<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
		>
<channel>
	<title>Comments on: เกี่ยวกับปีที่ล่วงไปและปีใหม่ที่มาถึง</title>
	<atom:link href="http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010</link>
	<description>ดร.ไสว บุญมา : ความรู้คือฐานของการพัฒนาประเทศ</description>
	<lastBuildDate>Wed, 01 Sep 2010 16:17:17 -0600</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.2</generator>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
		<item>
		<title>By: pornchai</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/comment-page-1#comment-309</link>
		<dc:creator>pornchai</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 16:42:27 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=559#comment-309</guid>
		<description>ขอบคุณโกศล มากครับ
สั้นๆ แต่ได้ใจความ ตรงประเด็นทุกอย่างครับ
ส่วนผมอธิบายสั้นๆ ไม่เป็นครับ จึงขออภัยด้วยครับที่เขียนยาวทุกที (&quot;,)</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุณโกศล มากครับ<br />
สั้นๆ แต่ได้ใจความ ตรงประเด็นทุกอย่างครับ<br />
ส่วนผมอธิบายสั้นๆ ไม่เป็นครับ จึงขออภัยด้วยครับที่เขียนยาวทุกที (&#8221;,)</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: pornchai</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/comment-page-1#comment-308</link>
		<dc:creator>pornchai</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 16:38:04 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=559#comment-308</guid>
		<description>ขอบคุณ ดร. ไสว บุญมา และคุณ KS สำหรับคำแนะนำดีๆ หนังสือและ website ที่มีประโยชน์ ผมจะนำคำแนะนำมาพิจารณาให้ถี่ถ้วนและไปหาหนังสือที่ท่านทั้งหลายแนะนำมาอ่านเพิ่มพูนความรู้ครับ

สำหรับบทคัดย่อของหนังสือ The Universe in a Single Atom ซึ่ง ดร. ไสว บุญมา ได้ทำบทคัดย่อเป็นภาษาไทยแล้ว ขอรบกวนช่วยส่งมายัง e-mail ด้านล่างให้ด้วยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างมาก

paulku60@hotmail.com (อันนี้ส่วนตัวครับ) กับ pornchai@tdri.or.th (อันนี้ของที่ทำงานครับ)

ส่วนเรื่องจะให้คนเราเข้าใจว่าอะไรคืออวิชชาที่อาจสร้างปัญหาให้ตนเองและสังคมตามที่ ดร. ไสว ได้กล่าวมาข้างต้น ผมว่าคนทั่วไปถ้าจะเข้าใจได้ต้องเกิดจากการสัมผัสด้วยตนเองโดยการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานและได้รับการอบรมอย่างถูกต้องจากอาจารย์ผู้ชำนาญ การบอกเล่า หรือ ฟังเหตุผลอย่างเป็นตรรกะ ไม่น่าจะเข้าใจได้ครับ (เพราะผมลองอธิบายจนปากเปียกปากแฉะกับหลายๆ คน ที่ไม่เคยปฏิบัติ เค้าเองก็ไม่เข้าใจ และไม่ยอมเข้าใจด้วยครับ แต่กับคนที่มีพื้นมาบ้าง เพียงพูดแค่ key word บางคำ เค้าเหล่านั้นก็เข้าใจได้โดยง่ายครับ) สำหรับผมเองกว่าจะเข้าใจได้ก็ต้องมาจากการนั่งสมาธิตอนที่บวชเป็นสามเณรเมื่อ เกือบ 15 ปี ที่แล้ว และได้รับการอบรมจากพระสายกรรมฐานอย่างเข้มข้นครับ

แต่สำหรับผู้ที่สนใจต้องการพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น แต่ไม่อยากอ่านหนังสือที่เป็นแนวธรรมะเข้มข้น ผมขอแนะนำหนังสือของ Anthony Robbin ครับ หนังสือของเค้าที่ดังมากๆ มี 2 เล่มด้วยกัน คือ  &quot;Unlimited Power&quot; และ &quot;Awaken The Giant Within&quot; ผมว่าเค้านำหลักจิตวิทยาและพุทธศาสนามาย่อยให้เข้าใจง่าย เพื่อคนที่อยู่ในยุคดิจิทอลสามารถทำตามได้โดยง่าย หนังสือทั้งสองเล่มนี้มีพิมพ์เป็นภาษาไทยด้วยครับ ของสำนักพิมพ์ต้นไม้ พันโทอานันท์ ชินบุตร ผู้แปล ครับ ผมเองมีอยู่ที่บ้านทั้งสองเล่มครับ ถ้าใครสนใจผมให้ยืมได้ครับ (เพราะตอนนี้ก็แจกจ่ายให้เพื่อนๆ อ่านอยู่เหมือนกัน)

สำหรับหนังสือ &quot;กะลาภิวัฒน์&quot; ของ ดร. ไสว ผมมีไว้ในครอบครองแล้วครับ ขอบคุณมากครับสำหรับความกรุณา ผมเป็นแฟนตัวยงของ ดร. ไสว มา 4 ปี ได้แล้วครับ นับตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ซึ่งผมก็ได้คอร์ลัมของ ดร.ไสว ที่เขียนในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เรื่อง happiness ของ Richard Layard มาช่วยชีวิตไว้ทำให้สามารถคิดหัวข้อวิทยานิพนธ์ และสำเร็จปริญญาลุล่วงไปได้ด้วยดีครับ

จึงขอขอบคุณ ดร.ไสว มาก มาก ครับ สำหรับคอร์ลัมและหนังสือดีๆ เพื่่อเพิ่มพูนปัญญาให้กับคนไทยมาอย่างยาวนาน</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุณ ดร. ไสว บุญมา และคุณ KS สำหรับคำแนะนำดีๆ หนังสือและ website ที่มีประโยชน์ ผมจะนำคำแนะนำมาพิจารณาให้ถี่ถ้วนและไปหาหนังสือที่ท่านทั้งหลายแนะนำมาอ่านเพิ่มพูนความรู้ครับ</p>
<p>สำหรับบทคัดย่อของหนังสือ The Universe in a Single Atom ซึ่ง ดร. ไสว บุญมา ได้ทำบทคัดย่อเป็นภาษาไทยแล้ว ขอรบกวนช่วยส่งมายัง e-mail ด้านล่างให้ด้วยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างมาก</p>
<p><a href="mailto:paulku60@hotmail.com">paulku60@hotmail.com</a> (อันนี้ส่วนตัวครับ) กับ <a href="mailto:pornchai@tdri.or.th">pornchai@tdri.or.th</a> (อันนี้ของที่ทำงานครับ)</p>
<p>ส่วนเรื่องจะให้คนเราเข้าใจว่าอะไรคืออวิชชาที่อาจสร้างปัญหาให้ตนเองและสังคมตามที่ ดร. ไสว ได้กล่าวมาข้างต้น ผมว่าคนทั่วไปถ้าจะเข้าใจได้ต้องเกิดจากการสัมผัสด้วยตนเองโดยการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานและได้รับการอบรมอย่างถูกต้องจากอาจารย์ผู้ชำนาญ การบอกเล่า หรือ ฟังเหตุผลอย่างเป็นตรรกะ ไม่น่าจะเข้าใจได้ครับ (เพราะผมลองอธิบายจนปากเปียกปากแฉะกับหลายๆ คน ที่ไม่เคยปฏิบัติ เค้าเองก็ไม่เข้าใจ และไม่ยอมเข้าใจด้วยครับ แต่กับคนที่มีพื้นมาบ้าง เพียงพูดแค่ key word บางคำ เค้าเหล่านั้นก็เข้าใจได้โดยง่ายครับ) สำหรับผมเองกว่าจะเข้าใจได้ก็ต้องมาจากการนั่งสมาธิตอนที่บวชเป็นสามเณรเมื่อ เกือบ 15 ปี ที่แล้ว และได้รับการอบรมจากพระสายกรรมฐานอย่างเข้มข้นครับ</p>
<p>แต่สำหรับผู้ที่สนใจต้องการพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น แต่ไม่อยากอ่านหนังสือที่เป็นแนวธรรมะเข้มข้น ผมขอแนะนำหนังสือของ Anthony Robbin ครับ หนังสือของเค้าที่ดังมากๆ มี 2 เล่มด้วยกัน คือ  &#8220;Unlimited Power&#8221; และ &#8220;Awaken The Giant Within&#8221; ผมว่าเค้านำหลักจิตวิทยาและพุทธศาสนามาย่อยให้เข้าใจง่าย เพื่อคนที่อยู่ในยุคดิจิทอลสามารถทำตามได้โดยง่าย หนังสือทั้งสองเล่มนี้มีพิมพ์เป็นภาษาไทยด้วยครับ ของสำนักพิมพ์ต้นไม้ พันโทอานันท์ ชินบุตร ผู้แปล ครับ ผมเองมีอยู่ที่บ้านทั้งสองเล่มครับ ถ้าใครสนใจผมให้ยืมได้ครับ (เพราะตอนนี้ก็แจกจ่ายให้เพื่อนๆ อ่านอยู่เหมือนกัน)</p>
<p>สำหรับหนังสือ &#8220;กะลาภิวัฒน์&#8221; ของ ดร. ไสว ผมมีไว้ในครอบครองแล้วครับ ขอบคุณมากครับสำหรับความกรุณา ผมเป็นแฟนตัวยงของ ดร. ไสว มา 4 ปี ได้แล้วครับ นับตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ซึ่งผมก็ได้คอร์ลัมของ ดร.ไสว ที่เขียนในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เรื่อง happiness ของ Richard Layard มาช่วยชีวิตไว้ทำให้สามารถคิดหัวข้อวิทยานิพนธ์ และสำเร็จปริญญาลุล่วงไปได้ด้วยดีครับ</p>
<p>จึงขอขอบคุณ ดร.ไสว มาก มาก ครับ สำหรับคอร์ลัมและหนังสือดีๆ เพื่่อเพิ่มพูนปัญญาให้กับคนไทยมาอย่างยาวนาน</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ไสว บุญมา</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/comment-page-1#comment-307</link>
		<dc:creator>ไสว บุญมา</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 16:13:08 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=559#comment-307</guid>
		<description>แน่นอนครับคุณโกศล - หนังสือเรื่อง &quot;ไอสไตล์พบ พุทธเจ้าเห็น&quot; นำเข้าสู่ประเด็นได้ดี  ถ้าภาษาอังกฤษแตก กรุณาอ่านหนังสือของท่านทะไล ลามะ ดู  

ศีลห้าท่องได้แต่ไม่ปฏิบัติไม่มีผลดี  เศรษฐกิจพอเพียงท่องได้ไม่ปฏิบัติก็ไม่มีผลเช่นกันครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>แน่นอนครับคุณโกศล &#8211; หนังสือเรื่อง &#8220;ไอสไตล์พบ พุทธเจ้าเห็น&#8221; นำเข้าสู่ประเด็นได้ดี  ถ้าภาษาอังกฤษแตก กรุณาอ่านหนังสือของท่านทะไล ลามะ ดู  </p>
<p>ศีลห้าท่องได้แต่ไม่ปฏิบัติไม่มีผลดี  เศรษฐกิจพอเพียงท่องได้ไม่ปฏิบัติก็ไม่มีผลเช่นกันครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: โกศล</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/comment-page-1#comment-306</link>
		<dc:creator>โกศล</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 15:46:41 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=559#comment-306</guid>
		<description>ประเด็นศาสนาเป็นเรื่องลึกซึ้งครับ คำสอนของพระพุทธเจ้ามีทั้งระดับใช้ดำเนินชีวิตของคนทั่วไปให้เป็นกัลยาณชน คือคนดี  และทั้งเพื่อการหลุดพ้นซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริง  ที่สำคัญคือ เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติจึงจะรู้  การศึกษาตำราเพียงอย่างเดียวก็รู้ไม่จริง  วิทยาศาสตร์ใช้กล้องจุลทรรศช่วยให้เห็นสิ่งที่ตาธรรมดามองไม่เห็น ส่วนศาสนาพุทธใช้การปฏิบัติเพื่อมองเห็นในสิ่งที่ตาธรรมดามองไม่เห็น</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ประเด็นศาสนาเป็นเรื่องลึกซึ้งครับ คำสอนของพระพุทธเจ้ามีทั้งระดับใช้ดำเนินชีวิตของคนทั่วไปให้เป็นกัลยาณชน คือคนดี  และทั้งเพื่อการหลุดพ้นซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริง  ที่สำคัญคือ เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติจึงจะรู้  การศึกษาตำราเพียงอย่างเดียวก็รู้ไม่จริง  วิทยาศาสตร์ใช้กล้องจุลทรรศช่วยให้เห็นสิ่งที่ตาธรรมดามองไม่เห็น ส่วนศาสนาพุทธใช้การปฏิบัติเพื่อมองเห็นในสิ่งที่ตาธรรมดามองไม่เห็น</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: KS</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/comment-page-1#comment-305</link>
		<dc:creator>KS</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 14:56:08 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=559#comment-305</guid>
		<description>ปัญหาเรื่องศาสนา คงเป็นตามกรรมของบุคคลครับ ทั้งที่มีหนังสือศาสนาดีๆเยอะมากครับ แต่คนไทยมองข้าม Fact ไปหมด แค่ความต่างของ สมถกรรมฐาน กับ วิปัสสนากรรมฐาน ชาวพุทธเองยังไม่เข้าใจ นั่งสมาธิต้องเห็นสี เห็นโน่นเห็นนี่ แต่ไม่เห็นปัญญา ไม่เห็นสติ ถ้าท่านอื่นสนใจ ผมแนะนำให้อ่านที่ www.jarun.org ของลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน มีหนังสือดีๆของท่านครับ
ผมว่า ต้องเริ่มใส่ปัญญาจากตำราดีๆ ที่น่าอ่าน จูงใจให้คนสนใจมากขึ้น ก่อนที่จะไปสู่หลักการที่ลึกลงไปกว่านี้ 
ขอบคุณทุกท่านที่แนะนำหนังสือดีๆครับ จะทดลองไปหามาอ่าน
ระหว่างนี้กำลังอ่าน เรื่อง GOOGLE Speaks กับ Free The Future of a Radical Price บน eReader เพราะกำลังทำธุรกิจในเรื่อง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นภาษาไทยอยู่ (ช่วยลดโลกร้อน จริงๆแล้ว ช่วยเลิกแบกหนังสือกระดาษทีละหลายๆเล่ม)</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาเรื่องศาสนา คงเป็นตามกรรมของบุคคลครับ ทั้งที่มีหนังสือศาสนาดีๆเยอะมากครับ แต่คนไทยมองข้าม Fact ไปหมด แค่ความต่างของ สมถกรรมฐาน กับ วิปัสสนากรรมฐาน ชาวพุทธเองยังไม่เข้าใจ นั่งสมาธิต้องเห็นสี เห็นโน่นเห็นนี่ แต่ไม่เห็นปัญญา ไม่เห็นสติ ถ้าท่านอื่นสนใจ ผมแนะนำให้อ่านที่ <a href="http://www.jarun.org" rel="nofollow">http://www.jarun.org</a> ของลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน มีหนังสือดีๆของท่านครับ<br />
ผมว่า ต้องเริ่มใส่ปัญญาจากตำราดีๆ ที่น่าอ่าน จูงใจให้คนสนใจมากขึ้น ก่อนที่จะไปสู่หลักการที่ลึกลงไปกว่านี้<br />
ขอบคุณทุกท่านที่แนะนำหนังสือดีๆครับ จะทดลองไปหามาอ่าน<br />
ระหว่างนี้กำลังอ่าน เรื่อง GOOGLE Speaks กับ Free The Future of a Radical Price บน eReader เพราะกำลังทำธุรกิจในเรื่อง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นภาษาไทยอยู่ (ช่วยลดโลกร้อน จริงๆแล้ว ช่วยเลิกแบกหนังสือกระดาษทีละหลายๆเล่ม)</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ไสว บุญมา</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/comment-page-1#comment-304</link>
		<dc:creator>ไสว บุญมา</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 14:33:29 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=559#comment-304</guid>
		<description>คุณ pornchai

ประเด็นของคุณมากและซับซ้อน  ผมคงไม่มีปัญญาตอบได้หมด  ขอตั้งข้อสังเกตเพียงเท่านี้

- ศาสนาเป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดอ่อน  เท่าที่ผมประสบมา คนที่เข้าใจจริง ๆ มีน้อย  ยิ่งเรื่องนิพพาน ยิ่งดูจะเข้าใจต่างกันมาก  ผมพยายามหาคำอธิบาย และมาจบลงที่คำอธิบายของ ๓ ท่าน คือ ท่านพุทธทาส ท่านทิช นัท ฮัน และท่านทะไล ลามาะ (ซึ่งท่านนี้นำวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องอนัตตา ให้ผมเข้าใจได้  กรุณาอ่านเรื่อง The Universe in a Single Atom ซึ่งผมทำบทคัดย่อไม้เป็นภาษาไทยแล้ว แต่มีคนบ่นว่ายังยากไป  บอกที่อยู่อีเมล์ของคุณ แล้วผมจะส่งมาให้ถ้าคุณจะอ่าน)  แม้แต่พระก็มีไม่กี่เปอร์เซนต์ที่แตกฉาน  ฆารวาสละไม่ต้องพูดถึง ว่ากันไปตามที่ได้ยินมา โดยไม่เคยศึกษาจริง ๆ และไปติดอยู่แค่พิธีกรรม  เรามีวัฒนธรรมแบบหยิบโหย่งคือไม่ศึกษาจริง ไม่ฟังจริง  ผมรู้จักฝรั่งจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนิกชน แต่สามารถพูดประเด็นพุทธศาสนาได้ทะลุปรุโปร่ง  วัฒนธรรมการรู้จริงของเขาดูจะต่างกับของเราอย่างมีนัยสำคัญ  ผมไม่ได้ประณามคนไทย ผมก็เป็นส่วนหนึ่ง  แต่นั่นเป็นข้อสังเกตที่น่าศึกษาต่อไป  ผมเคยเขียนเรื่อง &quot;พบนิพพานก่อนต่าย&quot; เมื่อเริ่มศึกษาศาสนาใหม่ ๆ  เป็นเพียงบทเริ่มต้น  ขณะนี้พิมพ์เป็นภาคผนวกของหนังสือเรื่อง &quot;มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน&quot; ซึ่งพิมพ์เมื่อต้นปีที่แล้ว

-เนื่องจากคนจำนวนมากยังขาดความรู้ การตัดสินใจบนฐานของอวิชชาอาจสร้างปัญหาให้ตนเองและสังคมได้  แม้แต่ความรู้สึก &quot;พอเพียง&quot;  หากความรู้สึกวางอยู่บนฐานของความไม่รู้จริง เช่น อาหารที่กินเข้าไปทำให้อร่อย อิ่มท้อง พอใจ แต่มันเป็นอาหารจำพวกทำลายสุขภาพ  หรือ มีบุหรี่ชั้น &quot;ดี&quot; อัดอย่างเต็มปอดทุกครั้งที่ต้องการทำให้เกิดความพอใจ รู้สึกมีความสุข รู้สึกพอเพียง  แต่นั่นวางอยู่บนฐานของอวิชชา ผมมองว่าไม่ใช่ความพอเพียงที่ถูกต้อง

-เรื่องการเผยแพร่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นสากล  น่าทำยิ่ง  แต่ใครล่ะจะทำ?  ในส่วนของผม ผมพยายามอ้างถึงบ่อย ๆ ในคอลัมน์ใน นสพ. บางกอกโพสต์และมักได้รับอีเมล์จากฝรั่งว่าเป็นแนวคิดที่ดี  แต่หลายต่อหลายครั้ง ผมกลับได้รับการประณามและโต้แย้งจากคนไทยซึ่งดูจะไม่มีความเข้าใจในแก่นของแนวคิดแม้แต่น้อย  มีคนเสนอให้ผมเขียนเป็นหนังสือภาษาอังกฤษออกมา  ผมปฏิเสธไปเพราะปัจจัยหลายอย่าง  ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ปัญญายังไม่ถึงและไม่มีเวลาที่จะศึกษาให้แตกฉานต่อไปจนเขียนออกมาแย้งแนวคิดกระแสหลักได้

-แน่นอน  &quot;ความสุข&quot; มีคำนิยามหลายอย่าง  ผมกำลังรออ่านหนังสือเรื่อง Happiness around the World: The Paradox of Happy Peasants and Miserable Millionaires ของ Carol Graham ซึ่งจะพิมพ์ออกมาเร็ว ๆ นี้  นี่เป็นหนังสือเล่มล่าสุดในแนวการมองความสุขต่างกัน และความรวยอาจไม่ใช่ทางนำไปสู่ความสุข  ผมเพิ่งเขียนบทความให้หนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่งในอเมริกาโดยอ้างถึงงานของผู้เขียนและของคนอื่นอีก  และเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็จะเขียนลงใน นสพ. ในเมืองไทย  (ไม่ทราบคุณมีโอกาสได้เห็นหนังสือเรื่อง &quot;กะลาภิวัตน์&quot; หรือยัง  ลองไปเปิดดูเมื่อมีโอกาส  มีประเด็นเรื่องความสุขอยู่ในนั้นซึ่งคุณหมอนภาพร ลิมป์ปิยากร เป็นผู้เขียนร่วมกับผม  กรุณาอย่ามองว่าพยายามขายหนังสือ  ผมจะกลับมาเมืองไทยสัปดาห์หน้า  จะพยายามหามาให้ถ้าคุณไม่ต้องการซื้อ  อันที่จริงอาจไม่มีวางขายแล้ว  แต่ที่สำนักพิมพ์โอ้พระเจ้าอาจยังมีอยู่บ้าง)</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>คุณ pornchai</p>
<p>ประเด็นของคุณมากและซับซ้อน  ผมคงไม่มีปัญญาตอบได้หมด  ขอตั้งข้อสังเกตเพียงเท่านี้</p>
<p>- ศาสนาเป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดอ่อน  เท่าที่ผมประสบมา คนที่เข้าใจจริง ๆ มีน้อย  ยิ่งเรื่องนิพพาน ยิ่งดูจะเข้าใจต่างกันมาก  ผมพยายามหาคำอธิบาย และมาจบลงที่คำอธิบายของ ๓ ท่าน คือ ท่านพุทธทาส ท่านทิช นัท ฮัน และท่านทะไล ลามาะ (ซึ่งท่านนี้นำวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องอนัตตา ให้ผมเข้าใจได้  กรุณาอ่านเรื่อง The Universe in a Single Atom ซึ่งผมทำบทคัดย่อไม้เป็นภาษาไทยแล้ว แต่มีคนบ่นว่ายังยากไป  บอกที่อยู่อีเมล์ของคุณ แล้วผมจะส่งมาให้ถ้าคุณจะอ่าน)  แม้แต่พระก็มีไม่กี่เปอร์เซนต์ที่แตกฉาน  ฆารวาสละไม่ต้องพูดถึง ว่ากันไปตามที่ได้ยินมา โดยไม่เคยศึกษาจริง ๆ และไปติดอยู่แค่พิธีกรรม  เรามีวัฒนธรรมแบบหยิบโหย่งคือไม่ศึกษาจริง ไม่ฟังจริง  ผมรู้จักฝรั่งจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนิกชน แต่สามารถพูดประเด็นพุทธศาสนาได้ทะลุปรุโปร่ง  วัฒนธรรมการรู้จริงของเขาดูจะต่างกับของเราอย่างมีนัยสำคัญ  ผมไม่ได้ประณามคนไทย ผมก็เป็นส่วนหนึ่ง  แต่นั่นเป็นข้อสังเกตที่น่าศึกษาต่อไป  ผมเคยเขียนเรื่อง &#8220;พบนิพพานก่อนต่าย&#8221; เมื่อเริ่มศึกษาศาสนาใหม่ ๆ  เป็นเพียงบทเริ่มต้น  ขณะนี้พิมพ์เป็นภาคผนวกของหนังสือเรื่อง &#8220;มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน&#8221; ซึ่งพิมพ์เมื่อต้นปีที่แล้ว</p>
<p>-เนื่องจากคนจำนวนมากยังขาดความรู้ การตัดสินใจบนฐานของอวิชชาอาจสร้างปัญหาให้ตนเองและสังคมได้  แม้แต่ความรู้สึก &#8220;พอเพียง&#8221;  หากความรู้สึกวางอยู่บนฐานของความไม่รู้จริง เช่น อาหารที่กินเข้าไปทำให้อร่อย อิ่มท้อง พอใจ แต่มันเป็นอาหารจำพวกทำลายสุขภาพ  หรือ มีบุหรี่ชั้น &#8220;ดี&#8221; อัดอย่างเต็มปอดทุกครั้งที่ต้องการทำให้เกิดความพอใจ รู้สึกมีความสุข รู้สึกพอเพียง  แต่นั่นวางอยู่บนฐานของอวิชชา ผมมองว่าไม่ใช่ความพอเพียงที่ถูกต้อง</p>
<p>-เรื่องการเผยแพร่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นสากล  น่าทำยิ่ง  แต่ใครล่ะจะทำ?  ในส่วนของผม ผมพยายามอ้างถึงบ่อย ๆ ในคอลัมน์ใน นสพ. บางกอกโพสต์และมักได้รับอีเมล์จากฝรั่งว่าเป็นแนวคิดที่ดี  แต่หลายต่อหลายครั้ง ผมกลับได้รับการประณามและโต้แย้งจากคนไทยซึ่งดูจะไม่มีความเข้าใจในแก่นของแนวคิดแม้แต่น้อย  มีคนเสนอให้ผมเขียนเป็นหนังสือภาษาอังกฤษออกมา  ผมปฏิเสธไปเพราะปัจจัยหลายอย่าง  ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ปัญญายังไม่ถึงและไม่มีเวลาที่จะศึกษาให้แตกฉานต่อไปจนเขียนออกมาแย้งแนวคิดกระแสหลักได้</p>
<p>-แน่นอน  &#8220;ความสุข&#8221; มีคำนิยามหลายอย่าง  ผมกำลังรออ่านหนังสือเรื่อง Happiness around the World: The Paradox of Happy Peasants and Miserable Millionaires ของ Carol Graham ซึ่งจะพิมพ์ออกมาเร็ว ๆ นี้  นี่เป็นหนังสือเล่มล่าสุดในแนวการมองความสุขต่างกัน และความรวยอาจไม่ใช่ทางนำไปสู่ความสุข  ผมเพิ่งเขียนบทความให้หนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่งในอเมริกาโดยอ้างถึงงานของผู้เขียนและของคนอื่นอีก  และเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็จะเขียนลงใน นสพ. ในเมืองไทย  (ไม่ทราบคุณมีโอกาสได้เห็นหนังสือเรื่อง &#8220;กะลาภิวัตน์&#8221; หรือยัง  ลองไปเปิดดูเมื่อมีโอกาส  มีประเด็นเรื่องความสุขอยู่ในนั้นซึ่งคุณหมอนภาพร ลิมป์ปิยากร เป็นผู้เขียนร่วมกับผม  กรุณาอย่ามองว่าพยายามขายหนังสือ  ผมจะกลับมาเมืองไทยสัปดาห์หน้า  จะพยายามหามาให้ถ้าคุณไม่ต้องการซื้อ  อันที่จริงอาจไม่มีวางขายแล้ว  แต่ที่สำนักพิมพ์โอ้พระเจ้าอาจยังมีอยู่บ้าง)</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: pornchai</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/comment-page-1#comment-303</link>
		<dc:creator>pornchai</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 06:26:14 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=559#comment-303</guid>
		<description>ผมขอถาม ดร. ไสว บุญมา เพื่อขอเพิ่มพูนความรู้ครับ

ว่าจะเป็นไปได้ไหมครับ ถ้าเราทุกคนช่วยกันนำเสนอผลงานวิจัยด้านแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ หลักแนวคิดตามพุทธศาสนาให้มีความเป็นหลักสากล (common knowledge) มากขึ้น (มิใช่เป็นการอธิบายที่มีแต่เพียงชาวพุทธหรือผู้ศึกษาศาสนาพุทธเท่านั้นจึงจะเข้าใจได้) เนื่องจากเวลาเราจะอธิบายอะไรกับใครที่มีฐานความรู้และความเชื่อแตกต่างจากเรา เราควรจะอธิบายเหตุปัจจัยและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นบนพื้นฐานความรู้เดียวกัน (ซึ่งในตอนนี้การตีความเรื่องความสุขของชาวตะวันตกกับชาวตะวันออกยังค่อนข้างแตกต่างกัน) 

ยกตัวอย่างเช่น การทำงานวิจัยสักชิ้นหนึ่งที่มีการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลทำให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้น (แนวคิดตะวันตกมักหาวิธีเพิ่มความสุข) โดยดึงปัจจัยดังกล่าวมาจากคำสอนทางพุทธศาสนาเข้ามาสอดแทรก  เช่น การรักสันโดษและการมัธยัสถ์ มาหาความสัมพันธ์กับความสุขตามแบบวิธีวิเคราะห์ในเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เศรษฐศาสตร์จิตวิทยา หรือเศรษฐศาสตร์มนุษย์ ซึ่งในการศึกษาวิจัยขั้นต่อๆ ไป เราจึงค่อยๆ เพิ่มปัจจัยตัวอื่นๆ ตามหลักพุทธศาสนาที่ทำให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้น หรือ มองในมุมกลับกันก็อาจจะศึกษาว่าปัจจัยใดที่สามารถทำให้คนมีความทุกข์น้อยลง หรือดับทุกข์ลงได้ 

เหตุที่เราต้องค่อยๆ เพิ่มปัจจัยต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เนื่องจากเราควรมีข้อมูลงานวิจัยสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ซึ่งน่าจะทำให้คำพูดของเรามีน้ำหนักน่าเชื่อถือขึ้น อีกทั้งเราต้องคอยกระตุ้น (nudge) ต่อมรับรู้ ความคิด และจิตสำนึกของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ผู้คนในสังคมจะได้ไม่หลงไม่ลืมว่าอะไร คือ ความสุขที่แท้จริง ทั้งนี้ตามหลักการแล้วเราต้องไม่ลืมว่าการนำเสนอแนวคิดใดใหม่ๆ ลงไปให้กับสังคมจะต้องหาตัวเชื่อมต่อกับแนวคิดดั้งเดิมที่มีอยู่ให้ได้ครับ มิฉะนั้นแนวคิดใหม่ดังกล่าวจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่าในปัจจุบัน ผมยังไม่เคยเจองานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ชิ้นใดที่ทำเกี่ยวกับเรื่องการทำให้คนมีความทุกข์น้อยลงเลยครับ หรือเป็นเพราะว่าคนเรามัวแต่แสวงหาความสุข และพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องความทุกข์ – ซึ่งแก่นของพุทธศาสนาจริงๆ คือ การให้เราพิจารณาเรื่องความทุกข์เพื่อเราจะได้ปลงสังขาร ปล่อยวาง และทำจิตใจให้โปร่งใส เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งถือว่าเป็นบรมสุขครับ

แต่การนำเสนอเรื่องประเด็นนิพพานยังเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าตอนนี้ควรจะหลีกเลี่ยงครับ เพราะผมมีความเห็นว่าคำว่านิพานน่าจะเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลกับแนวคิดที่เป็นหลักสากลอยู่มากและผมเองก็ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถ่องแท้ด้วย (เพราะผมเองก็ยัง ละ เลิก ลด กิเลส บางประเภทไม่ได้ครับ) การนำเสนอแนวคิดที่ผมเชื่อจากใจจริงว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริง (นิพพาน) ก็ต้องดูจังหวะ โอกาส เวลา สถานที่ ปัญญาของผู้ฟัง และสถานะของบุคคลที่เป็นผู้อธิบาย ว่ามีความพร้อมและเหมาะสมแล้วหรือไม่ด้วยเช่นกันครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ผมขอถาม ดร. ไสว บุญมา เพื่อขอเพิ่มพูนความรู้ครับ</p>
<p>ว่าจะเป็นไปได้ไหมครับ ถ้าเราทุกคนช่วยกันนำเสนอผลงานวิจัยด้านแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ หลักแนวคิดตามพุทธศาสนาให้มีความเป็นหลักสากล (common knowledge) มากขึ้น (มิใช่เป็นการอธิบายที่มีแต่เพียงชาวพุทธหรือผู้ศึกษาศาสนาพุทธเท่านั้นจึงจะเข้าใจได้) เนื่องจากเวลาเราจะอธิบายอะไรกับใครที่มีฐานความรู้และความเชื่อแตกต่างจากเรา เราควรจะอธิบายเหตุปัจจัยและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นบนพื้นฐานความรู้เดียวกัน (ซึ่งในตอนนี้การตีความเรื่องความสุขของชาวตะวันตกกับชาวตะวันออกยังค่อนข้างแตกต่างกัน) </p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น การทำงานวิจัยสักชิ้นหนึ่งที่มีการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลทำให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้น (แนวคิดตะวันตกมักหาวิธีเพิ่มความสุข) โดยดึงปัจจัยดังกล่าวมาจากคำสอนทางพุทธศาสนาเข้ามาสอดแทรก  เช่น การรักสันโดษและการมัธยัสถ์ มาหาความสัมพันธ์กับความสุขตามแบบวิธีวิเคราะห์ในเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เศรษฐศาสตร์จิตวิทยา หรือเศรษฐศาสตร์มนุษย์ ซึ่งในการศึกษาวิจัยขั้นต่อๆ ไป เราจึงค่อยๆ เพิ่มปัจจัยตัวอื่นๆ ตามหลักพุทธศาสนาที่ทำให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้น หรือ มองในมุมกลับกันก็อาจจะศึกษาว่าปัจจัยใดที่สามารถทำให้คนมีความทุกข์น้อยลง หรือดับทุกข์ลงได้ </p>
<p>เหตุที่เราต้องค่อยๆ เพิ่มปัจจัยต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เนื่องจากเราควรมีข้อมูลงานวิจัยสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ซึ่งน่าจะทำให้คำพูดของเรามีน้ำหนักน่าเชื่อถือขึ้น อีกทั้งเราต้องคอยกระตุ้น (nudge) ต่อมรับรู้ ความคิด และจิตสำนึกของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ผู้คนในสังคมจะได้ไม่หลงไม่ลืมว่าอะไร คือ ความสุขที่แท้จริง ทั้งนี้ตามหลักการแล้วเราต้องไม่ลืมว่าการนำเสนอแนวคิดใดใหม่ๆ ลงไปให้กับสังคมจะต้องหาตัวเชื่อมต่อกับแนวคิดดั้งเดิมที่มีอยู่ให้ได้ครับ มิฉะนั้นแนวคิดใหม่ดังกล่าวจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร</p>
<p>อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่าในปัจจุบัน ผมยังไม่เคยเจองานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ชิ้นใดที่ทำเกี่ยวกับเรื่องการทำให้คนมีความทุกข์น้อยลงเลยครับ หรือเป็นเพราะว่าคนเรามัวแต่แสวงหาความสุข และพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องความทุกข์ – ซึ่งแก่นของพุทธศาสนาจริงๆ คือ การให้เราพิจารณาเรื่องความทุกข์เพื่อเราจะได้ปลงสังขาร ปล่อยวาง และทำจิตใจให้โปร่งใส เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งถือว่าเป็นบรมสุขครับ</p>
<p>แต่การนำเสนอเรื่องประเด็นนิพพานยังเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าตอนนี้ควรจะหลีกเลี่ยงครับ เพราะผมมีความเห็นว่าคำว่านิพานน่าจะเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลกับแนวคิดที่เป็นหลักสากลอยู่มากและผมเองก็ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถ่องแท้ด้วย (เพราะผมเองก็ยัง ละ เลิก ลด กิเลส บางประเภทไม่ได้ครับ) การนำเสนอแนวคิดที่ผมเชื่อจากใจจริงว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริง (นิพพาน) ก็ต้องดูจังหวะ โอกาส เวลา สถานที่ ปัญญาของผู้ฟัง และสถานะของบุคคลที่เป็นผู้อธิบาย ว่ามีความพร้อมและเหมาะสมแล้วหรือไม่ด้วยเช่นกันครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ไสว บุญมา</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/comment-page-1#comment-302</link>
		<dc:creator>ไสว บุญมา</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 05:20:54 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=559#comment-302</guid>
		<description>เยี่ยมครับ  ถ้าทำได้ก็วิเศษซิครับคุณ pornchai  ท่านเหล่านั้นล้วนเข้าใจปัญหา  แต่ท่านไม่ออกมานำการรณรงค์  เราคงไปขุดท่านไม่ได้  เราทำส่วนของเราเท่าที่จะทำได้แล้วกัน  ไม่แน่นะ วันหนึ่งท่านเหล่านั้นจะออกมาก็ได้  ในอดีต ผู้ที่ออกมามักถูกลืม เช่น  E. F. Schumacher เนื่องจากความเชื่อในแนวคิดกระแสหลักเชี่ยวเกินทัดทาน  ตอนนี้ปัญหาสุกงอมกว่าเมื่อ ๔๐ ปีก่อน  บางที่ถ้ามีผู้อยู่ในสถานะของท่านเหลานั้นออกมานำขบวน เป็นไปได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนความคิด  ผมก็หวังอย่างนั้น</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>เยี่ยมครับ  ถ้าทำได้ก็วิเศษซิครับคุณ pornchai  ท่านเหล่านั้นล้วนเข้าใจปัญหา  แต่ท่านไม่ออกมานำการรณรงค์  เราคงไปขุดท่านไม่ได้  เราทำส่วนของเราเท่าที่จะทำได้แล้วกัน  ไม่แน่นะ วันหนึ่งท่านเหล่านั้นจะออกมาก็ได้  ในอดีต ผู้ที่ออกมามักถูกลืม เช่น  E. F. Schumacher เนื่องจากความเชื่อในแนวคิดกระแสหลักเชี่ยวเกินทัดทาน  ตอนนี้ปัญหาสุกงอมกว่าเมื่อ ๔๐ ปีก่อน  บางที่ถ้ามีผู้อยู่ในสถานะของท่านเหลานั้นออกมานำขบวน เป็นไปได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนความคิด  ผมก็หวังอย่างนั้น</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: pornchai</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/comment-page-1#comment-301</link>
		<dc:creator>pornchai</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 03:57:46 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=559#comment-301</guid>
		<description>ผมเห็นกับ ดร. ไสว บุญมา ครับ ว่าการทำให้ชาวตะวันตก นักเศรษฐศาสตร์ต่างชาติ หรือคนไทยเราเองเข้าใจแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างถ่องแท้เป็นเรื่องยากครับ เพราะคงต้องเป็นคนที่เข้าใจเรื่องแนวคิดทางพุทธศาสนาดีพอสมควรจึงจะเข้าใจได้ เช่น การเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างความต้องการแท้ (ฉันทะ) กับความต้องการเทียม (ตัณหา) ความสุขแท้ (ความสุขจากการลด ละ เลิกกิเลสและตัณหา = ความสุข สงบ ร่มเย็น) กับ ความสุขเทียม (ความสุขจากการตอบสนองกิเลส = ความสุขสนุกสนานดั่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กิเลสและตัณหา) คุณค่าแท้ (คุณค่าที่สนองความต้องการคุณภาพชีวิตในตนเอง ผู้อื่น และสังคม) กับคุณค่าเทียม (คุณค่าเพื่อสนองความอยากเสพสิ่งปรนเปรอตนเองเท่านั้น) หรือแม้แต่การพิจาณาเรื่องความทุกข์ตามหลักอริยสัจ 4 เพื่อเป็นการลดกิเลสในใจตนเพื่อไม่ให้ไปลุ่มหลงกับสิ่งที่ไม่ยั่งยืน ที่แม้แต่คนไทยเองที่เป็นชาวพุทธก็มีน้อยคนนักที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้

ดังนั้นแนวคิดอย่างง่ายๆ ในการแก้ปัญหาแบบองค์รวมที่ผมคิดได้ ณ ตอนนี้นะครับ คือ การหาพันธะมิตรที่มีเสียงและพลังมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น จะทำอย่างไรให้บุคคลสำคัญ เช่น อัล กอร์ (คนเขียน An Inconvenient Truth) Joseph Stiglitz (เจ้าของทฤษฎี Theory of information Asymmetry) Michael Moore (ผู้กำกับหนังสารคดีชื่อดัง เรื่อง Fahrenheit 9/11 และ Capitalism: A Love Story) Amartya Sen (ผู้นำด้าน Behaviour and the concept of preference) องค์ดาไลลามะ (ผู้นำด้านจิตวิญญาญ) เจ้าชายจิกมี วังชุก กษัตริย์แห่งภูฏาน (ผู้คิดค้นศัพท์คำว่า GNH: Gross National Happiness) หรือแม้กระทั่งองค์กร Green peace เข้าใจวัตถุประสงค์ในการนำเสนอแนวปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเรา</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเห็นกับ ดร. ไสว บุญมา ครับ ว่าการทำให้ชาวตะวันตก นักเศรษฐศาสตร์ต่างชาติ หรือคนไทยเราเองเข้าใจแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างถ่องแท้เป็นเรื่องยากครับ เพราะคงต้องเป็นคนที่เข้าใจเรื่องแนวคิดทางพุทธศาสนาดีพอสมควรจึงจะเข้าใจได้ เช่น การเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างความต้องการแท้ (ฉันทะ) กับความต้องการเทียม (ตัณหา) ความสุขแท้ (ความสุขจากการลด ละ เลิกกิเลสและตัณหา = ความสุข สงบ ร่มเย็น) กับ ความสุขเทียม (ความสุขจากการตอบสนองกิเลส = ความสุขสนุกสนานดั่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กิเลสและตัณหา) คุณค่าแท้ (คุณค่าที่สนองความต้องการคุณภาพชีวิตในตนเอง ผู้อื่น และสังคม) กับคุณค่าเทียม (คุณค่าเพื่อสนองความอยากเสพสิ่งปรนเปรอตนเองเท่านั้น) หรือแม้แต่การพิจาณาเรื่องความทุกข์ตามหลักอริยสัจ 4 เพื่อเป็นการลดกิเลสในใจตนเพื่อไม่ให้ไปลุ่มหลงกับสิ่งที่ไม่ยั่งยืน ที่แม้แต่คนไทยเองที่เป็นชาวพุทธก็มีน้อยคนนักที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้</p>
<p>ดังนั้นแนวคิดอย่างง่ายๆ ในการแก้ปัญหาแบบองค์รวมที่ผมคิดได้ ณ ตอนนี้นะครับ คือ การหาพันธะมิตรที่มีเสียงและพลังมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น จะทำอย่างไรให้บุคคลสำคัญ เช่น อัล กอร์ (คนเขียน An Inconvenient Truth) Joseph Stiglitz (เจ้าของทฤษฎี Theory of information Asymmetry) Michael Moore (ผู้กำกับหนังสารคดีชื่อดัง เรื่อง Fahrenheit 9/11 และ Capitalism: A Love Story) Amartya Sen (ผู้นำด้าน Behaviour and the concept of preference) องค์ดาไลลามะ (ผู้นำด้านจิตวิญญาญ) เจ้าชายจิกมี วังชุก กษัตริย์แห่งภูฏาน (ผู้คิดค้นศัพท์คำว่า GNH: Gross National Happiness) หรือแม้กระทั่งองค์กร Green peace เข้าใจวัตถุประสงค์ในการนำเสนอแนวปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเรา</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ไสว บุญมา</title>
		<link>http://sawaiboonma.com/the-new-year-2010/comment-page-1#comment-300</link>
		<dc:creator>ไสว บุญมา</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 03:32:12 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://sawaiboonma.com/?p=559#comment-300</guid>
		<description>คุณ pornchai ครับ  การคิดแบบนั้นเป็นกระแสหลักอยู่ในปัจจุบัน  ผมยังมีความหวังว่า มันอาจะเปลี่ยนไปก็ได้เพราะเริ่มมีคนเห็นมากขึ้นว่าการกระทำตามแนวคิดนั้นเป็นการทำลายตนเอง  ถ้ามันเปลี่ยนไปตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้เร็ว ๆ โลกเราคงมีโอกาสประสบสันติสุขมากกว่าในปัจจุบัน  ชาวตะวันตกส่วนหนึ่งก็เริ่มมองเห็น  ถ้าคนไทยเราสามารถปฏิบัติได้ก่อนเขา เราน่าจะเป็นตัวอย่างได้  แต่ก็อีกนั่นแหละ คงมีไม่กี่คนที่เข้าใจแนวคิดใหม่นี้อย่างถ่องแท้และมีความมั่นใจที่จะยึดเป็นแนวปฏิบัติอย่างแน่วแน่  ตอนนี้รัฐบาลเองยังตกอยู่ในภาวะทำแต่ปาก  หากรัฐบาลต้องการทำจริง ๆ การเคลื่นไหวเข้าสู่แนวใหม่ของเราคงเกิดได้และเร็วขึ้น  เมื่อไม่กี่วันมานี้รัฐบาลบอกว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่โรงเรียนอย่างจริงจังซึ่งผมก็ดีใจเพราะเคยเสนอไว้นานแล้ว รวมทั้งในหนังสือชื่อ &quot;ทางข้ามเหว&quot; ด้วย  แต่ก็ต้องดูไปว่า การพูดกับการกระทำต่างกันหรือไม่ และการนำเข้าสู่โรงเรียนนั้นทำอย่างไร</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>คุณ pornchai ครับ  การคิดแบบนั้นเป็นกระแสหลักอยู่ในปัจจุบัน  ผมยังมีความหวังว่า มันอาจะเปลี่ยนไปก็ได้เพราะเริ่มมีคนเห็นมากขึ้นว่าการกระทำตามแนวคิดนั้นเป็นการทำลายตนเอง  ถ้ามันเปลี่ยนไปตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้เร็ว ๆ โลกเราคงมีโอกาสประสบสันติสุขมากกว่าในปัจจุบัน  ชาวตะวันตกส่วนหนึ่งก็เริ่มมองเห็น  ถ้าคนไทยเราสามารถปฏิบัติได้ก่อนเขา เราน่าจะเป็นตัวอย่างได้  แต่ก็อีกนั่นแหละ คงมีไม่กี่คนที่เข้าใจแนวคิดใหม่นี้อย่างถ่องแท้และมีความมั่นใจที่จะยึดเป็นแนวปฏิบัติอย่างแน่วแน่  ตอนนี้รัฐบาลเองยังตกอยู่ในภาวะทำแต่ปาก  หากรัฐบาลต้องการทำจริง ๆ การเคลื่นไหวเข้าสู่แนวใหม่ของเราคงเกิดได้และเร็วขึ้น  เมื่อไม่กี่วันมานี้รัฐบาลบอกว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่โรงเรียนอย่างจริงจังซึ่งผมก็ดีใจเพราะเคยเสนอไว้นานแล้ว รวมทั้งในหนังสือชื่อ &#8220;ทางข้ามเหว&#8221; ด้วย  แต่ก็ต้องดูไปว่า การพูดกับการกระทำต่างกันหรือไม่ และการนำเข้าสู่โรงเรียนนั้นทำอย่างไร</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>
