หากอเมริกาเสื่อมเพราะอนิจจัง ไทยกำลังเสื่อมทางลัด

การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจล่าสุดของ World Economic Forum ลดสหรัฐอเมริกาลงมาเป็นอันดับสองรองจากสวิตเซอร์แลนด์ นักวิจารณ์บางคนมองว่านั่นเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ถึงความเสื่อมของสหรัฐหลังจากเป็นอภิมหาอำนาจมาหลายสิบปี จากมุมมองของสัจธรรมแห่งความเป็นอนิจจัง การเสื่อมอำนาจของสหรัฐย่อมเกิดขึ้น แต่จะเริ่มเสื่อมเมื่อไรยังเป็นปริศนา

จากมุมมองของประวัติศาสตร์ที่พอล เคนเนดี เสนอไว้ในหนังสือชื่อ The Rise and Fall of the Great Powers: Economic Change and Military Conflict from 1500 to 2000 ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือชื่อ “กะลาภิวัตน์” สหรัฐจะเริ่มเสื่อมเมื่อพลังทางเศรษฐกิจไม่สามารถค้ำยันพลังทางทหารได้ ขณะนี้จึงเริ่มมีคนสรุปว่า สหรัฐเริ่มเสื่อมเพราะพลังทางเศรษฐกิจไม่เพียงพอต่อการคงไว้ซึ่งพลังทางทหารแล้ว

นักวิจารณ์บางคนย้อนไปศึกษาปัจจัยที่ทำให้มหาอำนาจโบราณเดินเข้าสู่ทางเสื่อม คัลเลน เมอร์ฟี อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เขาเพิ่งเขียนหนังสือชื่อ Are We Rome? The Fall of an Empire and the Fate of America ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในเว็บไซต์
www.sawaiboonma.com เมอร์ฟีมีข้อสังเกตมากมายทั้งในด้านความเหมือนและในด้านความต่างระหว่างอเมริกากับอาณาจักรโรมัน แต่ไม่ได้ฟันธงลงไปว่าอเมริกาได้เริ่มเดินเข้าสู่ทางแห่งความเสื่อมหรือยัง

เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจล่าสุดปะทุขึ้นในสหรัฐก่อนจะแพร่กระจายออกไปทั่วโลกและผู้เชี่ยวชาญประเมินกันว่า สหรัฐจะใช้เวลานานกว่าประเทศอื่นก่อนจะฟื้นขึ้นมาได้ บางคนจึงมองว่า ถ้าคนอเมริกันมองไม่เห็นปัญหาของตัวเองและพยายามแก้ไขอย่างจริงจัง สหรัฐจะเดินเข้าสู่ทางแห่งความเสื่อมแน่นอน หลังจากศึกษาปัญหาของสหรัฐและความเห็นของปราชญ์ ริค นิวแมน แห่งนิตยสาร US News & World Report สรุปว่า ปัญหาของสหรัฐมีที่มาจากพฤติกรรมของคนอเมริกัน 4 อย่างคือ

คนอเมริกันขยันน้อยลง โดยทั่วไปชาวอเมริกันต้องการทำงานน้อยลง เกษียณก่อนเวลาและหาเงินได้อย่างง่ายดาย หนังสือจำพวกแนะนำการสร้างความร่ำรวยด้วยวิธีลัดจึงขายดี บริษัทอเมริกันส่งงานไปให้ชาวต่างประเทศทำโดยเริ่มจากงานจำพวกแรงงานแล้วเพิ่มเป็นงานทางด้านมันสมอง ในขณะที่ชาวอเมริกันใช้เวลาและเงินหมดไปในร้านสรรพสินค้าแทนที่จะแสวงหาความรู้และทักษะที่ตนยังขาดอยู่ คู่แข่งพยายามปรับปรุงตัวเอง ความสามารถในการแข่งขันของชาวอเมริกันในเชิงเปรียบเทียบจึงลดลง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสังคมที่ดูจะมีความขยันน้อยลงนี้ ยังมีชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งซึ่งบากบั่นทำงานวันละ 16 ชั่ว แทนการผลักดันให้เกิดการทำงานวันละ 4 ชั่วโมง โดยทั่วไปพวกเขามีรายได้สูงสมกับความบากบั่น

คนอเมริกันต้องการได้ของเปล่า ความคิดนี้ได้รับการกระตุ้นให้เข้มข้นขึ้นด้วยโครงการของรัฐบาลในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย ในปัจจุบันมีโครงการกระตุ้นการใช้จ่าย การอุ้มธนาคารใหญ่ ๆ ให้รอดพ้นจากความล่มจมและการซื้อรถเก่าเพื่อเอาไปทิ้ง โครงการเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายมหาศาลโดยที่รัฐบาลแปะโป้งไว้จนในขณะนี้รัฐบาลเป็นหนี้นับเป็นล้านล้านดอลลาร์ แต่ชาวอเมริกันก็ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาของตน

คนอเมริกันไม่พยายามติดตามเหตุการณ์รอบตัว การบริหารประเทศด้วยระบอบประชาธิปไตยจะสำเร็จได้ต้องอาศัยประชาชนที่สนใจศึกษาวิวัฒนาการรอบด้าน แต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็ไม่ทำยังผลให้พวกเขาไม่เข้าใจประเด็นที่สลับซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประกันสุขภาพ ภาวะโลกร้อน หรือการปฏิรูประบบการเงิน ในภาวะเช่นนี้ พวกเขาถึงถูกหลอกได้ง่ายโดยเฉพาะจากกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งบิดเบือนประเด็นด้วยการโกหกหน้าด้าน ๆ เช่น การกล่าวหาว่าประธานาธิบดีโอบามาเกิดในต่างประเทศจึงขาดคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งนั้น

คนอเมริกันมองว่าตนเป็นคนที่มีความพิเศษ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงควรมีของที่ดีที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงมากนัก ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา ระบบการรักษาพยาบาล หรืองานที่มีรายได้ดี ความคิดเช่นนี้เป็นฐานของการก่อวงจรอุบาทว์ดังที่เป็นอยู่

หากนำการอ่านสังคมอเมริกันนั้นมาอ่านสังคมไทย เราคงได้ภาพที่ไม่ค่อยต่างกันมากนัก เริ่มจากการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยวิธีที่ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายเพราะคนไทยไม่อยากทำงานที่คิดว่าต่ำกว่าสถานะของตน ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงไปเช่นเดียวกับของสหรัฐ หนุ่มสาววัยเรียนสนใจไปมั่วสุมกันตามร้านสรรพสินค้ามากกว่าฝึกฝนตนเองให้มีความเชี่ยวชาญเพื่อรับงานในอนาคต หนังสือแนะนำการสร้างความร่ำรวยทางลัดขายดีเช่นเดียวกับหวยรัฐบาลและการพนันทุกรูปแบบ โครงการประชานิยมสร้างความติดอกติดใจได้อย่างรวดเร็วเพราะคนไทยส่วนใหญ่มีความอยากได้ของเปล่าเป็นฐาน ตอนนี้รัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาก่อหนี้เพื่อนำเงินมากระตุ้นการใช้จ่าย ส่วนใครจะเป็นผู้ใช้หนี้ ไม่ค่อยมีใครสนใจเพราะคิดเสียว่านั่นเป็นปัญหาของอนาคต นักการเมืองจะคุยโม้หรือโป้ปดมดเท็จเท่าไรก็ได้เพราะรู้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่สนใจศึกษาปัญหาให้แตกฉานและติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด การโกหกแบบหน้าด้าน ๆ จากเรื่องการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟจนถึงเรื่องเงินหลักหมื่นล้านที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม หรือการคุยโม้ว่าจะแก้ปัญหาสารพัดได้ภายในหกเดือนและทำให้คนไทยหายจนได้ภายในหกปีจึงมีคนเชื่อ คนไทยส่วนใหญ่ต้องการมีระบบการศึกษาและการรักษาพยาบาลฟรียังกับว่าสิ่งเหล่านี้เสกเป่าเอาเมื่อไรก็ได้

อย่างไรก็ตาม สังคมไทยมีส่วนต่างกับสังคมอเมริกัน นั่นคือ เราก้าวหน้าน้อยกว่าเขา แต่เราเห็นช้างขี้แล้วพยายามขี้ตามช้าง เราจึงจะเสื่อมก่อนก้าวหน้า หรือพูดง่าย ๆ ว่า เราจะเสื่อมทางลัด
——————-
บทความโดย ดร.ไสว บุญมา ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บ้านเขาเมืองเรา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 กันยายน 2552

เรื่องในหมวดเดียวกัน - Related posts

This entry was posted on Monday, September 28th, 2009 and is filed under ประชาสังคม. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

8 Responses to “หากอเมริกาเสื่อมเพราะอนิจจัง ไทยกำลังเสื่อมทางลัด”

  1. พิพัฒน์ on September 29th, 2009 at 10:48 pm

    เสื่อมทางลัด ฟังแล้วน่ากลัวนะครับ หมายความว่าเสื่อมอย่างรวดเร็ว แบบพังทลายลงมาเหมือนตึกพัง ใช่ไหมครับ

    ที่จริงแล้วก็เห็นจะเป็นอย่างนั้น อะไรๆในบ้านเมืองเราดูๆแล้วก็กำลังเปื่อยยุ่ยพังลงมา คนเสื่อมจากจริยธรรม ศีลธรรม กฏหมาย จนแทบจะเรียกว่าเป็นสังคมไร้ระเบียบแล้วนะครับผมว่า

    การทำอะไรก็อาศัยพวกมากลากไป อ้างหลักการแบบถูกใจกู ถ้าไม่ถูกใจกูก็บอกว่าไม่ใช่หลักการ ต่อไปเราจะอยู่กันอย่างไร

    ทางออกอย่างหนึ่งคือหนีไปอยู่แผ่นดินอื่น แต่ไม่อยากไปครับ

    คิดไม่ออกเลยจริงๆ

  2. ไสว บุญมา on September 30th, 2009 at 1:46 am

    ผมยังมองว่าเมืองไทยคงไม่ถึงพังทลายแบบเฮติหรือโซมาเลีย แต่จะพัฒนาให้ก้าวหน้าไปมากกว่าในปัจจุบันคงยากมาก ความก้าวหน้าทางวัตถุคงเกิดขึ้นต่อไป ส่วนในทางจิตใจที่จะทำให้สังคมอยู่กันอย่างกลมกลืนและสงบสุขมากกว่าในปัจจุบันนับวันจะยากขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเราที่เข้าใจและสละเวลา ฯลฯ ทำงานเพื่อส่วนรวมควรจะหมดใจแล้ววางมือ ถ้าเราทำอย่างนั้น แน่นอน สังคมล่มสลายแน่ ๆ แต่ถ้าเรายังไม่ท้อใจ อย่างน้อยโอกาสที่จะก้้าวหน้าต่อไป หรือไม่ล่มจม ยังมีอยู่ อย่าถอดใจนะครับ ทำเท่าที่เราทำได้

  3. ywara on September 30th, 2009 at 11:45 am

    เราไปไหนไม่ได้แล้วค่ะ เราเป็นหนี้แผ่นดินมากมาย แผ่นดินนี้ได้ให้โอกาสและที่ทำกินแก่เรา สร้างเราให้มีปัญญาและทำให้เราเป็นเราจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นเราต้องใช้ปัญญาตอบแทนพระคุณแผ่นดินไทย ร่วมกันแก้ไขช่วยเหลือแผ่นดินไทยของเรานะคะ เพราะเราถอยไม่ได้อีกแล้ว

  4. โกศล อนุสิม on September 30th, 2009 at 9:30 pm

    บางครั้งเมื่ออารมณ์มันเบื่อหน่ายขึ้นมา ผมก็เคยคิดแว้บๆแบบที่คุณพิพัฒน์บอกไว้ คือการไปอยู่แผ่นดินอื่น แต่นั่นก็ไม่ใช่ทางที่ควรเลือก แม้จะสามารถทำได้ ดังนั้น ก็ต้องตั้งกำลังใจแบบที่คุณ ywara ได้บอกไว้ แม้จะเป็นเสียงส่วนน้อย เสียงปลาซิวปลาสร้อยดังที่ท่านอาจารย์ไสวบอก แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

  5. ไสว บุญมา on October 1st, 2009 at 2:41 am

    ทุกครั้งที่ผมเกิดท้อถอยขึ้นมาก็มักหาวิธีปลอบใจตัวเอง บ่อยครั้งจะคิดไปถึงเรื่องกระดานหก (ซึ่งแม่ผมเรียกกว่ากระโด๊กกระเดื่องตามประสาคนบ้านนอกคอกนา) ถ้าในวัฒนธรรมฝรั่งก็มักพูดกันถึงฟางเส้นสุดท้าย และหลังหนังสือขายดีเรื่อง The Tipping Point พิมพ์ออกมาก็มักพูดถึงจุดพลิกผันกันบ่อยมาก ประเด็นอยู่ที่ว่าในการต่อสู้กันระหว่างพวกที่กำลังผลักดันสังคมไปสู่ความล่มสลาย กับ พวกที่ผลักดันไปสู่ความยิ่งยืนนี้ เราไม่รู้แน่นอนว่าน้ำหนักทั้งสองข้างมากน้อยกว่ากันแค่ไหน อย่างไร เราอาจจะเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้กระดานหกไปตกฝั่งความยั่งยืนก็ได้แม้เราจะเป็นเพียงปลาซิวปลาสร้อยก็ตาม หรือในอีกนัยหนึ่ง ถ้าเราไม่ทำ กระดานหกอาจพร้อมที่จะไปตกข้างความล่มสลายก็ได้ ฉะนั้น บทบาทของเราคือป้องกันไม่ให้เกิด “จุดพลิกผัน” นั้น แม้สังคมจะไม่ก้าวหน้าต่อไป แต่ก็จะไม่ล้มสลาย

  6. i_sarut on October 3rd, 2009 at 9:46 am

    เห็นด้วยครับ

    น่าเป็นห่วงจริงๆครับ

  7. coff47 on October 10th, 2009 at 8:54 pm

    คุณๆคงเคยเห็นการเดินสวนสนามนะ สังคมและการเมืองไทยจะดูคล้ายกับตอนที่จะสั่งให้แถวหยุดเขาจะย้ำขึ้นย้ำลงอยู่อย่างแหละครับ ไม่ไปใหน.

  8. Sawai Boonma on October 13th, 2009 at 2:09 am

    คุณ coff47

    เป็นการมองในแนวที่ผมยังนึกไม่ถึง ขอบคุณมากครับ

Leave a Reply

white-line S-Boonma

คุยกับผู้อ่านครั้งที่ ๑๒ วาระครบรอบหนึ่งปีของเว็บไซต์

>> เว็บไซต์นี้ปรากฏแก่สายตาผู้ท่องเว็บเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผมเขียนมาคุยกับผู้อ่านเป็นครั้งคราว ตอบคำถามและเสริมความเห็นของผู้อ่านบ้าง และส่งเรื่องมาให้...เชิญอ่านต่อที่นี่<< white-line

......................................................................

[อ่าน "คุยกับผู้อ่าน" ทั้งหมดที่นี่]

white-line white-line white-line

มูลนิธินักอ่านบ้านนา donation bookandwriter

kosolanusim

bookish

เรื่องรายเดือน

เรื่องตามหมวดหมู่

ความคิดเห็น – Comments

เรื่องล่าสุด – Latest Posts

เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ

.