The Progress Paradox : ก้าวหน้าแต่ว่าไร้สุข
ผู้อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูทีวีเป็นประจำอาจมีความรู้สึกว่า ปัจจุบันมีแต่เรื่องร้าย ๆ จนเกิดความสงสัยว่าโลกใบนี้ยังมีอะไรดี ๆ เหลืออยู่บ้างหรือเปล่า และคนเราจะหาความสุขได้อย่างไร ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้วเกือบจะทุกอย่างในโลกดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต ในหนังสือเรื่อง The Progress Paradox: How Life Gets Better While People Feel Worse ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2546 ผู้เขียนชื่อ Gregg Easterbrook บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร New Republic นำข้อมูลมากมายมาเสนอเพื่อจะบอกกับเราว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนดีขึ้น แต่คนจำนวนมากอาจไม่มีความรู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ดีขึ้นและไม่รู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นด้วย ตรงข้ามพวกเขาอาจรู้สึกว่ามีความสุขน้อยลง นั่นเป็นเพราะอะไร และพวกเขาควรจะทำอะไรหรืออย่างไรเพื่อให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้น ผู้เขียนมีคำตอบ
ผู้เขียนเริ่มต้นหนังสือขนาดเกือบ 300 หน้าเล่มนี้ด้วยการบรรยายถึงภาพที่นักบินสามารถนำเครื่องบินขนาดเล็กลงจอดได้อย่างปลอดภัยทำให้ผู้โดยสารรู้สึกโล่งอกไปตาม ๆ กัน เมื่อเครื่องลงจอดสนิทผู้โดยสารต่างรีบทำหน้าที่ของตนอย่างรวดเร็วซึ่งได้แก่การขนส่วนประกอบอาหารสด ๆ ลงจากเครื่องบินเพื่อส่งให้ร้านอาหารที่สนามบินนั้น ส่วนประกอบอาหารดังกล่าวสั่งมาจากเมืองดัลลัสซึ่งใช้เวลาบินราว 40 นาที สนามบินนั้นเป็นของ “McGehee’s Catfish House” ซึ่งเป็นร้านอาหารประเภท “Fly in” ในรัฐโอคลาโฮมา สหรัฐอเมริกา
ลักษณะพิเศษของร้านอาหารประเภท “Fly in” ได้แก่การตั้งอยู่ตามสนามบินหรือมีสนามบินเป็นของตนเองเพื่อให้บริการแก่นักรับประทานที่มีเครื่องบินส่วนตัว ในปัจจุบันร้านอาหารแบบนี้มีไม่ต่ำกว่าพันแห่งทั่วสหรัฐอเมริกาและกำลังเป็นที่นิยม อาจมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าคนร่ำรวยหรือเจ้าของเครื่องบินเท่านั้นที่จะใช้บริการร้านอาหารประเภทนี้ได้ แต่ความจริงแล้วใครก็ใช้ได้รวมทั้งชาวไร่ชาวนาด้วยเพราะชาวนาอเมริกันอาจมีเงินพอซื้อเครื่องบินขนาดเล็กได้ ส่วนผู้ไม่อยากมีเครื่องบินขนาดเล็กก็อาจใช้บริการของร้านอาหารด้วยสนนราคาสำหรับค่าเดินทางโดยเครื่องบินเล็กเพียง 100 เหรียญต่อชั่วโมงบินเท่านั้น
นี่เป็นเพียงตัวอย่างแรกที่ผู้เขียนยกเอาความมั่งคั่งและสะดวกสบายของคนอเมริกันยุคปัจจุบันมาให้ดูเพื่อจะบอกว่าชาวอเมริกัน ชาวยุโรปและผู้ที่อยู่ในประเทศด้อยพัฒนาส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก สำหรับชาวอเมริกันสถิติปี ค. ศ. 2000 บ่งว่า คนอเมริกันถึงร้อยละ 23 มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 75,000 เหรียญต่อปีซึ่งทำให้พวกเขามีอำนาจการซื้อถึง 2 เท่าของคนรุ่นพ่อแม่ ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลยังบ่งอีกว่า หากใช้วิธีการคำนวณรายได้โดยใช้วิธีนับเวลาทำงานเป็นตัวชี้วัดจะพบว่า ในปัจจุบันคนอเมริกันทำงานเพียง 3 นาทีก็มีรายได้มากพอที่จะซื้อขนมปังสอดไส้เนื้อและเนย (Cheeseburger) แล้ว เมื่อปี ค. ศ. 1950 คนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขาต้องทำงานนานถึง 30 นาทีจึงจะมีรายได้มากพอสำหรับซื้ออาหารดังกล่าว
ในด้านของบ้าน ในปัจจุบันบ้านของคนอเมริกันโดยเฉลี่ยมีขนาด 2,250 ตารางฟุต 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ โรงจอดรถขนาดใหญ่และห้องส่วนตัวโดยเฉลี่ยคนละ 2 ห้อง เมื่อปี ค. ศ. 1950 บ้านของคนอเมริกันมีขนาดเพียง 1,100 ตารางฟุต 2 ห้องนอนและ 1 ห้องน้ำเท่านั้น ในปัจจุบันแม้แต่นักศึกษามหาวิทยาลัยก็ยังพักอยู่ในหอพักที่เป็นห้องเดี่ยว มีเตียงขนาดราชินี มีโทรศัพท์ส่วนตัว โต๊ะคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นดีวีดี รวมทั้งมีครัวและที่ออกกำลังกายส่วนตัวอีกด้วย
หากจะเปรียบเทียบกันในด้านอื่น ๆ เช่น เวลาว่าง การคำนวณของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชิคาโกพบว่า ในปัจจุบันชายอเมริกันมีเวลาว่างมากถึง 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เทียบกับเพียง 11 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในปี ค. ศ. 1880 แม้แต่ผู้หญิงซึ่งมักมีเวลาว่างน้อยกว่าผู้ชายก็ยังมีเวลาว่างถึง 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ข้อมูลนี้ตรงกับของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยร็อกกี้เฟลเลอร์ซึ่งคำนวณว่า ในปัจจุบันชาวอเมริกันใช้เวลาเพียงร้อยละ 20 ของเวลาตื่นในการทำงานเทียบกับร้อยละ 50 ในอดีต
ยิ่งไปกว่านั้น ความก้าวหน้าทางด้านสาธารณสุขทำให้ป้องกันและรักษาโรคร้ายแรงได้ดีขึ้นส่งผลให้อายุตามคาดในปัจจุบันของคนอเมริกันเพิ่มขึ้นเป็น 77 ปี หรือเกือบ 2 เท่าของเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แม้แต่คะแนนทดสอบระดับปัญญาเบื้องต้นก็ยังดีขึ้นเพราะคุณภาพของการศึกษาและโภชนาการที่ดีขึ้น สภาพสิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้น เช่น เมื่อ 20 ปีก่อน จำนวนทะเลสาบที่สะอาดพอสำหรับผู้คนที่จะลงไปว่ายน้ำหรือตกปลามีเพียงร้อยละ 33 เท่านั้น แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66 ฝนกรดลดลงถึงร้อยละ 67 สารตะกั่วในอากาศลดลงถึงร้อยละ 97 ปริมาณป่าไม้ก็เพิ่มสูงขึ้น สัตว์ที่เคยคาดว่าจะสูญพันธุ์มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาหาร บ้าน เสื้อผ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาลดลง ความเท่าเทียมกันในด้านสังคมก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเพศหรือสีผิว
สำหรับชาวยุโรปผู้เขียนยกตัวอย่างชาวอังกฤษซึ่งข้อมูลบ่งว่า เมื่อปี ค. ศ. 1870 คนรวยอังกฤษมีอายุตามคาดมากกว่าคนจนถึง 17 ปีและสูงกว่าถึง 5 นิ้ว แต่ในปัจจุบันอายุตามคาดและความสูงของคนต่างฐานะกันกลับไม่มีความแตกต่างกันเพราะทั้งสองกลุ่มมีอาหารการกินทัดเทียมกันและเข้าถึงบริการทางด้านสาธารณสุขได้พอ ๆ กัน สำหรับชาวตะวันตกโดยรวมผู้เขียนอ้างว่า เมื่อศตวรรษก่อนคนรวยจะมีชีวิตอยู่ในบ้าน มีรถประจำตัว สามารถท่องเที่ยวได้ทั่วโลก มีอาหารการกินอย่างไม่จำกัด มีความสามารถในการเข้าถึงทั้งการศึกษาและการแพทย์ ในขณะที่คนจนต้องนอนในฟาร์ม ไม่มีอาหารสดกิน ไม่สามารถเข้าถึงทางการแพทย์และเรียนจบเพียงระดับมัธยมเท่านั้น นั่นหมายความว่า สภาพความเป็นอยู่ของคนรวยกับคนจนเมื่อหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในปัจจุบันชาวตะวันตกไม่ว่าจะรวยหรือเพียงมีฐานะปานกลางมีวิถีชีวิตแทบไม่แตกต่างกัน
ไม่ใช่เฉพาะชาวอเมริกันและชาวตะวันตกเท่านั้นที่มีชีวิตดีขึ้น ผู้ที่อยู่ในส่วนอื่นของโลกก็มีชีวิตดีขึ้นด้วยเพราะเศรษฐกิจโลกโดยรวมก็ดีขึ้นอันเป็นผลของการเปิดเสรีทางการค้าและการปกครองแบบประชาธิปไตย ข้อมูลบ่งว่าโดยเฉลี่ยคนในประเทศกำลังพัฒนาในปี ค. ศ. 1975 มีรายได้ 2,125 เหรียญต่อปีซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 เหรียญในปัจจุบัน จำนวนชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มจาก 1.6 พันล้านคนในปีนั้นเป็น 3.5 พันล้านคนในปัจจุบัน และประชากรโลกที่อ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 47 ในปี ค. ศ. 1970 เป็นร้อยละ 73 ในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่าสถิติทุกอย่างจะบ่งบอกว่า ในปัจจุบันชีวิตความเป็นอยู่ของคนอเมริกันดีขึ้น แต่การสำรวจเมื่อปี ค. ศ. 1996 กลับพบว่า ร้อยละ 50 ของพวกเขากลับคิดว่ายุคสมัยของพ่อแม่ดีกว่า และกว่าร้อยละ 60 คิดว่าอนาคตของประเทศจะแย่ไปกว่านี้อีก มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่คิดว่าประเทศดีขึ้น ฉะนั้นมันคงต้องมีอะไรสักอย่างผิดปกติแน่ไม่เช่นนั้นแล้วผลสำรวจคงไม่ออกมาเช่นนี้ ผู้เขียนคาดว่าสาเหตุแรกน่าจะมาจากความคาดหวังเพราะกว่าศตวรรษหนึ่งมาแล้วที่ชาวตะวันตกถูกครอบงำด้วยความคิดที่ว่า ตัวเองต้องมีทุกอย่างมากกว่าคนรุ่นก่อนส่งผลให้สิ่งต่าง ๆ มากมายที่คนรุ่นปัจจุบันมีอยู่ไม่สามารถทำให้พวกเขามีความสุขได้ ซ้ำร้ายยังนำความรู้สึกหดหู่มาให้ด้วยเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถคาดว่าจะมีอะไรเพิ่มได้อีกในปีต่อ ๆ ไป นอกจากนั้นพวกเขายังกลัวว่าเศรษฐกิจจะล่มสลาย ความมีอิสรภาพจะถูกคุกคาม ทรัพยากรจะหมดไป ชีวิตความเป็นอยู่จะไม่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ผู้เขียนคาดว่าความคิดที่ขัดแย้งกับข้อมูลนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากการปฏิเสธความอุดมสมบูรณ์ (abundance denial)
นอกจากนี้ การที่คนเราสามารถแก้ปัญหาหนึ่งได้ แต่กลับก่อให้เกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมาก็เป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นว่าชีวิตของพวกเขาดีขึ้น เช่น สมัยก่อนฝันของคนอเมริกันส่วนใหญ่คือการมีรถส่วนตัว ในปัจจุบันแทบทุกคนมีรถส่วนตัวไว้ใช้แล้ว แต่การเพิ่มของจำนวนรถกลับมีมากกว่าพื้นที่ถนนทำให้คนอเมริกันต้องใช้เวลาบนท้องถนนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปี ค. ศ. 1980 ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นมากมายยังทำให้คนขาดความสุขเพราะต้องแย่งที่จอดรถกัน นั่นหมายความว่า แทนที่ผู้คนจะมีความสุขและสะดวกสบายจากการมีรถส่วนตัวดังฝัน แต่ความจริงกลับเป็นตรงข้าม
นอกจากความคาดหวังแล้ว ผู้เขียนเสนอว่ายังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ชาวอเมริกันรู้สึกมีความสุขน้อยลงทั้งที่ข้อมูลบ่งว่าทุกอย่างดีขึ้น เช่น สื่อต่าง ๆ ชอบประโคมข่าวร้ายเพราะข่าวร้ายเท่านั้นที่ทำเป็นข่าวได้ ส่วนข่าวดีไม่เป็นหัวข้อข่าวเพราะมันไม่ดึงดูดความสนใจและไม่สามารถขายได้ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนั้น ข่าวร้ายต่าง ๆ มีน้อยมาก สื่อจึงต้องแต่งแต้มสีสันให้ข่าวร้ายดูเหมือนเป็นจริงและมีอยู่รอบตัวเสมอ รวมทั้งทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ด้วย เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากการศึกษาของอดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียซึ่งพบว่า ยิ่งคนดูทีวีมากเท่าใดยิ่งมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าอุบัติการณ์การเกิดอาชญากรรมจะเกิดขึ้นมากเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงอาชญากรรมในปัจจุบันมีน้อยมาก สถิติบ่งว่า อาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงน้อยกว่าอาชญากรรมที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เสียอีก
นอกจากสื่อจะชอบขยายข่าวร้ายแล้ว สื่อยังชอบโฆษณาขายสินค้าจนทำให้ผู้คนบ้าคลั่งกับการซื้อหาสินค้าต่าง ๆ มากมายมาสะสม การมีทางเลือกที่เพิ่มขึ้นนี้กลับไม่ทำให้ผู้คนมีความสุขซึ่งตรงกับที่ศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสวอธมอร์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ นั่นคือ การที่คนมีทางเลือกมากมายมักนำความเสียใจมาให้เพราะเขารู้สึกไม่แน่ใจก่อนซื้อและผิดหวังหลังซื้อ การมีทางเลือกน้อยลงอาจทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอย่างน้อยเขาก็เสียเวลาในการเลือกน้อยลง ซ้ำร้ายการที่มีทางเลือกมากเกินไปทำให้เกิดความพร่ามัวระหว่างความจำเป็นจริง ๆ กับความต้องการอันเกิดจากการครอบงำของความอยาก ในปัจจุบันคนอเมริกันกำลังตกเป็นเหยื่อของความต้องการของทันสมัยที่สุด เมื่อไหร่ที่มีสินค้ารุ่นใหม่ที่สุดออกมา พวกเขาจะพากันอยากได้และซื้อหาไว้ทั้ง ๆ ที่บางครั้งของชนิดเดียวกันที่เพิ่งซื้อมายังไม่ได้แกะออกจากกล่องด้วยซ้ำไป
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ คนอเมริกันไม่เพียงมีความรู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องเปรียบเทียบสิ่งของที่ตนมีกับคนอื่นเท่านั้นแต่ยังต้องมีมากกว่าคนอื่นอีกด้วย ทำให้คนอเมริกันกลายเป็นกลุ่มคนที่มีหนี้มากที่สุดและมีเงินเก็บออมน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศตะวันตกด้วยกัน หนี้ที่คนอเมริกันนิยมเป็นกันคือ หนี้บัตรเครดิตเพราะบัตรนี้สามารถนำติดตัวไปได้ทุกแห่งและร้านค้าทั่ว ๆ ไปก็ยินดีรับด้วย ผลก็คือผู้คนขาดความยับยั้งชั่งใจในการใช้เงิน เช่น แทนที่จะกลับบ้านกินข้าว คนอเมริกันกลับแวะกลางทางรับประทานอาหารแล้วกลับมาเป็นหนี้ในตอนสิ้นเดือน ผลของกับดักหนี้จึงเป็นอย่างที่ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบอสตันคนหนึ่งกล่าวไว้คือ การใช้จ่ายมากไม่เพียงทำให้ผู้คนถูกรบกวนจากคนตามทวงหนี้เท่านั้น แต่ยังทำให้เขาเป็นโรคประสาทได้ง่ายด้วย ผลที่เห็นอีกอย่างก็คือ ยิ่งคนอเมริกันเป็นหนี้มากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อบรรเทาความเครียดจนกลายเป็นหนี้อย่างไม่สิ้นสุด แทนที่จะใช้จ่ายให้น้อยลงซึ่งจะทำให้เขามีเงินเหลือมากขึ้นอันจะส่งผลให้เขารู้สึกว่ามั่นคงและมีคุณค่ามากขึ้น
ในปัจจุบันคนอเมริกันเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจากอดีตถึง 10 เท่า ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือการศึกษาของอาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดคนหนึ่งพบว่าร้อยละ 6 ของคนอเมริกันเป็นโรคซึมเศร้าถึงปีละครั้ง ผู้เขียนเสนอว่าสาเหตุน่าจะมาจากคนเหล่านี้มีเงินและเวลาว่างมากเกินไปจนเกิดโรคซึมเศร้าซึ่งต่างจากรุ่นบรรพบุรุษหรือประชาชนในประเทศยากจนที่ต้องใช้เวลาทั้งหมดไปในการทำมาหากินจึงไม่มีเวลาที่จะซึมเศร้า นอกจากนี้ความคาดหวังยังนำมาซึ่งความกระสับกระส่าย ข้อสรุปนี้ได้มาจากการสำรวจคนญี่ปุ่นซึ่งพบว่าพวกเขารู้สึกว่าชีวิตตัวเองน่าสังเวชแม้ประเทศของเขาจะร่ำรวยก็ตามเพราะเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นไม่สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนเมื่อราว 40 ปีที่ผ่านมาได้ทำให้ความคาดหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นสิ้นสุดลง
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนขาดความสุขมาจากบรรพบุรุษ การคัดเลือกโดยธรรมชาติทำให้มนุษย์ที่อยู่รอดมาถึงปัจจุบันน่าจะไม่ใช่มาจากบรรพบุรุษที่มีนิสัยใจดี ขี้ประหม่า ขี้แย แต่ต้องเป็นคนที่อดทน ทำงานหนัก และไม่เคยรู้จักคำว่าพอส่งผลให้ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้รับอุปนิสัยเหล่านั้นมา หรืออาจได้รับฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกิดขึ้นเมื่อมีความเครียดเป็นตัวเหนี่ยวนำให้ไม่สามารถมีความสุข การศึกษาของนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยร็อกกี้เฟลเลอร์พบว่า คนที่มีความเครียดหรือมีฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียดจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนทั่ว ๆ ไป และการวิจัยยังพบอีกว่า คนที่มีบุคลิกภาพชนิด A ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จสูงกว่าคนอื่นมักจะทนทุกข์ทรมานจากความเครียดและมีแนวโน้มที่จะไม่มีความสุขมากกว่าคนอื่นถึง 2 เท่า นอกจากนี้การที่คนเรามีอิสรภาพมากเกินไปก็ทำให้ขาดความสุข ในสมัยก่อนผู้คนต่างเรียกร้องหาอิสรภาพแต่เมื่อได้มาแล้วกลับพบว่า อิสรภาพนำมาซึ่งความเครียดเพราะเมื่อไหร่ที่ชีวิตไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็นสะท้อนให้เห็นผลของการกระทำของตัวเอง ไม่ใช่การกระทำของผู้อื่น
สำหรับในด้านปัจจัยที่ทำให้มีความสุข การศึกษาพบว่าสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับความสุขได้แก่ ความรัก มิตรภาพ ความเคารพนับถือและครอบครัวที่ดี แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่มีขายหากมาจากการฝึกฝน เช่นเดียวกับที่นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมิซซูรี่คนหนึ่งกล่าวไว้ นั่นคือ การที่จะคิดในแง่ร้ายหรือไม่มีความสุขเป็นเรื่องง่ายดายและยากที่จะปฏิเสธ ส่วนการที่จะมองโลกในแง่ดีและมีความสุขเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน ยิ่งไปกว่านั้นการศึกษาของนักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ยังพบอีกว่า คนที่มองโลกในแง่ดีจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนเครียดทั้งในแง่การงาน การแต่งงาน แถมยังมีอายุยืนยาวกว่าอีกด้วย ในปัจจุบันชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นเริ่มเข้าใจความจริงข้อนี้ ศาสตราจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนคนหนึ่งจึงกล่าวว่า ยุคของวัตถุนิยมกำลังจะสิ้นสุดลงเมื่อการซื้อและครอบครองทรัพย์สินไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นั่นหมายความว่า คนอเมริกันอาจกำลังจะเข้าสู่ยุคของการแสวงหาความหมายของชีวิตซึ่งหลุดพ้นทั้งจากลัทธิวัตถุนิยมและลัทธิปัจเจกนิยมสุดโต่ง และเริ่มมีความคิดว่า หากพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ ชีวิตของมนุษย์คงมีความหมายอะไรสักอย่าง หากพระเจ้าไม่ได้เป็นผู้สร้างมนุษย์ ก็สามารถสร้างความหมายให้กับตัวเองผ่านการกระทำของตัวเอง ฉะนั้นคนอเมริกันจึงเริ่มเข้าหาศาสนาและบริจาคเงินมากขึ้นส่งผลให้อัตราการบริจาคเงินเพิ่มขึ้นในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาจนมากกว่าอัตราการเจริญเติบทางเศรษฐกิจเสียอีก
อย่างไรก็ตามข้อมูลต่าง ๆ ก็ยังแสดงถึงความขัดแย้ง หรือ Paradox นั่นคือ หากมองกันตามเกณฑ์ของผู้เขียนแล้วในปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีอะไร ๆ คล้ายจะเป็นแดนสวรรค์ (utopia) ทีเดียว กระนั้นก็ตามคนก็ยังพร่ำบ่นอยู่ดี นั่นอาจเป็นเพราะการพร่ำบ่นและการพยายามมองไปที่ความทุกข์เป็นสันดานตามธรรมชาติของมนุษย์ ส่วนเงินก็ไม่สามารถซื้อความสุขได้ มันเป็นเพียงแค่พาหะที่อาจจะช่วยทำให้คนเรามีความสุขได้มากขึ้นเท่านั้น ในเมื่อข้อมูลบ่งอย่างแจ้งชัดว่า การมีสิ่งของต่าง ๆ มากมายไม่ทำให้คนเรามีความสุข ผู้เขียนจึงสรุปว่าความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายในและเสนอว่า แค่เพียงเรารู้จักพอ ลดความต้องการ รู้สึกว่าตัวเองโชคดี รู้จักให้อภัยและและปรารถนาดีต่อกันมากขึ้น ความสุขก็น่าจะเกิดขึ้นแล้ว
ข้อคิดเห็น – หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในหลายเล่มที่ทยอยกันออกมาในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา แม้ขอบเขตและเนื้อหาจะต่างกันบ้าง แต่ทุกเล่มขับเน้นเรื่องที่ว่า เงินและสิ่งของเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนทำให้คนเรามีความสุข แต่หากเรามีจนมากเกินไป ของเหล่านั้นก็อาจนำความทุกข์มาให้ ฉะนั้นผู้ที่รู้จักคำว่า “พอ” และสามารถแบ่งปันสิ่งที่มีอยู่อย่างมากมายให้กับผู้ขาดแคลนหรือด้อยโอกาส น่าจะมีความสุขมากขึ้น ด้วยเหตุนี้กระมังที่มหาเศรษฐี เช่น บิลล์ เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จึงได้บริจาคทรัพย์ของตนเป็นหลักหมื่นล้านเหรียญเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น พวกเขาคงเห็นด้วยกับคำกล่าวของเดล คาร์เนกี ที่ว่า ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า คุณเป็นใคร หรือคุณมีอะไร แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณคิดอะไร
……
บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือ “กะลาภิวัตน์”
รวมบทความของ ดร.ไสว บุญมา และ พญ.ภาพร ลิมป์ปิยากร







ผมมีความเห็นว่า คนส่วนใหญ่หลงแต่ GDP เป็นตัววัดการพัฒนา ซึ่งมันตื้นเขินและไร้เดียงสาเกินไป น่าจะช่วยกันส่งเสริมตัววัดอื่นในการพัฒนาให้มีการสนใจมากๆ เช่น การกระจายรายได้ ช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย และ ตัววัดด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การสนใจแต่ GDP มันเป็นเพียงมิติเดียว เหมือนคนตัวใหญ่โต แต่ไม่รู้ว่าโง่ หรือเจ็บป่วย หรือมีแต่ความทุกข์ และหน้าตาน่าเกลืยด อายุอาจจะไม่ยืน…..ทำอย่างไรให้สังคมกดดันรัฐบาลและภาคเอกชนสนใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้น และเป็นข่าวมากขึ้น
คุณ chongkiat มีโอกาสที่ไหนพูดเรื่องนี้นะครับ ผมพยายามเขียนและพูดมาตลอดในทุกเวทีที่โอกาสมีให้ มีการเคลื่อนไหวในสังคมโลกบางส่วนเพื่อจะนำแนวคิดที่คุณพูดถึงไปสู่ความเป็นจริงแล้ว แต่จะอีกนานเท่าไรจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ยากที่จะประเมิน