พธม. – ความหวังครั้งสุดท้าย

เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ผมเรียนว่าเราต้องเสริมสร้างทุนทางสังคมให้แข็งแกร่งเราจึงจะพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ต่อมาผมเรียนว่า การเสริมสร้างทุนทางสังคมนั้นนับวันจะยิ่งยากเนื่องจากการแย่งชิงทรัพยากรจะเข้มข้นจนผลักดันให้ผู้คนลดมาตรฐานทางจรรยาบรรณและฉ้อโกงกันมากขึ้น ผมเสนอให้ผู้อ่านอาสาออกมาช่วยกันทำอะไรต่อมิอะไรโดยไม่ได้เรียนว่า ความหวังครั้งสุดท้ายอยู่ที่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน วันนี้จะเรียนว่าเพราะอะไรผมจึงคิดเช่นนั้น


ณ วันนี้คงไม่เป็นที่กังขาอีกต่อไปแล้วว่า สังคมไทยไม่เคยพร้อมที่จะใช้ระบอบประชาธิปไตยบริหารประเทศ จากปี 2475 การบริหารตามแนวนั้นจึงล้มลุกคลุกคลานตลอดมา ปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนต้นเพราะคณะราษฎร์บางคนไม่สนใจที่จะใช้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จากวันนั้น ชนชั้นผู้นำที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศส่วนใหญ่ก็ใช่จะมีศรัทธาอย่างทั่วถึง เราจึงมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นทหาร พ่อค้า นักการเมือง นักเลือกตั้งและผู้ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงชั่วคราว พวกเขามักเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องตามรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเพื่อทำให้การแสวงหานั้นสะดวกขึ้น

หลังจากขว้างรัฐธรรมนูญทิ้งไปนับสิบครั้ง เราได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าวางอยู่บนฐานของอุดมการณ์ประชาธิปไตยมากที่สุด กระนั้นก็ตาม ความทรามของนักการเมืองและนักเลือกตั้งก็ยังทำให้มันถูกขว้างทิ้งจนได้

เราทราบดีว่าระบอบประชาธิปไตยที่เราลอกผู้อื่นมานั้นแยกการบริหารออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าผู้ที่ได้รับเลือกเข้ามามักเป็นนักเลือกตั้งที่หวังเข้ามาเพื่อแสวงหาและรักษาประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ร้ายยิ่งกว่านั้น บางคนแสดงสันดานของความเป็นอันธพาลออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด โดยทั่วไปฝ่ายนี้จึงมีคุณภาพต่ำมาก

เนื่องจากฝ่ายบริหารมาจากการคัดเลือกผู้ที่อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ คุณภาพของฝ่ายบริหารโดยทั่วไปจึงไม่ต่างจากฝ่ายนิติบัญญัติมากนัก เรื่องนี้ย่อมเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดอยู่แล้ว

ฝ่ายตุลาการมาจากการคัดสรร ฉะนั้น ฝ่ายนี้จึงไม่มีลักษณะของอีกสองฝ่ายยกเว้นในบางกรณีโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการเบื้องต้นอันได้แก่ตอนที่คดียังอยู่ในมือตำรวจและอัยการ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันฝ่ายตุลาการยังพอค้ำชูสังคมไทยให้อยู่กับร่องกับรอยได้ เราโชคดีที่ความพยายามของอดีตฝ่ายบริหารทราม ๆ และเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาในตำแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งปลัดกระทรวงยุติธรรมไม่สามารถทำลายกระบวนการนี้ได้ มิฉะนั้นเมืองไทยก็คงเป็นรัฐล่มสลายสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับโซมาเลียและเฮติไปแล้ว

การบริหารประเทศต้องยึดหลักเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นฐานเช่นเดียวกับที่ทางการเมืองยึดหลักประชาธิปไตย เมืองไทยเรายึดหลักตลาดเสรีแบบผสมผสานมานานแล้ว นั่นคือ รัฐเข้าไปมีบทบาทในตลาดโดยตรงบ้างในบางกรณี เช่น มีรัฐวิสาหกิจและควบคุมราคาสินค้าบางชนิดเมื่อจำเป็น แต่ส่วนใหญ่รัฐปล่อยให้ภาคเอกชนมีอิสระที่จะดำเนินงาน
เท่าที่ผ่านมาปัญหาใหญ่ของการใช้ระบบตลาดเสรีมีที่มาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผู้อยู่ในภาครัฐที่มีอำนาจสูงสุดคือรัฐบาลซึ่งมีปัญหาสารพัดดังที่อ้างถึง คนพวกนี้จึงไม่มีความเป็นกลางที่จะเอื้อให้ภาคเอกชนทำงานได้ตามหลักการของตลาดเสรี ร้ายยิ่งกว่านั้น พวกเขายังเข้าไปมีกิจการเสียเอง หรือไม่ก็ให้ความสะดวกแก่พวกพ้องของตนเป็นพิเศษ ส่วนเอกชนที่มีกิจการต่าง ๆ ก็มักหาทางเอาใจพวกที่อยู่ในภาครัฐเพื่อหวังจะได้โอกาสพิเศษ ภาคเอกชนจึงถูกบิดเบือนไปจนไม่มีลักษณะของภาคเอกชนในตลาดเสรีที่แท้จริง

ดังที่ผมเรียนไว้ ปัจจัยพื้นฐานกดดันให้ผู้คนลดมาตรฐานทางจรรยาบรรณและฉ้อโกงกันมากขึ้น เมืองไทยจึงมิใช่ประเทศเดียวที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีปัญหาหนักหนาสาหัส คนไทยจำนวนมากทราบดีว่า ทางแก้ได้แก่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภาคประชาสังคม ภาคนี้มีส่วนประกอบหลากหลาย จากการเคลื่อนไหวของบุคคลเพียงคนเดียวไปถึงของกลุ่มใหญ่ในรูปต่าง ๆ เช่น องค์กรเอกชนและการรวมตัวกันของคนจำนวนมากเป็นครั้งคราวเพื่อประท้วงรัฐบาล ภายในภาคธุรกิจเองก็มีการเคลื่อนไหวเพื่อเอื้อให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็งขึ้น เช่น การทำกิจกรรมในกรอบแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทห้างร้าน

ความเคลื่อนไหววิวัฒน์ไปค่อนข้างเชื่องช้าเพราะคนทรามพยายามใช้วิชามารแทรกแซงและบิดเบือนโดยออกมาเคลื่อนไหวด้วยตัวเองบ้าง จ้างคนอื่นเคลื่อนไหวแทนบ้าง สร้างภาพด้วยการโกหกพกลมบ้าง และกล่าวร้ายผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมโดยแท้จริงบ้าง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาสามสี่ปีที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวที่ผมเห็นว่าตรงกับความต้องการของสังคมอย่างแท้จริงได้แก่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) การพูดเช่นนี้มิใช่เพื่อยกย่องพวกพ้องกันเอง หากผมได้ติดตามและศึกษาการเคลื่อนไหวจนแน่ใจว่ามาจากพลังบริสุทธิ์จริง

ผมมองว่าความเคลื่อนไหวในแนวของ พธม. เป็นความหวังครั้งสุดท้ายที่จะป้องกันมิให้เมืองไทยเดินเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลายซึ่งปราชญ์และโหรบางคนทำนายว่าจะเริ่มในปี 2555 ผู้ทำนายได้แก่ชาวมายา นอสตราดามุส เออร์วิน ลาสซโลและหลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ (เออร์วิน ลาสซโล ทำนายไว้ในรูปของทางสองแพร่งโดยทางหนึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนและทางหนึ่งจะนำไปสู่ความล่มสลาย ดังมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ The Chaos Point ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยในเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com) เนื่องจากมันเป็นความหวังครั้งสุดท้าย ความเคลื่อนไหวในแนวของ พธม. จะต้องขยายทั้งเครือข่ายและเนื้องานให้กว้างขวางและครอบคลุมยิ่งขึ้น เรื่องนี้ย่อมเป็นที่ตระหนักของแกนนำ พธม. อยู่แล้ว ผมมองว่าผู้อ่าน “ผู้จัดการ” ส่วนใหญ่ก็เข้าใจเป็นอย่างดีและมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความเคลื่อนไหวจะดำเนินต่อไปโดยไม่มีโอกาสหมดพลังซึ่งอาจเกิดได้จากหลายทางด้วยกัน ผมมองเห็นสามประเด็นทันที

ประเด็นแรก พวกที่มีความเลวทรามเป็นสันดานและพวกมารทางเมืองจะพยายามล่อใจพันธมิตรโดยเฉพาะผู้ที่จะเข้าไปอยู่ในรัฐสภาและรัฐบาลให้ละทิ้งอุดมการณ์ของตน เนื่องจากพันธมิตรยังเป็นปุถุชน การล่อใจอาจได้ผลตามที่พวกคนทรามหวัง ประเด็นที่สอง ความเคลื่อนไหวนี้จะมีความยืดเยื้อเป็นเวลานานเนื่องจากพวกมารที่ฝังตัวอยู่ทั่วทุกหัวระแหงจะพยายามหักล้างอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นความอ่อนล้าจะคืบคลานเข้ามาเมื่อไรก็ได้ ความอ่อนล้าในที่นี้ไม่จำกัดอยู่ที่ทางร่างกายเพียงอย่างเดียว หากครอบคลุมไปถึงกำลังใจและกำลังทรัพย์ด้วย ประเด็นที่สาม ไม่มีใครอยู่ได้ค้ำฟ้า เราเห็นแล้วว่ามีคนมุ่งร้ายต่อผู้เคลื่อนไหวในแนวพันธมิตรโดยเฉพาะแกนนำและเราหลีกเลี่ยงสัจธรรมไม่ได้ อุดมการณ์ของแกนนำรุ่นต่อ ๆ ไปอาจไม่เข้มข้นเท่าของคนรุ่นปัจจุบัน ฉะนั้น การจะคงไว้ซึ่งศรัทธาจะยากยิ่งขึ้น

ผู้อ่านคงมองเห็นประเด็นอื่น ๆ อีก หวังว่าท่านจะออกมาชี้แนะและช่วยกันทำให้ความหวังครั้งสุดท้ายนี้มีผลในทางป้องกันมิให้สังคมไทยเดินเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลาย แต่จะผลักดันให้เดินเข้าสู่ทางแห่งความยั่งยืน

—————————
บทความโดย ดร.ไสว บุญมา พิมพ์ใน ผู้จัดการเอเอสทีวี วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Tuesday, October 20th, 2009 and is filed under ประชาสังคม. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

14 Responses to “พธม. – ความหวังครั้งสุดท้าย”

  1. ywara on October 22nd, 2009 at 6:34 pm

    พันธมิตรคงต้องดูแลซึ่งกันและกันให้มากกว่าที่เป็นอยู่ แม้เราเชื่อว่าพันธมิตรทำเพื่ออุดมการณ์แต่ก็ยังคงมีคนบางคนบางกลุ่มที่ต้องการไปแสวงหาผลประโยชน์ในพันธมิตรเช่นเดียวกัน อย่างเช่นการลงทะเบียนร้านค้าในเว็บผู้จัดการเอเอสทีวี เสมือนให้ลงทะเบียนเพื่อที่จะกระจายสินค้าของเอเอสทีวีเท่านั้น ทั้งที่ผู้ค้าเหล่านั้นต้องการให้พธม.เข้ามามีบทบาทช่วยยับยั้งการขยายสาขาของห้างยักษ์ทั้ง4 อย่างจริงจังแต่ก็ได้รับคำปฎิเสธที่สวยหรูจากพธม.ทุกครั้งไป ความสื่อมศรัทธาจึงเพิ่มพูนมากขึ้น เพราะถ้าพวกเขาหล่านั้นไม่สามารถรักษาอาชีพของตนเองไว้ได้ก็คงยากที่จะให้ไปช่วยผู้อื่น อยากฝากให้พันธมิตรใคร่ควรบทบาทของตนเองให้ดีก่อนที่ผู้ร่วมอุดมการณ์จะหดหายไป

  2. geegeegee on October 23rd, 2009 at 12:26 pm

    พธม.เป็นพลังบริสุทธิ์จริง
    แต่ ท่านนพ.ประเวศ กล่าวว่าพธม.จะเกรี้ยวกราดใส่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย
    และดิชั้นก็เห็นว่าพธม.ยึดถือความคิดของพธม.เองเป็นสรณะ และบรรทัดฐานจนเกินไปในบางครั้ง

    ในเวปผู้จัดการ มีความคิดเห็นหลายๆความคิดเห็นที่เข้าข่าย ตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยต้องการให้มีการกำจัดอำนาจทรามไปซะรวดเดียวจบ ซึ่งในโลกของความเป็นจริงนั้น ความเลวทรามได้กระจายลงรากลึกอยู่ในสังคมไทยจนเป็นเรื่องยากที่จะถอนรากถอนโคนได้ทั้งหมดในครั้งเดียว

    แม้จะรู้ว่าความชั่วร้ายแฝงเต็มไปหมด ใจมันยังสู้นะคะ
    แต่บางครั้ง พอรู้ว่าคนทรามมันยังทรามได้ไม่มีที่สิ้นสุดและยังลอยนวลทำร้ายประเทศไทยได้อย่างลอยหน้าลอยตาแล้ว ก็คิดไปทางด้านลบว่า ประเทศไทยคงไม่รอดแล้วเพราะคนทรามเยอะเกินไปที่จะเยียวยาได้อีกแล้ว
    เพราะฉะนั้นลำพังพลังเล็กๆของเราจะทำกระไรได้ คิดแล้วก็น้อยเนื้อต่ำใจค่ะ

    อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การดึงคนที่ถูกมอมเมาให้ตาสว่าง
    แต่จากประสบการณ์จริง มันเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ เตือนไปก็เสมือนเตือนตอไม้ที่ไม่ฟังไม่เข้าหูอะไรทั้งสิ้น และในใจเขาก็ยังเชื่อในสิ่งที่ผิดอย่างมหันต์ได้อย่างหน้าตาเฉยและงมงาย

    เหนื่อยใจค่ะ

  3. ไสว บุญมา on October 23rd, 2009 at 4:38 pm

    คุณ geegeegee

    ขอบคุณและเข้าใจในความรู้สึกของคุณดีครับ

    ผมมองอย่างนี้ ในหมู่คนจำนวนมากซึ่งไม่ได้หลอมมาจากเบ้าเดียวกัน ความแตกต่างย่อมมี ผมเขียนเรื่องทุนทางสังคมหลายครั้ง(วันนี้ก็มีในกรุงเทพธุรกิจ)เพราะเห็นว่า การทำงานด้วยกันได้ท่ามกลางความแตกต่างเพื่อถึงเป้าหมายเดียวกันนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้บางสังคมก้าวหน้า บางสังคมล้าหลัง

    เมื่อหลายปีก่อน ผมเขียนแย้งรัฐบาลซึ่งกำลังเรืองอำนาจ ผมเสียทั้งญาติทั้งมิตร ในปัจจุบันนี้เกือบทั้งหมดมองเห็นแล้วว่าอะไรเป็นอย่างไร แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ยังมองไม่เห็น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับปัญญาที่ทุกคนได้มาและฝึกอบรมมา บัวใต้น้ำย่อมมีเสมอ

    หลายต่อหลายครั้งที่ผมรู้สึกท้อ ถามตัวเองว่าทำไปทำไม่เพราะรังแต่จะนำอันตรายมาให้ตัวเอง ส่วนผลลัพท์แทบหวังไม่ได้ หรือมองไม่เห็น แต่ทุกครั้งก็ตัดสินใจทำต่อเท่าที่ทำได้ เพราะเชื่อว่า “ความดูดายเป็นบาป” ซึ่งผมเขียนอธิบายเสร็จแล้วและกำลังรอพิมพ์อยู่ อีกไม่นานคงจะปรากฎในเว็บนี้

    อีกอย่างหนึ่ง ผมรู้ตัวว่าผมต้องตาย นั่นเป็นสัจธรรม แต่ทุกวันก็ต้องกินอาหารเลี้ยงร่างกายไว้ทั้งที่รู้ว่ากินก็ตาย ไม่กินก็ตาย ผมมองว่า การไม่ดูดาย ทำพอทำได้ เปรียบเสมือนการกินอาหาร ซึ่งมีความสำคัญต่อการหล่อเลี้ยงชีวิต ถ้าไม่ทำ หรือดูดาย ก็เหมือนการทำบาป จะมีความรู้รึกเร่าร้อน

    เมืองไทยอาจสายเกินแก้แล้ว จะล่มจมแน่ ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนความตายของร่างกายเรา แต่เราต้องทำอะไรที่พอทำได้ต่อไปซึ่งเปรียบเสมือนการกินอาหาร

    อย่าเพิ่งหมดใจนะครับ ทำส่วนหนึ่งและพยายามชักชวนญาติและมิตรสนิท ๆ อีกส่วนหนึ่งเมื่อมีโอกาส

  4. chongkiat on October 27th, 2009 at 3:23 pm

    เห็นด้วยกับ ดร.ไสวครับ ผมเคยคิดท้อ และคิดว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟแบบเดียวกัน แต่ได้ฟังจากดร. และคิดถึง เรื่องบัวสี่เหล่าของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน เราทำท่าที่เราทำได้ ส่วนคนอื่นจะรับหรือเข้าใจได้ไหมก็อย่ที่ตัวเขาด้วย ตอนนี้ผมยังคิดต่อยอดว่า เราต้องการคนที่มีความน่าเชื่อถือมากๆมาช่วย เพื่อเปลี่ยนกระแสสังคม ให้คนเปลี่ยนความคิดและการกระทำ เช่น อดีตนายก ไม่ใช่จิ๋วแน่ๆ คุณอานันท์ หรือ พระสงฆ์ น่าจะมีพลังมากขึ้น

  5. chongkiat on October 27th, 2009 at 3:37 pm

    ผมมีความเห็นแบบนี้ครับ พลังบริสุทธิ์ต้องผ่านการทดสอบและพร้อมรับการทดสอบตลอดเวลา จึงจะบริสุทธิจริง ยิ่งทดสอบ ยิ่งบริสทุธิ์ แต่จะทำให้บางเรื่องช้าไปบ้าง แต่อาจจะต้องยอม เพราะกระบวนการทดสอบและตรวจสอบจะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมาด้วย การรวบอำนาจหรือขึ้นกับคนใดคนหนึ่ง หรือกล่มใดกล่มหนึ่งโดยไม่มีการตรวจสอบ เป็นความเสี่ยงอย่างสูงสุ่ความไม่บริสุทธิ์

  6. chongkiat on October 27th, 2009 at 3:44 pm

    พธม.จะต้องจัดโครงสร้างองค์กรให้ดี่ จัดคนให้ถูกที่ และมีการจัดการที่โปร่งใส ผมคิดว่าต้องใช้เวลาและกำลังอย่างมาก และมีวัฒนธรรมใหม่ที่แท้จริง ปฏิบัติได้ เป็นรากลึกของพรรค ตามคำขวัญ
    เรื่องแรกที่อย่ากให้ทำ คือ รวบรวมรายชื่อยื่นเสนอกฎหมายคอรัปชัน โดยไม่มีอายุความและต้องชดใช้คืนรัฐพร้อมค่าปรับหรือติดคุกด้วย

  7. ไสว บุญมา ตอบคุณ chongkait on October 27th, 2009 at 3:54 pm

    ขอบคุณครับคุณ chongkait ผมหวังว่าผู้บริสุทธิ์ซึ่งดูจะเป็นส่วนน้อยในขณะนี้ถ้าดูจากการสำรวจความเห็นของสำนักเอแบคโพลล์ชุดล่าสุดจะยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องและไม่ยอมถอดใจ ทำในสิ่งที่เราทำได้ต่อไป ผมเสนอให้ใช้การ “ขายตรง” มากขึ้น บทความเกี่ยวกับแนวคิดนี้กำลงรอพิมพ์อยู่ครับ

  8. chongkiat on November 3rd, 2009 at 9:27 am

    เมื่อวานผมเห็นโฆษณาในทีวี เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ เลยมีความคิดว่า เราอาจจะหาคนมาร่วมกันผลิตสื่อ อาจจะเป็น VDO clip สั้นๆ หรือ คล้ายๆโฆษณามาชักจูงให้คนเข้าใจการเมือง ต่อต้านคอรัปชัน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อาจให้คนมีชื่อเสียงมาช่วยพูดในคลิป เช่น ท่าน ว. วชิรเมธี หรือ อื่นๆ แล้วส่งต่อกันทางอีเมล์ หรือ ไว้ในยูทิวป์ ก็ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นกระแสสังคมแรงๆได้ ถ้าประสพความสำเร็จอาจซื้อเวลาในทีวี ทำออกอากาศไปทั่วเลยก็ได้

  9. โกศล อนุสิม on November 3rd, 2009 at 11:36 am

    ผมคิดว่า ณ วันนี้ แกนนำพันธมิตรไม่ได้เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมภาคประชาชนแล้ว แต่เป็นนักการเมืองที่เขียนชื่อใหม่ให้ตัวเอง ส่วนพฤติกรรมไม่ต่างจากพวกเก่าที่ตนก่นด่า

    พลังของพันธมิตรอาจจะหมดไป พันธมิตรอาจจะถึงกาลอวสานต์เมื่อเข้าสู่การเมือง เว้นเสียแต่จะสร้างผู้นำขึ้นมาแทนแกนนำเก่า แล้วนำขบวนการออกมาจากการเมือง กลับไปสู่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนอย่างแท้จริง

    แต่คิดว่ายากที่จะทำได้

    พันธมิตรที่กอดขาแกนนำ ไปไหนไปด้วย อ่านข้อความนี้แล้วอาจจะหงุดหงิด แต่ควรจะต้องยอมรับความจริงนะครับ

    ขอฝากไว้พิจารณา

  10. ไสว บุญมา on November 3rd, 2009 at 11:53 am

    ผมเสนอให้ล้างบาปที่สั่งสมกันมานมนานในบท “ถึงเวลาล้างบาปของความดูดายด้วยวิธีขายตรง” นอกจากจะไม่ยอมรับความเลวร้ายของฝ่ายที่กระทำชั่วแล้ว เราต้องออกไปหาเครือข่ายเพิ่ม ไม่อย่างนั้นภาคประชาสังคมซึ่งเป็นความหวังครั้งสุดท้ายไม่มีทางต่อต้านความเลวร้ายนั้นได้สำเร็จ

  11. chongkiat on November 3rd, 2009 at 12:25 pm

    ผมเห็นว่า อย่าให้แกนนำหรือใครมายึดกุมความคิดของ พธม. เพราะนั่นคือ ความล้มเหลวของภาคประชาสังคมและความมีส่วนร่วมของประชาชนหายไป

  12. ไสว บุญมา on November 3rd, 2009 at 4:59 pm

    ภาคประชาสังคมไม่จำกัดอยู่แค่ พธม. ต้องกว้างกว่านั้นมาก และ พธม. ต้องใหญ่กว่า กมม. ตอนนี้ พธม. เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งที่สุด หากกลุ่มนี้ล้มเหลวจะด้วยอัตตาและความเลวของผู้นำ (ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เพราะพวกเขายังเป็นปุถุชน) หรืออะไรก็ตามแต่ รวมทั้งในสามประเด็นที่ผมอ้างถึง เมืองไทยก็จะเดินเข้าทางแห่งความล่มสลายตามแนวคิดของ Irvin Laszlo.

  13. geegeegee on November 11th, 2009 at 9:32 am

    สวัสดีค่ะ

    หลังจากที่เชื่อในพลังบริสุทธิ์ของ พธม. มาตลอด
    แม้จะมีท้อแท้ไปบ้าง
    แต่ตอนนี้ดิชั้นเริ่มเห็นแล้วค่ะ ว่าพลังบริสุทธิ์คือพลังอันมหาศาลจริงๆ

    ตอนนี้นอกจากกลุ่มพันธมิตรที่จะรวมตัวกันในวันที่ 15 พ.ย. นี้แล้ว
    กลุ่ม นปก.(เสื้อแดง) เก่า ก็จะมาร่วมชุมนุมด้วยค่ะ เขาบอกว่าจะใส่เสื้อแดงมาชุมนุมด้วย
    พวกเขาบางส่วนรู้ตัวแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
    และพวกเขาก็ร่วมมือกับ พธม. อันจะเป็นการเพิ่มพลังบริสุทธิ์นี้ให้มีอานุภาพมากขึ้นค่ะ
    จะมีอะไรแอบแฝงมารึเปล่านั้น ดิชั้นไม่ได้สนใจนัก
    เพราะดิชั้นคิดว่า สิ่งใดที่มาด้วยใจ สิ่งที่ได้รับตอบแทนก็คือ “ใจ” นี่แหละค่ะ

    เราทำกันด้วยใจจริงๆ

  14. ไสว บุญมา on November 11th, 2009 at 9:47 am

    ครับคุณ geegeegee…..นับเป็นนิมิตดีที่เรื่องเช่นนี้กำลังเกิดขึ้น ผมหวังว่าพลังบริสุทธิ์จะสามารถอยู่ต่อไปได้อีกนานและการเคลื่อนไหวเช่นนี้จะเป็นแหล่งรวมตัวของผู้ที่มองเห็นธรรมและความจริง อะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นแก่น อะไรเป็นกระพี้ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.