คุยกับผู้อ่าน (1) นัยสำคัญของบ้าน
![]()
ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณโกศล กัลยาณมิตรผู้ทำเวบไซต์นี้ว่า ผมควรส่งข่าวคราวมาถึงผู้อ่านโดยตรงเป็นระยะ ๆ ขอประเดิมด้วยการส่งรูปมา ๒ รูปซึ่งเป็นรูปบ้านของผมที่นอกเมืองวอชิงตัน ที่ส่งมานี้มิใช่ว่าจะอวดอ้างว่ามีบ้านหลังใหญ่ในอเมริกา หากเพื่อจะนำไปสู่ประเด็นอื่น
รูปแรกถ่ายจากถนนหน้าบ้านซึ่งแสดงให้เห็นว่าบ้านนั้นไม่ใหญ่โต แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือในช่วงเวลา ๓๐ ปีที่ผมมีบ้านหลังนี้ ผมนำภาพบ้านมาให้คนไทยดูหลายสิบครั้งรวมทั้งในการไปบรรยายในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศด้วย

ทุกครั้งที่ผมให้ดูภาพ ผมจะถามผู้ดูว่าบ้านหลังนี้แตกต่างกับบ้านในเมืองไทยอย่างไร ในจำนวนหลายสิบครั้งดังกล่าว มีผู้ตอบคนเดียวที่พูดว่า “บ้านไม่มีรั้ว” นั่นเป็นประเด็นสำคัญยิ่ง ผมไม่ได้ยกย่องอเมริกา แต่ผมต้องการแสดงให้เห็นว่าบ้านเขากับเมืองเรามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
บ้านเราส่วนใหญ่ต้องมีรั้วหรือกำแพง บางแห่งเสริมด้วยขวดแตกและเหล็กแหลม เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ? นั่นเป็นบ้านหรือเป็นคุก ? ผู้ที่เข้าไปอ่าน บทคัดย่อของหนังสือเกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ในเวบไซต์นี้ จะเห็นว่าบ้านของอภิมหาเศรษฐีระดับต้น ๆ ของโลกก็ไม่มีรั้วหน้าบ้านเช่นกัน
รูปที่สองถ่ายจากทางหลังบ้าน จุดมุ่งหมายของการถ่ายคือจะให้เห็นรูปกวางซึ่งเข้ามากินผักและดอกไม้ในสวนครัวเพราะการไม่มีรั้วรอบบ้าน การที่มีกวางเข้ามาหลังบ้านก็เพราะชาวอเมริกันพยายามเก็บป่าจำนวนหนึ่งไว้ ไม่ตัดต้นไม้จนเตียนโล่งเมื่อนำที่ซึ่งเคยมีป่ามาสร้างบ้าน ฉะนั้น รอบ ๆ หมู่บ้านของผมจึงมีทั้งหมู่บ้านอื่นและพื้นที่ป่านับร้อยไร่ซึ่งเราใช้เป็นที่เดินออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจร่วมกัน

ในป่ามีกวางและสัตว์อื่นอีกหลายชนิด ไม่มีใครคิดรังแกสัตว์เหล่านั้นแม้พวกมันจะเข้ามากินดอกไม้ในสวนก็ตาม กวางพยายามจะเดินหนีจึงเห็นแค่ตัวเล็ก ๆ ไม่ห่างจากกวางจะเห็นรั้วซึ่งเป็นรั้วรอบสระว่ายน้ำของเพื่อนบ้าน ตามข้อบังคับของรัฐบาล ผู้สร้างสระว่ายน้ำหลังบ้านต้องสร้างรั้วรอบสระเพื่อป้องกันมิให้สัตว์หลงเดินเข้าไปตกตาย หรือผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตแอบเข้าไปเล่นน้ำโดยเฉพาะเด็กซึ่งอาจจมน้ำได้ แต่รั้วนั้นก็จำกัดอยู่แค่เขตหลังบ้าน ไม่ได้ต่อออกมาจนถึงหน้าบ้าน เพื่อนบ้านจึงเห็นหน้ากันเสมอ
ขอเรียนเพิ่มเต็มว่าบ้านหลังนี้เป็นสมบัติชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวที่ผมมี บ้านเป็นส่วนประกอบสำคัญของปัจจัย ๔ ผมจึงมีไว้ เมื่อมีบ้านแล้วก็ไม่ได้สะสมอะไรเพราะเห็นว่ามันไม่จำเป็น นอกจากนั้นยังเห็นว่าสิ่งอื่นจะสร้างภาระให้อีกด้วย แม้แต่ในเมืองไทยผมก็ไม่มีบ้าน เวลามาอยู่ในเมืองไทยครั้งละนาน ๆ ก็เช่าห้องเล็ก ๆ อยู่ ปราศจากภาระที่ไม่จำเป็นซึ่งอาจกวนใจ
ผมจึงมีเวลาสำหรับใช้อ่านและเขียนหนังสือซึ่งผมรักมากเป็นพิเศษ ต่อไปนี้ผมจะพยายามแบ่งเวลามาส่งข่าวคราวและตอบคำถามของผู้อ่านเป็นประจำตามที่คุณโกศลเสนอ
ไสว บุญมา
๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๒







เคยเห็นเมืองนอก ส่วนมากจะไม่มีรั้วนะคะ บางทีเห็นเขาเอาของที่ผลิตได้ในครัวเรือนมาวางขายหน้าบ้าน เขียนป้ายบอกราคาติดไว้ มีกล่องให้หยอดเงินด้วย ใครซื้ออะไรก็หยอดเงินใส่กล่องตามราคา แล้วก็เอาของไป ถ้าเป็นบ้านเราคงหายไปทั้งของทั้งกล่องเงิน
ขอเรียนถามอาจารย์ไสว บุญมา (ขออนุญาตเรียกอาจารย์นะคะ) อาจารย์ช่วยอธิบายเรื่องนี้ด้วยค่ะ ว่าทำไมบ้านเรากับเมืองเขา บ้านเราคือเมืองไทยกับบ้านอาจารย์ที่ในรูป จึงแตกต่างกันมากแบบนี้
ขอบคุณค่ะ
คุณวรกัญญา
ประเด็นนี้มีความเป็นมาจากฐานทางสังคมซึ่งผมกำลังพยายามนำมาเสนอในเวทีต่าง ๆ ในนามของ “ทุนทางสังคม” (อีกไม่นานจะนำบทคัดย่อของหนังสือสำคัญเล่มหนึ่งมารวมไว้ในเวบไซต์นี้ด้วย) การนำของไปวางขายโดยไม่มีคนคอยดูมีในหลาย ๆ ประเทศ มันเกิดขึ้นได้เพราะบ้านเขามีขโมยน้อยกว่าบ้านเรา นั่นคือ เขาทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมมากกว่าเรา เมื่อเดือนที่แล้ว ผมนำเรื่องการสำรวจความเห็นเรื่องความฉ้อฉลของเอแบคโพลไปเสนอในบางกอกโพสต์ (เรื่อง Even for the Nations of Thieves, ….) ซึ่งคุณอาจคลิกเข้าไปอ่านได้ที่เวบไซต์นี้ ผมถูกคนไทยบางคนต่อว่าอย่างเสียหายชนิดนำมาเอ่ยในที่นี้ไม่ได้ ส่วนฝรั่งเขียนไปหามากมาย บอกว่าเห็นด้วย หลายต่อหลายคนต้องการบทความที่เป็นภาษาไทยเพื่อนำไปให้คนไทยอ่านเนื่องจากเขาพูดไม่ได้ เดือนกว่าแล้วก็ยังมีคนเขียนไปหา
บทความที่ว่านั้น น่าจะแปลเป็นไทยด้วยนะครับ คนไทยที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก จะได้อ่านด้วย
คุณวรวิทย์
ต้องขออภัยที่ผมไม่มีเวลาแปล แต่มีบทความของผมในกรุงเทพธุกิจประจำวันที่ ๓ กรกฎาคมที่ผ่านมาชื่อ “เหตุที่กระดานหกยังตกอยู่ข้างเดิม” ซึ่งมีเนื้อหาในแนวเดียวกัน เดี๋ยวผมจะส่งไปให้คุณโกศล ผู้ก่อตั้งเวบไซต์นี้ เพือให้หาทางนำมาเสนอในเวบนี้ ประเด็นนี้มีรายละเอียดในหนังสือของผมชื่อ “มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน” หน้า ๑๒๔-๑๓๔ ที่บอกมาไม่ใช่จะให้คุณไปซื้อหนังสือ ผมตั้งใจว่ามาเมืองไทยคราวหน้าจะนัดแฟนพันธุ์พบกันสักครั้ง แล้วผมจะพยายามหามาฝาก เท่าที่พอจะหาได้ กรุณาอย่าถือว่านี่เป็นพันธสัญญาก็แล้วกันเพราะผมไม่ทราบว่าในคลังของบริษัทจัดจำหน่ายยังมีอยู่เท่าไร
คุณวรวิทย์ครับ ผมได้นำบทความเรื่อง “เหตุที่กระดานหกยังตกอยู่ข้างเดิม” ของท่านอาจารย์มาลงไว้แล้วครับ เชิญกดไปอ่านครับ
แวะมาครั้งแรกครับอาจารย์ แล้วจะแวะมาบ่อยๆ ครับฃ
หนังสือ คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์ เป็นหนังสือในดวงใจผมเลยครับ
ตัดมาเฉพาะช่วงที่เขียนถึงเล่มนี้
“มีช่วงหนึ่งชอบอ่านบทความเกี่ยวกับธุรกิจ ช่วงนั้นจะอยู่ในห้องสีลม ไปเจอเล่ม คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์ ในร้านหนังสือ เป็นการถอดใจความสำคัญของหนังสือทางธุรกิจ ๙ เล่ม ที่ท่านอดีตนายกฯ ทักษิณแนะนำให้อ่าน
เมื่อ อ่านประวัติ ดร.ไสว บุญมา ยิ่งชอบ ท่านเป็นเศรษฐกรอาวุโสประจำธนาคารโลก ลูกชาวนา เรียนครู มีความเชื่อว่าต้องไปเรียนเมืองนอกถึงจะได้ดี เลยดิ้นรนขวนขวาย แต่ท่านเก่งภาษาอังกฤษ ผมเลยพยายามมากระตุ้นลูกให้รักภาษาอังกฤษ”
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=amp-atom&month=09-07-2009&group=3&gblog=124
ขอบคุณครับที่แนะนำมา
ขอบคุณครับคุณ”คนขับช้า”
อีกไม่นานจะมีบทคัดย่อของหนังสือที่โจเซฟ สติกลิตซ์ เขียน ๒ เล่มมาปันกันอ่านและดาวน์โหลดในเว็บไซต์นี้ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบลผู้นี้เพิ่งมาเมืองไทยอีกครั้งและยังถ่อมตนมาก ๆ เช่นเดิม ต่างกับนักเศรษฐศาสตร์จำพวกเมธีบริกรที่ดูจะมีอยู่เกลื่อนกรุงเทพฯ อ่านบทความของผมในกรุงเทพธุรกิจประจำวันศุกร์นี้หรือยังครับ ? คอลัมน์ “บ้านเขา เมืองเรา”
เรื่องเอกใน “คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์” ได้แก่ The Mystery of Capital หรือ ความลี้ลับของทุน ในบทที่ ๙ อ่านแล้วก็เล่าให้ผู้อื่นที่ไม่มีโอกาสอ่านฟังด้วยนะครับ
ู^
^
ครั้งแรกที่อ่านเล่มนี้จบ ไปแนะนำพี่คนหนึ่ง เขาบอกให้ Brief มาหน่อย
กลับมานอนคิดตั้งนาน จะ Brief ยังไง ก็หนังสือมัน Brief หนังสือมาอีกที สุดท้ายเลยไม่ได้ Brief ครับ
รู้แต่ว่ารู้สึกฉลาดขึ้นเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ครับ แค่ส่วน Brief ก็เจ๋งแล้ว ยังเจ๋งกว่าตรงบทวิพากษ์นี่แหละครับ โดนสุดๆ สำหรับผมนะครับ คนอื่นอ่านโดนหรือไม่ ไม่รับประกัน
อ่านแล้วประมาณว่าคนคอเดียวกัน คุยกันครับ ผมคิดอย่างนั้นนะครับ
เพิ่งอ่านละเอียดครับ
บ้านผมหลังเล็กๆ แต่ก็ชอบกลับบ้านครับ
แอบมีห้องสมุดกับเขาด้วย เป็นห้องที่สมาชิกในบ้านชอบใช้เวลในห้องนี้ร่วมกันครับ
บ้านจะเล็กจะใหญ่ สำคัญที่ใจคนอยู่ครับ
แล้วจะมาติดตามเป็นประจำครับ
อยากให้อาจารย์ไสวได้มีส่วนช่วยเหลือประเทศไทย นี่เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่มุ่งหวังจะแก้ปัญหาเรื่องของหนี้สินเกษตรกร และที่ดินของประเทศที่จะตกเป็นของนายทุนต่างชาติเข้าล่าอาณานิคมซื้อที่ในแผ่นดินไทย แนวคิดที่ว่าคือธนาคารต้นไม้ คือ องค์กรภาคประชาชนที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินของตัวเองแล้วขึ้นทะเบียนต้นไม้ประเภทที่ใช้เนื้อไม้ได้กับธนาคารต้นไม้แต่ละสาขา ตลอดจนการประเมินรับรองไว้ในรูปแบบบัญชีธนาคาร ประกอบไปด้วย ธนาคารต้นไม้ สำนักงานใหญ่ และธนาคารต้นไม้สำนักงานสาขา
คุณวีณา
ในระดับแนวคิด เรื่องธนาคารต้นไม้น่าจะได้ผลคุ้มค่าแน่นอน ส่วนในทางปฏิบัติอาจมีอุปสรรคมากมายหลายประการ จากระดับรัฐบาลซึ่งมักไม่ค่อยเอาไหน ซ้ำร้ายยังมักฉ้อฉล ลงไปถึงระดับชุมชนซึ่งมักรวมตัวกันไม่ได้ (เนื่องจากทุนทางสังคมเราต่ำ) ผมพยายามแพร่ความคิดทั้งในระดับการเขียนและในระดับลงไปคุยกับชาวนาเรื่องการปลูกต้นไม้ไว้ในนาเพื่อนำมาทำเชื้อเพลิงหุงต้มซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ดูจะลืมกันไปหมดแล้ว เมื่อพูดถึงการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงกับชาวไร่ชาวนา ผมพยายามแทรกเรื่องการปลูกต้นไม้ไว้ทำฟืนเข้าไปด้วยเพราะเห็นว่าเน้นกันแต่เรื่องปลูกไม้ผลเอาไว้ทำเป็นอาหารเท่านั้น ในการไปคุยกับชาวนา พวกเขาก็เห็นว่า การปลูกต้นไม้ไว้ทำฟืนคุ้มค่าแน่ แต่พวกเขาไม่ทำเพราะมันไม่สะดวกและไม่ทันสมัย ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าการทำนามักได้ผลไม่ค่อยคุ้มค่าด้วยแล้ว การแบ่งที่นาปลูกต้นไม้ไว้ทำฟืนน่าจะคุ้มค่ากว่าการซื้อก๊าซเป็นอย่างยิ่ง ดังที่คุณทราบดี การปลูกต้นไม้ไว้ทำฟืนจะไม่กระทบสิ่งแวดล้อมในด้านการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เช่นการเผาเชื้อเพลิงอย่างอื่นเพราะในระหว่างที่ต้นไม้กำลังโต มันดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ทดแทนตอนที่มันถูกเผาแล้ว ผมมักถูกมองว่าหัวโบราณเมื่อพูดเรื่องถ่านเรื่องฟืน แต่ผมจะพยายามพูดต่อไป หวังว่าคงมีคน “ได้ยิน” สักวันหนึ่งข้างหน้า
ขอเรียนคุณวีณาเพิ่มเติมว่า การเข้ามากว้านซื้อที่ดินไทยของมนุษย์ทะเลทรายมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อยึดทรัพยากรน้ำ บ้านเขามีที่ดินเหลือเฟือ แต่ขาดน้ำ เขาจึงปลูกอะไรไม่ได้ ส่วนคนไทยยังไม่ค่อยตระหนักว่าน้ำมีความสำคัญอย่างไรและยังบริหารจัดการกันแบบมั่วสุด ๆ การลงทุนเรื่องทรัพยากรน้ำดูจะมุ่งหาทางร่ำรวยกันมากกว่าเพื่อจะป้องกันหรือแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ บ้านเราไม่ขาดน้ำ แต่เราบริหารจัดการไม่เป็น หากคุณวีณายังไม่มีหนังสือเรื่อง “ธาตุ 4 พิโรธ” กรุณาไปหามาเก็บไว้ หนังสือเล่มนี้ผมรักมากที่สุดในบรรดาหนังสือ ๒๑ เล่มของผม ทราบว่าตอนนี้ยังมีขายอยู่เพราะสำนักพิมพ์มติชนพิมพ์ครั้งที่ ๒ แล้ว ผมไม่มีอยู่ในมือเลยเพราะมีอยู่บ้างก็ได้แจกจ่ายไปหมดแล้ว
Sawadi ka Khun Sawai: Just a thought about “privacy.” Some years ago as I was dining in a restaurant in Tokyo, I politely glanced at the dishes on the next table. My Japanese friends advised that the gesture was highly improper..downright impolite. The beaded divider hanging from the ceiling to the floor may amount to approx. 10-12 strands. Japanese live in small, congested areas and therefore privacy is highly desirable and important. The beaded strings are symbolic. That was a good lesson….symbolic privacy! Thought I share it with you ka.
As for the deer population this year, our garden started with tomato plants, long beans, mara (bitter melon), cucumbers…Well, we were able to harvest one strand of long bean this summer. What can you say ….we built our house on the territory that used to belong to deer,,,,nature overrules na ka. Our lovely flowers (khun-nai-turn-sai) in multiple colors must be delicious and palatable to deer also. A few days of enjoyment is sufficient, Cheers ka. Tew
Thanks, Khun Tew.
That is interesting point.
We have lost a few plants and fish in the yard and pond, but they are not as valuable as seeing deer and other animals around. We have not seen foxes and woodchucks this year; maybe they have moved someplace else.
สวัสดีค่ะ ดิฉันแวะเข้ามาพบโดยบังเอิญ สนใจมากขึ้นจากที่เคยเยี่ยมๆมองๆตามหน้าหนังสือพิมพ์ บ้านตัวเองมีไม้ป่าที่ยังไม่มีมูลค่านับเป็นเงินได้ ขึ้นอยู่มากมาย(3/4) ของพื้นที่ครอบครองทั้งหมดประมาณ 20 ไร่ คิดว่าหากจะใช้เป็นที่พักพิงยามแก่เถ้า ก็จะพึ่งได้แค่ไหน จะเอาแรงไหนไปถากฟืน หากไถเป็นสวนยางพารา (กำลังเห่อสุดๆในอีสาน) ก็แสนเสียดายไม้ไม่มีราคาพวกนี้ คิดถึงว่าถ้าจะขาย คาร์บอนเครดิต อย่างที่มีกระแส ก็จับต้องไม่ได้ความรู้และต้นไม้เท่าที่มีก็คงไม่มีปัญญาหาลูกค้าแน่ ก็ไม่ได้เป็นคนของรํฐ รัฐเลยไม่เลี้ยงตอนแก่ ส่งประกันสังคมตอนยังมีแรงพอหมดแรงประกันสังคมบอกว่าหมดสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลนะ (เชิญหาลูกหลานมาจ่ายค่ารักษาเองนะ) บ้านเรานี้คิดแล้วก็ยากลำบากตอนแก่จริงๆ เรียนไม่เก่ง สอบไม่ได้ หากินก็พอแต่คุ้มหัว มีที่ดิน มีป่าก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับร่างกายแก่ สอดคล้องกับธรรมชาติ สอดคล้องกับความโลภ(ของตนเอง) สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก ตัวเองก็คงจะมีทุนทางความรู้,ความคิด,น้อยไปซักหน่อย แต่ก็นั่นแหละนะ คนส่วนใหญ่ก็คงมองเห็นแบบนี้จริงๆ
หากอาจารย์ (ขออนุญาตเรียกตามคนอื่นๆ )มีที่ดินและต้นไม้แบบนี้จะจัดการอย่างไรจึงจะไม่เป็นภาระและยังพึ่งพิงได้ในยามชรา อยากขอแนวคิดด้วยจริงๆ ขอกันดื้อๆอย่างนี้(ขอผู้เข้ามาร่วมคิดด้วยนะคะ
ถึงที่สุดแล้วคงเห็นได้จริงว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ
sumneang
คุณ sumneang ครับ
เป็นคำถามที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ผมพยายามหาทางออกเรื่องแนวของคุณมานาน แต่ยังไม่มีใครสนใจหรือพยายามเข้าใจ หรือจะคุยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีอำนาจซึ่งส่วนใหญ่มองไม่พ้นจมูกตัวเอง (ซึ่งก็แลไม่เห็นชัดด้วยซ้ำ แต่พอมีคนให้ “กระจก” ก็ด่าเขาเสียอีก – ผมจะพูดถึงในผู้จัดการในวันศุกร์ เมื่อเดือนที่แล้วผมเขียนถึงในบางกอกโพสต์ ผมถูกด่าอย่างอยาบคายสุด ๆ ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็พูดออกมาไม่ได้เพราะมันกระดากปาก) ความเป็นมาได้แก่แนวเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งผมแน่ใจว่าเป็นทางออกของโลก แต่ผมมาติดตรงว่า ถ้าคุณมีที่ดิน ๒๐ ไร่ คุณทำมาหากินตามหลักทฤษฎีใหม่ในตอนที่คุณยังอยู่ในวัยทำงาน ในกรณีที่คุณทำทุกอย่างตามที่ทำได้แล้วคุณมีลูกสักสองคน หากลูกจะเรียนหนังสือ หรือคุณเจ็บไข้ได้ป่วย รัฐจะช่วยให้การศึกษาและค่ารักษาพยาบาลได้พอไหม ? และยิ่งเมื่อคุณแก่เฒ่าแล้วลูกเขาไม่รับที่ดินทำกินต่อจากคุณ ไม่รับเลี้ยงดูคุณ คุณจะช่วยตัวเองอย่างไร ? รัฐจะรับเลี้ยงดูคุณได้ไหม อย่างไร ถ้าคุณยอมยกที่ดินนั้นให้รัฐเพื่อรัฐจะได้ให้ผู้อื่นเช่าไปเพื่อนำรายได้มาเป็นค่าเลี้ยงดูคุณ คำถามเหล่านี้ผมพอมีคำตอบอยู่บ้าง แต่ต้องช่วยกันคิดช่วยกันออกแบบ ผมเสนอไว้ในหนังสือ “เศรษฐกิจพอเพียง: ภูมิปัญญาชาติไทย” เมื่อปี ๒๕๔๓ ว่าให้รัฐตั้งคณะกรรมการแห่งชาติขึ้นมาเพื่อหาทางออกระยะยาวให้แก่ประเทศในกรอบเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งจะตอบคำถามกรณีของคุณได้เป็นอย่างดี แต่ไม่มีใครฟัง ผมเสนอเรื่องนั้นอีกในหนังสือ “โต้คลื่นลูกที่ ๔” เมื่อปี ๒๕๔๙ มีผู้ฟังอย่างน้อย ๑ คน เขาเสนอให้ผมให้รายละเอียดเพิ่มขึ้นทั้งที่ผมเองจะคิดยุทธศาสตร์ให้ประเทศชาติเพียงคนเดียวนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผมเสนอราบละเอียดเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นฐานในการช่วยกันคิดต่อไปไว้ในหนังสือชื่อ “ทางข้ามเหว: แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย” ผมได้ให้หนังสือเล่มนี้แก่รัฐมนตรีสองคนด้วยมือของผมเองและฝากหนึ่งเล่มไปให้รัฐมนตรีคลังและอีกหนึ่งเล่มไปให้นายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นยังมีคนฝากไปให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอีก ตอนนี้หนังสือนั้นไปอยู่ที่ไหนผมไม่ทราบ ผมได้รับรายงานว่าขายได้ไม่กี่เล่ม ส่วนคุณหมอนภาพร ผู้ลงทุนจัดพิมพ์เพราะอยากให้คนไทยอ่าน แจกไปหลายร้อยเล่ม ผมพยายามทุกวิถีทางเท่าทีปัญญาผมมีที่จะให้คนไทยหาทางออกสำหรับประเทศชาติตามแนวพระราชดำรัสซึ่งผมยำแล้วยำอีกว่าเป็นแนวคิดอันประเสริฐสุดด้วยเหตุผลที่ผมพยายามอธิบายในทุก ๆ เวทีที่ผมมีโอกาส แต่คนไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะไก่ได้พลอย ผมทำได้แค่นั้น หากคุณหรือใครที่ผ่านมาอ่านคำตอบนี้มีข้อแนะนำอะไรอีก ผมอยากทราบ เขียนถึงผมโดยตรง หรือผ่านหน้านี้ก็ได้ จะขอบคุณยิ่ง -
ตามปกติ ผมจะอยู่ในเมืองไทยในช่วงนี้ แต่ปีนี้ผมติดอยู่ที่สหรัฐ จึงนัดผู้ที่สนใจในเรื่องนี้มาคุยกันไม่ได้ตามที่อยากจะทำ ผมจะกลับมาในราวกลางเดือนมกราคมปีหน้า ผมหวังว่า ตอนนั้น อาจมีโอกาสพบกับผู้ที่ต้องการจะช่วยกันหาทางออกให้ทั้งตัวเองและบ้านเมือง การเขียนจะแทนการคุยกันไม่ได้ ถ้าผมมีโอกาสทำ ผมจะแจ้งมาทางเว็บไซต์นี้ครับ