Making Globalization Work – ทำโลกาภิวัตน์ให้เป็นโอกาสทอง (1)

วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทำให้ “ไอเอ็มเอฟ” (IMF) ซึ่งเป็นตัวย่อของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ถูกวิจารณ์จนเกิดความประทับใจในหมู่คนไทยอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรก เฉกเช่นที่เกิดขึ้นทั่วโลก การวิจารณ์และความประทับใจเป็นไปในทางลบสูง ในบรรดาคำวิจารณ์ทั้งหลายคงไม่มีของใครนำไปสู่การโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนเท่ากับของศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล การวิจารณ์ของเขามีอยู่ในหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents ซึ่งพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2545 หนังสือเล่มนั้นมีข้อเสนอมากมายโดยใช้การวิเคราะห์ผลกระทบของโลกาภิวัต์เป็นหลัก เมื่อปี 2549 ผู้เขียนพิมพ์หนังสือตามออกมาซึ่งขายได้กว่า 2 ล้านเล่มแล้วชื่อ Making Globalization Work หนังสือขนาด 350 หน้าเล่มนี้มีบทวิเคราะห์ ข้อคิดและข้อเสนอเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในด้านการใช้กระบวนการโลกาภิวัตน์เพื่อปรับปรุงระบบการเงิน การค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจของสังคมโลก

ผู้เขียนแยกการนำเสนอออกเป็น 10 บท เริ่มด้วยการบอกว่า เขาจะจำกัดเนื้อหาของหนังสือให้อยู่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ทั้งที่เขาตระหนักดีว่าโลกาภิวัตน์มีส่วนประกอบอีกมาก เช่น การแพร่กระจายความรู้และความคิด การรวมหลอมวัฒนธรรม การเกิดประชาคมโลกและความเคลื่อนไหวในด้านสิ่งแวดล้อม เขาเชื่อว่าโลกาภิวัตน์มีพลังสูงพอที่จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลทั้งแก่ประเทศก้าวหน้าและแก่ประเทศล้าหลัง แต่ในปัจจุบันมันยังไม่เกิดขึ้นมิใช่เพราะความบกพร่องของตัวโลกาภิวัตน์เอง หากเพราะความบกพร่องของการบริหารจัดการโลกาภิวัตน์ หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นว่าเพราะอะไรและจะทำอย่างไรให้โลกาภิวัตน์ก่อประโยชน์มากขึ้น

ย้อนไปเมื่อราว 20 ที่ผ่านมา ชาวโลกพากันหวังว่าโลกาภิวัตน์จะแก้ปัญหาสารพัดของโลกได้และจะสร้างความมั่งคั่งให้แก่ชาวโลกทุกคน สัญลักษณ์ของความหวังได้แก่การก่อตั้งองค์การค้าโลกสำเร็จเมื่อปี 2538 หลังจากพยายามทำกันมาเป็นเวลาราว 5 ทศวรรษ การประท้วงอย่างรุนแรงในระหว่างการประชุมขององค์การค้าโลกที่เมืองซีแอตเติ้ล มลรัฐออริกอน เมื่อเดือนธันวาคม 2542 จึงเป็นเหตุการณ์ที่ตรงข้ามกับความคาดหวังของคนจำนวนมาก ผลการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่าที่มาของการประท้วงคือ จริงอยู่โลกาภิวัตน์นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ผลของการขยายตัวไปกระจุกอยู่ในบางประเทศและกับคนบางกลุ่มเท่านั้น

กระบวนการโลกาภิวัตน์ถูกมองว่าก่อให้เกิดปัญหาอย่างน้อย 5 ด้านคือ (1) ความไม่เป็นธรรมอันเกิดจากกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ประเทศก้าวหน้ามากกว่าเพื่อช่วยประเทศล้าหลัง (2) การมุ่งเน้นด้านวัตถุเหนือทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งค่าของชีวิตคนด้วย (3) การเสียอธิปไตยในการตัดสินใจของประเทศล้าหลัง (4) ประชาชนจำนวนมากยากจนลง ขาดความมั่นคงและรู้สึกสิ้นหวัง และ (5) ประเทศล้าหลังถูกกดดันให้ใช้ระบบเศรษฐกิจแนวอเมริกันอันเป็นฐานของแนวคิดตลาดเสรีแบบตกขอบซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการกำจัดความยากจนหรือการลดช่องว่างระหว่างชนชั้น
การวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอจำนวนมาก เท่าที่ผ่านมาผู้พยายามแก้ปัญหาเห็นพ้องต้องกันว่าปัญหาซึ่งแยกได้เป็น 6 ด้านนั้นยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรคือ (1) ความยากจนยังแพร่หลายและไม่จำกัดอยู่แค่การขาดรายได้เท่านั้น หากยังมีมิติอื่น เช่น การรักษาพยาบาลและการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด วิวัฒนาการที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าการเปิดตลาดอย่างเดียวแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ (2) เงินช่วยเหลือที่ประเทศล้าหลังได้รับนอกจากจะไม่เพียงพอแล้วยังมักมีข้อแม้มากเกินไปและมักถูกนำไปใช้หนี้เก่า ต่อไปนี้การยกหนี้จึงมีความจำเป็นยิ่งขึ้น (3) ระบบการค้ายังไม่เสรีดังที่คาดและกฎเกณฑ์ส่วนใหญ่ไม่เป็นธรรมแก่ประเทศล้าหลัง (4) การเปิดตลาดและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเกิดขึ้นในภาวะที่ประเทศล้าหลังยังไม่มีความพร้อม มันจึงสร้างปัญหามากกว่าสร้างประโยชน์ (5) สิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจไม่เพียงพอ และ (6) สถาบันและการบริหารจัดการระบบของโลกยังล้าหลังวิวัฒนาการด้านโลกาภิวัตน์

ในบทที่ 2 ผู้เขียนต้องการจะชี้ว่าแม้โลกาภิวัตน์จะมีพลังล้นเหลือ สำหรับช่วยประชากรโลกราว 80% ที่อาศัยอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา แต่การแก้ปัญหาความยากจน การว่างงานและการด้อยการศึกษามีความยากลำบากยิ่ง ทั้งนี้เพราะการพัฒนาเป็นกระบวนการที่ทุกฝ่ายต้องใช้ความพยายามร่วมกันไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สถาบันในสังคม องค์กรเพื่อการกุศลหรือประชาชนโดยทั่วไป ในอดีตนักพัฒนาถกเถียงกันว่าระหว่างตลาดเสรีกับคอมมิวนิสต์ แนวคิดไหนจะก่อให้เกิดการพัฒนาสูงกว่ากัน แต่หลังจากความล่มสลายของโลกคอมมิวนิสต์ นักพัฒนากลับตกลงกันไม่ได้ว่าตลาดเสรีแบบไหนจะใช้ได้ผลดี ฝ่ายหนึ่งต้องการตลาดเสรีแบบรัฐบาลมีบทบาทน้อยซึ่งเป็นที่รู้กันในนามของ “ฉันทามติแห่งวอชิงตัน” และเป็นแนวคิดที่ไอเอ็มเอฟยึดเป็นแนวปฏิบัติ อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าระบบตลาดเสรีมีความบกพร่องและไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ฉะนั้นรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการกระบวนการพัฒนาเพื่อให้แน่ใจว่าคนจนได้รับผลอย่างทั่วถึง

ผู้เขียนยอมรับว่าเขาอยู่ในฝ่ายหลังเนื่องจากการวิจัยของเขาชี้อย่างแจ้งชัดว่าระบบตลาดเสรีที่ฝ่ายแรกยึดเป็นฐานนั้นต้องการทั้งการแข่งขันที่สมบูรณ์แบบ ข้อมูลสารสนเทศที่สมบูรณ์แบบและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งเหล่านี้มีอยู่เฉพาะในสมมติฐานเท่านั้น ไม่มีอยู่ในโลกของความเป็นจริง ความสำเร็จของประเทศในเอเซียและความล้มเหลวของประเทศในละตินอเมริกา แอฟริกาและกลุ่มที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบคอมมิวนิสต์เข้าสู่ตลาดเสรีเป็นตัวชี้บ่งอย่างแจ้งชัดว่า ตลาดเสรีในแนวฉันทามติแห่งวอชิงตันนั้นใช้ไม่ได้และนโยบายที่มีรัฐบาลเข้าร่วมในตลาดอย่างเหมาะสมคือทางออก

ในความเห็นของผู้เขียน ความสำเร็จของการพัฒนาไม่ใช่วัดกันด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากต้องวัดด้วยส่วนประกอบอื่นด้วยคือ การขยายตัวต้องยั่งยืน ต้องเป็นธรรมและต้องทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนโดยทั่วไปดีขึ้น ตามหลักวิชา การขยายตัวทางเศรษฐกิจวัดด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ จีดีพี อย่างไรก็ตามในหลาย ๆ กรณีเราสามารถเพิ่มจีดีพีได้อย่างรวดเร็วโดยการตัดต้นไม่ในป่าและการขุดแร่ขึ้นมาขาย แต่เมื่อป่าและแร่หมดไป จีดีพีก็ลดลง การขยายตัวแบบนั้นไม่ใช่การพัฒนาเพราะมันไม่ยังยืน ในขณะเดียวกัน หากการขยายตัวไปตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ ทั้งหมดและปล่อยให้คนส่วนใหญ่ยากจน นั่นก็ไม่ใช่การพัฒนาเพราะไม่ช้าก็เร็วสภาพเช่นนั้นย่อมนำไปสู่ความแตกแยกร้ายแรงในสังคม ในกรณีนี้ผู้เขียนชี้ว่าประเทศในเอเซียที่ประสบความสำเร็จไม่เฉพาะจะพยายามทำให้การกระจายรายได้เป็นธรรมเท่านั้น หากยังพยายามจำกัดการบริโภคแบบฟุ้งเฟ้อของผู้มีรายได้สูงอีกด้วย ทั้งนี้เพราะการบริโภคเช่นนั้นเป็นการสร้างชนวนของความแตกแยกในสังคม นอกจากนั้นการเพิ่มขึ้นของจีดีพีต้องนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างทั่วถึงซึ่งอาจวัดได้ด้วยการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและแหล่งน้ำดื่มที่สะอาดพร้อมกับการมีสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษ

ส่วนนโยบายที่จะนำไปสู่การพัฒนาดังกล่าวนั้น แต่ละประเทศมีความต้องการต่างกัน มันจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่าปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญยิ่งจะต้องประกอบด้วยประชาชนที่มีการศึกษาดีทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ชุมชนที่แข็งแกร่งซึ่งหมายถึงการร่วมมือกันอย่างแข็งขันของสมาชิก และรัฐบาลซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารที่มีความสามารถและปราศจากความฉ้อฉล

บทที่ 3 พูดถึงการปรับเปลี่ยนระบบการค้าโลกให้เป็นธรรม ก่อนจะพูดถึงการปรับเปลี่ยน ผู้เขียนกล่าวถึงเขตการค้าเสรีที่น่าจะประสบความสำเร็จสูงยิ่งระหว่างสหรัฐอเมริกา แคนาดาและเม็กซิโก เขตการค้านี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2537 และเปิดตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้เม็กซิโกซึ่งยากจนกว่าคู่ค้าอีกสองประเทศ หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 10 ปี เขตเขตการค้าเสรีนี้มีผลไม่ต่างกับเขตการค้าเสรีที่เกิดขึ้นในอดีต นั่นคือ มันไม่ประสบความสำเร็จตามความคาดหวังด้วยปัจจัยหลายอย่างด้วยกันซึ่งผู้เขียนกล่าวถึงเพื่อจะชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการเปิดตลาดเสรี

ในเบื้องแรกข้อตกลงไม่บังคับสหรัฐอเมริกาให้หยุดให้เงินอุดหนุนสินค้าเกษตร อีกทั้งยังไม่ยอมให้เม็กซิโกเก็บอากรตอบโต้สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ที่ได้รับเงินอุดหนุนนั้นด้วย ข้อตกลงนี้จึงมีผลทำให้ชาวไร่ข้าวโพดของเม็กซิโกยากจนลงเพราะไม่สามารถแข่งขันกับข้าวโพดที่ได้รับเงินอุดหนุนของสหรัฐฯ ได้ ผู้ที่ได้ประโยชน์คือชาวไร่อเมริกันที่มีตลาดเพิ่มขึ้นและชาวเมืองเม็กซิกันที่มีข้าวโพดราคาต่ำกว่าเดิมรับประทาน นอกจากนั้นสหรัฐฯ ยังมีอำนาจในการจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น น้ำตาล และในการใช้มาตรการอื่น ๆ เพื่อช่วยเกษตรกรของตน เช่น เมื่อมะเขือเทศเม็กซิกันหลั่งไหลเข้าไปในรัฐฟลอริดา เกษตรกรที่นั่นก็กดดันให้นักการเมืองกล่าวหาว่าเม็กซิโกเทขายสินค้าต่ำกว่าต้นทุนและส่งเรื่องขึ้นฟ้องศาลโดยใช้การบิดเบือนข้อมูลเป็นกลยุทธ์หลัก พ่อค้าเม็กซิกันต้องยอมขึ้นราคามะเขือเทศเพราะไม่ต้องการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการขึ้นศาล ในกรณีนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์คือเกษตรกรอเมริกัน ผู้เสียประโยชน์ได้แก่ผู้บริโภคที่ต้องซื้อมะเขือเทศราคาแพงขึ้นและเกษตรกรเม็กซิกันที่ขายมะเขือเทศได้น้อยลง

ผู้เขียนนำข้อมูลมาเสนอว่า ในตอนต้น ๆ การเปิดเขตการค้าเสรีชักจูงให้ชาวอเมริกันเข้าไปลงทุนในเม็กซิโกมากขึ้นจริง แต่นั่นเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวเพราะหลังจากนั้นไม่นานการลงทุนดังกล่าวก็ลดลง เหตุปัจจัยได้แก่สินค้าที่ผลิตในเม็กซิโกไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตในเมืองจีนได้ นั่นชี้ให้เห็นว่าการปลอดภาษีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับดึงดูดเงินทุนและแย่งตลาด ทั้งนี้เพราะการลงทุนและการค้าขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกหลายด้าน เช่น คุณภาพของคนงาน การลงทุนของรัฐบาลในปัจจัยพื้นฐานพร้อมทั้งการวิจัยและพัฒนา และเสถียรภาพทางสังคมและการเมือง นอกจากนั้น เขายังชี้ให้เห็นอีกว่าการเปิดตลาดอาจไม่เกิดผลดังที่ทฤษฎีของตลาดเสรีคาดหวังทั้งนี้เพราะแรงงานที่ตกงานไม่สามารถหางานใหม่ได้เสมอไป ฉะนั้นการว่างงานในอุตสาหกรรมบางอย่างจึงเพิ่มขึ้นหลังการเปิดเขตการค้าเสรีและในบางกรณีมันทำให้ค่าแรงลดลง เนื่องจากคนพวกนี้ไม่มีโอกาสซื้อประกันการตกงาน มาตรฐานการดำรงชีวิตของพวกเขาจึงลดลง รัฐบาลอาจช่วยคนพวกนี้ได้ แต่รัฐบาลก็มีศักยภาพแตกต่างกัน ยิ่งกว่านั้นประเทศด้อยพัฒนายังมักขาดปัจจัยหลายอย่างที่จะตอบสนองความต้องการของตลาดเปิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการขาดปัจจัยพื้นฐานหรือการขาดเงินทุน ฉะนั้นประเทศเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือและกำแพงภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมใหม่ของตนจนกว่าจะตั้งตัวได้ ประสบการณ์ของประเทศในเอเซียชี้บ่งอย่างดีถึงความจำเป็นข้อนี้และชี้ด้วยว่าเขตการค้าเสรีไม่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของประเทศเหล่านั้น ผู้เขียนชี้ว่าระบบการค้าปัจจุบันมักเข้าข้างประเทศก้าวหน้า ฉะนั้นต้องปรับเปลี่ยนมันให้เป็นธรรมมากขึ้นตามข้อเสนอ 7 ข้อดังนี้

(1) ประเทศก้าวหน้าเปิดตลาดทุกอย่างกว้างขึ้นโดยปราศจากเงื่อนไขและเปิดโอกาสให้ประเทศล้าหลังใช้มาตรการอะไรก็ได้ที่จะทำให้เกิดการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีชั่วคราวสำหรับอุตสาหกรรมใหม่หรือห้ามการนำเข้าสินค้าของประเทศก้าวหน้าที่ได้รับเงินอุดหนุน

(2) ในด้านเกษตรกรรม ประเทศก้าวหน้ายุติการให้เงินอุดหนุนและเปิดตลาดให้สินค้าของประเทศล้าหลังพร้อมกับให้ความช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่านแก่ประเทศล้าหลังที่ได้รับผลกระทบในทางลบ เช่น ราคาอาหารเพิ่มขึ้น

(3) ประเทศก้าวหน้ายุติการใช้ภาษีศุลกากรแบบขั้นบันไดซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันมิให้ประเทศล้าหลังพัฒนาอุตสาหกรรมของตน อาทิ ไม่เก็บภาษีวัตถุดิบเช่นส้มแต่เก็บภาษีน้ำส้ม

(4) ประเทศก้าวหน้าเปิดรับคนงานจากประเทศล้าหลังอย่างเสรีเช่นเดียวกับประเทศล้าหลังเปิดตลาดเงินและตลาดบริการให้แก่ประเทศก้าวหน้า

(5) ยุติการใช้มาตรการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกีดกันสินค้า เช่น การป้องกันการทุ่มตลาด การป้องกันเชื้อโรค และการกำหนดแหล่งต้นกำเนิดของสินค้า

(6) ยกเลิกการใช้ข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีซึ่งประเทศก้าวหน้าสามารถเอาเปรียบประเทศล้าหลังได้ตลอดเวลา และ

(7) ปฏิรูปสถาบันการค้าโลกให้มีการต่อรองกันอย่างเปิดเผยและโปร่งใสพร้อมกับบังคับใช้กฎข้อบังคับแบบเท่าเทียมกัน


บทที่ 4 พูดถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
ผู้เขียนมองว่าระบบการค้าปัจจุบันเกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของประเทศก้าวหน้าโดยเฉพาะของบริษัทผลิตยาซึ่งเขายกขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่ออธิบายและสนับสนุนมุมมองของเขา สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ ต่างกับสิทธิในทรัพย์สินอื่นอย่างหนึ่งคือ มันก่อให้เกิดการผูกขาดซึ่งเป็นหนทางสร้างกำไรให้แก่เจ้าของสิทธิ แต่มันก่อให้เกิดการสูญเสียประสิทธิภาพถึงแม้ว่ามันจะเป็นข้ออ้างว่าการผูกขาดชนิดนี้มีไว้เพื่อกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวของเศรษฐกิจก็ตาม ผู้เขียนชี้ว่าข้ออ้างนี้มีค่าเพียงข้ออ้างเท่านั้นเพราะมันไม่นำไปสู่นวัตกรรมใหม่เสมอไป นอกจากมันจะทำให้เกิดการสูญเสียประสิทธิภาพและทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นแล้ว ผู้เขียนนำข้อมูลมาเสนอว่ามันอาจนำไปสู่การทำลายแรงจูงใจสำหรับการวิจัยและพัฒนาอีกด้วย ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดคือ บริษัทไมโครซอฟท์ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทำลายผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น เนตสเกพและเรียลเนตเวิร์คส์ และทำให้บริษัทขนาดเล็กไม่ค่อยกล้าทำอะไรใหม่ ๆ ที่อาจทำให้ไมโครซอฟท์เขม่น

ประเด็นเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้ถูกนำเข้าไปรวมอยู่ในกรอบงานขององค์การค้าโลกในเรื่อง TRIPS (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) ผู้เขียนมองว่าเท่าที่ผ่านมา TRIP ถูกออกแบบตามใจบริษัทยาด้วยจุดมุ่งหมายหลักเพียงอย่างเดียวคือ ให้บริษัทยาสามารถโก่งราคาและสร้างกำไรได้ตามใจชอบ ฉะนั้นบริษัทเหล่านั้นแทนที่จะพยายามค้นหายาใหม่ ๆ อย่างจริงจัง กลับมุ่งพยายามทำยาให้ต่างออกไปจากยาที่มีอยู่แล้วเพียงเล็กน้อยเพื่อขอสิทธิบัตรใหม่ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถผูกขาดตลาดยาได้ต่อไปเรื่อย ๆ ข้อตกลงนี้มีผลกระทบใหญ่หลวงต่อชีวิตโดยเฉพาะของคนยากจนในประเทศด้อยพัฒนา

ผู้เขียนมองว่าความบกพร่องนี้จะแก้ได้ด้วยการปฏิรูปใน 5 ด้านด้วยกันดังนี้ (1) แสวงหาข้อตกลงโดยยึดความจำเป็นของประเทศด้อยพัฒนาเป็นหลักซึ่งอาจทำได้โดยการแยกข้อตกลงออกสามชุดสำหรับสามกลุ่มประเทศคือ ประเทศยากจน ประเทศที่มีรายได้ระดับกลางและประเทศอุตสาหกรรม (2) เปิดโอกาสให้ประเทศยากจนเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการขายยาให้ด้วยราคาเท่าทุน ให้บังคับใช้สิทธิและซื้อยาจากผู้ผลิตนอกสิทธิบัตรได้ และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายาด้วยกองทุนที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลของประเทศก้าวหน้าและองค์กรการกุศล (3) ห้ามขโมยภูมิปัญญาพื้นบ้านในด้านการรักษาพยาบาลและตัวยาที่มาจากพืชในประเทศด้อยพัฒนาไปจดสิทธิบัตร และทุกประเทศต้องลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (4) นำประเด็นเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาออกจากกรอบงานขององค์การค้าโลกแล้วนำกลับไปไว้กับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO (World Intellectual Property Organization) และ (5) ตีค่าผลประโยชน์ทางการค้าให้ต่ำกว่าคุณค่าทางวัฒนธรรมและคุณธรรมของผู้บริโภคเสมอไม่ว่าจะเป็นความไม่ต้องการบริโภคอาหารที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรม การห้ามภาพยนตร์ที่ขัดกับคุณธรรมของสังคม หรือ ความต้องการรักษามาตรฐานของสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด

บทที่ 5 พูดถึงคำสาปของทรัพยากร ผู้เขียนนำเรื่องในประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ปัจจุบันมาเล่าเพื่อชี้ให้เห็นว่าประเทศที่มีทรัพยากรมาก ๆ มักมีปัญหาหนักหนาสาหัสเพราะขาดปัจจัยสำคัญอื่น ๆ เมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา ประเทศอาเซอร์ไบจานส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมมากที่สุดในโลก การขายน้ำมันทำให้คนจำนวนหนึ่งร่ำรวยมากแต่คนส่วนใหญ่ยากจนเช่นเดิม ในขณะนี้ยังมีซากของยุคนั้นหลงเหลืออยู่ในรูปของโรงงานเก่า ๆ เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีสนิมขึ้นเต็มทิ้งไว้เกลื่อนกลาดและเขตอุตสาหกรรมที่แสนสกปรกรอบ ๆ เมืองหลวงชื่อบากู หลังจากการผลิตน้ำมันลดลงติดต่อกันเป็นเวลาหลายสิบปี เมื่อเร็ว ๆ นี้อาเซอร์ไบจานพบน้ำมันเพิ่มขึ้น ประวัติศาสตร์จะเกิดซ้ำรอยหรือไม่ยากที่จะทำนายในขณะนี้ อาเซอร์ไบจานอาจพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือคล้ายไนจีเรียก็ได้ ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ไนจีเรียมีรายได้จากการขายน้ำมันเกือบ 250,000 ล้านดอลลาร์ แต่ชาวไนจีเรียกลับยากจนลงพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของคนว่างงานและอาชญากรรมจนทำให้เมืองหลวงเป็นแดนที่เสี่ยงอันตรายกระทั่งไม่มีใครค่อยกล้าออกจากบ้านในเวลากลางคืน จำนวนคนจนแบบแสนสาหัสเพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านคนเป็น 84 ล้านคนจากประชากรทั้งหมดราว 130 ล้านคน

ไนจีเรียไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีน้ำมันแต่มีปัญหาหนักหนาสาหัส เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในยักษ์ส่งออกน้ำมันมาเป็นเวลานาน แต่ราวสองในสามของประชาชนยังยากจนมาก ความจริงข้อนี้ทำให้ดูเสมือนว่าน้ำมันมีคำสาปแฝงอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามน้ำมันไม่โดดเดี่ยว ทรัพยากรอื่นก็มีคำสาปเช่นกัน ผู้เขียนยกตัวอย่างการพบเพชรจำนวนมากในเซียร์ราลีโอนว่าไม่ได้นำไปสู่ความมั่งคั่ง หากนำไปสู่สงครามกลางเมืองซึ่งคร่าชีวิตชาวเซียร์ราลีโอนไปราว 75,000 คน สงครามกลางเมืองที่มีต้นเหตุมาจากการแย่งทรัพยากรมีอยู่ทั่วไปทั้งในอิรัก ไนจีเรีย คองโก แองโกลาและปาปัวนิวกินี หลายประเทศไม่มีสงครามกลางเมืองแต่ก็มีความขัดแย้งรุนแรงอยู่เนือง ๆ จนขาดเสถียรภาพที่จะพัฒนา หลายประเทศปกครองด้วยเผด็จการและมีรัฐบาลที่ฉ้อฉลแบบเข้ากระดูกดำ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยและความโปร่งใสคล้ายเป็นสิ่งที่มาจากต่างดาว ประเทศส่วนใหญ่ไม่เข้าใจผลกระทบของการขายทรัพยากรได้มาก ๆ เช่น เงินตราที่แข็งค่าขึ้น ไม่เข้าใจในการบริหารจัดการรายได้ และไม่มีความสามารถในการต่อรองกับบริษัทข้ามชาติซึ่งพยายามใช้กลยุทธ์ทุกอย่างเพื่อหาทางซื้อทรัพยากรในราคาถูก รวมทั้งการฉ้อฉลและการติดสินบนเจ้าพนักงานและนักการเมืองด้วย

ในสภาพเช่นนี้ผู้เขียนมีคำแนะนำจำนวนหนึ่งซึ่งเขาคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ สำหรับในประเทศด้อยพัฒนาเขาแนะนำให้ตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อรับเงินรายได้จากการขายทรัพยากรไปบริหารอย่างโปร่งใสและนำไปลงทุนที่มีรายได้ดีและมีเสถียรภาพ เขาเน้นพฤติกรรมของประเทศที่ก้าวว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด นอกจากประเทศก้าวหน้าจะทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีและให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่ประเทศล้าหลังแล้ว เขาเสนอมาตรการ 7 ด้านในบทนี้ซึ่งเสริมด้วยข้อเสนอในบทอื่น ๆ คือ (1) ยุติการให้นำเงินที่จ่ายเป็นค่าภาคหลวงและค่าบริการอย่างอื่นในต่างประเทศมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษียกเว้นในกรณีที่มีการแจงรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเท่านั้น (2) ลดขายอาวุธให้ประเทศด้อยพัฒนา (3) ห้ามรับซื้อทรัพยากรที่ปราศจากการรับรองว่าได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นไม้เนื้อแข็งหรือเพชรก็ตาม (4) จำกัดการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือโดยตรงหรือผ่านองค์กร เช่น ธนาคารโลก (5) ตั้งมาตรฐานสำหรับกระบวนการขายสัมปทานทรัพยากรผ่านองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก (6) ก่อตั้งองค์กรระหว่างประเทศขึ้นมาเพื่อคอยติดตามเรื่องความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมของบริษัทที่นำทรัพยากรออกมาใช้ และบังคับให้บริษัทเหล่านั้นชดเชยค่าเสียหายอย่างเหมาะสม และ (7) ตั้งกลไกขึ้นมาเพื่อบังคับใช้กฎเกณฑ์และข้อตกลงอย่างเคร่งครัด


บทที่ 6 พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม
ผู้เขียนมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างกับปัญหาอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ นั่นคือ ทุกประเทศได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นประเทศก้าวหน้าหรือประเทศล้าหลัง อย่างไรก็ตามชาวโลกส่วนใหญ่ทำเสมือนว่าถ้าโลกใบนี้มีปัญหาหนักหนาสาหัส พวกเขาจะสามารถอพยพไปอยู่ดาวเคราะห์ดวงอื่นได้ นั่นเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงยิ่ง ต้นตอของปัญหาได้แก่ทรัพยากรโลกบางอย่างเป็นของกลางซึ่งใครก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น ทะเล ทุกประเทศพยายามจับปลาให้มากที่สุดจนทำให้ปลาทะเลเริ่มหมดไป ย้อนไปหลายร้อยปีก่อนเกาะอังกฤษถือว่าทุ่งหญ้าเป็นของกลางยังผลให้ประชาชนต่างคนต่างพยายามเลี้ยงสัตว์ให้มากที่สุดจนทำให้ทุ่งหญ้าถูกทำลายและทุกคนได้รับผลกระทบ ปัญหาชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า “โศกนาฏกรรมแห่งของกลาง” (Tragedy of the Commons)

ตามธรรมดาการแก้ปัญหาชนิดนี้มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีคือ แปรรูปของกลางนั้นให้เป็นของเอกชน หรือไม่รัฐบาลก็เข้าไปบริหารจัดการเสียเอง วิธีแรกมักสร้างปัญหาเรื่องการกระจายรายได้และความเป็นธรรมเพราะผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นย่อมมีโอกาสสร้างความมั่งคั่ง นอกจากนั้นกระบวนการแปรรูปมักก่อให้เกิดความฉ้อฉลและอาจไม่บรรลุผลตามเป้าหมายเพราะเจ้าของต้องการหาประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นอย่างรวดเร็วจนสร้างปัญหาไม่ต่างกับมันยังเป็นของกลางอยู่ เช่น การแปรรูปในรัสเซียและในบราซิล ส่วนวิธีที่ให้รัฐบาลเข้าไปจัดการเองก็มักนำไปสู่ความฉ้อฉล แต่ผู้เขียนมองว่าเราหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้ยาก ยิ่งในกรณีที่ของกลางเป็นของระหว่างประเทศ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไปในบรรยากาศ การแก้ปัญหายิ่งยากเย็นขึ้นไปอีกโดยเฉพาะถ้าประเทศใหญ่ ๆ ไม่ร่วมมือ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน

อย่างไรก็ตามผู้เขียนมองว่าในอดีตเมื่อปัญหาหนักหนาสาหัสเกิดขึ้น ความร่วมมือระหว่างประเทศมักเกิดตามมาในเวลาไม่นานนัก เช่น ข้อตกลงเกี่ยวกับการหยุดล่าวาฬเกิดขึ้นเมื่อปี 2489 เมื่อข้อมูลบ่งแน่ชัดว่าวาฬใกล้สูญพันธุ์ และข้อตกลงเกี่ยวกับการห้ามใช้ก๊าซ CFC (chlorofluorocarbon) เกิดขึ้นเมื่อปี 2530 หรือเพียง10 ปีหลังจากที่มีการยืนยันว่าก๊าซชนิดนี้ทำลายชั้นโอโซนของโลก ตัวอย่างนี้ชี้ว่าความร่วมมือระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นได้ถ้าเราใช้แรงจูงใจที่เหมาะสม ในกรณีของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ผู้เขียนประณามรัฐบาลอเมริกันที่ไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโตทำให้พิธีสารนั้นไม่ค่อยได้ผล

เขาเสนอให้สังคมโลกพิจารณาแก้ปัญหาตาม 3 แนวคิดคือ แนวคิดแรกยังอยู่ในกรอบของพิธีสารเกียวโต แต่ปรับเปลี่ยนด้วยการยุติการยกเว้นประเทศด้อยพัฒนาจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่การยุตินั้นต้องทำด้วยความเป็นธรรมซึ่งจะต้องมาจากการพบกันครึ่งทางระหว่างการคำนวณเป้าหมายโดยใช้การปล่อยก๊าซต่อคนและการปล่อยก๊าซต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เมื่อตั้งเป้าหมายได้แล้วต้องมีมาตรการบังคับให้สมาชิกปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มาตรการนั้นต้องมีทั้งแรงจูงใจให้ผู้ปฏิบัติตามและมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนในทำนองเดียวกันกับข้อตกลงในองค์การค้าโลก และสังคมโลกให้ค่าตอบแทนแก่ประเทศที่รักษาป่าไม้ไว้เนื่องจากป่าไม้สามารถดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปเก็บไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากกรอบความคิดของพิธีสารเกียวโตมีข้อบกพร่องจนนำไปสู่ความล้มเหลว สังคมโลกอาจพิจารณาอีกกรอบแนวคิดหนึ่งซึ่งวางอยู่บนฐานของการเก็บภาษีทุกคนที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกไซด์ ประเทศที่ปล่อยก๊าซนั้นออกมาน้อยกว่าเป้าหมายสามารถเก็บเงินภาษีนั้นไว้ใช้เอง ส่วนประเทศที่ทำไม่ได้ต้องจ่ายภาษีให้ผู้ที่ทำได้เกินเป้า แนวคิดสุดท้ายได้แก่การใช้ทั้งการตั้งเป้าหมายตามแนวคิดในพิธีสารเกียวโตและการเก็บภาษีผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนตามแนวคิดที่เพิ่งกล่าวถึง

อ่านต่อตอนที่ 2 Making Globalization Work ทำโลกาภิวัตน์ให้เป็นโอกาสทอง (2-จบ)

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Thursday, August 27th, 2009 and is filed under หนังสือคือชีวิต. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.