The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน (4)

whiteline
ภาคหก พูดถึงการบัญชีและการประเมินมูลค่า (Accounting and Valuation) ซึ่งบัฟเฟตต์ต้องการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและข้อจำกัดของหลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในการสร้างความเข้าใจและการประเมินมูลค่าของกิจการและการลงทุน เขาให้ความกระจ่างด้านความแตกต่างระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับมูลค่าทางเศรษฐกิจและแนวคิดต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาโดยเน้นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญที่สุดซึ่งทุกคนควรเข้าใจเกี่ยวกับบัญชี นั่นคือ มันเป็นเพียงรูปแบบ ฉะนั้นมันอาจถูกตกแต่งได้ เขานำข้อเขียนของอาจารย์

ของเขาที่เขียนเมื่อราว 70 ปีก่อนมาเสนอเพื่อชี้ให้เห็นว่า การตกแต่งบัญชีแบบร้ายแรงนั้นทำกันมานานแล้วและในสมัยนี้ก็ยังมีบริษัทต่าง ๆ ทำกันอยู่ บัฟเฟตต์ย้ำว่า รายงานทางการเงินที่ดีจะต้องให้ความกระจ่างใน 3 เรื่องคือ มูลค่าของบริษัท ความสามารถในการรักษาพันธสัญญาในอนาคตของบริษัท และผลการปฏิบัติงานของผู้บริหาร บัฟเฟตต์เสนอแนวคิดหลายย่างเพื่อทำให้รายงานทางการเงินมีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อนักลงทุนและผู้บริหารโดยเฉพาะการให้รายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับผลกำไรที่เก็บไว้ในบริษัทที่ถูกซื้อ

บัฟเฟตต์พูดถึงความแตกต่างระหว่างค่าความนิยมทางบัญชี (accounting goodwill) และค่าความนิยมทางเศรษฐกิจ (economic goodwill) อย่างละเอียดทั้งที่เรื่องนี้มักเป็นที่รู้กันทั่วไปแล้ว ค่าความนิยมทางบัญชีหมายถึงส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกิจการกับสินทรัพย์สุทธิของกิจการนั้น ส่วนต่างนี้ถูกลงบัญชีงบดุลไว้เป็นสินทรัพย์ซึ่งจะค่อย ๆ ทยอยตัดค่าเสื่อมสิ้นออกตามช่วงเวลาที่กำหนด ฉะนั้นค่าความนิยมทางบัญชีจะค่อย ๆ ลดลงตามสัดส่วนที่ถูตัดออก ส่วนค่าความนิยมทางเศรษฐกิจหมายถึงสินทรัพย์ที่เป็นนามธรรม เช่น เครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางว่าบ่งบอกถึงคุณภาพสูง สินทรัพย์ชนิดนี้มีบทบาททำให้บริษัทสร้างกำไรได้เกินอัตราเฉลี่ย ปริมาณของค่าความนิยมได้มาจากการประเมินส่วนเกินนั้นซึ่งมักจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ กิจการที่มีค่าความนิยมทางเศรษฐกิจสูงจะได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อน้อยกว่ากิจการที่มีค่าความนิยมทางเศรษฐกิจต่ำ

การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างค่าความนิยมสองชนิดนี้นำไปสู่ข้อเสนอเรื่องการปรับเปลี่ยนการทำบัญชีที่มีการโต้เถียงกันมาเวลานาน นั่นคือ การควบรวมของบริษัทอาจทำบัญชีได้ในสองรูปแบบ จะทำแบบไหนขึ้นอยู่กับการมองว่าบริษัทหนึ่งซื้ออีกบริษัทหนึ่ง หรือมองว่าทั้งสองเข้ามารวมตัวกัน หากมองว่าเป็นการซื้อ ผลประกอบการจะต้องถูกหักออกด้วยค่าเสื่อมสิ้นเป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้ผู้บริหารจึงนิยมมองว่ามันเป็นการรวมตัวกันซึ่งจะไม่ทำให้ผลประกอบการถูกลด แต่นักการบัญชีที่แท้จริงเห็นว่าไม่น่าให้ทำได้ บัฟเฟตต์เสนอทางออกว่า ให้บันทึกค่าความนิยมไว้ในบัญชี แต่ไม่ต้องบังคับให้หักค่าเสื่อมสิ้นออกจากผลประกอบการในอนาคตโดยอัตโนมัติ ข้อเสนอนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้สองฝ่ายพอใจ มันยังจะทำให้เกิดบัญชีที่ตรงกับความเป็นจริงอีกด้วย ข้อเสนอนี้ในที่สุดได้รับการยอมรับในวงการบัญชี

บัฟเฟตต์ให้ความสำคัญต่อมูลค่าในตัว (intrinsic value) ซึ่งต่างกับมูลค่าตามบัญชีและราคาซื้อขายในตลาด ความแตกต่างนี้ยากแก่การคำนวณ ทั้งนี้เพราะการคำนวณหาค่าในตัวนั้นยากมากทั้งที่มันมีคำจำกัดความแน่นอนว่า “ค่าปัจจุบันของเงินสดที่จะนำออกไปจากกิจการได้ในช่วงเวลาที่กิจการนั้นยังดำรงอยู่” ความยากเกิดจากการประเมินเงินสดที่จะได้มาในอนาคตและความเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย ในการประเมินค่า บัฟเฟตต์ยึดหลักที่อีสปสอนไว้ตั้งแต่สมัยโบราณกาลที่ว่า “นกหนึ่งตัวในมือมีค่าเท่ากับนกสองตัวในป่า” นั่นคือ การประเมินเป็นการนับเงินสด ไม่ใช่นับความหวังหรือความฝันซึ่งคนในยุคนี้มักนิยมทำกันจนนำไปสู่การเกิดฟองสบู่เป็นระยะ ๆ อย่างไรก็ตามดูจะยังไม่มีใครได้บทเรียนในเรื่องนี้

ภาคเจ็ด พูดถึงนโยบายทางการบัญชีและเรื่องภาษี (Accounting Policy and Tax Matters) ตามธรรมดาหลักการบัญชีที่ยอมรับกันทั่วไปก็มีปัญหามากพออยู่แล้ว แต่ยังมีคนจำนวนหนึ่งซึ่งสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นด้วยวิธีต่าง ๆ รวมทั้งการตั้งใจโกงด้วย ฉะนั้นข้อเสนอที่จะปรับเปลี่ยนวิธีทำบัญชีที่จะนำไปสู่ความซื่อตรงจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา ล่าสุดมีข้อเสนอที่ชื่อว่า “การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง” ซึ่งรวมหลายสิ่งหลายอย่างไว้โดยเฉพาะการทำสิ่งที่มีค่าเท่ากับการตกแต่งบัญชี ด้วยเหตุนี้บางทีผู้ที่มีความซื่อตรงต้องให้ข้อมูลนอกเหนือจากส่วนที่ถูกบังคับซึ่งบัฟเฟตต์เองทำเป็นประจำ เช่น การแยกแยะข้อมูลอย่างละเอียดซึ่งตามหลักการไม่จำเป็นต้องทำ แต่เขาทำเพราะถ้าเขาเป็นผู้ดูบัญชีของผู้อื่น เขาต้องการเห็นข้อมูลเหล่านั้น บัญชีที่แนบไปกับการจ่ายภาษีของเขาเมื่อ 2546 จึงมีเกือบ 9,000 หน้า
การปฏิบัติเกินเช่นนี้บางทีก็นำไปสู่การยอมรับกันโดยทั่วไป เช่น การบันทึกพันธสัญญาที่จะให้ผลประโยชน์แก่พนักงานเกษียณซึ่งไม่เคยต้องทำมาก่อน เกี่ยวกับประเด็นนี้ บัฟเฟตต์เล่าว่าเขาพยายามหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีพันธสัญญามาก ๆ แม้พันธสัญญานั้นจะไม่ปรากฏในบัญชีก็ตาม ครั้งหนึ่งเขาเกือบจะซื้อบริษัทหนึ่งซึ่งมีพันธสัญญาที่จะต้องจ่ายในอนาคตจำนวนมาก เขาโชคดีที่การซื้อบริษัทนั้นประสบอุปสรรคเสียก่อน ต่อมามีบริษัทอื่นยื่นมือเข้ามาซื้อและเพียงไม่นานก็พบว่าสิ่งที่ซื้อไปไม่มีค่าเพราะต้องล้มละลาย ด้วยเหตุผลเดียวกัน เขาต่อต้านการประกันตัวเองเนื่องจากผลประกอบการในบัญชีวันนี้อาจดูดี หากเมื่อถึงวันต้องจ่าย ความเสียหายอาจใหญ่หลวงเกินคาด ทั้งที่บัญชีมีข้อจำกัด แต่บัฟเฟตต์เชื่อว่ามันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและข้อมูลทางการเงินมีประโยชน์ต่อนักลงทุนสูง

ในตอนสุดท้าย บัฟเฟตต์พูดถึงประโยชน์ทางภาษีที่เกิดจากการลงทุนระยะยาวเนื่องจากภาษีกำไรส่วนทุนจะถูกเก็บก็ต่อเมื่อเขาขายกิจการที่ซื้อมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกิจการของเขามักทำกำไรได้อย่างงดงาม ในปี 2546 บริษัทของเขาต้องจ่ายภาษีถึง 3.3 พันล้านดอลลาร์ซึ่งคิดเป็นราว 2.5% ของภาษีเงินได้ที่บริษัทในสหรัฐฯ ทั้งหมดจ่าย นั่นเป็นการจ่ายในอัตราสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ แต่เขาเต็มใจเพราะเขามองว่าเขามีโอกาสทำเงินได้มากกว่าผู้อื่นทั้งที่ใช้ความพยายามพอ ๆ กัน

ในบทส่งท้าย บัฟเฟตต์บอกว่าเขาจะทำสิ่งที่เขาทำมาแล้วต่อไป นั่นคือ ถือครองทุกอย่างไว้เพื่อผลในระยะยาว แต่เขาบอกผู้ถือหุ้นใน BH ว่า ในอนาคตโอกาสที่จะเติบโตต่อไปในอัตราของอดีตย่อมเป็นไปไม่ได้เนื่องจากมันผิดธรรมชาติที่บริษัทเดียวจะขยายตัวสูงกว่าผู้อื่นตลอดกาล เขายกตัวอย่างว่า ตามอัตราการขยายตัวของแบคทีเรีย หากมันไม่ตาย ภายในสองวันน้ำหนักของพวกมันรวมกันจะเท่ากับน้ำหนักดวงอาทิตย์ ฉะนั้น หากมันไม่ตายด้วยตัวเอง จะต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้พวกมันตาย เขาจะรักษาทรัพย์สินส่วนใหญ่ไว้ในรูปของหุ้นใน BH ต่อไปและได้ระบุไว้ในพินัยกรรมของเขาว่า หลังเขาตายให้นำทรัพย์สินของเขาทั้งหมดไปใช้ในการกุศลภายใน 10 ปี

ข้อสังเกต: จดหมายที่นำมารวมไว้ในหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นก่อนวันที่บัฟเฟตต์จะตกลงให้มูลนิธิของบิลล์ เกตส์ เป็นผู้นำทรัพย์สินของเขาไปใช้เพื่อการกุศล บิลล์ เกตส์เคยพูดว่า การใช้เงินให้เกิดประโยชน์ตามจุดมุ่งหมายนั้นยากกว่าการทำเงิน ต้องคอยดูต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังบัฟเฟตต์จากโลกนี้ไป เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มาจากคำพูดของบัฟเฟตต์เอง ผู้ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตและแนวคิดของเขาเพิ่มขึ้นอาจไปอ่านเรื่อง The Snowball: Warren Buffett and the Business of Life โดย Alice Schroeder ซึ่งพิมพ์เมื่อเดือนกันยายน 2551 และมีความยาวสมกับความร่ำรวยของเขาคือ เกือบ 1,000 หน้า นอกจากนั้นยังมีการรวบรวมข้อคิดของเขาออกมาในรูป “บัญญัติ 10 ประการ” โดย Michael Brush เผยแพร่ไปตามสื่อต่าง ๆ เมื่อต้นเดือนมกราคา 2552 แม้บริบทของเนื้อหาจะเป็นวงการธุรกิจในสหรัฐอเมริกา แต่แนวคิดของบัฟเฟตต์ส่วนใหญ่น่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสังคม

Warren Buffett house

ความโดดเด่นเป็นพิเศษของบัฟเฟตต์ที่สื่อมักพูดถึงบ่อย ๆ คือ ความมัธยัสถ์ของเขา แม้จะร่ำรวยจนถึงขั้นเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่เขายังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมซึ่งเขาซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเพิ่งก่อร่างสร้างตัว บ้านได้รับการต่อเติมบ้างเป็นบางส่วน แต่ก็ไม่ถึงกับใหญ่โตหรือโอ่อ่าเฉกเช่นของมหาเศรษฐีส่วนใหญ่ การดำเนินชีวิตแบบนี้ค่อนข้างย้อนยุค แต่จากข่าวที่พอหาอ่านได้ เขาก็ดูจะมีความสุขไม่น้อยกว่าผู้อื่น แน่ละ สิ่งที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษของบุคคลผู้นี้ก็คือ ความมีน้ำใจที่จะอุทิศทรัพย์สมบัติเกือบทั้งหมดให้แก่การแก้ปัญหาของมนุษยชาติ.

<< บ้านแบบของวอร์เรน บัฟเฟตต์ซึ่งเป็นบ้านแบบของคนอเมริกันชั้นกลางซึ่งไม่มีกระทั่งรั้วหน้าบ้าน

…………..

ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม (pdf)The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน คลิกที่ภาพด้านซ้าย

.

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Sunday, August 16th, 2009 and is filed under หนังสือคือชีวิต. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

9 Responses to “The Essays of Warren Buffett ลำนำผู้ทำเงิน (4)”

  1. areeya on August 21st, 2009 at 1:06 pm

    ขอเอกสารฉบับเต็ม The Essays of warren buffett

  2. WebMaster on August 21st, 2009 at 2:07 pm

    คุณ areeya ครับ

    ขออภัยที่ลิงก์ดาวน์โหลดเดิมขัดข้อง ตอนนี้ทำใหม่แล้วครับ คลิกดาวน์โหลดได้เลย เป็นไฟล์ pdf พอ คลิกแล้วจะมีเมนูขึ้นให้เลือก open หรือ save ถนัดแบบก็เลือกแบบนั้นนะครับ ขอบคุณครับ

    -ผู้จัดทำ-

  3. i_sarut on August 25th, 2009 at 6:16 pm

    ขอบคุณมากครับที่ทำสรุปให้

    ไม่ทราบว่าท่าน ดร.ไสว จะทำสรุป The Snowball: Warren Buffett and the Business of Life ด้วยไหมครับ

    ผมอยากอ่านมากเลย ไม่รู้ว่าจะมีการแปลเป็นภาษาไทยรึเปล่า

  4. Sawai Boonma on August 26th, 2009 at 2:25 pm

    เรียนคุณ i_sarut

    ในขณะนี้ไม่มีโครงการทำเรื่องนั้นครับ

  5. Sawai Boonma on August 26th, 2009 at 10:06 pm

    คุณ i_sarut

    คณะผุ้จัดทำเว็บไซต์จะนำบทความเรื่อง “บัญญัติ ๑๐ ประการของวอร์เรน บัฟเฟตต์” มาใส่ในเว็บไซต์เร็ว ๆ นี้ หวังว่าคุณคงได้ประโยชน์จากกูรูผู้ไม่เคยทำตนเป็นกูรูผู้นี้อย่างเป็นรูปธรรม

  6. Sawai Boonma on August 26th, 2009 at 10:15 pm

    และขอเรียนเพิ่มเติมว่า บทคัดย่อหนังสือของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นบทแรกของหนังสือชื่อ “แนวคิดของนักธุรกิจนามกระเดื่อง” ซึ่งนำแนวคิดของนักธุรกิจชั้นนำระดับโลก ๑๘ คนมารวมกันไว้ เช่น บิล เกตส์ จอร์จ โซรอส แจ็ค เวลช์ ไมเคิล ไอสเนอร์ สตีฟ จอบส์ ไมเคิล เดลล์ ริชาร์ด แบรนสัน เรย์ ครอค ผู้สร้างแมคโดนัลด์ให้เป็นอาหารของชาวโลก ตอนนี้ผมยังไม่แน่ใจว่าสำนักพิมพ์จะนำออกมาเมื่อไร

  7. i_sarut on August 28th, 2009 at 4:28 pm

    ขอบคุณครับ

    บทความ “บัญญัติ ๑๐ ประการของวอร์เรน บัฟเฟตต์” ของท่าน ดร. ผมได้อ่านแล้วครับ
    และขออนุญาตนำไปลงไว้ที่เวบไซต์ของผมไว้ด้วยตามลิงค์นี้ครับ

    http://www.sarut-homesite.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-10-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80/

  8. Sawai Boonma on August 28th, 2009 at 7:44 pm

    คุณ i_sarut

    หากนำไปเผยแพร่เพือปันความรู้/ความคิดต่อผู้สนใจ เชิญตามสบายครับ กรุณาอย่านำำไปทำการซื้อ-ขายกันเพื่อประโยชน์ของบุคคลก็แล้วกันนะครับ

  9. i_sarut on August 29th, 2009 at 9:01 pm

    ขอบคุณครับผม

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.