ใช่ … เมืองไทยมิใช่เฮติ
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดจลาจลในเฮติทำให้คนเสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก สาเหตุของจลาจล ได้แก่ ราคาของข้าว ถั่ว และผลไม้ที่พุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จลาจลในเฮติต่างกับการประท้วงในอาร์เจนตินาซึ่งคอลัมน์นี้อ้างถึงเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว แต่มีส่วนคล้ายกับจลาจลในหลายประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกา การประท้วงราคาอาหารแพงไม่ใช่ของใหม่ แม้แต่ในประเทศซึ่งไม่ยากจนนักก็มักเกิดขึ้น อาทิเช่น ในเม็กซิโกเมื่อต้นปีที่แล้วเมื่อราคาของอาหารหลัก ซึ่งทำจากข้าวโพดพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว
การประท้วงในเฮติกลายเป็นจลาจลอย่างรวดเร็วจนมีคนตาย เพราะชาวเฮติราว 80% ยากจนมาก และประเทศตกอยู่ในภาวะล่มสลาย ความยากจนและภาวะล่มสลายมีความสัมพันธ์กันสูงมาก และเกิดจากสาเหตุพื้นฐานร่วมกัน
ผู้ที่มีโอกาสเปิดหนังสือของอดีตรองประธานาธิบดีอเมริกัน อัล กอร์ เรื่อง An Inconvenient Truth อาจจำภาพทางอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งตีพิมพ์เต็มหน้า 222-223 ได้ ภาพนั้นเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเฮติบนหน้า 222 กับสาธารณรัฐโดมินิกันบนหน้า 223 สองประเทศนั้นตั้งอยู่บนเกาะเดียวกันซึ่งมีภูมิอากาศร้อนชื้นและเคยเต็มไปด้วยป่าไม้ เฮติครอบคลุมซีกตะวันตกของเกาะและโดมินิกันครอบคลุมซีกตะวันออก ภาพนั้นแสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่าทางซีกของเฮติ พื้นที่ส่วนใหญ่ได้กลายเป็นสีน้ำตาล ส่วนทางซีกของโดมินิกันยังเป็นสีเขียวชอุ่ม
หนังสือเล่มนั้นมีคำอธิบายเพียงสั้นๆ เพราะผู้เขียนคงต้องการให้ภาพสร้างความประทับใจแก่ผู้อ่านเอง ผู้ต้องการรายละเอียด อาจไปอ่านหนังสือชื่อ Collapse ของศาสตราจารย์จาเรด ไดอะมอนด์ (บทคัดย่อของหนังสือทั้งสองเล่มนั้นมีอยู่ในหนังสือเรื่อง “กะลาภิวัตน์”) คำอธิบายได้แก่เฮติตัดไม้ทำลายป่า จนในขณะนี้มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่เพียง 1% ของเนื้อที่ของประเทศเท่านั้น ส่วนโดมินิกันยังรักษาป่าไว้ได้ราว 28% ของเนื้อที่ ข้อมูลนี้อาจนำไปสู่การสรุปว่า ผู้ใดทำลายป่าให้หมดไป ผู้นั้นจะถูกทำลายด้วย
การสรุปเช่นนั้น อาจทำได้และก็ไม่ผิดเพราะย้อนไปในประวัติศาสตร์ หลายสังคมล่มสลายเพราะทำลายป่า ไม่ว่าจะเป็นสังคมมายา อานาซาซี หรืออีสเตอร์ แต่มันอาจง่ายเกินไปเนื่องจากยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในเฮติอีก ในเบื้องแรกเนื่องจากประชากรของเฮติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ตอนนี้เนื้อที่จึงมีอัตราความหนาแน่นของประชากร สูงราวสองเท่าครึ่งของเมืองไทย จริงอยู่ความหนาแน่นนั้นโดยตัวของมันเอง อาจไม่สร้างปัญหาหนักหนาสาหัสนัก หากไม่ถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยร้ายแรงอื่นๆ
สำหรับเฮติปัจจัยร้ายแรงที่สุด ได้แก่ การปกครองเป็นเวลา 29 ปี โดยระบบเผด็จการอันแสนชั่วช้าของครอบครัวดูวาล์เยร์ ซึ่งเริ่มจากปี พ.ศ.2500 อันเป็นช่วงต้นของยุคที่ประเทศกำลังพัฒนาเริ่มเร่งรัดพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง หลังจากประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปและญี่ปุ่นได้ฟื้นจากความเสียหายในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และหันมาให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่อหวังจะสกัดกั้นการแพร่ขยายของระบบคอมมิวนิสต์
ในยุคของการเร่งรัดพัฒนาประเทศนั้น การพัฒนาของเกาหลีใต้และไต้หวันบ่งว่าระบบเผด็จการ มิใช่อุปสรรคสำคัญของการพัฒนาเสมอไป อย่างไรก็ตาม ถ้ามองความเป็นไปในฟิลิปปินส์และเฮติ มันเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง ระบบเผด็จการในเฮติชั่วช้ากว่าในฟิลิปปินส์ในยุคของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส หลายเท่าและครองอำนาจอยู่ยาวนานกว่า ครอบครัวดูวาล์เยร์ใช้อำนาจผ่านตำรวจลับ ซึ่งจะจับใครไปฆ่าตัดตอนเมื่อไรก็ได้ ในภาวะเช่นนี้ชาวเฮติที่มีการศึกษาและสามารถหนีออกนอกประเทศได้จึงหนีไปอยู่เสียที่อื่น
ในขณะที่การลงทุนในเฮติแทบไม่มี เมื่อขาดการลงทุนการพัฒนาย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ยังผลให้ชาวเฮติส่วนใหญ่ยากจน และต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำที่ดินมาใช้ผลิตอาหาร
ท่ามกลางความยากจนนั้นผู้มีอำนาจสามารถยักยอกเอารายได้ของรัฐ และความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ไปเข้ากระเป๋าตัวเองได้ แล้วใช้จ่ายกันอย่างไม่อั้น ฉะนั้นพวกเขามีความเป็นอยู่อย่างหรูหราฟุ้งเฟ้อ จนก่อให้เกิดความเกลียดชังอย่างรุนแรง
ตัวอย่างของความฟุ้งเฟ้อที่ถูกอ้างถึงบ่อยๆ ได้แก่ เรื่องภรรยาของประธานาธิบดีจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อซื้อเสื้อกันหนาวขนสัตว์ชั้นเยี่ยมให้ตัวเองและเพื่อน เนื่องจากเฮติเป็นเมืองร้อนไม่เหมาะแก่การใช้เสื้อชนิดนั้น ภรรยาของประธานาธิบดีก็สั่งให้พนักงานของรัฐทำความเย็นของห้องที่จะมีงานราตรี จนหนาวปานตู้เย็นเพื่อให้พวกที่มีเสื้อกันหนาวราคาแพงได้มีโอกาสสวมเสื้ออวดกัน
แม้ครอบครัวนั้นจะถูกขับไล่ออกไปนอกประเทศหลัง 29 ปี แต่เฮติก็พัฒนาไม่ได้เพราะสังคมตกอยู่ในภาวะแตกแยกร้ายแรง จนถึงขั้นล่มสลาย ในขณะนี้ จึงต้องมีทหารขององค์การสหประชาชาติเข้าไปตั้งอยู่เพื่อช่วยดูแลความเรียบร้อย กระนั้นก็ตาม ทุกครั้งที่มีปัญหา การฆ่าแกงกันก็มักเกิดขึ้น
คงมีผู้มองว่าเมืองไทยไม่มีทางเป็นเช่นนั้น นั่นอาจจะจริง แต่ตอนนี้ราคาข้าวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้คนจนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ราคาข้าวมีแนวโน้มจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะปัจจัยต่างๆ ดังที่กล่าวถึงเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว คนไทยอาจไม่ถึงกับอดข้าวตาย แต่เมื่อไรคนจนซื้อข้าวไม่ได้ เมื่อนั้นสังคมไทยจะเกิดจลาจล ซึ่งจะเป็นชนวนให้เกิดสิ่งอัปมงคลต่อไป
อีกประการหนึ่งผู้มีเงินในเมืองไทยยังมักใช้เงินกันแบบฟุ้งเฟ้อเพื่ออวดอ้างความมั่งมี แม้ตอนนี้จะไม่มีข่าวเรื่องความบ้องตื้นของนักการเมืองนำไวน์ขวดละแสนบาทมาเปิดดื่มอวดกัน แต่ก็ยังมีข่าวการนัดซดหูฉลามเพื่อแบ่งผลประโยชน์กันบ่อยๆ พร้อมกับการใช้จ่ายกันแบบไม่อั้นในกิจการอื่นๆ การกระทำเช่นนั้นสร้างความแตกแยก เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีความประทับใจว่า ความร่ำรวยได้มาจากความฉ้อฉล
นอกจากนั้น ยังมีข่าวไม่ขาดเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าโดยเฉพาะจากการสนับสนุนของนายทุนสามานย์ ซึ่งสามารถตัดไม้ทำลายป่าได้ในหลายๆ กรณี เพราะมีนักการเมืองฉ้อฉลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนคุ้มครอง หรือร่วมด้วย หรือไม่ก็เป็นนายทุนเสียเอง
จริงอยู่คนไทยอาจไม่อดข้าวตายและเมืองไทยอาจไม่มีทางเป็นเฮติ แต่ยังมีโอกาสสูงที่จะเป็นคล้ายหลายประเทศ ในกลุ่มละตินอเมริกา ซึ่งต้องพัฒนากันอย่างต้วมเตี้ยมในช่วงหลังๆ นี้ เพราะความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวย เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ความฉ้อฉลอย่างแพร่หลายและการตัดไม้ทำลายป่ายังเกิดขึ้น เนื่องจากนักการเมืองไทยผู้ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบัน คงไม่มีสติ และปัญญามาคิดถึงความสำคัญของปัจจัยเหล่านี้ จึงขึ้นอยู่กับผู้ที่หวังดีต่อบ้านเมืองว่าจะทำอย่างไร เพื่อจะป้องกันมิให้มันร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีก
———————-
บทความโดย ดร.ไสว บุญมา ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บ้านเขาเมืองเรา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2551







ประชาชนบางกลุ่มเริ่มได้รับผลกระทบเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ เริ่มคิดที่จะสู้กับอำนาจรัฐและทุนสามานย์ รัฐเองก็ยังเพิกเฉยเพราะทุนของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจากทุนสามานย์เหล่านั้น ไม่ให้ความรู้กับประชาชน สื่อก็กลัวแต่ว่าจะไม่ได้เงินจากทุนยักษ์เลวร้ายขึ้นไปก็คือเป็นสุนัขรับใช้อีก ระชาชนที่สู้ก็ต้องสู้โดยลำพัง ไม่นานเราคงเป็นเช่นเฮติในไม่ช้า เพราะประชาชนคิดไม่เป็น ยังคงคิดแต่ว่าถ้าวันนี้ยังไม่ติดเชื้อ ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอให้เปลืองเงินและเวลา
คุณ ywara
มองแนวโน้มต่าง ๆ แล้วน่าท้อใจ แต่ผมมองว่ายังไม่สายเกินไปที่จะสร้างเครือข่ายและต่อสู้กับความสามานย์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ปราชญ์และโหรทำนายว่าปี ๒๕๕๕ จะเกิดความผกผันครั้งสำคัญยิ่ง ในจำนวนั้น Irvin Laszlo เป็นผู้เดียวที่อธิบายว่าเพราะอะไรในหนังสือชื่อ The Chaos Point ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือเรื่อง “กะลาภิวัตน์” ไม่ทราบคุณมีโอกาสได้อ่านหรือยัง ผมได้ให้ลิขสิทธิ์แก่ผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนั้นไปเมื่อปี ๒๕๕๐ ซึ่งยังไม่ครบสามปี เดี๋ยวผมจะลองถามเขาว่าจะนำเฉพาะบทนั้นมาลงในเวบไซต์ได้หรือไม่ จากมุมมองของ Laszlo เรามีเวลาอีกสองปีที่จะป้องกันไม่ให้พวกสามานย์ผลักดันประเทศเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลายแบบกู่ไม่กลับ
เราจะสามารถป้องกันได้โดยวิธีใดได้บ้างครับ ในเวลา 2 ปี
คุณ i_sarut
แต่ละคนอยู่ในสถานะต่างกันจึงยากที่จะเสนอแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมสำหรับทุกคนได้ จึงขอเล่าส่วนที่ผมพยายามปฏิบัติซึ่งอาจช่วยชี้แนวได้บ้าง ผมเริ่มมองเห็นประเด็นนี้มาตั้งแต่เริ่มทำงานการพัฒนา เมื่อเวลาผ่านไปประเด็นก็กระจ่างมากขึ้น ผมจึงพยายามทำตามที่ทำได้ เช่น มาตรการระยะยาว ผมตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีลูกเกินสองคน แม้จะถูกกดดันอย่างไร ผมไม่ยอมเปลี่ยนใจในเรื่องนี้
ผมพยายามจำกัดการใช้ทรัพยากรของตัวเองโดยใช้ขอบเขตของความจำเป็นเป็นที่ตั้ง บางอย่างอาจเกินความจำเป็นเบื้องต้นบ้างก็จริง เช่น เมื่อก่อนผมเล่นกอล์ฟทุกสัปดาห์ซึ่งตอนนี้ลดลงมาเหลือปีละไม่กี่ครั้งในโอกาสจำเป็นในวงสังคม แต่ก็อยู่ภายในกรอบที่ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือมองได้ว่าฟุ้งเฟ้อ การงดใช้ทรัพยากรของผมในหลาย ๆ กรณีอาจตกขอบ เช่น ตอนนี้ผมมักไม่ขับรถไปห้องสมุดซึ่งอยู่ห่างบ้านประมาณ ๔.๕ กมถ้าต้องการส่งหรือยืมหนังสือเพียงสองสามเล่ม หรือไปตลาดซึ่งอยู่ห่างไปราว ๓ กม หากจะซื้อของเล็ก ๆ น้อย ผมใช้เวลาออกกำลังกายซึ่งธรรมดาก็เดินอยู่แล้วเดินไปห้องสมุดและตลาดเสียเลย ย้อนไปเมื่อสมัยผมอยู่ที่ลพบุรีเมื่อหลายปีก่อน ผมก็เดินไปตลาด ไปท่ารถขนส่ง ฯลฯ เป็นประจำเมื่ออยู่ในภาวะที่ทำได้ มาตรการตกขอบนี้มีคนไม่ค่อยเข้าใจ หรือไม่เชื่อว่าทำจริง นอกจากจะไปเป็นผมทำ
เป็นเวลากว่าสิบปีที่ผมไม่ได้หารายได้เพิ่มมาเสริมทรัพย์สินของตัวเองทั้งที่มีโอกาสสูงมากเพราะมีพอกินพอใช้แล้ว คุณอาจอ่านรายละเอียดได้จากเว็บไซต์นี้เรื่อง “หนังสือคือชีวิต: สร้างโอกาสจากกระดาษห่อพริก”
ผมพยายามเขียน ไปบรรยาย พูดคุยกับทุกวงการที่ผมมีโอกาส เพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นประเด็นนี้ด้วย หากไม่เป็นการบังอาจเกินไปก็จะพูดว่า เป็นการช่วยสร้างภูมิปัญญาให้แก่ส่วนรวม
ผมต่อต้านพวกคดโกงประเทศและให้ข้อมูลผิด ๆ แก่ผู้อื่นมาตลอด เข้าร่วมการเคลื่อนไหวและให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองเท่าที่ทำได้แม้บางครั้งต้องเสี่ยงอันตรายบ้าง เสียงต่อการเสียเพื่อนฝูงบ้างก็ตาม
ดังที่ผมเล่าไว้ในเรื่อง “หนังสือคือชีวิต” รายได้ที่เกิดจากงานเขียนของผมทั้งหมดเป็นของเด็กไทย งานเขียนหลาย ๆ อย่างไม่ได้ค่าตอบแทน รายได้จากด้านนี้จึงไม่มากนัก ผมพยายามหาทางเสริมจากรายได้ทางอื่นและชักชวนญาติมิตเข้าร่วมด้วยซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง
ขอบคุณมากๆครับ
ผมชอบบทความของท่านดร. มากเลย
ต้องขออนุญาตล่วงหน้าว่า ขอเอาไปเผยแพร่ต่อหลายบทความเลยนะครับ
คุณ i_sarut
ขอบคุณ
คุณโกศลสร้างเว็บไซต์นี้ขึ้นมาเพื่อปันงานเขียนของผมและได้ตั้งหลักเกณฑ์สำหรับการนำไปเผยแพร่ต่อไว้ในเรื่อง “การนำบทความไปใช้งาน” แล้ว