนาคารเล็กๆ ในเอธิโอเปียจะไม่มีโอกาสสู้ธนาคารข้ามชาติได้เลย นอกจากนั้นเมื่อธนาคารข้ามชาติเข้าควบคุมตลาดการเงินจนธนาคารเจ้าถิ่นต้องล่มสลายแล้ว จะไม่มีสถาบันการเงินใดๆ ให้บริการแก่ลูกค้าขนาดเล็กและชาวไร่ชาวนาในท้องถิ่นกันดารอีกต่อไป

นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ดร. สติกลิตซ์ ยังเห็นเงื่อนไขอันไม่เหมาะสมและผิดหลักวิชาการของไอเอ็มเอฟอีกหลายอย่าง เงื่อนไขเหล่านั้นมักมีฐานอยู่บนความเชื่อในระบบตลาดเสรีแบบตกขอบที่ไอเอ็มเอฟพยายามนำไปใช้ในทุกประเทศ โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมต่อลักษณะพิเศษและปัญหาของแต่ละประเทศ นอกจากนั้นประสบการณ์ยังบ่งอีกว่าเงื่อนไขจำนวนมากไม่ทำให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจดังที่คาด แต่ ดร. สติกลิตซ์ จะพยายามอย่างไรไอเอ็มเอฟก็ไม่ยอมเปลี่ยนท่าที ฉะนั้นเมื่อกลับถึงวอชิงตัน เขาจึงออกประดาบกับไอเอ็มเอฟด้วยกลวิธีสารพัด นอกจากจะเป็นนักวิชาการระดับรางวัลโนเบลแล้ว ดร. สติกลิตซ์ ยังเคยเป็นถึงประธานคณะที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แต่เขาก็ต้องใช้ทั้งศักดิ์ศรีและเครือข่ายในรัฐบาลอเมริกันอย่างเต็มที่จึงสามารถกดดันให้ไอเอ็มเอฟเปลี่ยนใจยอมให้เอธิอเปีย “สอบผ่าน” และเบิกเงินกู้ได้อีก ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังไม่เข้าใจวิธีการตัดสินใจของไอเอ็มเอฟเพราะทุกอย่างเป็นความลับ แม้แต่พนักงานระดับสูงของธนาคารโลกก็ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ ดร. สติดลิตซ์ แน่ใจว่าการเมืองและผลประโยชน์ของสมาชิกบางประเทศเป็นตัวชักใยอยู่เบื้องหลังของไอเอ็มเอฟ

ดร. สติกลิตซ์ กล่าวถึงประเทศยากจนในทวีฟแอฟริกาอีกหลายประเทศ และยกย่องประเทศบอตสวานาเป็นพิเศษ ประเทศเล็ก ๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยากจนไม่ต่างกับเอธิโอเปียนี้สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วทั้งๆ ที่ไม่ยอมทำตามคำแนะนำของไอเอ็มเอฟ จริงอยู่การพบเพชรจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บอตสวานาพัฒนาได้รวดเร็ว แต่นั่นไม่ใช่เคล็ดลับของประเทศนั้น ทั้งนี้เพราะประเทศในทวีฟแอฟริกาจำนวนมากมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย แต่กลับยิ่งพัฒนายิ่งจน เช่น คองโก ไนจีเรียและเซียร์ราลีโอน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทรัพยากรจำนวนมากนำไปสู่การฉ้อฉลอย่างสุดๆ และการแย่งชิงอำนาจกันอย่างไม่หยุดหย่อนของกลุ่มผู้นำ ตรงกันข้าม บอตสวานาปกครองด้วยความโปร่งใส ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ออกจากนั้นยังไม่ใช้รายได้จากการขายเพชรแบบสุรุ่ยสุร่าย และพยายามหาคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย ในปัจจุบันนี้ไม่เฉพาะสถาบันโลกเท่านั้นที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ประเทศด้อยพัฒนาก็มีผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญของประเทศด้อยพัฒนาอาจได้เปรียบเพราะมีความรู้ลึกซึ้งในภาวะท้องถิ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ก่อนจบบทนี้ ดร. สติกลิตซ์ กล่าวสั้นๆ ว่าเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟไม่ได้นำไปสู่ความล้มเหลวไปเสียทั้งหมด ในบางกรณี การถกเถียงกันนำไปสู่นโยบายและการใช้เงินที่เหมาะสมมากขึ้น สามารถแก้ปัญหาได้ ในฐานะที่เคยทำงานร่วมกับไอเอ็มเอฟเป็นเวลานาน นอกจากจะเห็นด้วยกับ ดร. สติกลิตซ์แล้วผมอยากจะเสริมว่า ในภาวะปกติการศึกษาของไอเอ็มเอฟอาจมีประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก เพราะไอเอ็มเอฟมีผู้เชี่ยวชาญบางด้านที่สามารถชี้ให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญภายในประเทศนั้นอาจมองไม่เห็น บางทีรัฐบาลอาจนำผลการศึกษาของไอเอ็มเอฟไปเป็นข้ออ้างเพื่อเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสมมากขึ้น

แต่ในภาวะวิกฤติ พนักงานไอเอ็มเอฟจะไม่มีเวลาพอที่จะทำความเข้าใจกับปัญหาอย่างลึกซึ้ง ฉะนั้นเขาจะเสนอมาตรการแก้ไขแบบยกตำรามากาง เนื่องจากตำราของเขาในสมัยนี้ได้แก่ระบบตลาดเสรีแบบตกขอบซึ่งบกพร่องด้วยประการทั้งปวง แน่ละ ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมเป็นความเลวร้ายดังที่เราได้ยินอยู่เสมอ วันไหนไอเอ็มเอฟกลับไปใช้ตำราเดิมที่เป็นรากฐานของการก่อตั้งสถาบัน วันนั้นประเทศที่ประสบวิกฤติจะได้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้นและคงจะไม่ถูกซ้ำเติมอีกต่อไป

อ่านตอนที่ 3 : Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (3)

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Monday, August 24th, 2009 and is filed under ประชาสังคม. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.