เกี่ยวกับปีที่ล่วงไปและปีใหม่ที่มาถึง
มีผู้สังเกตว่าอายุเรายิ่งมากขึ้นเท่าไร นาฬิกาดูจะเดินไวขึ้นเท่านั้น นั่นน่าจะจริงเพราะนี่ก็ปีใหม่อีกแล้ว
ทั้งที่ผมมีความรู้สึก ว่าเพิ่งขึ้นปี 2552 มาหยกๆ หากนาฬิกาเดินไวขนาดนี้ วันที่ 21 ธันวาคม 2555 จะมาถึงเร็วเกินความคาดหมายของคนหลายพันล้านคน อะไรจะเกิดขึ้นในวันนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากไม่มีใครรู้จนยืนยันให้ผมมั่นใจได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจึงยึดเอามุมมองของเออร์วิน ลาสซโล ในหนังสือเรื่อง The Chaos Point เป็นหลักคิด (อาจอ่านบทคัดย่อภาษาไทยของ The Chaos Point ได้ในหนังสือชื่อ “กะลาภิวัตน์” และในเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com) ผมสรุปมุมมองของเขาสั้นๆ ว่า วันนั้นจะเกิดจุดพลิกผันสำคัญยิ่ง กล่าวคือ โลกจะเดินเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลายแบบกู่ไม่กลับ หากมนุษย์เรายังไม่ยับยั้งการทำลายโลกด้วยการบริโภค หรือการใช้ทรัพยากรโลก แบบไร้เหตุผล
ผู้อ่านคอลัมน์นี้จากช่วงวันขึ้นปีใหม่จนถึงช่วงสุดท้ายของปี 2552 อาจนึกออกว่าตลอดเดือนมกราคม ผมเขียนเรื่อง “ข้อคิดสำหรับเศรษฐกิจใหม่” และสองบทสุดท้ายของปีพูดถึงการมีความรู้จักพอและการลดความเสี่ยงซึ่งล้วน อยู่ในกรอบของเศรษฐกิจพอเพียงทั้งสิ้น นอกจากนั้น ในวันที่ 24 กรกฎาคม ผมยังเขียนเรื่อง “ประเมินความก้าวหน้าการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” อีกด้วย หวังว่าท่านผู้อ่านจะยังไม่รู้สึกรำคาญและหยุดอ่านแค่ตรงนี้ ถ้าผมเรียนว่าผมจะเริ่มปีใหม่ด้วยการพูดถึงแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอีก ผมพูดถึงแนวคิดนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะมั่นใจว่าถ้ามนุษย์เราส่วนใหญ่เข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงและนำไป ประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง โลกจะไม่เดินเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลายแบบกู่ไม่กลับอย่างแน่นอน
หลังตอนที่ 14 ของเรื่อง “ข้อคิดสำหรับเศรษฐกิจใหม่” ลงพิมพ์เมื่อวันที่ 30 มกราคม พญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร นำทั้ง 14 ตอนไปรวมพิมพ์เป็นเล่มชื่อ “ทางข้ามเหว : แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย” เพื่อนำส่วนหนึ่งไปแจกจ่ายให้แก่กัลยาณมิตร และอีกส่วนหนึ่งไปจำหน่ายเพื่อมอบรายได้ให้แก่ “มูลนิธินักอ่านบ้านนา” ขอเรียนว่าในเร็ววันนี้ ผมจะมีอีกจำนวนหนึ่งติดมือไปฝากผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งผมจะแจ้งวันและเวลาให้ทราบในเว็บไซต์ที่กล่าวถึง
หลังจาก “ทางข้ามเหว” ออกจากโรงพิมพ์แล้ว คุณพิพัฒน์ เศวตวิลาศ แสดงความประสงค์ว่า ถ้าเป็นไปได้จะนำหนังสือเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของผมไปพิมพ์ เป็นของกำนัลในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ 2553 เพราะเห็นว่าแนวคิดนี้มีค่าสูงยิ่ง เนื่องจากหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงเรื่อง “โต้คลื่นลูกที่ 4 : เมื่อความพอเพียงคือคำตอบ” ซึ่งพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยบิซบุ๊คส์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 ได้จำหน่ายไปหมดแล้ว ผมจึงนำต้นฉบับมาปรับเปลี่ยน และเพิ่มเนื้อหาให้ทันสมัยและครอบคลุมประเด็นใหม่ๆ ยิ่งขึ้นเมื่อตอนกลางปี ขณะนี้ คุณพิพัฒน์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทโอเรกอนอะลูมีเนียม ได้จัดพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือชื่อ “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน : แนวทางลดความเสี่ยงเพื่อสร้างสังคมสันติสุข” เรียบร้อยแล้ว และบอกผมว่ายินดีจะนำจำนวนหนึ่งมาฝากผู้เข้าร่วมสัมมนาดังกล่าวด้วย
เนื่องจากผมเชื่อมั่นว่าแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมีค่าสูงยิ่ง ผมจึงพูดถึงหลายครั้ง หลังจากเริ่มเขียนคอลัมน์ในบางกอกโพสต์เมื่อตอนกลางปี หลังผมพูดถึงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ผมได้รับอีเมลจากฝรั่งหลายคนซึ่งบ่นให้ผมฟังว่า น่าเสียดายที่คนไทยไม่เห็นคุณค่าของแนวคิดนี้ เพราะมัวแต่ไปหลงวิ่งตามความหรูหราของการพัฒนาแนวบริโภคนิยม คนไทยส่วนใหญ่ดูจะไม่รู้ว่าตนเองโชคดีขนาดไหน ที่เมืองไทยมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก และหากเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในแอฟริกา เมืองไทยน่าจะพัฒนาไปสู่ความสันติสุขได้อย่างยั่งยืนสูงกว่าในส่วนอื่นของ โลก นอกจากการบ่นนั้นแล้ว คนหนึ่งบอกผมว่าเขาพยายามติดต่อหน่วยงานของรัฐบาลไทยหลายแห่ง เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวการนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ในระดับหมู่บ้าน ซึ่งรัฐบาลมักนำมาโอ้อวด แต่เขาไม่เคยได้รับคำตอบจากหน่วยงานเหล่านั้นเลย
หลังจากคุณพิพัฒน์พิมพ์หนังสือออกมาไม่นาน ในการสนทนากับเพื่อนคนไทยในอเมริกา ผมบอกเขาว่ากัลยาณมิตรของผมในเมืองไทย ได้จัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงสองเล่ม เพื่อแจกจ่ายให้คนไทยอ่าน ความเห็นของเขายืนยันความเห็นในอีเมลดังกล่าว เพราะเขาพูดว่า “คนยากจนมีมากมายทำไมจะมาบอกให้พอ” คำพูดในแนวนี้มีเกิดขึ้นกับผมเป็นประจำทั้งในอเมริกาและในเมืองไทย เมื่อผมถามผู้พูดต่อไปก็จะได้ความประทับใจทันทีว่า พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยคิดจะอ่าน หรือฟัง เพื่อทำความเข้าใจความหมาย และแนวปฏิบัติของแนวคิดแม้แต่นิดเดียว ซ้ำร้ายบางคนแสดงปฏิกิริยาที่นำมาเล่าไม่ได้ในที่นี้
ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีแถลงว่าจะพิมพ์พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม แจกประชาชน ผมจึงเสนอให้พิมพ์แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงพร้อมคำอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ แจกคนไทยแทน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ผมเสนอให้รัฐบาลนำแนวคิดนี้ไปใช้เป็นฐานของการบริหารประเทศอย่างจริงจัง พร้อมกับมีนโยบายให้รัฐมนตรีและข้าราชการผู้ใหญ่ทำความเข้าใจแนวคิดจนสามารถ อธิบายได้ว่า แต่ละนโยบายและมาตรการของรัฐบาลวางอยู่ตรงไหนในกรอบของเศรษฐกิจพอเพียง ผมเสนอเช่นนี้เพราะมีความประทับใจว่า มีรัฐมนตรีและข้าราชการผู้ใหญ่ไม่กี่คนที่ได้พยายามทำความเข้าใจแนวคิด เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนมากเข้าใจแต่ปากเท่านั้น และรัฐบาลทุกรัฐบาลไม่เคยจริงใจกับการนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ตามที่น่าจะทำ หวังว่ากระบวนการเมืองใหม่ ซึ่งมีความหมายครอบคลุมเกินพรรคการเมืองใหม่จะเตรียมนำแนวคิดนี้ไปใช้ และสามารถเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ก่อนวันที่ 21 ธันวาคม 2555
วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ขอส่งใจและความเคารพถึงท่านผู้อ่านทุกท่าน หวังว่าท่านคงประสบโชคแบบที่ทุกคนในโลกควรประสบ นั่นคือ “สุขภาพดี มีเงินพอใช้และไร้กังวล” ตลอดไป
ดร.ไสว บุญมา
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บ้านเขาเมืองเรา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2553







ผมคิดว่ามี 2 เหตุผลใหญ่ๆที่คนยังไม่เข้าถึงหรือไม่นำไปปฏิบัติ
หนึ่ง คือ ตามคนส่วนใหญ่ของสังคม ไม่มีความกล้าพอที่จะทำส่งที่ดีกว่า
สอง คือ คล้ายๆการบอกว่า นับถือพุทธ แต่ไม่เคยปฏิบัติหรือศึกษาพระธรรมอย่างท่องแท้ มีแต่ทำบุญเพื่อให้รวยขึ้นในชาติหน้า หรือ ไม่ก็ไหว้พระหลายๆวัดขอลาภยศให้มากๆ
เป็นข้อสังเกตที่แหลมคมครับคุณ chongkiat
ผมเห็นด้วยกับ ดร.ไสว บุญมา ในประเด็นนี้อย่างมากครับ
เพราะถ้ามองจากมุมของสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน นับว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเข้าขั้นวิกฤติของโลก ไหนจะปัญหาความยากจน การก่อการร้าย ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมและปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหลายคนมักจะโทษว่าปัญหานี้ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ไม่เคยโทษเรื่องขอการขาดศีลธรรมกันเลย ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวน่าจะเป็นปัญหาความเสื่อมของศีลธรรมของคนในสังคม ซึ่งเศรษฐศาสตร์กระแสหลักได้ตัดประเด็นดังกล่าวออกไปเลย
.
ในความคิดผมเห็นว่าการแก้ปัญหาระยะยาวต้องปรับระบบความคิดตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ฐานความคิดของคนในสังคม มุมมองและจุดมุ่งหมายในการดำเนินชีวิต นั้นก็คือต้องไปเปลี่ยนระบบความคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักให้หันกลับมามองสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อม และความรู้สึกนึกคิดของคนตามความเป็นจริง (ตามหลักธรรมชาติ)
.
ซึ่งผมเชื่อว่าแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงเราที่นำหลักธรรมในพุทธศาสนามาประยุกต์จะสามารถตอบคำถามต่างๆ ได้อย่างแน่นอน เพราะจะทำให้คนเราดำรงชีวิตด้วยความไม่
ประมาทในชีวิต กินง่าย อยู่ง่าย ดำรงชีพง่าย ไม่ฟุ้มเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย แต่ก็มีความสุขได้
งานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์มนุษย์ เศรษฐศาสตร์จิตวิทยา หรือเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมของตะวันตกก็ได้ศึกษากันมาพอสมควรว่าปัจจัยอะไรทำให้คนเรามีความสุขเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเมื่อรวมปัจจัยต่างนี้เข้าด้วยกันจะเห็นได้ว่าทุกๆ ปัจจัยนั้นก็อยู่ในคำสอนของพุทธศาสนาและแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของเรานี้เอง
ผมทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านไอทีให้ภาครัฐหลายแห่ง เห็นได้ว่า ผู้บริหารภาครัฐไม่มีจิตวิญญาณและความสำนึกเพียงพอที่จะนำเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ มีทั้งที่ไม่เข้าใจในหลักการ มักจะมองเศรษฐกิจพอเพียงไปในลักษณะเก็บเนื้อเก็บตัว ทำกำไรไม่ได้
ไม่เข้าใจเรื่องสันโดษ (แปลความหมายจากความยินดีที่มีเพียงพอ กลายเป็น อยู่อย่างโดดเดี่ยว) อันเป็นแก่นที่มาของเศรษฐกิจพอเพียงในหลักพระพุทธศาสนา หรือ เข้าใจมัธยัสถ์ เป็นตระหนี่ นี่แหละครับคนไทย
ในส่วนงานที่ทำ พยายามที่ให้ภาครัฐ ใช้งบประมาณ และอุปกรณ์ให้เหมาะกับงาน คุ้มค่า ไม่ต้องซื้อของเผื่อเกินความจำเป็น หรือซื้ออุปกรณ์สนองความต้องการของผู้ใช้ (want) มากกว่าความจำเป็นของผู้ใช้ (need)
และเป็นนิยามที่ใช้อยู่ คือ การใช้เทคโนโลยีอย่างพอเพียง
สวัสดีปีใหม่ครับ
ขอบคุณครับคุณ KS
ผมกำลังรออ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่งซึ่งจะพิมพ์ออกมาในเดือนนี้ ผมได้อ่านบทความของผู้แต่งซึ่งเป็นวุฒิบัณฑิตอาวุโสของ Brookings Institution แล้ว ผมค่อนข้างแน่ใจว่าการวิจัยของเขาซึ่งครอบคลุมทั่วโลกจะยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมีฐานทางวิทยาศาสตร์อันแข่งแกร่งมั่นคง
เสียดายที่ชาวไทยซึ่งอ้างว่าตัวเองเป็นชาวพุทธไม่พยายามทำความเข้าใจแนวคิดนี้อย่างถ่องแท้
สวัสดีปีใหม่ครับ
การที่จะเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ก็ต้องเข้าใจแนวคิดของพุทธศาสนาด้วย เพราะแกนของความคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาจากแก่นของพระพุทธศาสนา คำสอนของพระบรมศาสดาเรื่อง สมชีวา, สังคหวัตถุ,มรรค 8 คือหลักแท้จริงของเศรษฐกิจพอเพียง ในหลวงทรงนำมาปรับใช้และอธิบายให้คนเข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งผมคิดว่า รูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยรวมทั้งคนเอเชียสมัยก่อนก็คือตัวอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง แต่เมื่อเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ทำให้เราละเลยไปหมด มีเพียงในหลวงเท่านั้นที่ยังทรงยึดหลักนี้ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ การจัดระบบการผลิตในสวนจิตรลดา ที่มีการผลิตแบบเกษตรกรรมผสมผสานกับการผลิตแบบอุตาหกรรมที่พึ่งพาตนเองได้ ในขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 ก็คือเหลือส่งออกจำหน่าย เช่น ผลิตภัณฑ์จากโรงนมประเภทต่างๆ แบบนี้ ไม่ต้องสร้างมลพิษมากมายเพราะแสวงหากำไรเกินขอบเขตเช่นนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เป็นการพัฒนาแบบล้างโลก
.
ชาวพุทธแบบไทยปัจจุบัน เป็นชาวพุทธที่ไม่นิยมเรียนรู้แก่นแท้ของสิ่งใดๆ เพราะถูกสอนให้เด็ดยอดผักที่เขาปลูกไว้แล้วมากิน ไม่ได้ถูกสอนให้ปลูกผัก ไม่สนใจว่าเขาเอาอะไรบำรุงผักให้งาม เป็นสารพิษหรือไม่ ดังนั้น จึงกินผักมีพิษเป็นส่วนมากครับ
ขอบคุณครับคุณโกศล
คุณ pornchai ครับ ผมเห็นด้วยครับ
ด้วยปัญญาเพียงจำกัดของผม ภูมิหลังทั้งจากโลกซีกตะวันออกและโลกซีกตะวันตก พร้อมกับการมองโลกจากทางธรรม (เพียงจำกัดเนื่องจากมีปัญญาเท่านั้น) และทางโลกคือวิชาเศรษฐศาสตร์และวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ และการเป็นชาวไร่ชาวนามาก่อนที่จะได้คลุกคลีกับการพัฒนาตามแนวคิดของสังคมตะวันตก ผมแน่ใจเต็มร้อยในสิ่งที่เสนอ ขอบคุณคุณ pornchai และคุณโกศล หากสามารถอธิบายต่อไปได้ กรุณาอธิบายต่อไปนะครับ บางทีผมมีความรู้สึกว่าหาภาษามาอธิบายได้ยากจริง ๆ
ผมขอเสริมด้วยความรู้อันน้อยนิดของผมนะครับ
ผมคิดว่าการตีความเรื่องความพึงพอใจ (utility) ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ไม่เข้าใจในหลักธรรมชาติของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ได้ก่อให้เกิดปัญหาที่เข้าขั้นวิกฤตในปัจจุบัน ทั้งการบริโภคมากเกินความจำเป็นในประเทศพัฒนาแล้ว ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาความยากจนในประเทศด้วยพัฒนา ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและที่สำคัญปัญหาโลกร้อน เนื่องด้วยผมจบปริญญาด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจึงได้เข้าใจเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างดี และตอนปริญญาโทเองผมก็เรียนด้านเศรษฐศาสตร์เกษตร ซึ่งศึกษาการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาพอสมควร สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนจะไม่สามารถทำได้ถ้าปราศจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนจะไม่สามารถทำได้ถ้าปราศจากการแก้ปัญหาศีลธรรม มันเป็นเหตุ-ปัจจัยที่เชื่อมโยงกันครับ
แนวคิดที่ผมว่าเป็นปัญหามากที่สุดของวิชาเศรษฐศาสตร์คือการให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องผลิตให้ได้ผลมากที่สุดภายใต้ทรัพยากรจำกัด (Production Maximization) เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีทางเลือกและบริโภคได้มากที่สุด เพื่อตอบสนองความพึงพอใจให้ได้มากที่สุด แต่ผมไม่เคยเห็นนักเศรษฐศาสตร์ท่านใดออกมาบอกว่าต้องบริโภคทรัพยากรให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อตัวเอง ต่อผู้อื่น และต่อสิ่งแวดล้อมเลยนะครับ (Consumption Maximization) ซึ่งผู้บริโภคเองก็สามารถได้รับความพึงพอใจสูงสุดได้เช่นกัน (ตามแนวคิดแบบชาวพุทธ) ก็มีเพียงแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเรานี่แหละครับที่ผมมองว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ***คนมีความสุขเพิ่มขึ้น แต่ใช้ทรัพยากรน้อยลง***
คุณ pornchai ครับ การคิดแบบนั้นเป็นกระแสหลักอยู่ในปัจจุบัน ผมยังมีความหวังว่า มันอาจะเปลี่ยนไปก็ได้เพราะเริ่มมีคนเห็นมากขึ้นว่าการกระทำตามแนวคิดนั้นเป็นการทำลายตนเอง ถ้ามันเปลี่ยนไปตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้เร็ว ๆ โลกเราคงมีโอกาสประสบสันติสุขมากกว่าในปัจจุบัน ชาวตะวันตกส่วนหนึ่งก็เริ่มมองเห็น ถ้าคนไทยเราสามารถปฏิบัติได้ก่อนเขา เราน่าจะเป็นตัวอย่างได้ แต่ก็อีกนั่นแหละ คงมีไม่กี่คนที่เข้าใจแนวคิดใหม่นี้อย่างถ่องแท้และมีความมั่นใจที่จะยึดเป็นแนวปฏิบัติอย่างแน่วแน่ ตอนนี้รัฐบาลเองยังตกอยู่ในภาวะทำแต่ปาก หากรัฐบาลต้องการทำจริง ๆ การเคลื่นไหวเข้าสู่แนวใหม่ของเราคงเกิดได้และเร็วขึ้น เมื่อไม่กี่วันมานี้รัฐบาลบอกว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่โรงเรียนอย่างจริงจังซึ่งผมก็ดีใจเพราะเคยเสนอไว้นานแล้ว รวมทั้งในหนังสือชื่อ “ทางข้ามเหว” ด้วย แต่ก็ต้องดูไปว่า การพูดกับการกระทำต่างกันหรือไม่ และการนำเข้าสู่โรงเรียนนั้นทำอย่างไร
ผมเห็นกับ ดร. ไสว บุญมา ครับ ว่าการทำให้ชาวตะวันตก นักเศรษฐศาสตร์ต่างชาติ หรือคนไทยเราเองเข้าใจแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างถ่องแท้เป็นเรื่องยากครับ เพราะคงต้องเป็นคนที่เข้าใจเรื่องแนวคิดทางพุทธศาสนาดีพอสมควรจึงจะเข้าใจได้ เช่น การเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างความต้องการแท้ (ฉันทะ) กับความต้องการเทียม (ตัณหา) ความสุขแท้ (ความสุขจากการลด ละ เลิกกิเลสและตัณหา = ความสุข สงบ ร่มเย็น) กับ ความสุขเทียม (ความสุขจากการตอบสนองกิเลส = ความสุขสนุกสนานดั่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กิเลสและตัณหา) คุณค่าแท้ (คุณค่าที่สนองความต้องการคุณภาพชีวิตในตนเอง ผู้อื่น และสังคม) กับคุณค่าเทียม (คุณค่าเพื่อสนองความอยากเสพสิ่งปรนเปรอตนเองเท่านั้น) หรือแม้แต่การพิจาณาเรื่องความทุกข์ตามหลักอริยสัจ 4 เพื่อเป็นการลดกิเลสในใจตนเพื่อไม่ให้ไปลุ่มหลงกับสิ่งที่ไม่ยั่งยืน ที่แม้แต่คนไทยเองที่เป็นชาวพุทธก็มีน้อยคนนักที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้
ดังนั้นแนวคิดอย่างง่ายๆ ในการแก้ปัญหาแบบองค์รวมที่ผมคิดได้ ณ ตอนนี้นะครับ คือ การหาพันธะมิตรที่มีเสียงและพลังมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น จะทำอย่างไรให้บุคคลสำคัญ เช่น อัล กอร์ (คนเขียน An Inconvenient Truth) Joseph Stiglitz (เจ้าของทฤษฎี Theory of information Asymmetry) Michael Moore (ผู้กำกับหนังสารคดีชื่อดัง เรื่อง Fahrenheit 9/11 และ Capitalism: A Love Story) Amartya Sen (ผู้นำด้าน Behaviour and the concept of preference) องค์ดาไลลามะ (ผู้นำด้านจิตวิญญาญ) เจ้าชายจิกมี วังชุก กษัตริย์แห่งภูฏาน (ผู้คิดค้นศัพท์คำว่า GNH: Gross National Happiness) หรือแม้กระทั่งองค์กร Green peace เข้าใจวัตถุประสงค์ในการนำเสนอแนวปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเรา
เยี่ยมครับ ถ้าทำได้ก็วิเศษซิครับคุณ pornchai ท่านเหล่านั้นล้วนเข้าใจปัญหา แต่ท่านไม่ออกมานำการรณรงค์ เราคงไปขุดท่านไม่ได้ เราทำส่วนของเราเท่าที่จะทำได้แล้วกัน ไม่แน่นะ วันหนึ่งท่านเหล่านั้นจะออกมาก็ได้ ในอดีต ผู้ที่ออกมามักถูกลืม เช่น E. F. Schumacher เนื่องจากความเชื่อในแนวคิดกระแสหลักเชี่ยวเกินทัดทาน ตอนนี้ปัญหาสุกงอมกว่าเมื่อ ๔๐ ปีก่อน บางที่ถ้ามีผู้อยู่ในสถานะของท่านเหลานั้นออกมานำขบวน เป็นไปได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนความคิด ผมก็หวังอย่างนั้น
ผมขอถาม ดร. ไสว บุญมา เพื่อขอเพิ่มพูนความรู้ครับ
ว่าจะเป็นไปได้ไหมครับ ถ้าเราทุกคนช่วยกันนำเสนอผลงานวิจัยด้านแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ หลักแนวคิดตามพุทธศาสนาให้มีความเป็นหลักสากล (common knowledge) มากขึ้น (มิใช่เป็นการอธิบายที่มีแต่เพียงชาวพุทธหรือผู้ศึกษาศาสนาพุทธเท่านั้นจึงจะเข้าใจได้) เนื่องจากเวลาเราจะอธิบายอะไรกับใครที่มีฐานความรู้และความเชื่อแตกต่างจากเรา เราควรจะอธิบายเหตุปัจจัยและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นบนพื้นฐานความรู้เดียวกัน (ซึ่งในตอนนี้การตีความเรื่องความสุขของชาวตะวันตกกับชาวตะวันออกยังค่อนข้างแตกต่างกัน)
ยกตัวอย่างเช่น การทำงานวิจัยสักชิ้นหนึ่งที่มีการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลทำให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้น (แนวคิดตะวันตกมักหาวิธีเพิ่มความสุข) โดยดึงปัจจัยดังกล่าวมาจากคำสอนทางพุทธศาสนาเข้ามาสอดแทรก เช่น การรักสันโดษและการมัธยัสถ์ มาหาความสัมพันธ์กับความสุขตามแบบวิธีวิเคราะห์ในเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เศรษฐศาสตร์จิตวิทยา หรือเศรษฐศาสตร์มนุษย์ ซึ่งในการศึกษาวิจัยขั้นต่อๆ ไป เราจึงค่อยๆ เพิ่มปัจจัยตัวอื่นๆ ตามหลักพุทธศาสนาที่ทำให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้น หรือ มองในมุมกลับกันก็อาจจะศึกษาว่าปัจจัยใดที่สามารถทำให้คนมีความทุกข์น้อยลง หรือดับทุกข์ลงได้
เหตุที่เราต้องค่อยๆ เพิ่มปัจจัยต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เนื่องจากเราควรมีข้อมูลงานวิจัยสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ซึ่งน่าจะทำให้คำพูดของเรามีน้ำหนักน่าเชื่อถือขึ้น อีกทั้งเราต้องคอยกระตุ้น (nudge) ต่อมรับรู้ ความคิด และจิตสำนึกของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ผู้คนในสังคมจะได้ไม่หลงไม่ลืมว่าอะไร คือ ความสุขที่แท้จริง ทั้งนี้ตามหลักการแล้วเราต้องไม่ลืมว่าการนำเสนอแนวคิดใดใหม่ๆ ลงไปให้กับสังคมจะต้องหาตัวเชื่อมต่อกับแนวคิดดั้งเดิมที่มีอยู่ให้ได้ครับ มิฉะนั้นแนวคิดใหม่ดังกล่าวจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่าในปัจจุบัน ผมยังไม่เคยเจองานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ชิ้นใดที่ทำเกี่ยวกับเรื่องการทำให้คนมีความทุกข์น้อยลงเลยครับ หรือเป็นเพราะว่าคนเรามัวแต่แสวงหาความสุข และพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องความทุกข์ – ซึ่งแก่นของพุทธศาสนาจริงๆ คือ การให้เราพิจารณาเรื่องความทุกข์เพื่อเราจะได้ปลงสังขาร ปล่อยวาง และทำจิตใจให้โปร่งใส เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งถือว่าเป็นบรมสุขครับ
แต่การนำเสนอเรื่องประเด็นนิพพานยังเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าตอนนี้ควรจะหลีกเลี่ยงครับ เพราะผมมีความเห็นว่าคำว่านิพานน่าจะเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลกับแนวคิดที่เป็นหลักสากลอยู่มากและผมเองก็ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถ่องแท้ด้วย (เพราะผมเองก็ยัง ละ เลิก ลด กิเลส บางประเภทไม่ได้ครับ) การนำเสนอแนวคิดที่ผมเชื่อจากใจจริงว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริง (นิพพาน) ก็ต้องดูจังหวะ โอกาส เวลา สถานที่ ปัญญาของผู้ฟัง และสถานะของบุคคลที่เป็นผู้อธิบาย ว่ามีความพร้อมและเหมาะสมแล้วหรือไม่ด้วยเช่นกันครับ
คุณ pornchai
ประเด็นของคุณมากและซับซ้อน ผมคงไม่มีปัญญาตอบได้หมด ขอตั้งข้อสังเกตเพียงเท่านี้
- ศาสนาเป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดอ่อน เท่าที่ผมประสบมา คนที่เข้าใจจริง ๆ มีน้อย ยิ่งเรื่องนิพพาน ยิ่งดูจะเข้าใจต่างกันมาก ผมพยายามหาคำอธิบาย และมาจบลงที่คำอธิบายของ ๓ ท่าน คือ ท่านพุทธทาส ท่านทิช นัท ฮัน และท่านทะไล ลามาะ (ซึ่งท่านนี้นำวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องอนัตตา ให้ผมเข้าใจได้ กรุณาอ่านเรื่อง The Universe in a Single Atom ซึ่งผมทำบทคัดย่อไม้เป็นภาษาไทยแล้ว แต่มีคนบ่นว่ายังยากไป บอกที่อยู่อีเมล์ของคุณ แล้วผมจะส่งมาให้ถ้าคุณจะอ่าน) แม้แต่พระก็มีไม่กี่เปอร์เซนต์ที่แตกฉาน ฆารวาสละไม่ต้องพูดถึง ว่ากันไปตามที่ได้ยินมา โดยไม่เคยศึกษาจริง ๆ และไปติดอยู่แค่พิธีกรรม เรามีวัฒนธรรมแบบหยิบโหย่งคือไม่ศึกษาจริง ไม่ฟังจริง ผมรู้จักฝรั่งจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนิกชน แต่สามารถพูดประเด็นพุทธศาสนาได้ทะลุปรุโปร่ง วัฒนธรรมการรู้จริงของเขาดูจะต่างกับของเราอย่างมีนัยสำคัญ ผมไม่ได้ประณามคนไทย ผมก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่นั่นเป็นข้อสังเกตที่น่าศึกษาต่อไป ผมเคยเขียนเรื่อง “พบนิพพานก่อนต่าย” เมื่อเริ่มศึกษาศาสนาใหม่ ๆ เป็นเพียงบทเริ่มต้น ขณะนี้พิมพ์เป็นภาคผนวกของหนังสือเรื่อง “มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน” ซึ่งพิมพ์เมื่อต้นปีที่แล้ว
-เนื่องจากคนจำนวนมากยังขาดความรู้ การตัดสินใจบนฐานของอวิชชาอาจสร้างปัญหาให้ตนเองและสังคมได้ แม้แต่ความรู้สึก “พอเพียง” หากความรู้สึกวางอยู่บนฐานของความไม่รู้จริง เช่น อาหารที่กินเข้าไปทำให้อร่อย อิ่มท้อง พอใจ แต่มันเป็นอาหารจำพวกทำลายสุขภาพ หรือ มีบุหรี่ชั้น “ดี” อัดอย่างเต็มปอดทุกครั้งที่ต้องการทำให้เกิดความพอใจ รู้สึกมีความสุข รู้สึกพอเพียง แต่นั่นวางอยู่บนฐานของอวิชชา ผมมองว่าไม่ใช่ความพอเพียงที่ถูกต้อง
-เรื่องการเผยแพร่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นสากล น่าทำยิ่ง แต่ใครล่ะจะทำ? ในส่วนของผม ผมพยายามอ้างถึงบ่อย ๆ ในคอลัมน์ใน นสพ. บางกอกโพสต์และมักได้รับอีเมล์จากฝรั่งว่าเป็นแนวคิดที่ดี แต่หลายต่อหลายครั้ง ผมกลับได้รับการประณามและโต้แย้งจากคนไทยซึ่งดูจะไม่มีความเข้าใจในแก่นของแนวคิดแม้แต่น้อย มีคนเสนอให้ผมเขียนเป็นหนังสือภาษาอังกฤษออกมา ผมปฏิเสธไปเพราะปัจจัยหลายอย่าง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ปัญญายังไม่ถึงและไม่มีเวลาที่จะศึกษาให้แตกฉานต่อไปจนเขียนออกมาแย้งแนวคิดกระแสหลักได้
-แน่นอน “ความสุข” มีคำนิยามหลายอย่าง ผมกำลังรออ่านหนังสือเรื่อง Happiness around the World: The Paradox of Happy Peasants and Miserable Millionaires ของ Carol Graham ซึ่งจะพิมพ์ออกมาเร็ว ๆ นี้ นี่เป็นหนังสือเล่มล่าสุดในแนวการมองความสุขต่างกัน และความรวยอาจไม่ใช่ทางนำไปสู่ความสุข ผมเพิ่งเขียนบทความให้หนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่งในอเมริกาโดยอ้างถึงงานของผู้เขียนและของคนอื่นอีก และเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็จะเขียนลงใน นสพ. ในเมืองไทย (ไม่ทราบคุณมีโอกาสได้เห็นหนังสือเรื่อง “กะลาภิวัตน์” หรือยัง ลองไปเปิดดูเมื่อมีโอกาส มีประเด็นเรื่องความสุขอยู่ในนั้นซึ่งคุณหมอนภาพร ลิมป์ปิยากร เป็นผู้เขียนร่วมกับผม กรุณาอย่ามองว่าพยายามขายหนังสือ ผมจะกลับมาเมืองไทยสัปดาห์หน้า จะพยายามหามาให้ถ้าคุณไม่ต้องการซื้อ อันที่จริงอาจไม่มีวางขายแล้ว แต่ที่สำนักพิมพ์โอ้พระเจ้าอาจยังมีอยู่บ้าง)
ปัญหาเรื่องศาสนา คงเป็นตามกรรมของบุคคลครับ ทั้งที่มีหนังสือศาสนาดีๆเยอะมากครับ แต่คนไทยมองข้าม Fact ไปหมด แค่ความต่างของ สมถกรรมฐาน กับ วิปัสสนากรรมฐาน ชาวพุทธเองยังไม่เข้าใจ นั่งสมาธิต้องเห็นสี เห็นโน่นเห็นนี่ แต่ไม่เห็นปัญญา ไม่เห็นสติ ถ้าท่านอื่นสนใจ ผมแนะนำให้อ่านที่ http://www.jarun.org ของลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน มีหนังสือดีๆของท่านครับ
ผมว่า ต้องเริ่มใส่ปัญญาจากตำราดีๆ ที่น่าอ่าน จูงใจให้คนสนใจมากขึ้น ก่อนที่จะไปสู่หลักการที่ลึกลงไปกว่านี้
ขอบคุณทุกท่านที่แนะนำหนังสือดีๆครับ จะทดลองไปหามาอ่าน
ระหว่างนี้กำลังอ่าน เรื่อง GOOGLE Speaks กับ Free The Future of a Radical Price บน eReader เพราะกำลังทำธุรกิจในเรื่อง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นภาษาไทยอยู่ (ช่วยลดโลกร้อน จริงๆแล้ว ช่วยเลิกแบกหนังสือกระดาษทีละหลายๆเล่ม)
ประเด็นศาสนาเป็นเรื่องลึกซึ้งครับ คำสอนของพระพุทธเจ้ามีทั้งระดับใช้ดำเนินชีวิตของคนทั่วไปให้เป็นกัลยาณชน คือคนดี และทั้งเพื่อการหลุดพ้นซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริง ที่สำคัญคือ เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติจึงจะรู้ การศึกษาตำราเพียงอย่างเดียวก็รู้ไม่จริง วิทยาศาสตร์ใช้กล้องจุลทรรศช่วยให้เห็นสิ่งที่ตาธรรมดามองไม่เห็น ส่วนศาสนาพุทธใช้การปฏิบัติเพื่อมองเห็นในสิ่งที่ตาธรรมดามองไม่เห็น
แน่นอนครับคุณโกศล – หนังสือเรื่อง “ไอสไตล์พบ พุทธเจ้าเห็น” นำเข้าสู่ประเด็นได้ดี ถ้าภาษาอังกฤษแตก กรุณาอ่านหนังสือของท่านทะไล ลามะ ดู
ศีลห้าท่องได้แต่ไม่ปฏิบัติไม่มีผลดี เศรษฐกิจพอเพียงท่องได้ไม่ปฏิบัติก็ไม่มีผลเช่นกันครับ
ขอบคุณ ดร. ไสว บุญมา และคุณ KS สำหรับคำแนะนำดีๆ หนังสือและ website ที่มีประโยชน์ ผมจะนำคำแนะนำมาพิจารณาให้ถี่ถ้วนและไปหาหนังสือที่ท่านทั้งหลายแนะนำมาอ่านเพิ่มพูนความรู้ครับ
สำหรับบทคัดย่อของหนังสือ The Universe in a Single Atom ซึ่ง ดร. ไสว บุญมา ได้ทำบทคัดย่อเป็นภาษาไทยแล้ว ขอรบกวนช่วยส่งมายัง e-mail ด้านล่างให้ด้วยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างมาก
paulku60@hotmail.com (อันนี้ส่วนตัวครับ) กับ pornchai@tdri.or.th (อันนี้ของที่ทำงานครับ)
ส่วนเรื่องจะให้คนเราเข้าใจว่าอะไรคืออวิชชาที่อาจสร้างปัญหาให้ตนเองและสังคมตามที่ ดร. ไสว ได้กล่าวมาข้างต้น ผมว่าคนทั่วไปถ้าจะเข้าใจได้ต้องเกิดจากการสัมผัสด้วยตนเองโดยการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานและได้รับการอบรมอย่างถูกต้องจากอาจารย์ผู้ชำนาญ การบอกเล่า หรือ ฟังเหตุผลอย่างเป็นตรรกะ ไม่น่าจะเข้าใจได้ครับ (เพราะผมลองอธิบายจนปากเปียกปากแฉะกับหลายๆ คน ที่ไม่เคยปฏิบัติ เค้าเองก็ไม่เข้าใจ และไม่ยอมเข้าใจด้วยครับ แต่กับคนที่มีพื้นมาบ้าง เพียงพูดแค่ key word บางคำ เค้าเหล่านั้นก็เข้าใจได้โดยง่ายครับ) สำหรับผมเองกว่าจะเข้าใจได้ก็ต้องมาจากการนั่งสมาธิตอนที่บวชเป็นสามเณรเมื่อ เกือบ 15 ปี ที่แล้ว และได้รับการอบรมจากพระสายกรรมฐานอย่างเข้มข้นครับ
แต่สำหรับผู้ที่สนใจต้องการพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น แต่ไม่อยากอ่านหนังสือที่เป็นแนวธรรมะเข้มข้น ผมขอแนะนำหนังสือของ Anthony Robbin ครับ หนังสือของเค้าที่ดังมากๆ มี 2 เล่มด้วยกัน คือ “Unlimited Power” และ “Awaken The Giant Within” ผมว่าเค้านำหลักจิตวิทยาและพุทธศาสนามาย่อยให้เข้าใจง่าย เพื่อคนที่อยู่ในยุคดิจิทอลสามารถทำตามได้โดยง่าย หนังสือทั้งสองเล่มนี้มีพิมพ์เป็นภาษาไทยด้วยครับ ของสำนักพิมพ์ต้นไม้ พันโทอานันท์ ชินบุตร ผู้แปล ครับ ผมเองมีอยู่ที่บ้านทั้งสองเล่มครับ ถ้าใครสนใจผมให้ยืมได้ครับ (เพราะตอนนี้ก็แจกจ่ายให้เพื่อนๆ อ่านอยู่เหมือนกัน)
สำหรับหนังสือ “กะลาภิวัฒน์” ของ ดร. ไสว ผมมีไว้ในครอบครองแล้วครับ ขอบคุณมากครับสำหรับความกรุณา ผมเป็นแฟนตัวยงของ ดร. ไสว มา 4 ปี ได้แล้วครับ นับตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ซึ่งผมก็ได้คอร์ลัมของ ดร.ไสว ที่เขียนในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เรื่อง happiness ของ Richard Layard มาช่วยชีวิตไว้ทำให้สามารถคิดหัวข้อวิทยานิพนธ์ และสำเร็จปริญญาลุล่วงไปได้ด้วยดีครับ
จึงขอขอบคุณ ดร.ไสว มาก มาก ครับ สำหรับคอร์ลัมและหนังสือดีๆ เพื่่อเพิ่มพูนปัญญาให้กับคนไทยมาอย่างยาวนาน
ขอบคุณโกศล มากครับ
สั้นๆ แต่ได้ใจความ ตรงประเด็นทุกอย่างครับ
ส่วนผมอธิบายสั้นๆ ไม่เป็นครับ จึงขออภัยด้วยครับที่เขียนยาวทุกที (”,)