Mountains Beyond Mountains – สองมือที่สร้างโลก ตอนที่ 1
(1)
ผู้ที่ดูหนังโฆษณาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเรื่องการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นคือชีวิตที่มีคุณค่าและมีความสุขอาจรู้สึกซาบซึ้งระคนสงสัยว่า มีคนปฏิบัติตนตามแนวคิดนี้ในชีวิตจริงด้วยหรือ พวกเขาเป็นคนเช่นไรกันแน่และแตกต่างจากคนทั่ว ๆ ไปหรือไม่ คำถามนี้มีคำตอบอยู่ใน Mountains Beyond Mountains: The Quest of Dr. Paul Farmer, A Man Who Would Cure the World หนังสือขนาด 322 หน้าเขียนโดย Tracy Kidder นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2546 ซึ่งนำเสนอชีวิตของนายแพทย์พอล ฟาร์เมอร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน นอกจากเรื่องราวของนายแพทย์คนนั้นแล้ว เนื้อหาของหนังสือยังบอกเล่าถึงความสำเร็จและความสุขที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตตามปรัชญาในแนวนั้นอีกด้วย
ผู้เขียนพบหมอพอล ฟาร์เมอร์ครั้งแรกที่ค่ายทหารอเมริกันในประเทศเฮติก่อนคริสต์มาสปี 2537 หลังจากที่เขาได้คุยกับหมอในวันนั้นแล้ว เขาจึงทราบว่าหมอฟาร์เมอร์จบการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านมานุษยวิทยาและแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในตอนนั้นหมอทำงานเป็นอาจารย์ทางด้านโรคติดเชื้อที่บอสตันปีละ 4 เดือนและใช้เวลาที่เหลืออีกปีละ 8 เดือนเดินทางไปรักษาชาวเฮติผู้ยากจนโดยไม่ได้รับค่าจ้างใด ๆ ข้อมูลนี้ทำให้ผู้เขียนสนใจในชีวิตหมอฟาร์เมอร์มาก ในปี 2538 เขาจึงเดินทางไปที่โรงพยาบาลในบอสตันที่หมอเป็นอาจารย์แพทย์อยู่ การติดตามหมอไปดูแลผู้ป่วยที่หอผู้ป่วยในยิ่งทำให้เขาประทับใจในตัวหมอมากยิ่งขึ้นไปอีก ครั้งนั้นเขาติดตามหมอไปดูผู้ป่วยเอดส์ชื่อโจ หลังจากตรวจร่างกายของโจเสร็จ หมอจึงถามโจว่า เขาต้องการอะไรเมื่อออกจากโรงพยาบาล โจตอบว่าเขาต้องการให้หมอส่งเขาไปอยู่บ้านพักผู้ป่วยเอดส์เพื่อที่จะได้มีโอกาสดูทีวี และดื่มเบียร์วันละ 6 กระป๋อง หมอพูดคุยเรื่องอื่น ๆ กับโจอีกอย่างสนุกสนานราวกับว่าพวกเขาอยู่กันแค่สองคนบนโลกเท่านั้น เมื่อโจมีอาการดีขึ้น เขาได้เข้าไปอยู่บ้านพักผู้ป่วยเอดส์สมใจ และตอนขึ้นปีใหม่ปีนั้นหมอก็ได้นำเบียร์ 6 กระป๋องไปเป็นของขวัญปีใหม่ให้โจด้วย ขณะที่หมอเดินออกจากบ้านพักผู้ป่วยเอดส์ ผู้เขียนได้ยินโจสรรเสริญหมอให้ผู้อื่นฟังว่าหมอเป็นดั่งนักบุญที่มาโปรดผู้ยากไร้ หมอบอกผู้เขียนว่าหมอไม่สนใจว่าใครจะเรียกหมอว่าอะไร แต่การที่ผู้อื่นยกให้หมอเป็นนักบุญยิ่งทำให้หมอต้องทำงานหนักขึ้นเพราะการเป็นนักบุญหมายถึงอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ จึงต้องยิ่งทำคุณความดีให้สมกับที่ถูกยกย่อง
เพื่อที่จะเรียนรู้ชีวิตของหมอฟาร์มเมอร์มากขึ้น ผู้เขียนจึงได้ติดตามหมอไปยังที่ทำงาน ณ เมืองคานเย ประเทศเฮติ สถานที่ที่หมอทำงานอยู่ชื่อว่า Partners In Health (PIH) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ 35 ไมล์เท่านั้น แต่ต้องใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ถึง 3 ชั่วโมงเศษ ภายใน PIH มีทั้งคลินิกแม่และเด็ก โรงพยาบาล ห้องแล็ป โบสถ์ โรงเรียนและโรงครัว สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่น่าอภิรมย์ที่สุดแห่งหนึ่งของเฮติ ประเทศที่ยากจนที่สุดในซีกโลกตะวันตกก็ว่าได้ แม้ว่าโรงพยาบาลจะมิได้ให้การรักษาฟรีเพราะทุกคนต้องเสียค่าใช้จ่าย 80 สตางค์ ยกเว้นผู้หญิง เด็ก คนยากจนและผู้ป่วยหนัก แต่ผู้ป่วยจากทั่วประเทศต่างก็หลั่งไหลมามากเสียจนกระทั่งไม่มีเตียงจะให้บริการ บางคนจึงต้องปูเสื่อนอน
ในแต่ละวันหมอฟาร์เมอร์จะทำงานจนดึกดื่น กิจวัตรของเขาในตอนเย็นคือการไปดูผู้ป่วยรอบเย็นตามหอผู้ป่วยก่อนกลับที่พัก วันหนึ่งผู้เขียนตามหมอไปดูผู้ป่วยเอดส์ชื่อ ติโอฟา ผู้ป่วยรายนี้ถือได้ว่าโชคดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศในเวลานั้น ทั้งนี้เพราะเขาได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีซึ่งได้รับบริจาคมาจากผู้ป่วยเอดส์ในสหรัฐฯ มันเป็นเรื่องยากที่ใครจะเชื่อว่าผู้ป่วยเอดส์ที่ยากจนเช่นชาวเฮติจะได้รับยาต้านไวรัส หมอมอบยานี้ให้กับโอฟาและกำชับเขาไม่ให้ขาดยาแม้แต่วันเดียวเพราะการกินยาไม่สม่ำเสมอจะทำให้เชื้อดื้อยา หมออธิบายว่าแม้ว่าการได้รับยาต้านไวรัสจะไม่สามารถกำจัดเชื้อออกไปจากร่างกายจนหมดสิ้น แต่อย่างน้อยมันสามารถยืดอายุเขาไปได้อีกช่วงหนึ่ง หมอย้ำว่าโอฟาต้องไม่สิ้นหวังกับการมีชีวิตอยู่ โอฟาตอบว่าแค่เขาได้พูดคุยกับหมอก็ทำให้เขามีอาการดีขึ้นแล้ว หมอเป็นเพียงคนเดียวบนโลกที่ยอมนั่งลงข้าง ๆ เขาและจับมือเขา ปฏิบัติกับเขาอย่างไม่รังเกียจยามที่เขาเจ็บป่วย ในขณะที่คนอื่น ๆ ต่างหนีหายไปหมดเมื่อทราบว่าเขาเป็นเอดส์ เขาจึงอยากมอบหมูหรือไก่สักตัวให้หมอเป็นการตอบแทน หมอตอบว่าการที่โอฟาปฏิบัติตนตามที่หมอแนะนำก็มีค่ามากพอแล้ว หมอไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนหรอก
นอกจากหอผู้ป่วยโรคทั่วไปแล้ว โรงพยาบาลแห่งนี้ยังมีหอผู้ป่วยวัณโรคแยกจากหอผู้ป่วยอื่น ๆ อีกด้วย ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้วจะมาอยู่รวมกัน ณ หอผู้ป่วยนี้ ตอนที่หมอพาผู้เขียนไปถึงหอผู้ป่วยวัณโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่กำลังดูทีวี! กำเนิดของหอผู้ป่วยวัณโรคนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษคือ ย้อนกลับไปในปี 2531 เมื่อตอนหมอฟาร์เมอร์กลับจากสหรัฐฯ เพื่อนร่วมงานผู้หนึ่งแจ้งว่า หากหมออยู่ ผู้ป่วยวัณโรครายหนึ่งคงไม่เสียชีวิต หมอจึงสงสัยว่าระบบการบริการมีอะไรผิดปกติแน่นอน นักสาธารณสุขส่วนใหญ่เชื่อว่าการที่ชาวเฮติที่ป่วยเป็นวัณโรคมารับการรักษาเพียงเพื่อบรรเทาอาการเป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าตัวเองป่วยจากภูตผีปีศาจ แต่หมอไม่เชื่อว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเชื่อเช่นนั้น เขาจึงทำการวิจัยและพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนหายขาดเป็นผู้ป่วยที่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าอาหารและค่าเดินทางเพื่อกลับมารับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนหายขาดไม่ว่าคนเหล่านี้จะเชื่อว่าโรคภัยที่เขาได้รับมาจากภูตผีหรือไม่ก็ตาม หลังจากนั้นมาหมอจึงใช้นโยบายให้ยารักษาและแถมเงินเดือนอีกประมาณ 5 ดอลลาร์กับผู้ป่วยทุกรายเพื่อให้พวกเขามีค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาพบแพทย์ส่งผลให้การรักษาวัณโรคประสบความสำเร็จจนไม่มีผู้ป่วยขาดยาแม้แต่รายเดียว
อย่างไรก็ดีโรงพยาบาลยังคงมีผู้ป่วยที่ไม่มาตามนัดบ้าง เมื่อมีผู้ป่วยวัณโรครายหนึ่งไม่มาตามนัด หมอจึงเดินทางไปตามผู้ป่วยเองโดยมีผู้เขียนติดตามไปด้วย ระยะทางจากสถานพยาบาลถึงที่พักผู้ป่วยไกลมาก หลังจากนั่งรถมาได้ช่วงหนึ่ง หมอและผู้เขียนก็ต้องลงเดินขึ้นลงภูเขาไปลูกแล้วลูกเล่า ผู้เขียนสังเกตว่าเขาและหมอยังดีกว่าเด็ก ๆ ที่เดินเท้าเปล่าที่เขาพบตามรายทางมากเพราะเด็กเหล่านั้นต้องหาบน้ำซึ่งมีขนาดภาชนะประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัวไปด้วย เมื่อไปถึงบ้านของผู้ป่วยวัณโรคที่ผิดนัดก็ทราบว่า สาเหตุที่ผู้ป่วยรายนี้ผิดนัดเป็นเพราะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เขาจึงไม่มีเงินกลับไปรับการรักษาอีกเลยหลังจากได้รับยาชุดแรก ขณะเดินทางกลับผู้เขียนสงสัยว่าเหตุใดหมอจึงต้องลงทุนลงแรงมากมายเดินทางบนเส้นทางยากลำบากเพื่อมาตามผู้ป่วย หมออธิบายว่า มันคุ้มค่ากับการเดินทางไกลมาหาผู้ป่วยที่ขาดยาแม้ว่าคนอื่นจะเห็นว่ามันไม่คุ้มค่าก็ตาม เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ลงทุนอะไรเลยเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมายและเพื่อให้แพทย์และพยาบาลที่ทำการรักษาผู้ป่วยได้ตระหนักว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาวัณโรคคือการที่ผู้ป่วยหายขาดจากโรค
ขณะเดินทางกลับ หมออธิบายเพิ่มเติมว่าการที่ประเทศยากจนเช่นเฮติแห้งแล้งเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อน ผู้นำของประเทศจะหลอกลวงชาวบ้านว่า เขื่อนจะนำความอุดมสมบูรณ์และไฟฟ้ามาให้ แต่หลังจากที่เขื่อนถูกสร้างเสร็จ แทนที่ชาวบ้านจะมีน้ำใช้ในการทำเกษตรกรรมมากขึ้น หรือมีโอกาสได้ใช้ไฟฟ้าอย่างที่กล่าวอ้าง น้ำและไฟฟ้าจากเขื่อนกลับถูกผันไปให้กับผู้ที่อยู่เหนือเขื่อนซึ่งเป็นคนผิวขาว ส่วนพื้นที่เกษตรของชาวบ้านกลับแห้งแล้งหนักขึ้นไปอีก ซ้ำร้ายใต้เขื่อนลงมายังมีน้ำท่วมเป็นประจำส่งผลให้ชาวบ้านต้องอพยพหนีแทบทุกครั้งที่ฝนตกหนัก ชาวบ้านจึงต้องหลบหนีความยากลำบากเข้าไปในเมืองหรือไปยังสหรัฐฯ เพื่อหางานทำในโรงงานและกลับมายังถิ่นฐานอีกครั้งพร้อมโรคเอดส์ ความยากลำบากที่เกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบกับมนุษย์เท่านั้น แม้แต่สัตว์ยังผอมโซเสียจนกระทั่งหมายังต้องยืนพิงต้นไม้เพื่อให้มันมีแรงเห่า ผลของเขื่อนที่ผู้หยิบยื่นอ้างว่ามันเป็นความเจริญกลับทำให้พื้นที่เพาะปลูกบางส่วนแห้งแล้ง บางส่วนก็จมน้ำ ผู้คนจึงยากจนลงเรื่อย ๆ เขื่อนจึงเป็นต้นทุนที่คนร่ำรวยเอารัดเอาเปรียบและสร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสให้กับคนยากจนนั่นเอง
(2)
พอล ฟาร์เมอร์ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เล็กและเรียนเก่งมากจึงได้ทุนเรียนตลอดหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยดุ๊ค เขาเล่าว่าแรงบันดาลใจของเขามาจากงานเขียนของรูดอล์ฟ เวอร์ชาว (Rudolf Virchow) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและการแพทย์ชาวเยอรมันที่ว่า การเรียนแพทย์มิใช่ตระเตรียมไว้ให้นักศึกษาทำมาหากิน แต่เพื่อให้ประกันสุขภาพที่ดีแก่ประชาชน แพทย์จึงควรเป็นทนายแก้ต่างให้กับคนยากไร้และแก้ปัญหาสังคมทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำเองได้ ปรัชญาทางการแพทย์นี้ได้กลายเป็นแนวคิดหลักในการดำเนินชีวิตตลอดมาของหมอฟาร์เมอร์
ไม่เพียงหมอฟาร์เมอร์จะสนใจทางด้านการแพทย์เท่านั้น เขายังสนใจเรื่องการเมืองอีกด้วย เขาเคยร่วมเดินขบวนต่อต้านนโยบายเรื่องผู้อพยพชาวเฮติของสหรัฐฯ จนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาให้ความสนใจประเทศนี้ เฮติเป็นประเทศแรกในแถบละตินอเมริกาที่ประกาศอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของคนผิวขาวในปี 2347 แม้ว่าดินแดนแถบนี้จะเต็มไปด้วยทาสชาวแอฟริกันซึ่งถูกชาวฝรั่งเศสขนมาทำการเกษตรก็ตาม หมอฟาร์เมอร์เห็นว่าประวัติศาสตร์การก่อตั้งเฮติเป็นเหมือนกับนวนิยายเรื่องโปรดของเขาชื่อ Lord of The Rings ซึ่งเป็นเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว
ครั้งแรกที่หมอฟาร์เมอร์เดินทางไปเฮติในปี 2526 นั้น เขาพยายามหางานทำในโรงพยาบาลตามเมืองต่าง ๆ แต่ไม่มีสถานพยาบาลแห่งไหนรับเขาเข้าทำงานจนกระทั่งคลินิกแห่งหนึ่งในเมืองเมียร์บาเลซ์รับเขา ณ ที่นี้เขาได้พบกับโอฟีเลีย ดาห์ล สาวอังกฤษวัย 18 ปีผู้ซึ่งกลายมาเป็นแฟนของเขา
ช่วงแรกที่หมอฟาร์เมอร์ทำงานอยู่ในเฮติ เขาพบว่าแพทย์ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่ไปทำงานในโรงพยาบาลและคลินิกตามเมืองต่าง ๆ มักทำงานแบบลวก ๆ ราวกับมิได้ตั้งใจที่จะรักษาผู้ป่วย พวกเขามิได้ใยดีที่จะซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างจริงจัง อีกทั้งยังทำเพียงแค่จ่ายยาแก้ไอและวิตามินจากขวดสกปรกจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆให้กับผู้ป่วยโดยมิได้ใส่ใจกับปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้านมากนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพวกเขาคิดเพียงว่าจะไปทำงานเพียงแค่ปีเดียวแล้วกลับบ้านก็เป็นได้ ยิ่งเมื่อหมอฟาร์เมอร์ได้ไปประสบกับเหตุการณ์ที่ผู้ป่วยมาลาเรียต้องเสียชีวิตเพราะไม่มีเงินที่จะถ่ายเลือด เขาจึงเห็นว่าเฮติควรมีโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานเสียที
เขาได้ลงมือเขียนโครงการเพื่อระดมทุนจากเพื่อน ๆ ที่มหาวิทยาลัยดุ๊กและพ่อของโอฟีเลียเพื่อเปิดสถานพยาบาลที่คานเย การที่หมอฟาร์เมอร์เป็นนักระบาดวิทยาทำให้เขาคิดว่าต้องเริ่มต้นโครงการด้วยการค้นหาปัญหาก่อนเป็นอย่างแรก จากนั้นจึงค่อยหาหนทางแก้ไขปัญหาภายใต้ปัจจัยที่พอจะเป็นไปได้ แล้วจึงสร้างตัวชี้วัดเพื่อบ่งบอกถึงความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา เขาและโอฟีเลียจึงช่วยกันทำสำมะโนประชากรและพบว่า ชาวเฮติมีสมาชิกในครอบครัวจำนวนมากและอยู่รวมกันในที่แคบ ๆ เช่น บางครอบครัวมีสมาชิกถึง 11 คนแต่มีห้องเพียง 2 ห้องเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นชาวบ้านยังไม่มีน้ำประปาใช้ พวกเขาจึงต้องขนน้ำดื่มจากภูเขาที่ห่างไกลออกไปโดยใช้ถังน้ำที่สกปรก การขาดแคลนน้ำสะอาดนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก่อนวัยอันควรเป็นจำนวนมาก หมอฟาร์มเมอร์สรุปว่าปัญหาสาธารณสุขของเฮติส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขาดแคลนเพียงแค่สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตขั้นพื้นฐานทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ทางแก้ไขที่ง่ายที่สุดคือการมองปัญหาให้รอบด้านแล้ววางแผนการทำงานเพื่อให้สามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิผลมากขึ้น เช่น ต้องสอนหนังสือให้กับชาวบ้านเพื่อให้พวกเขาสามารถดูแลรักษาสุขภาพตัวเองได้
หลังจากหมอฟาร์เมอร์เข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาได้พบกับทอม ไวท์ เจ้าของบริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในบอสตัน ไวท์เป็นชาวคาทอลิกเชื้อสายไอริสและเคยเป็นทหารมาก่อน จึงรู้สึกเกลียดชังการไม่เห็นค่าของมนุษย์ หรือการมองเห็นมนุษย์เป็นเพียงแค่จุด ๆ หนึ่งบนแผนที่ เมื่อไวท์ร่ำรวยขึ้น เขาจึงให้การสนับสนุนทางการเงินกับองค์กรการกุศลต่าง ๆ เป็นจำนวนมากและได้กลายเป็นผู้ก่อตั้ง PIH และเป็นผู้บริจาครายใหญ่ของหมอฟาร์เมอร์ด้วย ไวท์เล่าว่าเขาชอบหมอฟาร์เมอร์เพราะหมอเป็นคนที่ฉลาดและอุทิศตนให้กับการทำงานจึงทำให้เขาไว้ใจ หมอฟาร์เมอร์ตั้งใจทำงานโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและเขามักให้ความสำคัญกับการทำงานที่เฮติเป็นที่แรกเสมอ แม้แต่เวลาที่เขาขาหักและใส่เฝือกอยู่ก็ยังไม่ยอมที่จะหยุดเดินทางจนกลายเป็นต้นเหตุให้เขาและโอฟีเลียเลิกรากันไปในที่สุด อย่างไรก็ดีด้วยความเป็นคนดีและมีน้ำใจของหมอฟาร์เมอร์ โอฟีเลียยังคงเป็นเพื่อนที่ดีของเขาและร่วมงานกับเขาตลอดมา นอกจากไวท์และโอฟีเลียจะศรัทธาในตัวหมอฟาร์เมอร์แล้ว จิม ยอง คิม ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ศรัทธาในตัวเขามาก จึงได้เข้าร่วมงานกับหมอฟาร์เมอร์ที่ PIH หลังจากสถาบันนี้ก่อตั้งได้เพียง 3 เดือน
ในเดือนธันวาคมปี 2531 เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในเฮติ หมอฟาร์เมอร์ถูกขับออกนอกประเทศหลายครั้งเมื่อกลุ่มผู้มีอำนาจที่ไม่สนับสนุนเขาชนะการต่อสู้ ในช่วงเวลานั้นชาวเฮติต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมากขึ้นไปอีก แม้แต่ในช่วงเวลาที่ทหารกลุ่มที่ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐฯ เป็นผู้บริหารประเทศ ชาวเฮติก็มิได้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซ้ำร้ายพวกเขายังเป็นโรคเอดส์มากขึ้นด้วย ผู้บริหารส่วนใหญ่โทษว่าความเชื่อทางด้านเวทมนตร์คาถาของชาวบ้านทำให้พวกเขาเป็นเอดส์ แต่หมอฟาร์มเมอร์เชื่อว่าการที่ชาวเฮติเป็นเอดส์เป็นผลมาจากการที่ชาวอเมริกันและแคนาดาเข้าไปท่องเที่ยว รวมทั้งชาวเฮติส่วนหนึ่งที่ไปทำงานในสหรัฐฯ ติดโรคนี้กลับมาด้วย สถานการณ์ทางด้านสาธารณสุขของประเทศนี้จึงเลวร้ายลงไปอีก อย่างไรก็ดีในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายนี้ หมอฟาร์เมอร์ก็มิได้ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่เรียนต่อ จนเมื่อความวุ่นวายในเฮติสิ้นสุดลงในตอนกลางเดือนตุลาคมปี 2537 เขาจึงกลับมาเฮติอีกครั้งพร้อมกับวุฒิแพทย์โรคติดเชื้อและรางวัลแมคอาร์เธอร์ซึ่งให้แก่คนหนุ่มสาวที่มีแววของอัจฉริยะในขณะที่มีอายุได้ 35 ปี
โดยทั่วไปผู้คนมักคิดว่ารายได้กับสุขภาพมักไปด้วยกันเสมอ นั่นคือ คนที่มีรายได้ดีมักมีสุขภาพดีด้วย แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ สถิติบ่งว่าจำนวนเด็กที่เสียชีวิตขณะคลอดในบอสตันสูงกว่าของประเทศคิวบา และอัตราตายของผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 5-65 ปีของเขตฮาร์เล็มในนครนิวยอร์กสูงกว่าประเทศบังกลาเทศเสียอีก นั่นหมายความว่า การมีรายได้น้อยอาจไม่จำเป็นต้องมีสุขภาพเลวก็เป็นได้ แต่โดยทั่วไปแล้วปัญหาสุขภาพมักมาพร้อมกับความยากจนเสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่หายได้ง่าย ๆ เช่น วัณโรค
วัณโรคเป็นสาเหตุการตายของประชากรทั่วโลกถึงกว่า 2 ล้านคนเมื่อตอนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 โรคนี้เป็นโรคติดเชื้อที่เป็นสาเหตุการตายอันดับสองรองจากเอดส์เท่านั้น ทั้งนี้เพราะวัณโรคเป็นโรคของคนยากจน บริษัทยาใหญ่ ๆ จึงมักไม่ให้ความสนใจค้นคว้าหาตัวยาใหม่ ๆ มาใช้รักษา ยาชนิดล่าสุดถูกผลิตขึ้นครั้งแรกเมื่อ 25 ปีมาแล้ว อุปกรณ์ในการตรวจหาโรคก็โบราณ อีกทั้งยังไม่เคยมีนโยบายจากที่ใดที่จะหาวัคซีนป้องกันโรคนี้อย่างจริงจังด้วย ในปัจจุบันประชากรโลกกว่า 2 พันล้านคนหรือ 1 ใน 3 จึงมีเชื้อโรคนี้อยู่ในตัวเพียงแต่มันไม่สำแดงอาการออกมาเท่านั้น ธรรมชาติของวัณโรคจะสำแดงอาการก็ต่อเมื่อร่างกายอ่อนแอจากการขาดอาหาร เป็นโรคเบาหวานหรือมีเชื้อเอชไอวีอยู่ในตัว ประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดจึงเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงสุดในการเกิดโรคเพราะพวกเขามีโอกาสหายใจเอาเชื้อเหล่านี้เข้าไปเป็นจำนวนมาก
ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับปัญหาวัณโรคดื้อยา ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคแต่ไม่ได้รับยาเพียงพอทั้งจำนวนและระยะเวลามักทำให้เชื้อดื้อยา พวกเขาสามารถปล่อยเชื้อดื้อยาเข้าไปในชุมชนได้ในขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ วัณโรคดื้อยาจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศยากจนเพราะประชาชนของประเทศเหล่านี้ไม่มีเงินซื้อยารักษา ในปัจจุบันปัญหาวัณโรคดื้อยามิได้เกิดขึ้นแต่กับประเทศยากจนเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการเดินทางข้ามทวีปสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว วัณโรคดื้อยาจึงสามารถข้ามทวีปและแพร่กระจายเข้าไปในส่วนต่าง ๆ ของโลกรวมทั้งในประเทศร่ำรวยได้ด้วยเช่นกัน มันจึงกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลกไปแล้ว.
บทความนี้เขียนโดย พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร
อ่านตอนที่ 2 คลิกที่นี่







Leave a Reply