Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (4)
๔. วิกฤติในตะวันออกไกลและนโยบายของไอเอ็มเอฟ
ในบทที่ ๔ ดร. สติกลิตซ์ พูดถึงวิกฤติเศรษฐกิจในภาคพื้นตะวันออกไกลซึ่งไทยเป็นดารานำแสดงในฐานะที่เป็นผู้จุดชนวนวิกฤติด้วยการลดค่าเงินบาทเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ ความร้ายแรงและการลุกลามอย่างกว้างขวางของวิกฤติครั้งนั้นสร้างความแปลกใจไม่น้อยให้กับสถาบันทั่วโลก ทั้งนี้เพราะเอเซียตะวันออกเป็นภาคพื้นที่ได้รับความสำเร็จในการพัฒนาต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานอย่างไม่เคยมีมาก่อนในโลก จนนักพัฒนาอ้างว่ามันเป็นความมหัศจรรย์
กล่าวถึงความมหัศจรรย์ ดร. สติกลิตซ์ นำเรื่องความขัดแย้งภายในกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า G-7 มาตีแผ่เรื่องหนึ่ง นั่นคือ ญี่ปุ่นไม่เห็นด้วยกับความคิดแนวตลาดเสรีแบบตกขอบของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นฐานของ ฉันทามติแห่งวอชิงตัน ญี่ปุ่นเห็นว่าการเข้าไปมีบทบาทในด้านเศรษฐกิจโดยตรงของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการพัฒนาอย่างรวดเร็วของประเทศในตะวันออกไกล ฉะนั้นญี่ปุ่นพยายามผลักดันให้ธนาคารโลกศึกษาความสำเร็จนี้เพื่อหาบทเรียนสำหรับประเทศอื่น แต่สหรัฐฯ คัดค้านเพราะกลัวว่าบทสรุปจะไปขัดกับแนวความคิดของตน จนญี่ปุ่นต้องรับอาสาออกค่าใช่จ่ายในการศึกษาให้ทั้งหมด สหรัฐฯ จึงยินยอม ถึงกระนั้นก็ตาม ก่อนที่การศึกษานั้นจะออกมาเป็นรายงานชื่อ The East Asian Miracle หรือ “ความมหัศจรรย์ของเอเซียตะวันออก” ก็ต้องแก้แล้วแก้อีกจนสหรัฐฯ รับได้
ตามความเห็นของไอเอ็มเอฟ สาเหตุของวิกฤติมาจากความเน่าเฟะของสถาบัน ความฉ้อฉลของรัฐบาลและความไม่เหมาะสมของนโยบายในประเทศเอเซียตะวันออก แต่ ดร. สติกลิตซ์ เห็นว่านั่นเป็นการโยนความผิดให้คนอื่นและบอกว่า สาเหตุหลักของวิกฤติเกิดจากการผลักดันของไอเอ็มเอฟให้ประเทศในย่านนี้เปิดตลาดให้เงินทุนไหลเข้าออกได้อย่างเสรีเร็วเกินไป การไหลเข้าออกของเงินทุนจำนวนมากอย่างรวดเร็วทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากงานหลักของไอเอ็มเอฟได้แก่การดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก ฉะนั้นการเร่งรัดให้ประเทศด้อยพัฒนาเปิดตลาดเงินทุนเสรีอย่างรวดเร็วเป็นการละเลยหน้าที่ของไอเอ็มเอฟ
นอกจากจะมีส่วนสำคัญในการก่อวิกฤติแล้ว ไอเอ็มเอฟยังผลักดันให้ประเทศที่ไปขอความช่วยเหลือใช้มาตรการแก้ไขซึ่งผิดทั้งเพอีกด้วย
ในเบื้องแรกไอเอ็มเอฟอ่านสถานการณ์ผิดถนัด โดยคิดว่ามันเหมือนวิกฤติในประเทศกลุ่มละตินอเมริกา วิกฤติที่นั่นมักเกิดจากการใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยของรัฐบาลจนเกิดการขาดดุลจำนวนมหาศาลและการพิมพ์เงินออกมาใช้เกินฐานของเศรษฐกิจ ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างร้ายแรง เอเซียตะวันออกไม่มีปัญหาเช่นนั้น ฉะนั้นการผลักดันให้รัฐบาลลดการใช้จ่ายอย่างฮวบฮาบและการขึ้นดอกเบี้ยจนสูงยันขอบเมฆนอกจากจะไม่ตรงกับปัญหาแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจถดถอยให้ร้ายแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นไอเอ็มเอฟยังกดดันให้รัฐบาลใช้มาตรการลดการซื้อสินค้านอกเพื่อเร่งสะสมเงินสำรอง มาตรการเหล่านั้นทำให้วิกฤติลุกลามไปในประเทศอื่นอย่างรวดเร็วและร้ายแรงกว่าที่ควรจะเป็น
ในขณะที่วิกฤติกำลังลุกลามอยู่ ไอเอ็มเอฟก็ผลักดันให้ประเทศที่ไปขอกู้เงินปิดสถาบันการเงินที่มีหนี้เสียอย่างรวดเร็วโดยไม่ดูอย่างรอบคอบว่าสถาบันไหนควรปิด สถาบันไหนไม่ควรปิดและการปิดจะมีผลกระทบร้ายแรงอย่างไร นอกจากนั้นไอเอ็มเอฟยังพยายามเข้าไปมีส่วนมีเสียงในการแก้ปัญหาในระดับบริษัทห้างร้านซึ่งตัวเองไม่มีความเชี่ยวชาญเลยแม้แต่น้อยอีกด้วย
เท่านั้นก็ผิดพอแรงแล้ว แต่ไอเอ็มเอฟยังไม่พอ ดร. สติกลิตซ์ เห็นว่าความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดของไอเอ็มเอฟได้แก่การผลักดันมาตรการที่เสี่ยงต่อการก่อปัญหาสังคมและกระทบคนยากจนโดยเฉพาะ เช่น การตัดเงินช่วยเหลือคนจนเพื่อซื้ออาหารและเชื้อเพลิงซึ่งนำไปสู่การจลาจลเช่นในอินโดนีเซีย อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่เลย ไอเอ็มเอฟได้ก่อปัญหาทำนองนี้มาทั่วโลกแล้ว แต่ก็ยังไม่จำ
ดร. สติกลิตซ์ บอกว่าความล้มเหลวของนโยบายไอเอ็มเอฟอาจเห็นได้จากการที่จีนและมาเลเซียฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเพราะไม่ยอมเดินตามไอเอ็มเอฟ เกาหลีเดินตามเป็นบางอย่างจึงฟื้นตัวเร็วรองลงมา ส่วนไทยเป็นเด็กดี เดินตามไอเอ็มเอฟทุกอย่างจึงฟื้นตัวช้าที่สุด
ตอนนี้ไอเอ็มเอฟยอมรับความผิดพลาดของตนแล้วยกเว้นเรื่องนโยบายการเงิน ถึงอย่างไรก็ตามไอเอ็มเอฟยังไม่พยายามแสวงหาวิธีการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจซึ่งต่างไปจากที่ตนเคยทำมาช้านาน นั่นหมายความว่า เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีก ไอเอ็มเอฟก็อาจผลักดันมาตรการที่ไม่เหมาะสมให้ประเทศสมาชิกนำไปใช้อีกเช่นเคย
ดร. สติกลิตซ์ เสนอการแก้ปัญหาอย่างคร่าวๆ ไว้ในตอนท้ายของบท เขาเน้นการใช้นโยบายการเงินการคลังเพื่อป้องกันมิให้เกิดความถดถอยของเศรษฐกิจและการว่างงานขึ้น เขามั่นใจว่าโอกาสที่ข้อเสนอของเขาจะประสบความสำเร็จมีมากกว่านโยบายของไอเอ็มเอฟแน่นอน ถึงอย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจเสียทีเดียวว่าข้อเสนอของเขาจะได้ผลทุกอย่างตามคาด
การยอมรับของ ดร. สติกลิตซ์ ที่ว่านโยบายที่ตนเสนออาจจะไม่ได้ผลตามคาดชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากอย่างหนึ่งของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นั่นคือ ปัญหามักสลับซับซ้อนจนยากแก่การทำนายว่าผลที่ออกมาจะเป็นรูปไหน ถึงอย่างไรก็ตามข้อเสนอของเขาที่จะพยายามไม่ให้เกิดการว่างงานขึ้นเลยไม่น่าจะเหมาะสมสำหรับเมืองไทยในตอนนั้น เพราะการจ้างงานของไทยส่วนหนึ่งเกิดจากกิจกรรมฟองสบู่ ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ การเล่นที่ดิน การสร้างสนามกอล์ฟและคอนโด การบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยสุดโต่งและการตั้งสถาบันการเงินขึ้นมาเพื่อเอื้ออำนวยสิ่งเหล่านั้น กิจกรรมเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเงินทุนที่ไหลเข้ามาจากต่างประเทศ เป็นกิจกรรมที่ไม่พึงปรารถนา ฉะนั้นมันต้องลดลง ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจฟองสบู่ก็จะดำเนินต่อไปโดยอาศัยเงินทุนจากภายนอกมากขึ้น
นี่แหละคือความยากของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แม้แต่คนที่มีรางวัลโน เราก็ต้องฟังหูไว้หู ทางออกที่ดีสำหรับประเทศด้อยพัฒนาก็คือจงเรียนจากวิกฤติที่แล้วๆ มา อย่าให้มันเกิดขึ้นอีกจะได้ไม่ต้องคลานไปหาไอเอ็มเอฟซึ่งยังมีแนวคิดล้าสมัย หรือขอคำปรึกษาจากชาวบ้านซึ่งอาจแก้ปัญหาไม่ได้จริง
อ่านต่อตอนที่ 5 : Globalization and Its Discontents-ความหม่นหมองของโลกาภิวัฒน์ (5)







Leave a Reply