เมืองไทยจะไม่เป็นเฮติแน่หรือ ?

คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 11 เมษายน 2551 พูดถึงเฮติและเสนอว่าเมืองไทยอาจไม่ล่มสลายคล้ายเฮติ แต่จะคล้ายประเทศในละตินอเมริกาที่พัฒนาอย่างต้วมเตี้ยม แต่มาถึงตอนนี้มีความเป็นไปได้ว่าเมืองไทยจะคล้ายเฮติ ขอทบทวนบทความที่อ้างถึงซึ่งเขียนขึ้นหลังเกิดจลาจลยังผลให้มีคนเสียชีวิตในเฮติ สาเหตุของจลาจลได้แก่ราคาของข้าว ถั่วและผลไม้ที่พุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จลาจลในเฮติคล้ายกับจลาจลในตะวันออกกลางและแอฟริกา การประท้วงราคาอาหารแพงไม่ใช่ของใหม่ แม้แต่ในประเทศซึ่งไม่ยากจนนักก็มักเกิดขึ้น เช่น ในเม็กซิโกเมื่อต้นปี 2550 เมื่อราคาของอาหารหลักซึ่งทำจากข้าวโพดพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว การประท้วงในเฮติกลายเป็นจลาจลยังผลให้มีคนตายเพราะชาวเฮติราว 80% ยากจนมากและประเทศตกอยู่ในภาวะล่มสลาย ความยากจนและภาวะล่มสลายมีความสัมพันธ์กันสูงมากและเกิดจากสาเหตุพื้นฐานร่วมกัน


ผู้ที่มีโอกาสเปิดหนังสือเรื่อง An Inconvenient Truth อาจจำภาพถ่ายทางอากาศขนาดใหญ่ซึ่งตีพิมพ์เต็มหน้า 222-223 ได้ ภาพนั้นเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเฮติกับสาธารณรัฐโดมินิกัน สองประเทศนั้นตั้งอยู่บนเกาะเดียวกันซึ่งมีภูมิอากาศร้อนชื้นและเคยเต็มไปด้วยป่าไม้ เฮติครอบคลุมซีกตะวันตกของเกาะและโดมินิกันครอบคลุมซีกตะวันออก ภาพนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทางซีกของเฮติพื้นที่ส่วนใหญ่ได้กลายเป็นสีน้ำตาล ส่วนทางซีกของโดมินิกันยังเป็นสีเขียวชอุ่ม หนังสือเล่มนั้นมีคำอธิบายเพียงสั้น ๆ เพราะผู้เขียนคงต้องการให้ภาพบอกเรื่องเอง ผู้ต้องการอ่านรายละเอียดอาจไปเปิดหนังสือชื่อ “ล่มสลาย” ซึ้งแปลจากเรื่อง Collapse คำอธิบายได้แก่เฮติตัดไม้ทำลายป่าจนในขณะนี้มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่เพียง 1% ของเนื้อที่ของประเทศ ส่วนโดมินิกันยังรักษาป่าไว้ได้มาก ข้อมูลนี้อาจชี้ว่า ผู้ใดทำลายป่าให้หมดไป ผู้นั้นจะถูกทำลายด้วย
การสรุปเช่นนั้นอาจทำได้และก็ไม่ผิดเพราะย้อนไปในประวัติศาสตร์ หลายสังคมล่มสลายเพราะทำลายป่า ไม่ว่าจะเป็นสังคมมายา อานาซาซี หรืออีสเตอร์ แต่มันอาจง่ายเกินไปเนื่องจากยังมีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ในเฮติอีก ในเบื้องแรกเนื่องจากประชากรของเฮติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ตอนนี้เนื้อที่จึงมีอัตราความหนาแน่นของประชากรสูงมาก จริงอยู่ความหนาแน่นนั้นโดยตัวของมันเองอาจไม่สร้างปัญหาหนักหนาสาหัสนักหากไม่ถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยร้ายแรงอื่น ๆ สำหรับเฮติปัจจัยร้ายแรงที่สุดได้แก่ความแตกแยกในสังคมและการปกครองโดยระบบเผด็จการ จากวันที่ได้เอกราชเมื่อปี 2347 มาจนถึงวันนี้เฮติมีรัฐประหารแล้วถึง 32 ครั้ง ผู้นำเผด็จการล้วนฉ้อฉลและโหดร้าย กลุ่มที่ร้ายที่สุดมาจากครอบครัวดูวาล์เยร์ซึ่งมีอำนาจอยู่ 29 ปี เริ่มจากปี พ. ศ. 2500 อันเป็นช่วงต้นของยุคที่ประเทศกำลังพัฒนาเริ่มเร่งรัดพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง
ในยุคของการเร่งรัดพัฒนาประเทศนั้น การพัฒนาของเกาหลีใต้และไต้หวันบ่งว่าระบบเผด็จการมิใช่อุปสรรคสำคัญของการพัฒนาเสมอไป อย่างไรก็ตามถ้ามองความเป็นไปในฟิลิปปินส์และเฮติ มันเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง ระบบเผด็จการในเฮติชั่วช้ากว่าในฟิลิปปินส์ในยุคของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส หลายเท่าและครองอำนาจอยู่ยาวนานกว่า ครอบครัวดูวาล์เยร์ใช้อำนาจบาตรใหญ่ผ่านกองทัพและตำรวจลับซึ่งจะจับใครไปฆ่าตัดตอนเมื่อไรก็ได้ ในภาวะเช่นนี้ชาวเฮติที่มีการศึกษาและความสามารถจึงหนีไปอยู่เสียที่อื่นในขณะที่การลงทุนในเฮติแทบไม่มี เมื่อขาดการลงทุนการพัฒนาย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ยังผลให้ชาวเฮติส่วนใหญ่ยากจนและต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาใช้ผลิตอาหาร
ท่ามกลางความยากจนนั้นผู้มีอำนาจสามารถยักยอกเอารายได้ของรัฐและความช่วยเหลือจากต่างประเทศไปเข้ากระเป๋าตัวเองได้แล้วใช้จ่ายกันอย่างไม่อั้น ฉะนั้นพวกเขาจึงมีความเป็นอยู่อย่างหรูหราฟุ้งเฟ้อจนก่อให้เกิดความเกลียดชังอย่างรุนแรง ตัวอย่างของความฟุ้งเฟ้อที่ถูกอ้างถึงบ่อย ๆ ได้แก่เรื่องภรรยาของประธานาธิบดีซื้อเสื้อกันหนาวขนสัตว์ชั้นเยี่ยมให้ตัวเองและเพื่อน เนื่องจากเฮติเป็นเมืองร้อนไม่เหมาะแก่การใช้เสื้อชนิดนั้น ภรรยาของประธานาธิบดีก็สั่งให้พนักงานของรัฐทำความเย็นของห้องที่จะมีงานราตรีจนหนาวปานตู้เย็นเพื่อเอื้อให้พวกที่มีเสื้อกันหนาวราคาแพงสวมเสื้ออวดกัน แม้ครอบครัวนั้นจะถูกขับไล่ออกไปนอกประเทศหลัง 29 ปี แต่เฮติก็พัฒนาไม่ได้เพราะสังคมตกอยู่ในภาวะแตกแยกร้ายแรงจนถึงขั้นล่มสลาย ในขณะนี้จึงต้องมีทหารขององค์การสหประชาชาติเข้าไปตั้งอยู่เพื่อช่วยดูแลความเรียบร้อย
คงมีผู้มองว่าเมืองไทยไม่มีทางเป็นเช่นนั้น แต่นั่นเป็นการมองด้วยความประมาท แผ่นดินไหวในเฮติชี้บ่งว่าภัยธรรมชาติอาจสร้างความเสียหายแบบคาดไม่ถึง เมืองไทยจะมีแผ่นดินไหวหรือไม่ไม่มีใครรู้ แต่คลื่นยักษ์เมื่อปี 2547 ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ภัยธรรมชาติอาจเกิดเมื่อไรก็ได้ และถ้าเราไม่พร้อม ความเสียหายร้ายแรงจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ในอนาคต ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่กรุงเทพฯ จะทรุดลงต่อไป นั่นหมายความว่ากรุงเทพฯ จะจมบาดาลปีละนาน ๆ ในฤดูฝน มีคนไทยกี่คนที่พร้อมรับเหตุการณ์นี้ ?
ประชากรไทยยังเพิ่มขึ้นและจำนวนมากยังยากจนต่อไปซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ทำลายป่ากันเพิ่มขึ้น ยิ่งกว่านั้นคนที่มีอันจะกินก็พากันทำลายป่าไม่ว่าจะเป็นเพื่อทำรีสอร์ทหรือบ้านพักตากอากาศ คนไทยอาจไม่ถึงกับอดข้าวตายในเร็ววัน แต่เมื่อไรคนจนจำนวนมากซื้อข้าวไม่ได้ เมื่อนั้นสังคมไทยจะเกิดจลาจลทันที ในขณะนี้ผู้มีเงินในเมืองไทยยังมักใช้เงินกันแบบฟุ้งเฟ้อเพื่ออวดอ้างความมั่งมีอันเป็นการสร้างความแตกแยกเพราะคนไทยส่วนใหญ่มีความประทับใจว่า ความร่ำรวยนั้นได้มาด้วยความไม่เป็นธรรมและจากความฉ้อฉล เรามีรัฐประหารและการปราบประชาชนจนนองเลือดหลายต่อหลายครั้งหลังเปลี่ยนการปกครองเมื่อปี 2475 และจะมีต่อไปหากความแตกแยกของคนไทยไม่ได้รับการเยียวยา เป็นเวลาหลายปีที่สังคมเรามีความแตกร้าวลึกมากชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน การคิดว่าสิ่งที่กล่าวมานี้เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวรังแต่จะทำให้พวกเราขุดหลุมฝังตัวเองเช่นเดียวกับเฮติ

…….
ดร.ไสว บุญมา ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บ้านเขาเมืองเรา หนังสือพิมพืกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Friday, February 26th, 2010 and is filed under เศรษฐกิจ. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.