Making Globalization Work – ทำโลกาภิวัตน์ให้เป็นโอกาสทอง (2-จบ)
บทที่ 7 พูดถึงเรื่องบริษัทข้ามชาติ ผู้เขียนยอมรับว่าเขาเห็นด้วยในหลาย ๆ กรณีกับฝ่ายที่กล่าวหาว่าบริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบแก่กระบวนโลกาภิวัตน์ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มองว่าบริษัทไม่ได้สร้างเฉพาะปัญหาอย่างเดียว หากยังสร้างคุณประโยชน์มหาศาลด้วยเพราะบริษัทเหล่านั้นเป็นตัวจักรสำคัญในการก่อให้เกิดกระบวนโลกาภิวัตน์และนำผลดีของมันไปสู่ประเทศล้าหลัง ฉะนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะชักจูงให้บริษัทสร้างประโยชน์เพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กับลดผลกระทบในทางลบลงให้เหลือน้อยที่สุด เขามีข้อเสนอ 5 ข้อด้วยกัน
ข้อแรกเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวทั้งภายในและภายนอกบริษัทที่จะให้บริษัทรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น บริษัทจำนวนมากตระหนักดีว่า การกระทำที่บ่งถึงการมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงนำไปสู่การสร้างกำไรได้มากขึ้นพร้อมกับทำให้พนักงานมีความพอใจมากขึ้น อย่างไรก็ตามการแข่งขันอันเข้มข้นยังกดดันให้บริษัทพยายามลดต้นทุนลงอยู่ตลอดเวลา ทางหนึ่งคือการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ปล่อยของเสียออกไปในสิ่งแวดล้อม ร้ายยิ่งกว่านั้นแทนที่จะพยายามทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างจริงจัง บางบริษัทกลับจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์ให้สร้างภาพปิดตาประชาชน ด้วยเหตุเหล่านี้ผู้เขียนจึงมองว่าจะรอให้บริษัทยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยความสมัครใจย่อมไม่ได้ผลเร็วเท่าที่ควร ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องออกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น การปรับเปลี่ยนกฎหมายแรงงานและระบบการทำบัญชี
ข้อสองเกี่ยวกับการจำกัดอำนาจของบริษัท ในการแสวงหากำไร บริษัทมักใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อพยายามสร้างการผูกขาดในตลาดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฮุบหรือการร่วมมือกับคู่แข่งขัน ก่อนที่กระบวนโลกาภิวัตน์จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รัฐบาลสามารถจำกัดพฤติกรรมจำพวกนั้นได้ด้วยกฎหมายควบคุมการต่อต้านการแข่งขันภายในประเทศ หลังจากกระบวนการโลกาภิวัตน์เกิดขึ้น กิจการของบริษัทได้ขยายข้ามพรมแดนออกไปทั่วโลก บริษัทขนาดใหญ่พยายามหาทางเพิ่มความสามารถในการผูกขาดตลาดโลก แต่สังคมโลกไม่มีสถาบันที่มีอำนาจในการจำกัดการกระทำเช่นนั้นได้ยังผลให้บริษัทมีอำนาจผูกขาดสูงมาก เช่น ไมโครซอฟท์ ร้ายยิ่งกว่านั้นในบางกรณีรัฐบาลอเมริกันสนับสนุนพฤติกรรมที่ส่อไปในทางผูกขาดในตลาดต่างประเทศเสียเอง ผู้เขียนเสนอว่าสังคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจผูกขาดของบริษัทขนาดใหญ่
ข้อสามเกี่ยวกับกฎหมายควบคุมการบริหารจัดการบริษัท ผู้เขียนเน้นปัญหาที่กฎหมายด้านการจำกัดความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นได้วิวัฒน์ไปเป็นการจำกัดความรับผิดชอบของผู้บริหารของบริษัท วิวัฒนาการนี้ทำให้ผู้บริหารหนีจากการถูกฟ้องได้ ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเริ่มลงโทษจำคุกผู้บริหารที่คดโกงในด้านการทำบัญชี แต่ยังมีพฤติกรรมจำนวนมากที่รัฐจะต้องลงโทษอาญาแก่ผู้บริหาร เช่น การทำลายสิ่งแวดล้อม ในกรณีเช่นนี้นอกจากจะมีบทลงโทษผู้บริหารแล้ว สังคมโลกจะต้องร่วมกันบังคับให้บริษัทที่ทำลายสิ่งแวดล้อมชดเชยค่าเสียหายให้แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย นั่นหมายความว่าเมื่อประเทศด้อยพัฒนาลงโทษบริษัทที่สร้างความเสียหาย กระบวนการยุติธรรมและรัฐบาลของประเทศที่บริษัทนั้นถือสัญชาติอยู่จะต้องให้ความร่วมมือในการติดตามลงโทษด้วย ไม่ใช่พยายามปกป้องผู้ทำผิดดังที่มักเกิดขึ้นในปัจจุบัน
ข้อสี่เกี่ยวการสร้างกฎหมายระดับโลกขึ้นสำหรับใช้บังคับบริษัทระดับโลก ผู้เขียนเสนอให้เริ่มปูแนวทางเพื่อจัดตั้งกระบวนการศาลยุติธรรมระดับโลกขึ้นสำหรับบริษัทข้ามชาติ นอกจากนั้นสังคมโลกควรมีมาตรการเพื่อเอื้อให้การฟ้องคดีในนามกลุ่มบุคคลทำได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้เสียหายกระจัดกระจายกันอยู่ในหลายประเทศ ในบางกรณีอาจมีความจำเป็นที่ประเทศก้าวหน้าจะต้อให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่คนจนที่อยู่ในประเทศล้าหลังเช่นเดียวกับที่ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนยากจนของตนเอง
ข้อห้าเกี่ยวกับการลดโอกาสสำหรับก่อความฉ้อฉล นอกจากความฉ้อฉลจะเป็นเสมือนสนิมที่เกาะกินฐานของสังคมให้ผุกร่อนแล้ว มันยังสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมขึ้นอีกด้วย ผู้เขียนเสนอให้ประเทศก้าวหน้ามีกฎหมายห้ามการติดสินบนพนักงานของรัฐในประเทศล้าหลังอย่างทั่วถึง นอกจากนั้นเขาเสนอให้ปรับเปลี่ยนกฎหมายที่ยอมให้มีบัญชีลับสำหรับซุกซ่อนเงินของชาวต่างประเทศซึ่งเป็นที่นิยมของอาชญากรและผู้นำเผด็จการ
บทที่ 8 พูดถึงภาระหนี้สินของประเทศด้อยพัฒนา ปัญหาเกี่ยวกับประเทศด้อยพัฒนามีหนี้สินมากจนชำระไม่ได้ไม่ใช่ของใหม่ ย้อนไปกว่าร้อยปีก็มีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น ในอดีตประเทศมหาอำนาจอาจส่งกองทัพเข้ายึดประเทศด้อยพัฒนาเพื่อเก็บหนี้ แต่ในยุคนี้การกระทำเช่นนั้นไม่มีอีกแล้ว เมื่อเกิดปัญหาประเทศก้าวหน้ามักกล่าวหาประเทศล้าหลังว่าสร้างหนี้มากเกินไป ในขณะที่ลูกหนี้กล่าวหาว่าเจ้าหนี้ยัดเยียดเงินให้และมีพฤติกรรมแบบไม่เป็นธรรมเมื่อเกิดปัญหา ผู้เขียนนำเรื่องหนี้ของประเทศต่าง ๆ มาเล่า เขามองว่าการถกเถียงกันแบบนี้ไม่มีประโยชน์ จึงเสนอทางออกว่าจะทำอย่างไรในอนาคตโดยยึดหลักเบื้องต้นที่ว่า เมื่อลูกหนี้ไม่มีศักยภาพจะชำระ ทางออกมีอยู่ 3 ทางคือ เจ้าหนี้ยกหนี้ให้ ลูกหนี้หยุดชำระ และเจ้าหนี้และลูกหนี้ร่วมกันปรับโครงสร้างหรือประนอมหนี้
ผู้เขียนมองว่าการแก้ปัญหาจะตรงเป้าขึ้นมากหากแยกหนี้ออกเป็น 4 ประเภทคือ หนี้ของประเทศยากจนมาก ๆ ซึ่งกู้จากรัฐบาลและองค์การระหว่างประเทศ เช่น ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกเพราะไม่สามารถกู้จากธนาคารเอกชนได้ การแก้ปัญหาของประเทศในกลุ่มนี้เริ่มด้วยการยกหนี้ตั้งแต่ปี 2539 แต่ผู้เขียนมองว่าการยกหนี้ยังทำกันช้าเกินไปจึงไม่มีผลตามต้องการ ฉะนั้นเขาเสนอให้รัฐบาลเจ้าหนี้ยกหนี้เพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น ต่อไปในอนาคตการช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ต้องเน้นการให้เงินอุดหนุนแบบให้เปล่ามากกว่าเงินกู้
กลุ่มสองเป็นหนี้อัปลักษณ์ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลเผด็จการจำพวกฉ้อฉลและกดขี่ประชาชนทิ้งไว้ เช่น ในคองโก อิรักและเอธิโอเปีย ผู้เขียนมองว่าการบังคับให้ประชาชนซึ่งทนทุกข์ทรมานจากการถูกกดขี่แล้วต้องมาใช้หนี้ของเผด็จการอีกนั้นเป็นการขาดคุณธรรม ฉะนั้นการแก้ปัญหาต้องวางอยู่บนฐานของการยกนี้หรือการหยุดชำระ ในอนาคตองค์การสหประชาชาติควรมีบัญชีของประเทศที่มีรัฐบาลอัปลักษณ์ ผู้ให้กู้เงินแก่รัฐบาลและองค์กรในประเทศเหล่านี้ต้องเสี่ยงเอาเองว่าจะได้เงินคืนหรือไม่ ในขณะเดียวกันก็ควรตั้งศาลระหว่างประเทศขึ้นมาพิจารณาว่าหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นหนี้ชนิดอัปลักษณ์หรือไม่โดยให้ลูกหนี้จ่ายเฉพาะหนี้ที่ไม่อัปลักษณ์เท่านั้น
กลุ่มสามได้แก่หนี้ที่ลูกหนี้เป็นเอกชนในเปิดตลาดใหม่ เช่น ไทยและอินโดนีเซีย ผู้เขียนเสนอให้มีกฎหมายล้มละลายระหว่างประเทศขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นอกเหนืออำนาจของตนงดจ่ายในระหว่างการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหนี้และธุรกิจของตนได้ในแนวการใช้กฎหมายล้มละลายของสหรัฐฯ เช่น เมื่อค่าเงินเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ดอกเบี้ยพุ่งขึ้นสูงมากและเศรษฐกิจถดถอยอย่างร้ายแรง
กลุ่มสุดท้ายเป็นหนี้ของประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง เช่น รัสเซีย เม็กซิโก อาร์เจนตินาบราซิลและตุรกีซึ่งยืมทั้งจากธนาคารและองค์การระหว่างประเทศ ในกรณีนี้ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมยกหนี้ให้ ทางออกคือการไม่จ่ายและการประนอมหนี้ที่อาร์เจนตินาเคยทำ เนื่องจากกระบวนการนี้มีปัญหาสารพัด ผู้เขียนจึงเสนอให้ตั้งองค์กรระหว่างประเทศขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายศาลล้มละลายที่เปิดโอกาสให้ประเทศซึ่งมีหนี้ท่วมท้นขอเข้ากระบวนการประนอมหนี้ได้เช่นเดียวกับบริษัทเอกชน
บทที่ 9 พูดถึงการปฏิรูประบบเงินสำรองของโลก ผู้เขียนมองว่าระบบเงินสำรองในปัจจุบันมีความบกพร่องสูงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งมันทำให้ประเทศยากจนเสียเปรียบ นั่นคือ แทนที่จะทำให้เงินไหลจากประเทศร่ำรวยไปสู่ประเทศยากจนและประเทศร่ำรวยแบกภาระของความเสี่ยง มันกลับทำให้เงินไหลจากประเทศยากจนไปยังประเทศร่ำรวยในขณะที่ประเทศยากจนต้องแบกความเสี่ยงทุกอย่าง แต่ละวันมีเงินสำรองไหลจากประเทศยากจนเข้าสหรัฐฯ ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2547 เพียงปีเดียว เงินจากจีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และไทยไหลเข้าสหรัฐฯ ถึง 3.18 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นเงินสำรองที่ใช้ซื้อพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน ความบกพร่องของระบบเงินสำรองเป็นปัจจัยก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ในระบบการเงินของโลก ฉะนั้นการปฏิรูประบบเงินสำรองจะแก้ปัญหาของระบบการเงินได้และจะทำให้โลกมีเงินทุนสำหรับสนับสนุนการพัฒนา ต่อสู้กับปัญหาความยากจนและส่งเสริมการศึกษาและการสาธารณสุข
ตามปกติทุกประเทศเก็บเงินสำรองก้อนหนึ่งไว้สำหรับใช้ในยามฉุกเฉิน ในอดีตเงินสำรองมีไว้เพื่อใช้เป็นฐานของการพิมพ์เงินตรา เริ่มจากการใช้ทองคำและวิวัฒน์มาเป็นเงินของประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ การมีเงินสำรองเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในเงินตราของประเทศเพราะมันสามารถถูกนำออกมาใช้ได้ในกรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น ฝนแล้งมากจนทำให้การเกษตรล้มเหลว ในอดีตแต่ละประเทศมักเก็บเงินสำรองไว้อยู่ในระดับเท่า ๆ กับ 3-4 เดือนของมูลค่าของสินค้านำเข้า แต่ในตอนนี้บางประเทศมีเงินสำรองสูงกว่าระดับนั้นถึงสองเท่า ประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากมักคิดว่าตนควรมีเงินสำรองเท่า ๆ กับหนี้ประเภทนั้นเพราะเจ้าหนี้อาจไม่ให้ยืมต่อหรือเรียกเงินคืนเมื่อไรก็ได้ นอกจากนั้นประเทศต่าง ๆ มีเงินสำรองไว้เพื่อใช้รักษาค่าเงินของตนให้มีเสถียรภาพ แต่ในปัจจุบันประเทศด้อยพัฒนาเก็บเงินสำรองไว้กองพะเนินจนอาจเกินความจำเป็น เมื่อสิ้นปี 2549 ประเทศเหล่านี้มีเงินสำรองรวมกันถึงประมาณ 3.35 ล้านล้านดอลลาร์
การเก็บเงินสำรองไว้มากขนาดนี้มีต้นทุน หรือความสูญเสียสูงมากเนื่องจากในยุคนี้เงินสำรองส่วนใหญ่มักถูกเก็บไว้ในรูปของสินทรัพย์ที่มีค่าเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน การเก็บเงินสำรองไว้เช่นนี้มีค่าเท่ากับการให้สหรัฐฯ ยืมเงินและเกิดความสูญเสียแก่ประเทศด้อยพัฒนาสูงมากเพราะสหรัฐฯ ให้ค่าตอบแทนจริง ๆ เพียง 1-2% เท่านั้น เนื่องจากประเทศด้อยพัฒนาส่วนใหญ่ขาดเงินทุน หากพวกเขานำเงินสำรองบางส่วนไปใช้ในโครงการที่มีความจำเป็นสูงอาจได้ค่าตอบแทนถึง 10-15% ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ได้และผลที่น่าจะได้นี้คือความสูญเสียของเจ้าของเงินสำรองซึ่งรวมกันแล้วอาจตกปีละ 3 แสนล้านดอลลาร์ ผู้เขียนอธิบายรายละเอียดเพิ่มขึ้นเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบนี้คือสหรัฐฯ
จริงอยู่ความสูญเสียดังกล่าวสูงมาก แต่มันยังน้อยกว่าความสูญเสียที่ไม่ค่อยเป็นที่ประจักษ์และยากแก่การคำนวณ ผู้เขียนมองว่าเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้นั้นเป็นเสมือนการถูกนำไปฝังดินยังผลให้โลกขาดกำลังซื้อซึ่งจำเป็นสำหรับกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวและป้องกันการว่างงาน ประเทศต่าง ๆ จึงพยายามแสวงหากำลังซื้อมาทดแทน ทางหนึ่งได้แก่การใช้นโยบายการเงินและการคลังแบบผ่อนคลายซึ่งนำไปสู่การใช้งบประมาณขาดดุล การขาดดุลนั้นนำไปสู่การกู้หนี้ยืมสินจนนำไปสู่วิกฤตในที่สุด ในระยะหลัง ๆ นี้ประเทศด้อยพัฒนาเริ่มได้บทเรียนและพยายามงดการใช้เงินเกินจำนวนที่ตนหาได้ สหรัฐฯ จึงสร้างกำลังซื้อขึ้นมาแทนยังผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับต่างประเทศติดต่อกันมาเป็นเวลานานและปิดการขาดดุลนั้นด้วยการยืมเงินสำรองของประเทศอื่น ผู้เขียนมองว่าสหรัฐฯ จะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ตลอดไป นั่นหมายความว่าระบบเงินสำรองในปัจจุบันนี้ไม่มีความยั่งยืน
นอกจากนั้นความสูญเสียยังเกิดจากการขาดเสถียรภาพอีกด้วยเพราะระบบนี้อยู่ได้ด้วยการขาดดุลของสหรัฐฯ แต่การขาดดุลมากขึ้นยังผลให้ค่าเงินดอลลาร์ตกต่ำดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การตกต่ำนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในเงินตระกูลดอลลาร์และในที่สุดจะนำไปสู่การขายเทเงินดอลลาร์เพื่อซื้อเงินตระกูลอื่นมาเก็บเป็นเงินสำรอง การกระทำเช่นนั้นจะผลักดันให้ค่าของดอลลาร์ตกต่อไปอีก การอ่อนค่าของดอลลาร์เคยถูกนักค้ากำไรค่าเงินโจมตีซ้ำเติมจนเกิดปัญหาใหญ่หลวงมาแล้วเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันเงินที่ถูกซื้อมาเก็บไว้แทนดอลลาร์ก็จะมีค่าเพิ่มขึ้น เช่น เงินยูโร การเพิ่มค่าของยูโรทำให้สินค้าของประเทศในสหภาพยุโรปแพงขึ้นยังผลให้ประเทศเหล่านั้นสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและประสบปัญหาการว่างงานตามมา ในขณะเดียวกันการเทขายดอลลาร์อาจนำไปสู่การนำเงินออกจากตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ และการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันการเทขายยังผลให้เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อไปอีก ยิ่งกว่านั้นมันยังมีมิติด้านการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วยโดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ กับจีนซึ่งเก็บเงินดอลลาร์ไว้มากที่สุดและเป็นคู่แข่งทางการเมืองและทางการแย่งทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศนี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางการเงินของโลก
ปัญหาเหล่านี้เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้บริหารการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ ผู้เขียนมองว่าการแก้ปัญหาไม่น่าจะยากเย็นนักเพราะวิธีมีอยู่แล้วในข้อเสนอเมื่อราว 70 ปีที่ผ่านมาของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ และสังคมโลกได้นำข้อเสนอนั้นมาใช้แล้วในรูปของการสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศที่มีชื่อว่า Special Drawing Rights (SDR) ในปัจจุบันไอเอ็มเอฟมีหน้าที่สร้าง SDR ตามกำหนดเวลาและในจำนวนที่สมาชิกของไอเอ็มเอฟตกลงกัน ผู้เขียนมองว่าเท่าที่ผ่านมา การสร้าง SDR ไม่พอแก่ความต้องการของโลกเพราะนาน ๆ จะทำกันสักครั้งและในจำนวนที่ต่ำกว่าความต้องการมาก ฉะนั้นเขาเสนอให้ขยายการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศในแนวนั้นออกไปโดยให้สร้างมันขึ้นมาทุกปีและในจำนวนที่มีกฎเกณฑ์แน่นอน จริงอยู่สหรัฐฯ อาจต่อต้านการสร้างเงินสำรองนั้นดังที่สหรัฐฯ เคยต่อต้านการสร้างเงินสำรองของประเทศในเขตเอเซียหลังเกิดวิกฤติเมื่อปี 2540 เพราะมันจะทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้อีก แต่ผู้เขียนเสนอว่าถ้าประเทศอื่นร่วมมือกัน สหรัฐฯ จะต่อต้านไม่สำเร็จอย่างแน่นอน
ในอดีตประเทศร่ำรวยเป็นผู้ได้ SDR ไปเกือบทั้งหมดซึ่งผู้เขียนมองว่าไม่เป็นธรรม ฉะนั้นในระบบที่เขาเสนอ สังคมโลกต้องใช้วิธีใหม่ในการปันเงินที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและตรงกับสภาพของโลกาภิวัตน์มากขึ้น เขาเสนอหลักให้พิจารณา 4 อย่างและทางที่ดีอาจต้องนำแนวคิดของแต่ละอย่างมารวมกันคือ (1) ใช้รายได้และจำนวนประชากรของแต่ละประเทศเป็นฐาน แต่มีเงื่อนไขว่าประเทศที่รับเงินนั้นต้องทำตามข้อกำหนดของสังคมโลก เช่น ปฏิบัติตามสนธิสัญญาว่าด้วยการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ การจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสงวนสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (2) ก่อตั้งกองทุนขึ้นมาใหม่ในความดูแลขององค์การสหประชาชาติเพื่อรับเงินนั้นแล้วจ่ายให้แก่ประเทศที่นำเงินของตนในจำนวนเท่ากันมาให้องค์การสหประชาชาติ ส่วนหนึ่งของเงินที่นำมาแลกอาจนำไปใช้เพื่อการศึกษา การสาธารณสุขและการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในประเทศยากจน และอีกส่วนหนึ่งอาจนำไปใช้เพื่อการแก้ปัญหาของโลกโดยรวม เช่น ภาวะโลกร้อน (3) ให้รัฐบาลและองค์กรเอกชนแข่งขันกันเสนอโครงการด้านการพัฒนาขึ้นมาเพื่อรับเงินนั้นไปใช้ในโครงการที่มีผลตอบแทนทางด้านการพัฒนาสูงสุด (4) ใช้เงินนั้นโดยตรงเพื่อยกระดับการศึกษาและสุขภาพของชุมชนที่มีความยากจนสูงสุด
บทที่ 10 พูดถึงการทำกระบวนโลกาภิวัตน์ให้เป็นประชาธิปไตย บทนี้ต่างกับ 9 บทแรกซึ่งจำกัดเนื้อหาอยู่ในด้านเศรษฐกิจตามที่ผู้เขียนเกริ่นไว้ในตอนต้น ในบทนี้เขาพูดถึงประเด็นทางการเมืองซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างปัญหาให้กระบวนโลกาภิวัตน์เพราะความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทั้งที่กระบวนการทางการบริหารจัดการโลกาภิวัตน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต้องอาศัยกระบวนการทางการเมือง เขาเน้นประเด็นที่เกี่ยวกับอนาคตของแรงงานที่ขาดทักษะ ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อความแตกต่างของรายได้ การขาดดุลทางประชาธิปไตยในสถาบันระดับโลก และธรรมชาติของคนเราที่มักมองไม่พ้นจมูกตัวเองทั้งที่โลกใบนี้เชื่อมต่อกันหมดแล้ว
ปรากฏการณ์สำคัญที่มากับโลกาภิวัตน์ได้แก่การส่งงานจากประเทศก้าวหน้าไปให้คนงานในประเทศล้าหลังทำเนื่องจากค่าแรงในประเทศล้าหลังต่ำกว่า ปรากฏการณ์นี้มีผลทำให้ค่าแรงในประเทศล้าหลังสูงขึ้นพร้อมกับกดดันไม่ให้ค่าแรงในประเทศก้าวหน้าเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันการอพยพของแรงงานที่มีทักษะต่ำเข้าไปทำงานในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องสร้างความกดดันให้ค่าจ้างแรงงานต่ำลงอีกทางหนึ่งด้วย ฉะนั้นหลังจากบริษัทใหญ่ ๆ ในสหรัฐฯ ส่งงานไปทำนอกประเทศมากขึ้น ค่าจ้างแรงงานในสหรัฐฯ โดยเฉพาะของแรงงานชั้นไม่ต้องใช้ทักษะมากจึงไม่เพิ่มขึ้นเป็นเวลานานนับ 10 ปีแล้ว บางชุมชนประสบปัญหาหนักหนาสาหัสมากเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานเดียว เมื่อโรงงานนั้นปิดชุมชนก็ล่มสลาย เหตุการณ์เช่นนี้มีผลทำให้การกระจายรายได้ในสหรัฐฯ เลวร้ายลงเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดไปตกอยู่ในมือของผู้ที่มีทักษะสูงและชนชั้นนายทุน ผู้เขียนมองว่าประเทศก้าวหน้าที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับสหรัฐฯ มีทางออกด้วยกัน 3 แนวคือ
แนวแรกได้แก่การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่โดยไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายอะไรเลยซึ่งเป็นแนวของนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่าอำนาจของตลาดจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ผู้เขียนมองว่าหลายประเทศได้นำแนวคิดนี้ไปใช้แต่ไม่ได้ผล ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องเลิกใช้แนวคิดนี้และมีนโยบายที่จะทำให้แรงงานที่มีทักษะต่ำมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น
แนวที่สองได้แก่การต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์ที่เป็นธรรมโดยการพยายามทำให้ข้อตกลงระหว่างประเทศเอื้อประโยชน์ให้แก่ประเทศก้าวหน้าแบบถาวร ประเทศเหล่านั้นจึงพยายามคงไว้ซึ่งนโยบายอุดหนุนการเกษตรของตนในขณะที่กดดันให้ประเทศด้อยพัฒนาเปิดตลาดให้สินค้าจากภายนอกให้กว้างที่สุด ผู้เขียนมองว่าการกระทำเช่นนี้นอกจากจะขาดคุณธรรมแล้ว ยังสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองอีกด้วย นั่นคือ มันทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัวเท่าที่ควรพร้อมกับก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อประเทศก้าวหน้าเพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนของประเทศหล้าหลังซึ่งรู้ทันการกระทำของประเทศก้าวหน้ามากขึ้น
แนวที่สามได้แก่การปรับตัวและการบริหารจัดการกระบวนการโลกาภิวัตน์ให้ไปในทางที่น่าจะเป็นซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นทางเดียวที่จะนำไปสู่เป้าหมาย นอกจากการเพิ่มการศึกษา การวิจัยและระดับทักษะของประชาชนในประเทศของตนแล้ว ประเทศก้าวหน้าจะต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบแก่แรงงานที่มีรายได้น้อย เช่น มีสวัสดิการเพิ่มขึ้นและปรับเปลี่ยนระบบภาษีรายได้ให้คนกลุ่มนี้เสียภาษีน้อยที่สุดโดยหันไปเก็บภาษีจากผู้ที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ในอัตราที่สูงขึ้น สำหรับในด้านการบริหารจัดการกระบวนโลกาภิวัตน์ ผู้เขียนเสนอแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากสภาวะของโลกซึ่งเขาให้ชื่อว่า “การขาดดุลทางประชาธิปไตย”
ในปัจจุบันนี้โลกขาดดุลทางประชาธิปไตยเพราะการออกแบบและการบริหารจัดการของสถาบันสำคัญ ๆ ของโลก เช่น ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟและองค์การค้าโลก ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเขียนกฎเกณฑ์และบริหารจัดการเศรษฐกิจโลกขาดความเป็นประชาธิปไตยยังผลให้การทำงานสะท้อนผลประโยชน์ของประเทศร่ำรวยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มในประเทศเหล่านั้น เช่น เกษตรกรและบริษัทผลิตน้ำมันปิโตรเลียม วิวัฒนาการนี้ตรงข้ามกับวิวัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยภายในประเทศจำนวนมากซึ่งใช้ระบอบนี้บริหารจัดการประเทศของตนจนสามารถใช้ระบบตลาดเสรีให้สร้างความมั่งมีได้อย่างดีเยี่ยม แต่ในเวทีโลกประเทศเหล่านี้กลับไม่สนับสนุนให้ใช้ระบอบประชาธิปไตยในการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ผลในแนวเดียวกันโดยเฉพาะเพื่อความเป็นธรรมแก่ประเทศล้าหลังและกลุ่มคนยากจน
ผู้เขียนมองว่าปัญหานี้มีทางแก้โดยการปฏิรูปองค์กรที่มีอยู่แล้วบ้างและการตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้องค์กรระหว่างประเทศดูแลปัญหาที่มีผลกระทบต่อโลกโดยรวม เช่น ก๊าซเรือนกระจกและการก่อการร้ายข้ามชาติ เขาให้ข้อคิดไว้สั้น ๆ โดยแยกออกเป็น 3 หมวดหมู่คือ หมู่แรกเกี่ยวกับการเปลี่ยนโครงสร้างทางอำนาจขององค์กรที่มีอยู่แล้วซึ่งประกอบด้วย (1) ให้ประเทศด้อยพัฒนามีเสียงเพิ่มขึ้นในไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (2) ปรับเปลี่ยนตัวแทนของประเทศในองค์กรเหล่านี้โดยให้มีตัวแทนจากกระทรวงที่รับผิดชอบในประเด็นมีส่วนร่วมโดยตรงในการพิจารณาประเด็นนั้นด้วย และ (3) เปิดโอกาสให้ตัวแทนของผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายหรือข้อตกลงเข้าร่วมพิจารณาประเด็นต่าง ๆ
หมวดหมู่ที่สองเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในขององค์กรเองซึ่งผู้เขียนมองว่าจะต้องปรับปรุงในอย่างน้อย 5 ด้านคือ ความโปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อน การให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่ประเทศล้าหลัง การเข้าถึงข้อมูลและการประเมินผลโดยคนภายนอก และการบังคับใช้กฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเข้มข้น
หมวดหมู่สุดท้ายเป็นการสรุปข้อเสนอซึ่งผู้เขียนมองว่าจะนำไปสู่ความสมดุลระหว่างประเทศก้าวหน้าและประเทศล้าหลังอันเป็นเป้าหมายที่ทุกฝ่ายควรแสวงหา เขาเสนอหลักการ 10 ข้อประกอบด้วย (1) ประเทศก้าวหน้าต้องแสวงหาความเป็นธรรมในด้านการค้ามากขึ้น (2) แสวงหาข้อตกลงด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่สนับสนุนการวิจัยพร้อม ๆ กับเปิดโอกาสให้ประเทศด้อยพัฒนาเข้าถึงองค์ความรู้ ยาราคาถูกและสามารถปกป้องภูมิปัญญาเดิมของตนได้ (3) ประเทศก้าวหน้าต้องให้ค่าตอบแทนแก่ประเทศล้าหลังในด้านการบริการทางสิ่งแวดล้อม เช่น การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ (4) ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบร่วมกันในด้านการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน (5) ประเทศก้าวหน้าต้องเพิ่มราคาให้แก่ทรัพยากรของประเทศล้าหลังพร้อมกับงดทิ้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไว้ (7) ยกหนี้ให้แก่ประเทศยากจนเพิ่มขึ้น (8) แสวงหาระบบการเงินที่มีเสถียรภาพและลดภาระด้านความเสี่ยงให้แก่ประเทศด้อยพัฒนา (9) ปรับปรุงกฎหมายระหว่างประเทศให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อป้องกันการผูกขาดและการทำลายสิ่งแวดล้อมของบริษัทข้ามชาติ และ (10) ประเทศก้าวหน้าต้องเลิกสนับสนุนการค้าอาวุธและมาตรการที่ก่อให้เกิดความฉ้อฉลไปพร้อม ๆ กับการพยายามส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยในประเทศด้อยพัฒนาอย่างจริงจัง
ข้อคิดเห็น – หนังสือเล่มนี้ควรเป็นตำราสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ นอกจากนั้นนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป ชนชั้นผู้นำและผู้บริหารประเทศควรศึกษาอย่างละเอียด จุดอ่อนของหนังสืออยู่ที่ผู้เขียนใช้สมมติฐานทางอ้อมว่ามาตรฐานทางจริยธรรมของพนักงานของรัฐในประเทศด้อยพัฒนาสูงเท่ากับประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว แต่นั่นไกลจากความเป็นจริงมาก ฉะนั้นการเข้าไปร่วมในกระบวนการทางเศรษฐกิจโดยตรงของรัฐบาลอาจไม่ได้ผลตามที่ผู้เขียนคาดหวังและข้อเสนอของเขาอาจเป็นข้ออ้างของนักการเมืองฉ้อฉลเพื่อจะเข้าไปแทรกแซงในกระบวนการทางเศรษฐกิจมากขึ้นเพียงเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตนเองและพวกพ้อง
____________________
บทความโดย ดร.ไสว บุญมา ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ
ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม 2551








ที่อาจารย์ตั้งข้อสังเกตไว้เป็นเรื่องน่าคิดครับ ในประเด็นที่ว่า นัการเมืองฉ้อฉลมักจะอ้างเหตุผลทุกอย่าง ใช้ทุกวิถีทางที่จะสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง แล้วใช้อำนาจฉ้อฉลเอาผลประโยชน์ คิดถึงเรื่องนี้ทีไรทำให้หนักใจมากครับ ดูอภิปรายงบประมาณของผู้แทนไทยแล้วอ่อนใจจริงๆ ไม่ค่อยจะได้สาระเท่าไร มีแต่น้ำท่วมทุ่ง มุ่งจะขัดขาโจมตีกันมากกว่าจะใช้ปัญญาและเหตุผล
คุณพิพัฒน์
แม้องค์กรทางด้านการพัฒนาจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าฉ้อฉล และใช้คำที่คนไม่ค่อยเข้าใจเช่น “ธรรมาภิบาล” แทนเพื่อ “บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น” ผมแน่ใจ ๑๐๐% ว่านี่คืออุปสรรคร้ายแรงสุดของการพัฒนา เมื่อหลายปีก่อน ผมลองนำดัชนีความฉ้อฉลของ Transparency International มาลองคิดหาค่าความสัมพัทธ์กับระดับของรายได้ต่อหัวบุคคดู ปรากฏว่าได้ค่าสูงเป็น ๐.๘๖ ซึ่งหมายความว่าประเทศที่มีความโปร่งใสสูงสามารถพัฒนาได้ก้าวหน้ากว่าประเทศที่มีความฉ้อฉลมาก ๆ เรื่องนี้มีอยู่ในบท “ต้นแค/เสาเข็ม” ของหนังสือชื่อ “ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟไอเอมเอฟ” (IMF ในที่นี้ย่อมาจาก Insufficient Moral Foundation หรือ ฐานทางศีลธรรมจรรยาต่ำ ไม่ใช่ International Momentary Fund) หนังสือคงไม่มีขายแล้วละเพราะพิมพ์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เดี๋ยวผมจะไปค้นหาต้นฉบับของบทนั้น เมื่อพบแล้วจะส่งมาให้คุณโกศลนำมาใส่ไว้อ่านร่วมกันนะครับ
คุณพิพัฒน์
ผมพบต้นฉบับเรื่อง “ต้นแค/เสาเข็ม” แล้ว จะส่งไปให็คุณโกศล ผู้ทำเว็บไซต์ เพื่อนำลงต่อไป หากคุณต้องการอ่านหนังสือเรื่อง “ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟ” ทั้งเล่ม ไม่จำเป็นต้องไปหาที่ไหน เข้าไปดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ http://www.openbase.in.th. นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีหนังสือของผมอีกบางเล่มที่อยู่ในเว็บไซต์นั้น
ผมติดตามผลงานคุณไสวมาตลอดครับ ดีใจที่ได้เห็นเว็บนี้ เพราะจะเป็นประโยขน์และจะแนะนำต่อให้เพื่อนๆอ่าน แต่ผมมีความเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ว่า จริงๆแล้วการพัฒนาก็ไม่สามารถทำทุกอย่างให้สำเร็จพร้อมๆกัน หรือทำโครงการที่ไม่มีข้อเสียเลย หรือทำให้ทุกคนได้ประโยชน์เท่าเทียมกันแต่เริมต้น แต่ผมคิดว่ามันจะต้องมีคนได้รับประโยชน์ก่อนและหลัง เหมือนที่ว่ามีเท้าหน้า เท้าหลัง (ผมคิดว่าเคยได้ยินในหลวงตรัส) แต่ที่สำคัญคือ เท้าหน้าไปแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ลืมเท้าหลังทุกที โกยผลประโยชน์แล้วถีบหัวเรือส่ง หรือให้เท้าหลังก้าวน้อยไป เกิดช่องว่างห่างขึ้นห่างขึ้น จนล้ม จึงน่าคิดว่าทำอย่างไร เพื่อจะแก้หรือตามคนที่เอาประโยชน์ไปก่อนให้ทัน มีกฎระเบียบที่จะติดตามให้ทัน
คุณ chongkiat
ทุกสังคมมีแนวคิดเรื่องการแทนคุณแผ่นดินและการเก็บภาษีเพื่อนำมาเกื้อกูลผู้ที่เป็น “เท้าหลัง” การแทนคุณแผ่นดินเกิดจากจิตสำนึก จากความสมัครใจ จากความตระหนักที่ว่าถ้าโลกยังมีคนยากจนที่ขาดสารพัดอย่าง ผู้สร้างกำแพงปิดล้อมตัวเองเพื่อไม่ให้เห็นความยากจนก็ใช่จะมีความสุขได้อย่างยั่งยืน พวกนี้คือพวกที่ฝรั่งเรียกว่านกกระจอกเทศที่เอาหัวซุกทราย ส่วนการเก็บภาษีเป็นวิธีบังคับให้พวกที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาเพื่อเอามาปันกัน แต่ปัญหาใหญ่ของเราก็คือความฉ้อฉล ทั้งจากฝ่ายคนที่ได้ประโยชน์ไปก่อนและคนที่เก็บภาษีมาใช้ นั่นคือ ฝ่ายรัฐ บทความภาษาอังกฤษเรื่อง Even for the Nation of Thieves …..ในเว็บนี้ ได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลกเพราะถูกใจดำฝรั่งซึ่งมองว่า ความฉ้อฉลของคนไทยคือปัญหาใหญ่หลวง ประสบการณ์จากส่วนต่าง ๆ ของโลกของผมยืนยันข้อนี้ ผมจึงเน้นมาตลอดในการเขียน