Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (3)
๓. เลือกทางได้อย่างเสรี ?
หลังจากวางยานอนหลับผู้อ่านด้วยการเขียนแบบยาวพรืดมาสองบท ดร. สติกลิตซ์ แบ่งบทที่ ๓ ซึ่งชื่อว่า Freedom to Choose ? (คงแปลตรงๆ ได้ว่า เลือกทางได้อย่างเสรี ?) ออกเป็น ๖ ตอนเพื่อพูดถึงการขายรัฐวิสาหกิจ (Privatization) การลดการควบคุมของรัฐ (Liberalization) การลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investment) การจัดลำดับและจังหวะของนโยบาย (Sequencing and Pacing) เศรษฐศาสตร์แนวน้ำซึม (Trickle-Down Economics) และการรอบรู้ถึงสิ่งสำคัญและยุทธการต่างๆ (Priorities and Strategies)
ฉันทามติแห่งวอชิงตัน อันมีรัฐบาลอเมริกันเป็นตัวชักใยและไอเอ็มเอฟเป็นหัวหอกนำไปทะลุทะลวงในประเทศด้อยพัฒนามี ๓ ส่วนด้วยกัน ได้แก่ (๑) การควบคุมการใช้จ่ายของรัฐให้อยู่ภายในขอบเขตเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (๒) การขายรัฐวิสาหกิจและ (๓) การลดการควบคุมของรัฐ เราอาจเรียกส่วนประกอบนี้ว่าเป็นลูกศร ๓ ชุดก็คงได้ ลูกศรจะอาบด้วยยาพิษหรือไม่ขึ้นอยู่กับการนำเอาไปใช้ โดยเฉพาะการเลือกลูกศรที่เหมาะสม การจัดลำดับและจังหวะของการยิง ดร. สติกลิตซ์ นำประเด็นเกี่ยวกับลูกศรชุดที่ ๒ และชุดที่ ๓ มาตีแผ่ในบทนี้อย่างละเอียด
ตามหลักการแล้ว ดร. สติกลิตซ์ เห็นด้วยกับแนวความคิดที่ว่า รัฐบาลไม่ควรเข้าไปทำธุรกิจเพราะโดยทั่วไปรัฐจะทำธุรกิจสู้เอกชนจะไม่ได้ ถ้าหากได้ลงมือไปแล้ว รัฐบาลควรขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน แต่สิ่งที่เขาไม่เห็นด้วยได้แก่การที่ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกพยายามผลักดันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ให้รัฐบาลของประเทศด้อยพัฒนาขายรัฐวิสาหกิจอย่างรวดเร็ว การกระทำเช่นนั้นเสมือนเป็นการชิงสุกก่อนห่ามซึ่งมักเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เขายกตัวอย่างมาอ้างมากมาย เช่น การขายรัฐวิสาหกิจบางอย่างให้เอกชนก่อนที่รัฐบาลจะมีกฎเกณฑ์การแข่งขันอย่างพอเพียงไม่ทำให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หรือราคาของผลผลิตต่ำลงสำหรับผู้บริโภค การขายรัฐวิสาหกิจอย่างรวดเร็วก่อนที่เศรษฐกิจจะมีศักยภาพในการสร้างงานใหม่เพื่อรองรับพนักงานที่จะถูกไล่ออกนำไปสู่การว่างงานและปัญหาสังคมต่อไป และที่สำคัญที่สุดได้แก่การฉ้อฉลของขบวนการขายซึ่งสร้างความร่ำรวยให้ผู้มีอำนาจและเจ้าของใหม่
สำหรับการลดการควบคุมของรัฐแยกออกเป็น ๓ ประเด็นได้แก่เรื่องสินค้านำเข้า ตลาดการเงินและเงินทุนจากต่างประเทศ ประเด็นเกี่ยวกับสินค้านำเข้าเป็นเรื่องเก่าอันมีที่มาจากรัฐบาลต้องการช่วยเหลืออุตสาหกรรมภายในประเทศโดยมาตรการต่างๆ เช่น การตั้งกำแพงภาษีศุลกากร และการห้ามนำเข้า จนกว่าอุตสาหกรรมนั้นจะปีกกล้าขาแข็ง สามารถแข่งขันกับสินค้านอกได้ เรื่องนี้มักไม่ก่อให้เกิดการถกเถียงกันมากนักถ้าหากมาตรการช่วยเหลือนั้นทำเป็นการชั่วคราว แต่ปัญหาใหญ่มักไม่อยู่ที่ประเทศด้อยพัฒนา หากอยู่ที่ประเทศอุตสาหกรรม นั่นคือ ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมพยายามกดดันทั้งโดยทางตรงและโดยผ่านองค์การเช่นไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกให้ประเทสด้อยพัฒนาเปิดประเทศเพื่อสินค้าอุตสาหกรรมของตน แต่ตัวเองกลับปิดประเทศเพื่อสินค้าที่ประเทศด้อยพัฒนาผลิตได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร การเห็นแก่ได้โดยใช้สองมาตรฐานของประเทศอุตสาหกรรมเป็นอุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาอย่างหนึ่ง
เรื่องการลดการควบคุมตลาดการเงินและเงินทุนจากต่างประเทศเป็นของค่อนข้างใหม่ที่ไอเอ็มเอฟพยายามกดดันให้ประเทศด้อยพัฒนายอมรับทั้งๆ ที่ประเทศที่เจริญแล้วเพิ่งทำกันเมื่อไม่นานนี้เอง นอกจากนั้นประสบการณ์ยังบ่งอีกว่าแม้แต่ในประเทศที่ก้าวหน้าสูงสุด เช่น สหรัฐอเมริกา ยังมีปัญหาถ้าหากการลดการควบคุมนั้นเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัย โรนัลด์ เรแกน ผู้หลงไหลในความวิเศษของระบบตลาดเสรีแบบตกขอบเป็นประธานาธิบดีเองด้วยซ้ำ ตอนนั้นสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ล่มจมเพราะรัฐบาลของประธานาธิบดี เรแกน ลดการควบคุมสถาบันการเงินอย่างรวดเร็ว ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์เพื่อแก้สถานการณ์ ขณะนี้ไอเอ็มเอฟเองก็ยอมรับแล้วว่าการกดดันให้ประเทศด้อยพัฒนาลดการควบคุม และเปิดตลาดการเงินและทุนต่างประเทศเร็วเกินไป เป็นสาเหตุสำคัญยิ่งของวิกฤติเศรษฐกิจในหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย (โปรดอ่านตอนต่อไป)
“เศรษฐศาสตร์แนวน้ำซึม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความคิดแนวตลาดเสรีแบบตกขอบอันเป็นฐานของ ฉันทามติแห่งวอชิงตัน อ้างว่า ประชาชนจะได้รับผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงโดยอัตโนมัติ หน้าที่ของรัฐจำกัดอยู่ที่จะทำอย่างไรเศรษฐกิจจึงจะขยายตัว ไม่ต้องเข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือคนจนเพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวแล้วคนจนจะได้รับผลเอง ดร. สติกลิตซ์ นำเรื่องนี้ขึ้นมาสวดว่ามันเป็นความเชื่อแบบงมงาย ปราศจากฐานความเป็นจริง เพราะข้อมูลย้อนหลังไปจนถึงสมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบันบ่งอย่างแจ้งชัดว่า ถ้าหากรัฐบาลไม่ระวัง ผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะไปตกอยู่ในมือนายทุนและคนรวยเกือบทั้งหมด คนจนแทบจะไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดเลย ในภาวะเช่นนี้ปัญหาสังคมต่างๆ ย่อมตามมาทำให้ประเทศพัฒนาไปไม่ตลอด
การลงทุนจากต่างประเทศเป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่ามักให้ประโยชน์มากว่าผลเสีย แต่ไอเอ็มเอฟกลับไม่ให้ความสำคัญเลย
นอกจากเศรษฐศาสตร์แนวน้ำซึมแล้ว ดร. สติกลิตซ์ ไม่ได้ต่อต้านมาตรการ หรือลูกศรของ ฉันทามติแห่งวอชิงตัน แต่สิ่งที่เขาเน้นได้แก้การนำมันมาใช้ให้ถูกลำดับ ถูกจังหวะและเหมาะสมกับสถานการณ์ นั่นคือ ผู้นำมาใช้จะต้องรู้ว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร จะทำอะไรก่อนอะไรหลังและเว้นจังหวะห่างกันเท่าไร สิ่งเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วจะออกมาเป็นยุทธการของการพัฒนาสำหรับแต่ละประเทศ หน้าที่ขององค์การโลกเช่นไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกควรจะเป็นการนำสิ่งเหล่านี้มาเสนอต่อประเทศสมาชิก ชี้ให้เห็นทางเลือกต่างๆ รวมทั้งความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่จะตามมาแล้วให้สมาชิกเลือกเอง ไม่ใช่มาคอยบังคับให้ประเทศด้อยพัฒนาทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศที่ร่ำรวยแล้วเท่านั้น
เมื่ออ่านบทนี้แล้ว บอกตรงๆ ว่าผมต้องยอมเป็นไม้ซีกอย่างราบคาบ ไม่มีความคิดแม้แต่แวบหนึ่งที่จะงัดไม้ซุงเหมือนในบทแรก แต่อยากจะเสริมว่า ดร. สติกลิตซ์ สามารถที่จะยกเมืองไทยมาเป็นตัวอย่างแต่ไม่ทำเมื่อพูดถึงเศรษฐศาสตร์แนวน้ำซึม เพราะผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเป็นเวลากว่า ๔๐ ปีของไทยไปตกอยู่ในมือคนรวยเสียเป็นส่วนมาก ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้นเรื่อยๆ และเมืองไทยยังมีคนจนอย่างแสนสาหัสนับ ๑๐ ล้านคน ความยากจนและช่องว่างนี้ยังไม่นำไปสู่ปัญหาสังคมร้ายแรงดังในบางประเทศจึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยจะหาทางแก้ หากรัฐบาลยังหลงใช้วิชาเศรษฐศาสตร์แนวน้ำซึมต่อไป วันหนึ่งสังคมไทยคงจะลุกเป็นไฟแน่นอน.
อ่านต่อตอนที่ 4: Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (4)







Leave a Reply