เป็นเงาะป่าช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

garden

ผมเขียนเรื่องนี้สำหรับน้อง ๆ ที่อ่านนิตยสารครอบครัวพอเพียงนานแล้ว ขอนำมาเล่าต่อเพราะเห็นว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อม ๆ กับพิจารณาหางานอดิเรก

ผู้เคยอ่านวรรณกรรมเรื่องสังข์ทองย่อมจำได้ว่า ก่อนถอดรูปออกมาเป็นชายร่างงาม สังข์ทองซ่อนอยู่ในร่างของเงาะป่า เมื่อรจนาเลือกเงาะป่าเป็นคู่ครอง ทั้งสองถูกขับไล่ออกไปอยู่ปลายนา เงาะป่าปลูกเผือกปลูกมันเป็นอาหารเลี้ยงชีวิต ย้อนไปในสมัยที่สิ่งแวดล้อมของโลกยังไม่ตกอยู่ในภาวะทรุดโทรมเช่นในปัจจุบัน การรับประทานเผือกและมันไม่มีนัยสำคัญทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก มาถึงยุคนี้ สภาพแวดล้อมมีปัญหา การรับประทานเผือกและมันแทนการรับประทานข้าวเสียบ้างจะเป็นทางช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งได้ธาตุอาหารเพิ่มขึ้นด้วย

เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ?

คำตอบคือ ข้าวใช้น้ำและพลังงานมากกว่าเผือกและมัน คงเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่า การปลูกข้าวต้องใช้น้ำมากเนื่องจากต้นข้าวขึ้นในนา ส่วนเผือกและมัน ไม่ว่าจะเป็นมันเทศ มันสำปะหลัง มันฝรั่งหรือมันเสา ล้วนขึ้นบนบก การศึกษาพบว่าการปลูกข้าวต้องใช้น้ำราว ๔ เท่าของการปลูกพืชจำพวกเผือกและมัน ฉะนั้น การรับประทานเผือกและมันแทนข้าวจะลดการใช้น้ำได้มาก นอกจากนั้น ข้าวยังใช้พลังงานมากกว่าเผือกและมันเนื่องจากเรานำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวจากทุ่งนามาหุงต้มทันทีไม่ได้ เราต้องสีและซ้อมเสียก่อนซึ่งต้องใช้พลังงาน ยิ่งถ้าเราต้องการนำข้าวไปทำเป็นแป้ง เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวและเป็นเส้นขนมจีนด้วยแล้ว เราต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกหลายทอด ส่วนเผือกกับมันนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวได้ เรานำมาต้มมานึ่งได้ทันที เราจึงใช้พลังงานเพียงครั้งเดียว การใช้พลังงานเผาผลาญเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน

เนื่องจากความตระหนักทั้งในด้านคุณค่าของอาหารและในด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม ผมได้เปลี่ยนการรับประทานอาหารจำพวกแป้งมาเป็นเวลานานแล้ว นั่นคือ รับประทานข้าวกล้องสลับกับข้าวโพด เผือก มันฝรั่ง มันสำปะหลัง มันเทศ กล้วยและฟักทองพร้อมกับหลีกเลี่ยงขนมปังและอาหารจำพวกเส้น เช่น ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวและสปาเกตตี การหมุนเวียนรับประทานอาหารหลายอย่างดังกล่าวนี้นอกจากจะประหยัดน้ำและพลังงานแล้ว ยังมีโอกาสได้ธาตุอาหาร เส้นใยและวิตามินครบถ้วนยิ่งขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้เพราะอาหารแต่ละอย่างมีส่วนประกอบของสารอาหารต่างกัน ยิ่งกว่านั้น ข้าวมีแครอลีสูงกว่าอาหารที่กล่าวถึง การรับประทานข้าวน้อยลงจึงมีส่วนช่วยคุมน้ำหนักตัวด้วย

food

ผมมีพื้นฐานของการเป็นชาวนา จึงรู้ว่าการปลูกพืชที่กล่าวถึงนั้นง่ายกว่าการปลูกข้าวมากและสามารถปลูกได้ในสวนครัว หลังจากไปอยู่ในอเมริกาซึ่งอากาศหนาวจัดจนน้ำเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาว ผมก็ยังปลูกพืชหลายอย่างในฤดูร้อนซึ่งได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ ฉะนั้น จึงอยากชักชวนผู้มีที่ดินรอบบ้านให้ทำสวนครัวกันอย่างกว้างขวางขึ้น นอกจากจะปลูกพืชจำพวกผักและสมุนไพรแล้ว ลองปลูกพืชที่กล่าวถึงดูบ้างแล้วจะพบว่าได้อาหารรสเลิศตามธรรมชาติ ยิ่งใช้การปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ก็ยิ่งมีผลดีมากขึ้น นอกจากนั้น การทำสวนครัวเป็นงานที่ให้การพักผ่อนหย่อนใจไปในตัวด้วย

หากถามว่า การรับประทานอาหารจำพวกเผือกและมันแทนข้าวดังที่กล่าวถึงจะทำให้อิ่มท้องจนไม่รู้สึกหิวข้าวเลยหรือ ? ขอตอบว่า หลังจากฝึกรับประทานอยู่ไม่นานเกินหนึ่งสัปดาห์ก็จะเกิดความรู้สึกว่าไม่หิวข้าว ฉะนั้น การรับประทานอาหารตามแนวเงาะป่าจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อม ๆ กับทำให้ผู้รับประทานมีสุขภาพดีขึ้นด้วย.

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Thursday, November 19th, 2009 and is filed under ดร.ไสว บุญมา คุยกับผู้อ่าน. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

7 Responses to “เป็นเงาะป่าช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม”

  1. โกศล on November 19th, 2009 at 11:22 am

    ผมก็เป็นลูกชาวนาและเคยทำนามาเหมือนกัน ที่บ้านผมในกรุงเทพฯก็ปลูกผักหลายอย่าง ลงดินบ้าง ใส่กระถางบ้าง ตามความเหมาะสม ผมพาลูกสาวปลูกตั้งแต่เขาอายุสามสี่ขวบ ให้รู้จักคลุกดินคลุกหญ้า ตอนนี้อายุ 12-13 แล้ว สามารถไปเที่ยวป่า เดินลุยดงได้อย่างสนุกสนาน เที่ยวทุ่งนา อยู่กับญาติๆที่ชนบทได้ อยู่กับธรรมชาติได้อย่างสบายๆ

    ผมเก็บลูกมะกอกป่ามาเพาะแล้วปลูกข้างกำแพงบ้าน ตัดยอดให้แตกกิ่ง จากนั้นก็ตัดกิ่งให้แตกเป็นพุ่ม ยอดอ่อนๆกินกับน้ำพริกอร่อยดี จะกินกับลาบก็ได้ มียอดมะกออกให้กินทั้งปี

    ใครก็ตาม ลองทำดูนะครับ ที่อาจารย์บอกมานั้นผมเห็นด้วยครับ

  2. ไสว บุญมา on November 19th, 2009 at 4:35 pm

    ยอดมะกอกกับปลาร้าสับอย่าบอกใครเชียว ผมเป็นคนภาคกลางจึงไม่เรียกปลาแดก แต่เป็นภาคกลางแท้ ๆ คือกลางทุ่งนาจึงรู้ว่าอะไรทำได้ไม่ยาก ข้างกำแพงอาจปลูกกะถินซึ่งก็ตัดให้แตกยอดเก็นกิบได้ตลอด ทองหลางก็ได้ เมืองไทยเราแสนจะเหมาะ โยนอะไรลงพื้นก็ขึ้นมาให้เก็นใบ เก็บยอด เก็บดอก เก็บหัว เก็บผล พวกมันหลายอย่างใบก็กินได้ หากไม่เกียจคร้านหรือจนปัญญา สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มาก

  3. กิตติพงค์ on November 19th, 2009 at 7:51 pm

    ผมชื่มชมคุณโกศลที่ปลูกฝังลูกสาวตั้งแต่ยังเด็กนะครับ เพราะครอบครัวเป็นหน่วยสังคมที่สำคัญที่สุดครับ ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ดีๆ ให้สู่ต่อรุ่นนะครับ สำหรับเรื่องการปลูกข้าว 1 ไร่ จะใช้น้ำโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 1,000 ลูกบาศ์เมตรครับ ก็ถือว่ามหาศาลจริงๆ อย่างที่อาจารย์บอก ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 50 ล้านไร่ (รวมทั้งนาปี และนาปรัง) แต่คงต้องบวกไปอีกประมาณ 2 เท่า เพราะว่านาปรังปลูกกันโดยเฉลี่ย 2 ครั้ง แต่บางจังหวัดที่ชลประทานดีๆ ประมาณ 2 ปี ปลูก 7 ครั้ง นะครับ
    โดยส่วนตัวผมชอบชีวิตบ้านไร่ชายทุ่งมากนะครับ แต่โชคไม่เข้าข้างนะครับ เพราะว่า ผมไม่ได้มีพื้นฐานครอบครัวเกี่ยวข้องกับการเกษตรกรรมเลยนะครับ แต่ในปัจจุบันถือได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องบ้างนะครับ มันก็เลยก่อเกิดเป็นการที่อยากจะมีชีวิตแบบเกษตรกรกับเค้าบ้างในอนาคตนะครับ โดยมีเป้าหมายคือการปลูกผักนะครับ ผมชอบทานผัก นะครับ “ปลูกสิ่งที่อยากกิน กินในสิ่งที่ปลูก” แต่ยังไงก็ต้องแซมข้าวไว้ด้วยละครับ หรือว่า เผือก มัน ตามอาจารย์ว่าก็เข้าท่านะครับ และผมคงเดินทางเส้นทางการเกษตรอินทรีย์นะครับ เพราะมีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์อยู่เหมือนกันนะครับ ลืมไปอีกเรื่องว่าจะปลูกพืชพลังงานด้วยนะครับ เอาแบบว่า ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกใดๆ ทั้งสิ้นเลยนะครับ

  4. ไสว บุญมา on November 24th, 2009 at 5:38 am

    ผมไม่แน่ใจว่า “พืชพลังงาน” ของคุณกิตติพงศ์ประกอบด้วยอะไรบ้าง ผมลองคุยกับชาวบ้านเรื่องการปลูกต้นไม้ที่ใช้ทำฟืน/เผาถ่านซึ่งถูกแทนที่ด้วยก๊าซในถังซึ่งมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ทั้งที่รู้ว่าการปลูกพืชสำหรับทำฟืนนั้นไม่ยากและช่วยประหยัดทั้งเงินและลดก๊าซคาร์บอนใดออกไซด์ แต่ชาวบ้านก็ยังไม่อยากทำเพราะความไม่สะดวก เสียดายที่ผมไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำอย่างต่อเนื่อง บางแห่งคงมีการส่งเสริมการปลูกไม้ฟืนและไม้เผาถ่านกันแล้ว

    การมีโอกาสอยู่กับธรรมชาติซึ่งรวมทั้งการ “ปลูกพืชสวนครัว สร้างรั้วกินได้” (โครงการดีมากถ้าทำกันจริง ๆ แทนทำเฉพาะคำขวัญแล้วเอาเงินไปทำอย่างอื่น) จะช่วยให้จิตใจผ่องแผ้วขึ้นตามบทความเรื่อง “ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสุข”

    สำหรับคนที่ยังไม่เชื่อว่า “ความพอเพียง” มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์มั่นคงหรือไม่ ผมอยากให้ไปศึกษาหนังสือและงานวิจัยที่ผมกล่าวถึงในบท “ปัจจัยทีทำให้เกิดความสุข” ถ้าเชื่อในความเป็นศาสตร์แล้วก็กรุณาลองนำไปปฏิบัติดูและก็พยายามแนะนำคนอื่นด้วยเมื่อมีโอกาส สำหรับผู้แตกในทางธรรมอย่างคุณโกศลคงไม่จำเป็นต้องอ่านฐานทางวิทยาศาสตร์เพราะคงเห็นจากมุมมองของธรรมะแล้วนะครับ

  5. ลิลิต on November 26th, 2009 at 11:48 am

    คุณพ่อชอบปลูกพืชสมุนไพรโดยเฉพาะ”ฟ้าทะลายโจร” เมื่อก่อนคุณพ่อไล่แจกประชาชนทั่วไป พอไข้หวัด 2552 ระบาด คุณพ่อต้องปลูกมากกว่าเดิมเพราะมีคนมาขออยู่เป็นประจำ

  6. ไสว บุญมา on November 26th, 2009 at 12:18 pm

    ผมมองว่าถ้ามีเวลาและที่ดินอยู่บ้างควรปลูกหลาย ๆ อย่าง ทั้งที่เป็นอาหาร พลังงาน สมุนไพรและไม้ประดับ การอยู่กับพืชเป็น “ยา” ป้องกันโรคของธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งเราไม่ค่อยตระหนักเพราะมองไม่เห็นผลแบบเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัด เราโชคดีที่ปลูกพืชได้ตลอดปี เมืองหนาวเขาทำไมได้ แต่คนพอมีเงินก็พยายามทำโดยการสร้างเรือนกระจกและทำความร้อนเอา ฉะนั้น ผมเห็นว่าเราน่าจะปลูกพืชกันอย่างทั่วถึง

  7. กิตติพงค์ on November 30th, 2009 at 2:46 am

    สำหรับเรื่องพืชพลังงาน ผมยังไม่ได้ศึกษาระเอียดมากเท่าไหร่ แต่เท่าที่พอจะรับทราบมา ก็คือ สบู่ดำ ครับ เพราะมันสามารถปลูกตามสภาพพื้นที่ทั่วไป แบบหัวไร่คันนานะครับ แต่สำหรับการใช้ไม้จากการเพาะปลูกผมไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะให้ต้นไม้เหล่านั้นดูดซับ CO2 ดีกว่าครับ
    ถ้าหากจะมองในเชิงอุตสาหกรรม หรือ แบบว่า ปลูกกันในปริมาณที่มาก เท่าที่ผมได้รับข้อมูล มันน่าจะเป็นอ้อยละครับที่ดูจะเข้าท่าที่สุด ยิ่งตอนนี้มีการส่งเสริมเรื่องการปลูกอ้อยอินทรีย์ด้วยนะครับ แต่ผมก็ไม่ถึงขั้นปลูกอ้อยเป็นพืชพลังงานของผมในอนาคตนะครับ ผมเคยมีโอกาสคุยกับพี่ๆ ชาวนาที่ปลูกข้าวหอมมะลิไทยของผมนะครับ เค้าบอกผมว่า มีปัจจัยการผลิต 2 อย่างที่ชาวนาจำเป็นต้องรับสภาพ คือ ปุ๋ยเคมี และ น้ำมันนะครับ
    แต่ผมเชื่อว่า เราสามารถจัดการปัญหาปัจจัยการผลิตทั้งสองอย่างได้นะครับ ตอนนี้มันเป็นแค่ความเชื่อนะครับ ซักวันถ้าหากผมมีโอกาสผมจะลองทำดูนะครับ

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.