คุยกับผู้อ่าน 4 – ปริศนาแห่งพุกาม
ครั้งที่ผมพูดเรื่องคนกับธรรมชาติ ผมไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นปริศนาที่ผมยังหาคำตอบไม่ได้ นั่นคือ เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองพุกาม
คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พุกามเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรพม่าโบราณและรุ่งเรืองสูงสุดเมื่อราวพันปีที่แล้ว จุดเด่นของพุกามในขณะนี้คือเจดีย์นับพันองค์ที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เราดูกันแบบไม่จืด ผมมีโอกาสไปเที่ยวที่นั่นเป็นเวลาสองวันเมื่อหลายปีก่อน พื้นที่ซึ่งเจดีย์เก่าแก่จำนวนมากตั้งอยู่นั้นกว้างใหญ่หลายสิบตารางกิโลเมตร ผมใช้วิธีเช่าจักรยานขี่ไปตามใจชอบ จึงสามารถเลือกชมเจดีย์เล็กใหญ่ได้อย่างจุใจในเวลาเพียงจำกัด
เจดีย์เหล่านั้นย้ำเตือนผมอีก
ครั้งถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่งและอานุภาพของธรรมชาติที่เราไม่สามารถเอาชนะได้อย่างถาวร การทำอะไรที่ทำลายธรรมชาติจึงลงท้ายด้วยการทำลายตัวเอง ผมทราบว่า พุกามตั้งอยู่ในเขตที่มีความแห้งแล้งเมื่อเทียบกับส่วนอื่นของพม่าเฉกเช่นที่ภาคอีสานของไทยแห้งแล้งกว่าส่วนอื่นของดินแดนสุวรรณภูมิ แต่ผมสังเกตว่าแม้แต่ในหน้าฝนที่ผมไปเที่ยวนั้น พุกามดูจะแห้งแล้งและร้อนมากเป็นพิเศษและต้นไม้จำนวนมากมีลักษณะคล้ายกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามทะเลทรายมากกว่าต้นไม้ในเขตมรสุม ผมไม่ทราบว่า ความแห้งแล้งและความร้อนนั้นเกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว หรือถูกทำให้ร้ายแรงขึ้นด้วยการตัดต้นไม้ทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาเป็นสถานที่สร้างเจดีย์และบ้านเมือง
จากการอ่านประวัติศาสตร์ ผมเข้าใจว่าแม้แต่ที่ดินในย่านตะวันออกกลางซึ่งเป็นทะเลทรายอยู่ในขณะนี้ก็เคยมีความชุ่มชื้นมาก่อน การตัดต้นไม้ทำลายป่าของอารยธรรมโบราณทำให้มันแห้งแล้งร้ายแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากพม่าอยู่ในทางมรสุมคล้ายไทย หากการตัดต้นไม้ทำให้ย่านพุกามแห้งแล้งจนเป็นกึ่งทะเลทราย เมืองไทยย่อมกลายเป็นทะเลทรายได้หากเราไม่ปลูกต้นไม้ขึ้นมาแทนป่าไม้ที่ถูกตัด แต่ปริศนาอยู่ที่ว่าเราจะต้องปลูกต้นไม้สักเท่าไรจึงจะป้องกันมิให้เกิดความแห้งแล้งเช่นนั้น







ขอบพระคุณครับ
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า โลกมีวัฏจักร ที่เคยแห้งแล้งก็จะเปลี่ยนไปเป็นสมบุรณ์ ที่เคยสมบูรณ์ก็จะแห้งแล้ง คนคือปัจจัยที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดวัฏจักรนี้ เพื่อรักษาสมดุลของโลก สมดุลที่ว่านี้คือวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลง
การคิดหาเหตุผลมาอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์นี้ยากเหลือประมาณนะครับอาจารย์ บางทีก็ต้องคิดในแง่บวกไว้ว่แบบจำนนว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อสร้างและทำลาย ทำลายแม้กระทั่งตัวเอง เลยปลงครับ
คุณพิพัฒน์
จะคิดอย่างนั้นก็น่าจะได้ จะปลงโดยไม่ทำอะไรเลยก็ได้ คงไม่มีใครว่าอะไร แต่สำหรับผมคิดว่าในเมื่อธรรมชาติสร้างเราให้คิดได้ ให้เลือกทำตามที่คิดได้ ให้เข้าใจผลกระทบของสิ่งที่เราทำ หากเรารู้ว่าการกระทำนั้นคือการทำลาย หรือการดูดายก็คือการส่งเสริมการทำลาย ผมเลือกทำทางที่คิดว่าไม่นำไปสู่การทำลาย การคิดว่าเป็นทางที่ไม่ทำลายของผมอาจไม่ถูกก็ได้ แต่ในเมื่อธรรมชาติให้สติปัญญาผมมาแค่นั้น ผมก็คิดได้แค่นั้นและทำไปตามนั้น
ผมเห็นว่าการสร้างเจดีย์นับพันองค์ การสร้างศาสนสถานอันใหญ่โตเช่นนครวัด การแข่งขันกันสร้างพุทธรูปให้ใหญ่ที่สุดในโลกล้วนเป็นการทำลาย จึงเห็นว่าไม่ควรทำ ผมยังค้นไม่พบว่าศาสดาองค์ใดส่งเสริมให้ใช้ทรัพยากรอันหายากก่อสร้างสิ่งเหล่านั้น ผมพบแต่เรื่องท่านสอนให้เข้าใจตนเอง รู้จักควบคุมจิตใจตนเองและอยู่กับสรรพสิ่งรอบด้านซึ่งรวมทั้งมนุษย์ด้วยกันอย่างกลมกลืน ถ้าใครพบคำสอนของศาสดาองค์ใด ที่ไหน ที่สนันสนุนให้สร้างถาวรวัตถุดังที่กล่าวถึง กรุณาบอกผมด้วยจะขอบคุณยิ่ง
ผมคิดว่าทุกสิ่งมีดีมีเสีย ไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ ได้มาอย่างก็เสียไปอย่าง เพียงพอและพอเพียง มีเหตุและผลตามสมควร ตามที่ในหลวงตรัสไว้ และ ทางสายกลางตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ คือคำตอบที่ดีที่สุดนะครับ ถ้าสร้างอะไร เช่นเจดีย์ก็พอประมาณ สมแก่กำลังและสถานะ ก็จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมจนเกินไป และก็สามารถที่สถานที่ให้สักการะ และสืบทอดทางวัฒนธรรม โรงงานอุตสาหกรรมก็เช่นกัน ถ้ามากไปก็ส่งผลเสียต่อชีวิต สิ่งแวดล้อม น่าจะลองคิดให้ดีว่าพอประมาณ และมีเหตุผล กรณีมาบตาพุด ขนาดไหนพอเหมาะกับประเทศไทย ควรจะเป็นเช่นไร ไม่ใช่ให้ใหญ่ไว้ก่อน ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วจะดี เงินจะไหลมาเทมา แต่โดนต่างชาติเขามาสูบผลประโยชน์ออกไป เอาเงินออกไป เพราะกฎหมายเราไม่เข้มหงวด เขาก็ลงทุนเรื่องของเสีบ น้ำเสียแค่ที่จำเป็น บางทีมีเครื่องจักรอย่ แต่ไม่มีใครตรวจสอบก็ปิดเครื่องบำบัดของเสียเหล่านั้น ทิ้งสิ่งแวดล้อมเสียๆไว้ให้ลูกหลานรับเคราะห์
เหตุย่อมคู่มากับผล ( ACTION = REACTION )