ฟังโจเซฟ สติกลิตซ์ อย่างไรจะได้ยิน ?
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมืองไทยได้ต้อนรับ ดร. โจเซฟ สติกลิตซ์ อีกครั้ง เป็นที่ทราบกันดีว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ดร. สติกลิตซ์มาเมืองไทยและกล่าวปาฐกกาในโอกาสที่มาด้วย แต่ยังเป็นที่สงสัยว่าคนไทย “ได้ยิน” สิ่งที่ ดร. สติกลิตซ์ พูดหรือยังเพราะคนไทยมักฟังอะไรไม่ค่อยได้ยิน ยิ่งในภาวะที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวายจากความชั่วร้ายของนักการเมืองเช่นในปัจจุบันนี้ ผู้ที่จะเงี่ยหูฟังคงมีน้อย แต่สิ่งที่ ดร. สติกลิตซ์พูดไม่ใช่ของใหม่เนื่องจากเขาพูดแล้วหลายครั้งและอาจหาอ่านได้ในหนังสือ 2 เล่มชื่อ Globalization and Its Discontents และ Making Globalization Work
ชื่อของหนังสือมีคำว่า Globalization หรือ “โลกาภิวัตน์” ร่วมกันเนื่องจากมันเป็นวิวัฒนาการของโลกยุคนี้ ผู้ที่ต้องการพูดถึงการพัฒนาจึงต้องพิจารณาผลของวิวัฒนาการนี้อย่างถี่ถ้วน หนังสือมีประเด็นน่าสนใจจำนวนมาก ขอพูดถึงบางประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องการพัฒนาของไทยบางประเด็น สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านหนังสือ แต่มีเวลาไม่มากนัก หรือไม่แตกฉานในด้านภาษาอังกฤษ อาจอ่านบทคัดย่อเป็นภาษาไทยซึ่งผมทำไว้นานแล้วและกัลยาณมิตรผู้หนึ่งนำมารวมไว้ในเวบไซต์ชื่อ www.sawaiboonma.com
ชื่อของหนังสือเล่มแรกมีคำว่า Discontents ซึ่งคงแปลตรง ๆ ว่า “ความไม่พอใจ” รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะมีเสียงประณามขรมว่าปัญหาของโลกปัจจุบันเป็นผลของกระบวนการโลกาภิวัตน์ ผู้ที่ประณามกระบวนการนี้ดูจะลืมไปว่าโลกาภิวัตน์มีประโยชน์มหาศาลและไม่มีใครหลีกเลี่ยงมันได้ แต่ประโยชน์ของมันจะมีมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับการนำมันมาประยุกต์ใช้ซึ่ง ดร. สติกลิตซ์ มองว่าชาวโลกยังทำไม่ถูก จากมุมมองของการพัฒนา โลกเรามีปัญหาหนักหนาสาหัสเรื่องความยากจนและความเหลื่อมล้ำ แต่แทนที่ผู้มีอำนาจควบคุมกระบวนการพัฒนาซึ่งได้แก่ประเทศมหาอำนาจจะนำอานุภาพของโลกาภิวัตน์มาใช้ลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ พวกเขากลับทำให้มันเลวร้ายยิ่งขึ้นด้วยการเอาเปรียบประเทศที่อ่อนแอกว่าต่อไป เครื่องมือที่พวกเขาใช้มีมาก ในจำนวนนี้ ดร. สติกลิตซ์ ประณามวิธีที่ใช้ผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ มากที่สุด
ตัวอย่างของการเอาเปรียบที่เห็นได้ง่ายและเมืองไทยได้รับผลกระทบโดยตรงแฝงมากับการค้าเสรี กล่าวคือ ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจพยายามผลักดันให้ประเทศที่อ่อนแอกว่าเปิดรับสินค้าและบริการของพวกเขาอย่างเสรีรวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและบริการด้านการเงิน พวกเขากลับกีดกันสินค้าเกษตรและแรงงานที่ประเทศอ่อนแอกว่าผลิตได้และมีอยู่จำนวนมาก การผลักดันให้เมืองไทยเปิดตลาดการเงินแบบเสรีก่อนที่เมืองไทยจะมีความพร้อมในรูปของวิเทศธนกิจแห่งกรุงเทพฯ นำไปสู่การไหลเข้าของเงินตราพร้อมกับการก่อหนี้จำนวนมหาศาลของคนไทยซึ่งนำไปใช้เล่นหุ้นและเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ กระบวนการนี้สร้างชนวนวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งระเบิดออกมาเมื่อตอนกลางปี 2540 ในขณะที่คนไทยกำลังทุรนทุรายจากผลกระทบของวิกฤติ ไอเอ็มเอฟเข้ามาซ้ำเติมด้วยการขู่เข็ญให้รัฐบาลตัดงบประมาณและขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนั้นยังผลักดันให้รัฐบาลขายรัฐวิสาหกิจอีกด้วย จริงอยู่การขายอาจไม่มีความเลวร้ายในตัวของมันเอง แต่การต้องเร่งขาย หรือขายแบบมีเงื่อนงำ ความไม่เป็นธรรมและความสูญเสียมักเกิดขึ้น การขาย ปตท. เป็นบทเรียนที่มีค่าเล่าเรียนสูงมาก
เงื่อนงำของการขาย ปตท. และความฉ้อฉลของคนมีอำนาจที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันเป็นการเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่าเช่นเดียวกับประเทศมหาอำนาจเอาเปรียบประเทศที่อ่อนแอ ฉะนั้น แทนที่กระบวนการโลกาภิวัตน์จะทำให้เมืองไทยพัฒนาไปอย่างราบรื่น มันกลับทำให้วิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองเลวร้ายขึ้นดังที่เห็นอยู่ เนื่องจากประเทศมหาอำนาจจะยังคงพยายามเอาเปรียบต่อไป การพัฒนาของไทยและประเทศที่อ่อนแอนับวันจะยากลำบากยิ่งขึ้น นั่นหมายความว่า ถ้าคนไทยยังเอาแต่ฉ้อฉลและแตกแยกกันดังเช่นทุกวันนี้ โอกาสที่ประเทศจะล่มจมมีสูงมากดังที่ในหลวงตรัสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งที่ประเด็นนี้มิใช่ของใหม่ แต่คนไทยดูจะลืมไปนานแล้วว่า กรุงศรีอยุธยาถูกเผาเหตุเพราะเราแตกแยกกันมากกว่าความเก่งกล้าของข้าศึก
ดร. สติกลิตซ์ พูดว่าหัวจักรใหญ่ที่ขับเคลื่อนให้เกิดปัญหาของยุคนี้ได้แก่กระแสวัตถุนิยม หรือการบริโภคแบบบ้าคลั่ง ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งพร้อมกับการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระแสนี้มีความรุนแรงขึ้นเพราะความไม่สมดุลระหว่างอำนาจของรัฐบาลกับของภาคเอกชนซึ่งถูกสร้างเสริมให้แข็งแกร่งจนเกินไปด้วยผู้มีความเชื่อในระบบตลาดเสรีแบบตกขอบที่ขับเคลื่อนให้เกิด “ฉันทามติแห่งวอชิงตัน” วัตถุนิยมผลักดันให้เกิดการขยายตัวของจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศในอัตราสูงสุด ทั้งที่จีดีพีมิใช่ตัวชี้วัดความสุขกายสบายใจในชีวิตเพียงตัวเดียว ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่สำคัญ เช่น ความเป็นธรรม การเข้าถึงน้ำสะอาดและการรักษาพยาบาล การมีอากาศบริสุทธิ์หายใจและความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคง ดร. สติกลิตซ์ เสนอว่าถึงเวลาแล้วที่ชาวโลกจะต้องยกเครื่องระบบเศรษฐกิจกันขนานใหญ่ตามที่เขาเสนอไว้ในหนังสือดังกล่าว
แม้ในปาฐกถา ดร. สติกลิตซ์ จะไม่ได้เอ่ยคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” แต่สื่อบางแห่งสรุปอย่างถูกต้องว่า การเสนอให้ลดการบริโภคแบบสุดโต่งและการยึดหลักการพัฒนาที่กลับมาเน้นการพึ่งตนเองมากขึ้นอยู่ในกรอบเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ตาม การนำเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติเป็นเรื่องลึกซึ้งซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ผู้อ่านคอลัมน์นี้ย่อมทราบดีแล้วว่า สำหรับรัฐบาล ผมเสนอให้อ่านหนังสือเรื่อง “ทางข้ามเหว: แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย” สำหรับบุคคล ผมขอเสนอว่าผู้ที่ยังบริโภคไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตเบื้องต้นควรหาทางบริโภคเพิ่มขึ้นจนถึงระดับเพียงพอ ส่วนผู้อื่นควรพิจารณาดูว่า มีอะไรที่ไม่จำเป็นสำหรับดำเนินชีวิตเบื้องต้นบ้าง ถ้าพบว่ามี ก็ค่อย ๆ ลดการบริโภคสิ่งนั้นลงดังที่มีผู้ทำอย่างจริงจังอยู่บ้างแล้ว
___________________________
บทความโดย ดร.ไสว บุญมา พิมพ์ครั้งแรกใน คอลัมน์ บ้านเขาเมืองเรา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 สิงหาคม 2552







Leave a Reply