Mountains Beyond Mountains – สองมือที่สร้างโลก ตอนที่ 2 (จบ)
(3)
ในปี 2533 บาทหลวงแจ็ค รุสสิน เพื่อนสนิทคนหนึ่งของหมอฟาร์เมอร์ได้เดินทางไปยังย่านคาราเบย์โย อันเป็นสลัมแห่งหนึ่งในเมืองลิมา ประเทศเปรู หลังจากไปปักหลักที่นั่นไม่นาน เขาก็ชักชวนหมอฟาร์เมอร์และจิม ยอง คิม ให้ขยายบริการของ PIH ไปยังเมืองนั้นเพราะเขาเห็นว่าประชาชนในสลัมแห่งนี้มีปัญหาทางด้านสุขภาพมากมาย ลิมาก็เหมือนเมืองแออัดอื่น ๆ ในโลกที่ประชาชนมักมีปัญหาวัณโรค องค์การอนามัยโลกจึงได้ตั้งโครงการควบคุมวัณโรคขึ้น จิมและหมอฟาร์มเมอร์จึงคิดว่าวัณโรคน่าจะเป็นปัญหาสุขภาพเพียงเรื่องเดียวที่พวกเขาไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว แต่ในเดือนพฤษภาคมปี 2538 บาทหลวงรุสสินกลับป่วยด้วยวัณโรคจนต้องบินกลับไปบอสตัน แม้ว่าแพทย์จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ แต่เขาก็เสียชีวิตลงในเวลาไม่นาน ผลการเพาะเชื้อจากเสมหะพบว่าเขาเป็นวัณโรคชนิดเชื้อดื้อยาทั้ง 4 ตัว หมอฟาร์เมอร์จึงเกิดความกังขากับโครงการวัณโรคของลิมาที่องค์การอนามัยโลกดูแลอยู่ เขาและคณะจึงสืบค้นสาเหตุและพบว่า ในโครงการนี้มีผู้ป่วยด้วยเชื้อดื้อยาทั้ง 4 ชนิดเป็นจำนวนมาก แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ยังคงได้รับการรักษาด้วยยาชนิดเดิมต่อไปอีกจนครบโดยมิได้มีการเปลี่ยนยาหรือเพิ่มยาใด ๆ ให้ นั่นหมายความว่า ไม่เพียงผู้ป่วยเหล่านี้จะมิได้หายจากการเป็นวัณโรคแล้ว พวกเขายังกลายเป็นกลุ่มคนที่แพร่เชื้อวัณโรคดื้อยาเข้าสู่ชุมชนอีกด้วย
วิธีการแก้ปัญหาวัณโรคดื้อยาตามตำราแพทย์ซึ่งมักดื้อยาเพียงแค่ 1-2 ตัวคือ การให้ยาสูตรเดิม 4 ชนิดร่วมกับยาใหม่อีก 1 ชนิดด้วยวิธีการที่เข้มข้นที่เรียกย่อ ๆ ว่า DOTS นั่นคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้ได้รับมอบหมายจะต้องดูแลให้ผู้ป่วยได้รับประทานยาทุก ๆ วันซึ่งโดยทั่วไปจะได้ผลเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ การรักษาวัณโรคดื้อยาด้วยชนิดยาที่ไม่เหมาะสมไม่เพียงจะไม่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเท่านั้น มันยังจะเพิ่มจำนวนชนิดของยาที่เชื้อโรคดื้อขึ้นอีกด้วย แพทย์จึงจำเป็นต้องแยกให้ได้ว่าผู้ป่วยดื้อยาชนิดใดกันแน่
สำหรับสถานการณ์ในลิมานั้น เมื่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเลือกวิธีการผิด ๆ สำหรับรักษาผู้ป่วยจนกระทั่งมีผู้ป่วยดื้อยา 4 ชนิดเพิ่มขึ้นถึง 10 ราย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องละทิ้งผู้ป่วยเหล่านี้ แท้ที่จริงแล้วการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องคือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคระบบทางเดินหายใจเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง แต่การทำเช่นนี้ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งค่าปรึกษาแพทย์และยาเพิ่มขึ้นมาก ยิ่งไปกว่านั้นแนวคิดหลักขององค์การอนามัยโลกในการรักษาผู้ป่วยต้องคำนึงถึงต้นทุนกับผลได้หรือต้องคุ้มค่ากับการลงทุน การรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาแต่ละรายมีต้นทุนสูงขึ้นมากจึงไม่คุ้มค่าตามแนวคิดหลักขององค์การอนามัยโลก แต่การละทิ้งผู้ป่วยดื้อยาจะยิ่งส่งผลร้ายกับประเทศและโลกโดยรวม ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยเหล่านี้จะกลายเป็นผู้แพร่เชื้อวัณโรคดื้อยาไปยังชุมชนของตนเองและทำให้การระบาดของโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
หมอฟาร์เมอร์เคยมีโอกาสรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาในเฮติเช่นกัน ครั้งนั้นเขาได้ไปพบกับไมเคิล ไอเซนแมน ผู้เชี่ยวชาญที่เคยแก้ปัญหาวัณโรคดื้อยาในเดนเวอร์ที่สถาบันซึ่งได้ชื่อว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ดีที่สุดในโลก ไอเซนแมนกล่าวว่า การแก้ปัญหาในปี 2536 ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้เพียงร้อยละ 60 เท่านั้นต้องใช้เงินทุนถึงรายละ 250,000 เหรียญ ผู้ป่วยทุกรายต้องใช้ยาแถวสองซึ่งมีราคาและผลข้างเคียงสูง อีกทั้งยังต้องรักษาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีและบางรายก็ล้มเหลว นั่นคือ จบลงด้วยการเสียชีวิต อย่างไรก็ตามเขายังคงเห็นว่า การรักษาโรคดื้อยายังคงต้องดำเนินต่อไปเพราะมันเป็นสถานการณ์ที่คุกคามคนทั่วโลกเนื่องจากโรคนี้สามารถที่จะข้ามพรมแดนได้ง่าย ๆ การแก้ปัญหาอย่างไม่ถูกต้องรังแต่จะทำให้โลกทั้งโลกปั่นป่วน
หมอฟาร์เมอร์และจิม ยอง คิม จึงเริ่มต้นแก้ปัญหานี้ที่เปรูด้วยการรักษาผู้ป่วย 10 รายแรกในเดือนสิงหาคมปี 2539 อย่างไรก็ดีการแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะรัฐบาลเปรูไม่ต้องการได้ยินว่าโครงการรักษาวัณโรคของรัฐล้มเหลว ซ้ำร้ายทั้งหมอฟาร์เมอร์และจิมต่างไม่มีใบอนุญาตในการรักษาผู้ป่วยในเปรู ทั้งสองจึงถูกขัดขวางจนทำให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งเสียชีวิตโดยยังมิได้รับการรักษา การที่รัฐบาลเปรูไม่ต้องการให้ทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาวัณโรคดื้อยาเป็นเพราะรัฐไม่ต้องการให้เกิดมาตรฐานใหม่ซึ่งเท่ากับบีบบังคับให้รัฐต้องดำเนินการตามมาตรฐานใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงตลอดไป เมื่อหมอฟาร์เมอร์ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่ายาได้ ภาระจึงตกอยู่กับทอม ไวท์ตามเคย ไวท์ได้ส่งเงินไปให้กับโรงพยาบาลที่หมอฟาร์เมอร์ยืมยาไปรักษาและได้เขียนจดหมายในเชิงว่ากล่าวให้โรงพยาบาลมีเมตตากับผู้ป่วยให้มากขึ้นด้วย
นอกจากปัญหาวัณโรคในผู้ป่วยทั่วไปแล้ว หมอฟาร์เมอร์ยังถูกรัฐบาลรัสเซียร้องขอให้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาวัณโรคในคุกไซบีเรียของรัสเซียด้วย เศรษฐกิจรัสเซียที่ตกต่ำลงยังผลให้ผู้ต้องขังในคุกเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ทำผิดในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ลักขโมยขนมปัง เมื่อผู้ต้องขังคดีเล็กน้อยเหล่านั้นติดโรคจากในคุก หรือได้รับเชื้อแต่ไม่ได้รับการรักษาถูกปล่อยตัวออกไปสู่สังคม พวกเขาก็ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไปเป็นบริเวณกว้างอย่างรวดเร็ว หมอฟาร์เมอร์คาดว่าในคุกไซบีเรียมีนักโทษที่เป็นวัณโรคถึงกว่าแสนคนโดยในจำนวนนี้กว่า 30% ติดวัณโรคชนิดเชื้อดื้อยา สถานการณ์เช่นนี้ยากที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเรือนจำจะจัดการกับปัญหาเองได้ ในครั้งนั้นเขาต้องเดินทางไปยังคุกไซบีเรียหลายต่อหลายครั้งเพื่อหาข้อมูล อีกทั้งยังต้องช่วยเหลือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต่อรองกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเพราะเขาเห็นว่าการได้รับเงินเพียงพอแค่ซื้อยาไม่น่าจะทำให้นักโทษหายจากโรคได้ ปัญหาวัณโรคต้องได้รับการบำบัดทางด้านโภชนาการด้วย
ในเดือนเมษายนปี 2541 องค์การอนามัยโลกได้จัดการประชุมเกี่ยวกับวัณโรคที่บอสตัน การประชุมครั้งนั้นหมอฟาร์เมอร์ได้นำเสนอผลสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาในเปรูให้กับผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัณโรค อาราตา โคชิ หัวหน้าโครงการวัณโรคขององค์การอนามัยโลกชื่นชมความสำเร็จนั้นมาก แม้ว่าครั้งหนึ่งเขาจะไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินมากมายรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาเพียงไม่กี่คน ผลสำเร็จของหมอฟาร์เมอร์ในครั้งนั้นเป็นการยืนยันให้โลกเห็นว่า หากมนุษย์ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ย่อมไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ หมอฟาร์เมอร์ย้ำว่าก่อนที่เขาจะเข้าเป็นแพทย์ เขาสาบานที่จะรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด แต่เขาไม่เคยสาบานที่จะรักษาผู้ป่วยด้วยต้นทุนที่ถูกที่สุดเลย เนื่องจากแต่ละประเทศมีเงินทุนสำหรับใช้จ่ายทางการแพทย์อย่างจำกัด มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาคนเพียงกลุ่มน้อยด้วยเงินจำนวนมากเพราะมันหมายถึงการละเมิดเงินที่จะใช้ในการรักษาโรคให้กับคนกลุ่มใหญ่ แต่องค์การอนามัยโลกมีหน้าที่ดูแลคนทั้งโลกในระยะยาว องค์การนี้จึงตระหนักในที่สุดว่า การไม่แก้ปัญหาวัณโรคดื้อยารังแต่จะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงในระยะยาว
สาเหตุที่ค่ารักษาพยาบาลสูงมากเป็นผลมาจากการที่ยาใหม่ ๆ ติดสิทธิบัตรยา เมื่อองค์การอนามัยโลกอนุมัติโครงการ DOTS-plus ตลาดยาวัณโรคแถวสองซึ่งจำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาก็มีขนาดใหญ่ขึ้น หมอฟาร์เมอร์และจิมจึงขอร้องให้องค์การอนามัยโลกจัดประชุมกับบริษัทยาต่าง ๆ เพื่อขอร้องให้ผู้บริหารลดราคายาลง เขาเสนอตัวเลขจำนวนผู้ป่วยเพื่อให้บริษัทยาเห็นว่าตลาดนี้ใหญ่มาก ราคายาจึงควรลดลง จริงอยู่จำนวนผู้ป่วยที่เขาเสนอเป็นตัวเลขที่แท้จริง แต่ความสามารถในการซื้อกลับไม่เป็นจริง ทั้งนี้เพราะจำนวนผู้ป่วยที่เขากล่าวอ้างส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจในการซื้อ บริษัทยาต่าง ๆ จึงไม่หลงเชื่อ ในที่สุดองค์การอนามัยโลกก็ต้องอนุมัติให้ยารักษาวัณโรคแถวสองเป็นยาทางการที่สำคัญส่งผลให้บริษัทที่ผลิตยาสามัญสามารถผลิตยาแถวสองได้ องค์การอนามัยโลกจึงสามารถซื้อยาแถวสอง 4 ตัวในราคาเพียงแค่ 5% เทียบกับราคาเมื่อปี 2539 เมื่อค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาลดเหลือเพียงรายละ 1,500 ดอลลาร์แทนที่จะเป็น 15,000 ดอลลาร์ การโต้แย้งว่า การรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาไม่คุ้มค่ากับการลงทุนก็หมดไป
ความสำเร็จของโครงการรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยานั้นมาจากความเชื่อของหมอฟาร์เมอร์ที่ว่า โลกมียาดี ๆ และมีเงินจำนวนมากพอที่จะทำการหยุดยั้งโรคได้ หากทุกคนใช้ความพยายามให้มากพอ ปัญหาทุกอย่างย่อมสามารถที่จะแก้ไขได้เสมอ ผลของความสำเร็จนี้ทำให้บิล เกตส์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกรับปากที่จะบริจาคเงินส่วนหนึ่งจากมูลนิธิของเขาเพื่อแก้ปัญหาวัณโรคดื้อยา
(4)
ผลสำเร็จของการรณรงค์รักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาทำให้เพื่อนหลายคนของหมอฟาร์เมอร์เล็งเห็นศักยภาพของเขาในการแก้ปัญหาสาธารณสุขให้กับโลกจึงแนะนำให้เขาหันมาทำงานเฉพาะด้านนโยบายเท่านั้น แต่หมอฟาร์เมอร์ยืนยันว่า ลำดับการทำงานของเขาคือผู้ป่วย นักโทษและนักศึกษา และผู้ป่วยที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือผู้ป่วยในเฮติ การที่เขาให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยมากที่สุดเป็นเพราะเขารู้สึกว่าหากในแต่ละวันเขาได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้ป่วยสักหนึ่งคน วันนั้นก็มิได้เลวร้ายเกินไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงมีงานมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบไม่มีเวลาหลับนอน วิธีการที่หมอฟาร์เมอร์ใช้ในการแก้ปัญหาก็คือ บินให้มากขึ้นและนอนให้น้อยลง ทั้งนี้เพราะเขาคิดว่าตนเองโชคดีที่สามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ มีคนจำนวนมากมายในโลกที่ไม่สามารถทำได้เช่นนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเฮติ
คนส่วนใหญ่มักคิดว่าหมอฟาร์เมอร์เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ โอฟีเลียเล่าว่าหมอฟาร์มเมอร์มักถามเธอเป็นประจำว่าเขาดูเป็นอย่างไรบ้าง หากเธอไม่ชื่นชมเขา เขาจะรู้สึกเจ็บปวด ฉะนั้นเขาจึงใช้การทำงานหนักเพื่อสร้างกำลังใจและมิให้ตนเองสิ้นหวังหรือซึมเศร้า หมอฟาร์เมอร์มักไม่ค่อยปฏิเสธคำขอของใคร คิวขอความช่วยเหลือจากเขาจึงยาวมาก เขาต้องตอบจดหมายอีเล็กทรอนิกส์วันละกว่า 80 ฉบับ ต้องคอยหาซื้อของฝากตามที่ถูกขอร้องและต้องแบกของมากมายเพื่อฝากลูกหลานของคนที่เขาต้องติดต่อด้วย กระเป๋าของเขาจึงอัดแน่นไปด้วยของฝากเสียจนกระทั่งเขาต้องใส่เสื้อผ้าซ้ำไปซ้ำมาตัวละหลายวันเพราะกระเป๋าไม่มีที่ว่างสำหรับใส่เสื้อผ้าของตนเอง เขาทำงานหนักมากจนล้มป่วยด้วยโรคตับอักเสบซึ่งร้ายแรงเสียจนกระทั่งต้องหยุดงานหลายเดือน การที่เขาต้องทำงานหนักเช่นนี้เป็นเพราะเขาคิดว่าหากเขาไม่ทำงานหนักจะมีคนส่วนหนึ่งต้องตายโดยไม่สมควร โอฟีเลียพูดติดตลกว่า ความคิดทำนองนี้ของเขาหากใครได้ยินเข้าคงคิดว่าเขาเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งที่หลงละเมอถึงความยิ่งใหญ่เป็นแน่
ในเดือนกรกฎาคมปี 2543 บิล เกตส์ได้บริจาคเงิน 45 ล้านเหรียญให้กับ PIH ไว้ใช้ในการกำจัดวัณโรคดื้อยาในเปรู วิลเลียม โฟเก ที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์มูลนิธิผู้ควบคุมโครงการเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เงินจำนวนนี้ต้องถูกใช้ไปเพื่อรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา 2,000 คนภายในเวลา 5 ปีโดย 80% จะต้องได้รับการรักษาจนหายขาด วัณโรคดื้อยาจะต้องถูกกำจัดไปจากเปรูเพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า คนยากจนก็สามารถที่จะได้รับการรักษาจนหายขาดจากโรคได้ด้วยเทคโนโลยีและเงินทุนที่ไม่มากนักและการรักษาคนยากจนเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ PIH จะสามารถขยายโครงการออกไปในระดับประเทศ
วิธีให้เงินทุนของเกตส์ก็เหมือนกับการบริจาคของมูลนิธิใหญ่ ๆ ที่ต้องการให้เฉพาะกับโครงการที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงและสามารถวัดผลได้แน่นอน แต่หมอฟาร์เมอร์และคณะไม่ชอบแก้ปัญหาเฉพาะแค่โรค พวกเขาชอบแก้ปัญหาของคนจนด้วย พวกเขาจึงมักใช้เงินของผู้สนับสนุนรายใหญ่ เช่น ทอม ไวท์ มาแก้ปัญหามากกว่า เช่น ใช้ซื้อยาต้านไวรัสเอชไอวีให้กับผู้ป่วยชาวเฮติที่เป็นวัณโรคเพราะหมอฟาร์เมอร์เห็นว่าวัณโรคต้องรักษาไปพร้อมกับเอดส์ จริงอยู่เขาเคยขอเงินสนับสนุนจากมูลนิธิต่าง ๆ แต่มูลนิธิส่วนใหญ่มักปฏิเสธคำขอของเขาเพราะมูลนิธิเห็นว่าการรักษาผู้ป่วยเอดส์ในเฮติด้วยยาต้านไวรัสไม่คุ้มค่า เมื่อเขาขอรับการสนับสนุนจากบริษัทยา บริษัทเหล่านี้ก็แนะนำให้เขาไปขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิ สุดท้ายเขาจึงขายสำนักงานใหญ่ของ PIH ที่เมืองแคมบริดจ์และขอเงินสนับสนุนค่ายาต้านไวรัสเพิ่มเติมจากมูลนิธิของจอร์จ โซรอสและทอม ไวท์มาแก้ปัญหาตามแนวทางของเขาเอง การตัดสินใจของเขาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้บรรลุผลตามที่ตนเองตั้งไว้มากกว่าจะเดินตามหนทางที่ผู้อื่นต้องการหรือกฎระเบียบต่าง ๆ
หลังจากที่หมอฟาร์เมอร์ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา PIH สถานพยาบาลแห่งนี้ก็มีชื่อเสียงจนผู้เชี่ยวชาญและแพทย์จากทั่วโลกต่างหลั่งไหลกันไปดูงานจนทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล Mass General ในบอสตันกับ PIH ขึ้นในเวลาต่อมา ผู้ป่วยเฮติรายแรกที่มีโอกาสเดินทางไปรักษาตัวถึงบอสตันเป็นเด็กชายวัย 11 ปีที่มาพบแพทย์ด้วยก้อนที่คอ เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งคอหอยซึ่งเป็นมะเร็งที่พบน้อยมากในเด็ก โรคนี้มีพยากรณ์โรคดีหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก่อนที่มะเร็งจะลามไปถึงอวัยวะอื่น ๆ เซรีนา โคนิก ซึ่งเป็นแพทย์อาสาสมัครจึงได้พยายามที่จะย้ายเด็กไปรักษาที่โรงพยาบาล Mass General ในบอสตันโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่หลังจากที่ต้องผ่านขบวนการทางการทูตกว่า 1 เดือน เธอก็พบว่า เด็กป่วยมากเสียจนกระทั่งไม่สามารถที่จะหายใจเองได้โดยที่ไม่ได้รับการดูดเสมหะตลอดทางจึงเป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะเดินทางโดยเครื่องบินพาณิชย์ธรรมดา เธอจึงขอความร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลชาวเฮติคนหนึ่งเพื่อเช่าเครื่องบินแบบเหมาลำ ตอนแรกหมอฟาร์เมอร์ไม่อนุญาตให้เธอทำเช่นนั้นเพราะค่าใช้จ่ายในการเช่าเครื่องบินสูงมาก เขาเกรงว่าจะก่อให้เกิดปัญหาในวันข้างหน้า แต่เมื่อเขาอนุญาต การที่เด็กไม่สามารถหายใจเองได้ทำให้เธอต้องว่าจ้างรถเพื่อนำเด็กไปส่งที่สนามบินด้วย การเดินทางเป็นไปอย่างทุลักทุเลทำให้เด็กป่วยมากเสียจนกระทั่งไม่สามารถรับการรักษาใด ๆ ได้อีกแล้ว แม้ว่าแพทย์หลายคนที่บอสตันต่างไม่เข้าใจในความพยายามของหมอโคนิก แต่เธออธิบายว่าเด็กคนนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับเด็กอื่น ๆ ทั่วโลกที่ควรได้รับการดูแลอย่างดีในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
หลังจากนั้น 1 เดือน หมอโคนิกก็เดินทางออกจากจากเฮติอีกครั้งพร้อมกับเด็กอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นมะเร็งที่ไต เด็กคนนี้ได้รับการรักษาฟรีอีกเช่นกัน หมออีซโควิทซ์ กุมารแพทย์ของสถาบันที่บอสตันประทับใจในความพยายามและความตั้งใจของเธอมาก จึงดำริที่จะมีโครงการความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลทั้งสองแห่ง ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาจึงเป็นผลของความพยายามที่จะทำดีที่สุดให้กับผู้ป่วยไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม หมอฟาร์เมอร์อธิบายว่าการที่เขายินยอมให้หมอโคนิกนำเด็กไปที่บอสตันด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำทั้ง ๆ ที่ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายครั้งนั้นสูงมากเป็นเพราะเด็กคนนั้นเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัว เด็กจึงเป็นความหวังทั้งหมดของแม่ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นเพียงตัวอย่างของการต่อสู้อย่างยาวนานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับคนยากจน แม้ว่าการต่อสู้แต่ละครั้งจะยากลำบากและสร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับเขามาก แต่เขาก็ไม่เคยสิ้นหวังและยังจะอดทนต่อไป
ผู้เขียนเล่าถึงการตามหมอฟาร์เมอร์ไปพบผู้ป่วยเด็กที่เป็นวัณโรคปอดอีกรายหนึ่ง การเดินทางในครั้งนั้นยากลำบากและต้องใช้เวลามากกว่าครั้งแรกมากโดยต้องเดินทางด้วยรถยนต์ถึง 7 ชั่วโมงและใช้เวลาอีกกว่า 3 ชั่วโมงเดินมารอรถเพื่อกลับที่พัก หลังจากเดินทางไปดูบ้านผู้ป่วยแล้ว หมอฟาร์เมอร์ตัดสินใจว่าเขาต้องแก้ปัญหาด้วยการสร้างบ้านใหม่ให้เด็ก อีกทั้งยังต้องให้ค่าเล่าเรียนและค่าอาหารด้วยเพื่อให้เด็กมีโภชนาการที่ดีพอที่จะต่อสู้กับโรค การที่หมอต้องทำเช่นนั้นเพราะเขาเชื่อว่าความสามารถในการหายจากโรคขึ้นอยู่กับปัญหาพื้นฐาน หากไม่แก้ปัญหาพื้นฐานให้ โรคก็อาจแพร่ขยายออกไปในวงกว้างและจะทำให้การแก้ปัญหายากเย็นขึ้นไปอีก ซ้ำยังจะทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายมากขึ้นด้วย
การติดตามหมอฟาร์เมอร์อยู่หลายปีทำให้ผู้เขียนสรุปว่า การที่หมอฟาร์เมอร์พยายามที่จะทำในสิ่งที่คนอื่น ๆ ในโลกไม่คิดจะทำกันนั้นอาจเป็นเพราะหมอเห็นว่าการเดินทางไกลด้วยความยากลำบากผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่าเพียงเพื่อไปคุกเข่าในบ้านของผู้ป่วยที่ยากจนแล้วนำเอาสเต็ทไปฟังที่หัวใจของคนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและไม่เป็นการกระทำที่เสียเวลามากเกินไป ทั้งนี้เพราะชีวิตของคนยากจนมิได้ด้อยค่ากว่าของคนอื่น และหากผู้คนทั่วโลกพยายามทำสิ่งที่ควรทำอย่างดีที่สุด สิ่งนั้นย่อมไม่ไร้ค่าอย่างแน่นอน
ข้อคิดเห็น - การมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นอาจเป็นคำพูดที่ดูสวยหรูจนน่าจะเรียกว่าเหลือเชื่อ แต่หมอฟาร์เมอร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และสามารถที่จะสร้างความสุขอย่างแท้จริงได้ด้วย นอกจากนั้นเขายังเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จเกิดขึ้นได้เสมอหากใช้ความพยายามที่มากพอและไม่ยอมแพ้ ชีวิตและงานของเขาจึงน่าที่จะเป็นกำลังใจและสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างดี จริงอยู่ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่ประเทศเราก็ยังดีกว่าประเทศอื่น ๆ อีกหลายแห่งในโลก คนไทยจึงไม่ควรสิ้นหวังและควรพยายามประกอบกรรมดีต่อไป.
บทความนี้เขียนโดย พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร
อ่านตอนที่ 1 คลิกที่นี่







Leave a Reply