คุยกับผู้อ่าน (5) คลื่นลูกที่ 4 และปัญหาโลกแตก
ก่อนพูดถึงคลื่นลูกที่ ๔ ขอทบทวนคลื่นสามลูกที่มักถูกกล่าวถึงบ่อย ๆ คลื่นแต่ละลูกสะท้อนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีชีวิตของมนุษย์ เทคโนโลยีใหม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนั้น ย้อนไปในสมัยโบราณ มนุษย์เราดำรงชีวิตด้วยการหาของป่าและล่าสัตว์จนมาถึงเมื่อราว ๑๐,๐๐๐ ปีที่แล้วจึงเกิดเทคโนโลยีใหม่ซึ่งได้แก่การค้นพบวิธีปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การค้นพบนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ได้แก่ การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนถาวรแทนการเร่ร่อนไปตามฤดูกาล นั่นเป็นการเริ่มต้นของคลื่นลูกที่ ๑
คลื่นลูกที่ ๒ มาถึงเมื่อราว ๒๕๐ ปีที่ผ่านมาเมื่อเครื่องจักรกลถูกค้นพบส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีชีวิตของมนุษย์อีกครั้ง การทำงานในโรงงานเข้ามาแทนที่เกษตรกรรม เครื่องจักรช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างผลิตผลเพิ่มขึ้นได้แบบก้าวกระโดด การรักษาพยาบาลและอาหารการกินดีขึ้นยังผลให้คนเรามีชีวิตยืนยาวขึ้นเป็นเงาตามตัว
คลื่นลูกที่ ๓ ตามมาเมื่อราว ๓๐ ปีที่แล้วเมื่อคอมพิวเตอร์ หรือสมองกลซึ่งถูกค้นพบมาก่อนนั้นถูกนำมาเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายที่ขยายออกไปครอบคลุมโลกอย่างรวดเร็ว โครงข่ายเอื้อให้เราติดต่อสื่อสารกันได้ภายในชั่วพริบตาไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของโลก การรักษาพยาบาลก้าวหน้ายิ่งขึ้นเนื่องจากสมองกลเอื้อให้ค้นหาสาเหตุของการเจ็บป่วยได้ง่ายพร้อมกับช่วยในการเยียวยา

เมื่อไม่นานมานี้เทคโนโลยีใหม่หลายอย่างถูกค้นพบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านพันธุวิศวกรรมซึ่งจะทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นแบบก้าวกระโดดเนื่องจากความก้าวหน้าทางการรักษาพยาบาลและความสามารถในการเปลี่ยนชิ้นส่วนของร่างกายได้เช่นเดียวกับการใช้อะไหล่เปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องจักร คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้หลายร้อยปี ตอนนี้ส่วนหน้าของคลื่นลูกที่ ๔ เริ่มปรากฏแล้ว
เฉกเช่นเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอดีต เทคโนโลยีใหม่จะช่วยแก้ปัญหาได้มาก แต่พร้อมกันนั้นมันก็จะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นด้วย เทคโนโลยีใหม่ที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าในการรักษาพยาบาลจนทำให้เราอยู่ได้นานหลายร้อยปีมีต้นทุนสูงมาก เนื่องจากทุกคนไม่อยากตาย ฉะนั้น ใครก็อยากเข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุด แต่คนส่วนใหญ่จะมีรายได้ไม่เพียงพอ นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่หลวง ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่ยังมาไม่ถึง แต่ทั่วโลกประสบปัญหาเรื่องไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ทุกคนต้องการได้แล้ว เมื่อเทคโนโลยีที่มีทั้งศักยภาพและต้นทุนสูงกว่ามาถึง ปัญหาจึงจะยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่หลวงด้วยคือ เมื่อคนเรามีอายุยืนยาวขึ้น โลกจะมีคนชรามากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน ความสามารถในการผลิตย่อมตามไม่ทันความต้องการบริโภค ยิ่งกว่านั้น เมื่อคนเรามีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี โลกใบนี้ย่อมมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เนื่องจากทรัพยากรโลกมีจำกัดซึ่งเป็นสัจพจน์ การแย่งชิงกันย่อมเข้มข้นขึ้นด้วย
ปัญหาเหล่านี้ยังไม่มีทางแก้และไม่ค่อยมีใครคิดถึง มันจึงกำลังจะเป็นปัญหาโลกแตก







อาจารย์ครับ คลื่นลูกที่ 4 มันก็คือ ช่วงเวลาของการแย่งชิงทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยเลยใช่ไหมครับ เพราะผมอ่านเรื่อง การปิดกั้นแม่น้ำโขงของจีน ที่อาจารย์เขียนไว้ “แม่น้ำไหลกลับ” นะครับ เพราะมันสะท้อนภาพการแย่งชิง การเอาเปรียบ ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เหนือว่า อย่างชัดเจนที่สุดนะครับ เพราะตอนนี้ จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างแม้จริงแล้วด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมไม่ศรัทธาแนวทางการช่วงชิงนะครับ เพราะผมคิดว่า มันก็คือ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เหมือนเดิมนะครับ และที่สำคัญที่สุด กราบขอบพระคุณบทความต่างๆ ของอาจารย์มากนะครับ ผมว่ามันมีประโยชน์มากนะครับ ในการนำไปใช้ หรือ ในการพัฒนาแนวคิดต่อไปครับ และถ้าหากผมนำไปใช้ ผมจะทำการอ้างอิงถึงอาจารย์ หรือ Website นี้ที่ผมได้ข้อมูลนะครับ
ขอบคุณครับคุณกิตติพงค์
การแย่งชิงกันนั้นมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้วครับ ต่อไปจะยิ่งหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นหากมนุษย์เรายังเขลาอยู่เช่นเดิมแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้ามากขึ้นก็ตาม ตรงข้ามเทคโนโลยีกลับถูกนำมาใช้ในการแย่งชิงกันเสียอีก นอกจากความเขลาแล้ว ปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิดการแย่งชิงกันได้แก่จำนวนคนและความต้องการใช้ทรัพยากรของแต่ละคนซึ่งต่างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่ทรัพยากรไม่เพิ่มขึ้น สำหรับเรื่องการกั้นแม่น้ำโขงของจีน มันจะมีผลกระทบต่อเขมรมากที่สุด และเมื่อเขามีปัญหาภายใน เขาก็จะหาเรื่องท้าตีท้าต่อยกับไทยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน ฉะนั้น วันที่ไทยกับเขมรจะไม่มีเรื่องระหองระแหงกันคงยากที่จะเกิดขึ้น ไม่ทราบว่าชนชั้นผู้นำและผู้กำนโยบายของประเทศมองเห็นแง่มุมนี้บ้างหรือไม่ หรือมัวแต่จะแย่งชิงผลประโยชน์เพื่อตัวเอง?
เป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ ที่อาจารย์กรุณามาตอบให้กับกระทู้ของผม ผมเห็นด้วยกับอาจารย์มากนะครับ ที่กัมพูชา คือ ประเทศที่จะกระทบสูงสุด เพราะว่าต้องอาศัยอิทธิพลแม่น้ำโขง ไปเติมที่โตนเลสาบใช่ไหมครับ (ถ้าหากผิดผมขอความรู้ด้วยนะครับ) ณ วันนี้แล้วด้วย สถานการณ์ยิ่งไปกันใหญ่ เรื่องปัญหาภายในของกัมพูชานี่มาจาก การรุกล้ำดินแดนของเวียดนามใช่ไหมครับ เลยมาสร้างเรื่องราวเบี่ยงเบนประเด็นนะครับ อาจารย์ครับผมคิดว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลนี้ได้เปรียบมากๆ ยกเว้นเรื่องเงินทุนนนะครับ คงจะสู้ พรรคตรงข้ามไม่ไหว หรือว่า ไหวแล้ว ก็ไม่รู้นะครับ สำหรับความได้เปรียบที่ผมบอก ก็คือ ในปัจจุบันมีนักวิชาการออกมาเตือนนายกฯ ในเรื่องต่างๆ มากมายนะครับ และที่สำคัญ นายกคนนี้ก็ค่อนข้างจะอ่อนน้อมนะครับ ไม่อวดเก่งเหมือนพลเมืองใหม่เขมร ผมคิดว่าตอนนี้ นายกอภิสิทธิ์ก็มาถึงจุดตรงที่จะก้าวขึ้นไปเป็นรัฐบุรุษปห่งประเทศไทย หรือ เป็นแค่อดีตนากยกฯ ของประเทศไทย ตรงนี้ท่านต้องเลือกเองว่าจะเป็นแบบไหน เหมือนดังที่ พลเมืองใหม่เขมรเคยมาถึงจุดนี้เหมือนกัน แต่เค้าเดินผิด ผลสุดท้ายก็คือ การเร่ร่อน นะครับ
ที่กล่าวทั้งหมด ผมออกตัวไว้ก่อนนะครับ ผมไม่ใช่พันธมิตร ไม่ใช่เสื้อแดง และไม่ใช่ประชาธิปัตย์นะครับ แต่ผมเป็นประชาชนธรรมดา ที่สังกัดประเทศไทยนะครับอาจารย์
พฤติกรรมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คงชี้บ่งอย่างชัดแจ้วแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ใครยืนตรงไหน หากคนไทยส่วนใหญ่ยังดูดายเพราะมองไม่เห็นก็เป็นเรื่องที่ต้องรับกรรมกันต่อทั้งประเทศ
ผมเห็นด้วยกับการรับกรรมทั้งประเทศนะครับ ต้องให้เวลาประเทศไทยอีกซักระยะนะครับ ผมว่าคนไทย ณ ปัจจุบัน ก็พัฒนาขึ้นมาพอสมควรแล้วละครับ แต่อาจจะหัวอ่อนกันไปบ้างตามสีเสื้อต่างๆ ที่ปลุกระดมเข้าใส่ แต่ใครเป็นใคร เวลามันจะบอกเองในอนาคตนะครับ สำหรับผมอยากเห็นแนวทางการพัฒนาประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการเกษตรกรรมนะครับ ซึ่งกระผมก็มีความตั้งใจว่า จะพยายามผลักดันตรงนี้ละครับ สำหรับหน้าที่ในฐานพลเมืองของประเทศไทยครับ ซึ่งตอนนี้ผมกำลังแสวงหาช่องทางไปทำตามที่ผมตั้งใจไว้อยู่นะครับอาจารย์ และที่สำคัญที่สุดผมคิดว่านอกจากการรับกรรมร่วมในระดับประเทศแล้ว เรายังต้องรับกรรมร่วมกันทั้งโลกจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณนะครับกับการสละเวลามาตอบกระทู้ผมนะครับ
ปัญหาใหญ่คือตอนนี้เราไม่มีเวลาเนื่องจากโลกาภิวัตน์ขับเคลื่อนให้ทุกสิ่งเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครจะมารอเรา คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจกระบวนการนี้ไม่เป็นไร แต่ชนชั้นผู้นำต้องเข้าใจและสามารถนำพวกเขาให้ปรับตัวได้ทัน แต่ผู้นำของเราส่วนหนึ่งไม่เข้าใจและบางคนเข้าใจแต่ทำตัวเลวทรามเสียนิ
ครับอาจารย์ ผมเห็นด้วยเกี่ยวกับสภาวะของผู้นำประเทศนะครับ แต่เราก็ยังไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้นะครับ ผมคิดว่าเราก็ต้องให้เวลากับผู้นำคนปัจจุบัน เหมือนเราให้เวลาการบริหารของทักษิณนะครับ ผมคิดว่ามันเป็นการยอมรับกติกาของแนวทางประชาธิปไตยนะครับ
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากเห็นที่สุดคือ การพัฒนาประเทศบนพื้นฐานหรือศักยภาพที่แท้จริงของประเทศเรา คือ การเกษตรกรรรม นะครับ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของพลังงาน หรือ ความมั่นคงด้านอาหาร ที่ต้องเป็นไปตามหลักวิชาการนะครับ ผมก็เฝ้ารอนโยบายที่จะมาผลักดันด้านนี้ แต่ผมก็ยังไม่เห็นเลยในปัจจุบัน ในการทำงานเชิงวิชาการ ที่ประกอบด้วย การผสมผสานทางวิทยาศาสตร์และทางสังคมศาสตร์เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นนโยบาย หรือ ยุทธศาตร์ นะครับ อาจารย์ครับผมไป Download หนังสือ Collape ของ Jared Diamond มาอ่านแล้วนะครับ ผมอ่านได้ 130 หน้าแล้ว เท่าที่อ่านพบว่า มันเป็นหนังสือที่ดีมากๆ จริงๆ ครับ กราบขอบพระคุณในการแนะนำหนังสือนะครับ
คุณกิตติพงศ์
ดีครับที่คุณอ่านหนังสือเรื่อง Collapse ถ้ามีเวลาลองไปอ่านเรื่อง One with Nineveh นะครับ หากคุณพอมีเวลา ลองไปหาอ่านสามเล่ม – “กะลาภิวัตน์” “ธาตุ 4 พิโรธ” และ “ทางข้ามเหว” ยังมีอีกเล่มหนึ่งซึ่งจะไม่มีในตลาดชื่อ “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน” ผมหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าเล่มนี้จะมีตามห้องสมุดบ้าง สาเหตุที่จะไม่มีในตลาดเนื่องจากบริษัทหนึ่งต้องการนำไปพิมพ์เป็นของกำนัลในนามของบริษัทในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ที่จะมาถึง
ผมจะอ่านหนังสือตามที่อาจารย์แนะนำครับ แล้วคงจะต้องหาเก็บไว้เป็นรูปเล่ม อุดหนุนทางผู้แปลเค้าด้วยนะครับ แค่ได้อ่านใน File ที่ Download มาก็เกรงใจสำนักพิมพ์เค้าเหมือนกันนะครับ และผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับว่า Collapse เป็นหนังสือที่นักสิ่งแวดล้อมทั้งหลายจำเป็นต้องอ่านครับ รวมไปถึงการบรรจุหนังสือเล่มนี้อยู่ในห้องสมุดให้นักศึกษาได้อ่าน เพื่อยกระดับความรู้ ปัญหา และมุมมองต่างๆ นะครับ
สำหรับ “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน” ถ้าหากผมสามารถจะหาได้ ผมจะลองพยายามหามาอ่านด้วยนะครับ อาจารย์ครับผมอยาก “กราบขอบพระคุณ” อีกครั้งด้วยความเคารพอย่างแท้จริงครับ ในการตอบข้อความ รวมไปถึงการแนะนำหนังสือให้ผมนะครับ
คุณกิตติพงศ์
ตอนนี้ผมยังอยู่ในอเมริกา จะกลับมาถึงเมืองไทยในราวกลางเดือนมกราคม บริษัทที่จัดพิมพ์เรื่อง “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน” คงจะพิมพ์เผื่อผมจำนวนหนึ่ง ผมจะเก็บไว้ให้คุณหนึ่งเล่ม ส่วนเล่มอื่น ผมเชื่อว่าตามห้องสมุดต่าง ๆ น่าจะพอมีแต่ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้มีอยู่ในตลาดหรือไม่ ตามที่ผมทราบศูนย์หนังสือจุฬาฯ มักมี ถ้าไม่มี ผมเชื่อว่าเขาจะสั่งให้ถ้าคุณต้องการ
สำหรับเรื่อง Collapse ไม่เฉพาะผู้สนใจในสิ่งแวดล้อมเท่านั้นควรอ่าน ผมเห็นว่าผู้มีการศึกษาทุกคนต้องอ่าน แต่ถ้าไม่สนใจที่จะอ่านเองไม่เป็นไร ผมขอให้เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นหลังเข้าถึงโดยจัดให้ห้องสมุดทุกแห่งในเมืองไทยมีหนังสือเล่มนี้ ผมคิดว่าคนไทยโชคดีที่มีสำนักพิมพ์คุณภาพกล้าเสี่ยงนำมาแปลและจัดพิมพ์ เงินสี่ร้อยบาท ผู้เรียนจบมหาวิทยาลัยคงพอหาได้ งดดื่มไวน์สักขวด แล้วหาซื้อมาอ่านน่าจะคุ้มค่ากว่าดื่มไวน์
ถูกต้องที่สุดครับที่ “คนมีการศึกษา” จำเป็นต้องอ่าน Collapse ครับ แต่ควรอ่านด้วยความเป็นกลาง แล้วลองนำมาเทียบเคียงกับประสบการณ์ที่ตัวเองมี หรือ สถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นอยู่ในบ้านเมืองเรานะครับ จะเป็นประโยชน์มากนะครับ นี่ตามมุมมองของผมนะครับ
และก็เห็นด้วยอีกครั้งครับว่า สำนักพิมพ์ของ Collapse กล้ามากครับ ที่นำหนังสือดังกล่าว ซึ่งผมคิดว่ามันคงไม่ได้ผลตอบแทนด้านยอดขายแน่นอนครับ แต่จะได้ผลตอบแทนด้านการยกระดับทางความคิดให้แก่ผู้อ่านที่ไม่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษในเชิงวิทยาทานซะมากกว่านะครับ ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในคนจำนวนดังกล่าวที่ไม่เชี่ยวชาญเท่าไหร่นะครับ
อาจารย์ครับผมขอกราบขอบพระคุณสำหรับหนังสือ “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน” ครับ แต่ผมขออนุญาตแบบนี้ได้ไหมครับ เอาไว้ถ้าหากมันเหลือจากที่อาจารย์ต้องนำไปให้บุคคลต่างๆ แล้ว ผมค่อยขออนุญาตรบกวนรับมันได้ไหมครับ ผมเกรงใจนะครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ
กิตติพงค์ ชัยมนัสกุล