ต้นแค เสาเข็ม (1)
อะไรคือความพัฒนา ?
อะไรเป็นความเจริญ ?
อะไรเป็นเครื่องวัดว่าประเทศนั้นประเทศนี้พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว ?
ประเทศนั้นพัฒนากว่าประเทศนี้ เจริญกว่าประเทศนี้ ?
อะไรทำให้ประเทศนั้นพัฒนาหรือเจริญกว่าประเทศนี้ ?
ผมแน่ใจว่าทุกคนมีความนึกคิดหรือมองเห็นภาพราง ๆ ในใจว่าอะไรคือความพัฒนา อะไรคือความเจริญ แต่เมื่อให้เจาะจงลงไปแน่นอนจริง ๆ ก็บอกไม่ได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร จะวัดได้อย่างไร ไม่เฉพาะคนทั่วไปเท่านั้นที่ไม่แน่ใจว่าจะวัดความพัฒนาได้อย่างไร บางทีผู้ที่คลุกคลีอยู่กับการพัฒนาก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันและบางทียังถกเถียงกันว่าอะไรคือตัววัดที่เหมาะสม หลายสิ่งหลายอย่างเป็นส่วนประกอบหรือดัชนีในการชี้บ่งถึงความพัฒนาหรือความเจริญ เช่น รายได้ของประชาชน การศึกษา การมีน้ำสะอาดดื่ม การมีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ การปราศจากโรค การมีอายุยืน การอ่านหนังสือพิมพ์ การมีโทรทัศน์ ธนาคารโลกใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อวัดระดับความพัฒนาของประเทศต่าง ๆ เหมือนกัน แต่ในการตัดสินว่าจะให้ประเทศใดยืมเงินเพื่อการพัฒนาหรือไม่ ธนาคารโลกใช้รายได้ต่อบุคคลของประเทศ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า per capita income เป็นเกณฑ์
ในระหว่างที่ผมทำงานอยู่ที่ธนาคารโลก ผมมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการให้ประเทศกรีกและประเทศไซปรัสหยุดยืมเงิน เพราะทั้งสองประเทศ “พัฒนาแล้ว” หรือ “เจริญแล้ว” สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ธนาคารโลกเริ่มพิจารณาว่าจะให้ยืมเงินหรือไม่คือรายได้ต่อบุคคลซึ่งขยายตัวไปสูงถึงจุดหนึ่ง ในการพิจารณา พนักงานของธนาคารโลกก็ศึกษาตัวประกอบอื่น ๆ พร้อมกันไปด้วย แต่เกณฑ์ที่สำคัญที่สุดยังเป็นรายได้ต่อบุคคล
อะไรคือรายได้ต่อบุคคล ?
คำถามนี้ตอบอย่างกำปั้นทุบดินได้ว่า รายได้ต่อบุคคลคือผลที่ได้จากการนำรายได้ของประเทศทั้งหมดมาหารด้วยจำนวนคนในประเทศนั้น แต่การตอบอย่างกำปั้นทุบดินนี้ไม่กระจ่างพอเพราะตัวเลขที่แสดงรายได้ของประเทศแฝงอะไร ๆ ไว้มากมายที่จะต้องเจาะลึกลงไปอีกจึงจะกระจ่าง
นักเศรษฐศาสตร์วัดรายได้ของประเทศด้วยการตีค่าของผลผลิตและการบริการออกมาเป็นตัวเงิน การตีค่าของผลผลิตและการบริการมีเทคนิคค่อนข้างสลับซับซ้อน เช่น การตีค่าของข้าวที่พี่น้องของเราที่ อำเภอบ้านนา ผลิตออกมาหนึ่งถัง พี่น้องเราอาจขายข้าวเปลือกหนึ่งถังได้ 40 บาท แต่นักเศรษฐศาสตร์ไม่นับทั้งหมด 40 บาทเป็นรายได้ของประเทศ เขาต้องหักส่วนที่ใช้เป็นทุนในการผลิตข้าวหนึ่งถังนั้นออก เช่น ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายาฆ่าแมลง ฯลฯ ทั้งนี้ เพราะเขาได้นับสิ่งเหล่านั้นครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปุ๋ยและยาฆ่าแมลงออกมาจากโรงงาน และเมื่อชาวนาเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์หรือที่เราเรียกกันว่า ข้าวปลูก เมื่อฤดูที่แล้ว นักเศรษฐศาสตร์จะไม่นับสิ่งเหล่านั้นซ้ำอีก ส่วนค่าบริการ เช่น ค่าตัดผม ค่าเสริมสวย ค่าแต่งเล็บ ฯลฯ เขานับเข้าไปในรายได้ของประเทศทั้งหมด
สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่นับเข้าเป็นรายได้ของประเทศก็มีมากมาย ที่ถกเถียงกันมากหน่อยเห็นจะได้แก่การทำงานของแม่บ้าน ทั้ง ๆ ที่งานแม่บ้านเป็นงานหนักและมีค่าไม่น้อยเขาก็ไม่นับ สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นเพราะค่าแรงของแม่บ้านตีราคายาก การไม่ตีค่าแรงงานของแม่บ้านออกมาเป็นเงินและนับเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ของประเทศนี้เป็นเรื่องที่นายอาจหัวเราะเยาะพวกผมที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ได้ ทั้งนี้เพราะในภาวะเช่นเดียวกัน เช่น ผมกับเพื่อนออกไปทำงานและแม่บ้านของเราอยู่บ้านเลี้ยงลูกและทำงานบ้าน นักเศรษฐศาสตร์นับรายได้ของผมและของเพื่อนเข้าเป็นรายได้ของประเทศ แต่ไม่นับงานที่แม่บ้านของเราทำในบ้าน แต่ถ้าแม่บ้านของเราแลกงานกันทำ คือของผมไปทำบ้านเพื่อนและรับเงินค่าจ้างจากเพื่อน และของเพื่อนมาทำงานบ้านผมและรับค่าแรงจากผม นักเศรษฐศาสตร์นับค่าแรงของแม่บ้านทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ของประเทศทั้ง ๆ ที่ผลที่ออกมาไม่ต่างกันเลย รายจ่ายที่ผมและเพื่อนต้องจ่ายเพิ่มขึ้นก็หักลบกันไปไม่ทำให้รายได้ในครอบครัวเปลี่ยนไปแต่อย่างใด น่าขำดีไม่น้อยไหมล่ะ ? ผมต้องยอมรับสารภาพว่าพวกผมที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์อาชีพก็มีอะไร ๆ แปลกอยู่เหมือนกัน
เมื่อหารรายได้ของประเทศด้วยจำนวนประชากรแล้ว เราได้ตัวเลขซึ่งเป็นรายได้ต่อบุคคลของประเทศ ตัวเลขนี้มีหน่วยเป็นเงินประจำชาติ เช่น ของไทยก็เป็นเงินบาท ของลาวก็เป็นเงินกีบ ของฟิลิปปินส์ก็เป็นเปโซ และของสหรัฐอเมริกาก็เป็นเงินเหรียญหรือดอลลาร์ ฉะนั้นเราเปรียบเทียบประเทศต่าง ๆ ไม่ได้ว่าใครมีรายได้ต่อบุคคลสูงกว่าใคร ใคร “พัฒนา” หรือ “เจริญ” กว่าใคร เราจะเปรียบเทียบกันได้ก่อต่อเมื่อเราเปลี่ยนหน่วยเงินเป็นอย่างเดียวกัน ตามธรรมดาจะเปลี่ยนหน่วยที่นับเป็นเงินสกุลอะไรก็ได้โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินที่แต่ละประเทศกำหนด แต่ที่นิยมกันมากที่สุดและที่ธนาคารโลกใช้คือเปลี่ยนทุกอย่างเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ฯ แล้วนำผลมาเปรียบกัน เช่น ในปี พ. ศ. 2541 รายได้ต่อบุคคลของไทยคือ 2,200 เหรียญ ของลาวคือ 330 เหรียญ ของฟิลิปปินส์คือ 1,050 เหรียญ และของสหรัฐ ฯ คือ 29,340 เหรียญ จากตัวเลขนี้ เราสรุปอย่างคร่าว ๆ ว่าสหรัฐ ฯ “พัฒนา” หรือ “เจริญ” มากกว่าไทย ไทยพัฒนามากกว่าฟิลิปปินส์ และฟิลิปปินส์พัฒนามากกว่าลาว
นายอาจจำได้ที่ผมเคยเล่าให้นายฟังแล้วว่าถึงแม้ผมจะมีรายได้สูงกว่านาย แต่ผมต้องใช้จ่ายสูงกว่านายมาก ผมเคยยกตัวอย่างเรื่องค่าตัดผม ในเมืองไทย ถ้าเราตัดผมที่ร้านลมโชยตามหมู่บ้านของเราที่อำเภอบ้านนา ค่าตัดคงไม่เกิน 20 บาท แต่ถ้าเราเข้าไปตัดในเมืองที่มีห้องปรับอากาศ ค่าตัดอาจเป็น 50 บาท สำหรับในอเมริกา ถ้าผมตัดตามร้านตัดผมที่ชานเมืองใกล้ ๆ บ้านผม ค่าตัดก็ประมาณ 450 บาท ถ้าผมเข้าไปในเมือง ค่าตัดอาจเป็น 550 บาทหรือมากกว่านั้น ทั้ง ๆ ที่การบริการเหมือนกัน แต่ค่าบริการต่างกันมาก (อันที่จริง การตัดผมที่เมืองไทยดีกว่าที่อเมริกามาก ช่างไทยให้ความพิถีพิถันกว่าช่างอเมริกันหลายเท่า นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่คนไทยทำได้ดีกว่าคนอเมริกันอย่างมาก)
เมื่อผมกินก๋วยเตี๋ยวในเมืองไทย ผมจ่ายชามละ 15-25 บาท แต่เมื่อผมกินก๋วยเตี๋ยวที่วอชิงตัน ผมต้องจ่ายราว ๆ 250 บาท จากตัวอย่างนี้ ผมพูดอีกนัยหนึ่งได้ว่าถึงแม้ผมจะมีรายได้เป็น 10 เท่าของนาย เราคงมีความสุขพอ ๆ กันเพราะเมื่อผมซื้อของอย่างเดียวกับนาย ผมต้องจ่ายเป็น 10 เท่าที่นายจ่าย
ปัญหานี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หาวิธีปรับความแตกต่างของราคาของเพื่อให้การเปรียบเทียบมีความหมายเพิ่มขึ้นอีก วิธีปรับของเขาค่อนข้างสลับซับซ้อน ผมจะไม่อธิบายละ ขอบอกแต่ว่าเมื่อเขาปรับแล้ว รายได้ต่อบุคคลของไทยในปี 2541 กลายเป็น 5,840 เหรียญสหรัฐ ฯ ส่วนของสหรัฐ ฯ เท่าเดิม คือ 29,340 เหรียญ จากตัวเลขนี้ เราอาจสรุปว่า รายได้ต่อบุคคลของสหรัฐ ฯ ไม่ใช่ 13 เท่าของคนไทย (29,340 หารด้วย 2,200) แต่เป็นเพียง 5 เท่าของคนไทยเท่านั้น (29,240 หารด้วย 5,840) นั่นคือ จากตัวเลขนี้ ผมต้องมีเงินเดือนมากกว่านายถึง 2.65 เท่าจึงจะสามารถซื้อของได้เท่ากับนาย (5,840 หารด้วย 2,200) ทั้งนี้โดยเฉลี่ยแล้วราคาของที่อเมริกาแพงเป็น 2.65 เท่าของราคาของในเมืองไทย
นอกจากผมจะต้องซื้อของที่แพงกว่าในเมืองไทยแล้ว ผมและคนอเมริกันส่วนมากยังจะต้องใช้จ่ายอย่างอื่นเพิ่มอีก เช่น ค่าเสื้อผ้ากันหนาวหนา ๆ ค่าทำความร้อนในบ้านในฤดูหนาว สิ่งเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นในเมืองไทย แต่ที่อเมริกาจำเป็นมากเพราะเนื้อที่ประเทศของเขาเป็นส่วนมากอยู่ในเขตหนาว ถ้าไม่ใช้เสื้อผ้าหนา ๆ และทำความร้อนในบ้านก็หนาวตาย เนื่องจากของราคาแพงและประชาชนจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายบางอย่างมาก รัฐบาลสหรัฐ ฯ จึงจัดว่า โดยเฉลี่ยแล้วในครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คนซึ่งอาจประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก 2 คน ถ้ารายได้ของครอบครัวต่ำกว่าเดือนละประมาณ 56,000 บาท หรือ 14,000 ต่อคน เขาจัดครอบครัวนั้นว่ายากจนมาก รัฐควรให้ความช่วยเหลือ สำหรับในเมืองไทย คนที่อยู่ในกรุงเทพ ฯ ผมค่อนข้างแน่ใจว่ารายได้เดือนละ 56,000 คงพอเลี้ยงครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คนได้ ไม่ฝืดเคืองนักแต่อาจจะไม่เหลือใช้ ถ้าเป็นในชนบทเช่นที่อำเภอบ้านนาของเรา รายได้เดือนละ 56,000 บาท น่าจะเป็นรายได้ที่สูงเหลือใช้สำหรับในครอบครัวซึ่งมีสมาชิก 4 คน
การพัฒนาที่ประเทศต่าง ๆ พยายามทำมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มรายได้ต่อบุคคลให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ธนาคารโลกเริ่มเก็บข้อมูลเรื่องรายได้ต่อบุคคลมา 30 กว่าปีแล้ว ประเทศ “ด้อยพัฒนา” หรือที่มีรายได้บุคคลต่ำได้เพิ่มรายได้ให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นประเทศ “พัฒนาแล้ว” หลายประเทศ เช่น กรีกและไซปรัสที่ผมกล่าวถึง ใกล้ ๆ บ้านเราก็มีสิงคโปร์และเกาหลีที่ทำสำเร็จ ประเทศอีกจำนวนมาก รวมทั้งไทย ได้รับความสำเร็จพอสมควรในระยะ 30 ปีมานี้ในการเพิ่มรายได้ต่อบุคคลหรือพัฒนาไปเรื่อย ๆ บางประเทศทำสำเร็จไปได้ระยะหนึ่งแต่ต้องประสบปัญหาพัฒนาต่อไปไม่ได้ มีอีกหลายสิบประเทศที่ประสบความล้มเหลวและถอยหลังเข้าคลองมาเป็นเวลานาน
นักพัฒนาเศรษฐกิจ นักสังคมวิทยา และผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาถกเถียงกันไม่หยุดหย่อนว่าทำไมบางประเทศพัฒนาสำเร็จ แต่ทำไมหลายประเทศต้องล้มลุกคลุกคลาน และอีกหลายประเทศต้องถอยหลังเข้าคลอง สาเหตุที่ทำให้ต้องถกเถียงกันมากเพราะปัจจัยของการพัฒนามีมากมายหลายอย่าง บางคนเห็นว่าปัจจัยนี้สำคัญกว่าปัจจัยนั้น แต่บางคนเห็นเป็นอย่างอื่น และที่สำคัญที่สุดปัจจัยเป็นจำนวนมากวัดออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้ เช่น การเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจ ความสามารถในการทำธุรกิจของประชาชน การฉ้อราษฎร์บังหลวงของข้าราชการและนักการเมือง การอยู่เหนือกฎหมายของอภิสิทธิ์ชนเป็นบางกลุ่ม หรือการตรวจสอบการทำงานของคนบางกลุ่มไม่ได้ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการพัฒนา แต่เป็นสิ่งที่วัดไม่ได้ว่ามีอิทธิพลเท่าไร โดยเฉพาะถ้าจะเอามาเปรียบเทียบกันระหว่างประเทศยิ่งยากขึ้นไปอีก
ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเคยเล่าความเชื่ออย่างหนึ่งของผมให้นายฟังหรือยัง ที่ไม่ค่อยแน่ใจไม่ใช่เพราะความชราที่กำลังคืบคลานเข้ามา หากเป็นเพราะได้พูดกับใครต่อใครจนจำไม่ได้หมดว่าพูดกับใครบ้าง ผมเชื่อว่า เริ่มจากในสมัยที่เราเรียนมัธยมคือราว พ. ศ. 2500 มาจนไม่นานมานี้ ประเทศในเอเซียหลายประเทศปกครองด้วยระบบเผด็จการในรูปใดรูปหนึ่ง ประเทศที่ผมนำมาเปรียบเทียบกันเป็นประจำได้แก่ เกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย เกาหลีเริ่มด้วยการปกครองของนายพลปักจุง ฮี ไต้หวันเริ่มด้วยเจียงไคเชค ฟิลิปปินส์มีเฟอร์ดินัน มาร์คอส อินโดนีเซียมีซูฮาร์โต สิงคโปร์มีลีกวนยู และไทยเริ่มที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อด้วยจอมพลอื่น ๆ อีก ในกลุ่มนี้ นักพัฒนาถือว่าสิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลี ได้รับความสำเร็จมากที่สุดในการพัฒนา จนได้สมญาว่าเป็น “เสือของเอเซีย” หรือ “Asian Tigers” ที่เราได้ยินกันเป็นประจำ ประเทศที่ได้รับความสำเร็จน้อยที่สุดได้แก่ฟิลิปปินส์ จนครั้งหนึ่งได้รับสมญาว่าเป็น “คนป่วยของเอเซีย” หรือ “Sick Man of Asia” ส่วนอินโดนีเซีย และไทยตกอยู่ในระหว่างกลาง
ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า ที่สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลี พัฒนาได้สำเร็จมากกว่าประเทศอื่นเพราะผู้นำของเขาเข้มแข็ง ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ได้เข้าบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวกเป็นที่ตั้ง คดโกงน้อย พยายามกำจัดอภิสิทธิ์ชน ฯลฯ ผู้นำเหล่านี้หลังจากหมดอำนาจไปแล้วจึงไม่มีข่าวว่าร่ำรวยผิดปกติจนรัฐบาลต้องไปติดตามเอาทรัพย์ที่เขายักยอกหรือโกงชาติไป
ในทางตรงกันข้าม ประธานาธิบดีมาร์คอสได้โกงทรัพย์สินของชาติไปมากมายในระหว่างที่ปกครองประเทศอยู่ 22 ปี (หมดอำนาจเพราะประชาชนปฏิวัติ) รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องไปติดตามเอาเงินที่นายมาร์คอสไปฝากไว้ในต่างประเทศเป็นพัน ๆ ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ไทยเราก็มีเหตุการณ์เรื่องรัฐบาลต้องยึดทรัพย์สินของผู้นำหลังจากพวกเขาหมดอำนาจไปแล้ว
ส่วนอินโดนีเซีย นายซูฮาร์โตเพิ่งจะหมดอำนาจไปเร็ว ๆ นี้ และกำลังมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคดโกงในระหว่างที่มีอำนาจอยู่ 32 ปี เรื่องนี้ยังไม่จบและยังไม่มีตัวเลขออกมา แต่จากที่ผมติดตามอ่านความเป็นมาของความร่ำรวยของครอบครัวและพรรคพวกของนายซูฮาร์โต ผมแน่ใจว่าอีกไม่นานรายละเอียดจะออกมาว่าเขาคดโกงมาก สาเหตุที่อินโดนีเซียมีปัญหาทางการเมืองยุ่งเหยิงอยู่ขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากความยากจนและความไม่เสมอภาคที่เกิดจากนายซูฮาร์โตและพรรคพวกซึ่งทำตัวเป็นปลิงสูบเลือดของประเทศชาติเป็นจำนวนมากไปเป็นของตัว อินโดนีเซียยังจะเน่าเฟะไปอีกนานเพราะเหตุนี้
ผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้อีกด้วยว่า การโกงของผู้นำของไทยในสมัยเผด็จการกับของนายเฟอร์ดินัน มาร์คอสแห่งฟิลิปปินส์นั้นต่างกัน จึงทำให้ไทยเราไม่ต้องล้มลุกคลุกคลานมากเหมือนฟิลิปปินส์ ผมคิดว่าประเทศไทยของเราค่อนข้างโชคดีที่ผู้นำโกงไม่มากนักเมื่อเทียบกับนายมาร์คอส การโกงเป็นเพียงเล็มกินขอบนอก ๆ ของเศรษฐกิจ ยังไม่ได้เจาะลึกเข้าไปทำลายส่วนกลางหรือส่วนลึกของสังคม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้นำเผด็จการของเราอยู่ในอำนาจไม่นาน หรืออาจเป็นเพราะไทยเรามีสถาบันและฐานของสังคมที่มั่นคงกว่าของฟิลิปปินส์ เมื่อหมดอำนาจไป ผู้นำไทยมีทรัพย์เป็นร้อยล้านบาท ส่วนนายมาร์คอสนั้นกินแบบหนอนบ่อนไส้ คือทำลายถึงหัวใจของเศรษฐกิจและสังคมทีเดียว ตัวอย่างง่าย ๆ มีดังนี้ ฟิลิปปินส์เคยเป็นผู้ผลิตมะพร้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก และผลิตอ้อยติดระดับสูง ๆ ของโลก การผลิตมะพร้าวและอ้อยเป็นอาชีพหลักของชาวฟิลิปปินส์ เมื่อขึ้นเถลิงอำนาจ นายมาร์คอสก็เข้าควบคุมการผลิตและการค้ามะพร้าวและอ้อยจนทำให้ตนเองร่ำรวยในขณะที่ชาวนาต้องยากจนลง จะเรียกได้ว่ามาร์คอสทำนาบนหลังคนก็คงไม่ผิด นอกจานั้นนายมาร์คอสกับพรรคพวกยังเข้าควบคุมธุรกิจเกือบทุกอย่าง ใครไม่เห็นด้วยก็ถูกรังแก และถูกริบทรัพย์ในนามของประเทศชาติ เมื่อหมดอำนาจ นายมาร์คอสจึงมีทรัพย์สินเป็นพัน ๆ ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ซึ่งถูกนำไปฝากไว้ในต่างประเทศ
จากการสังเกตนี้ผมสรุปเอาคร่าว ๆ ว่าความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับฐานของสังคมและการเมืองที่มั่นคง ถ้าฐานของสังคมยังคลอนแคลน ประเทศพัฒนาเศรษฐกิจไปได้ไม่มาก การพัฒนาจะไม่ยั่งยืน ผมเคยกล่าวในการไปร่วมสัมมนาในที่ต่าง ๆ หลายครั้งว่าเหตุที่ประเทศไทยต้องประสบวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเริ่มจากกลางปี 2540 ก็เพราะฐานของสังคมและการเมืองของเราไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้เราเจริญทางเศรษฐกิจไปมากกว่านั้น การพัฒนาเศรษฐกิจก็เหมือนการสร้างตึก ยิ่งสูงตึกก็ยิ่งต้องการเสาเข็มที่ยาวมากขึ้นฉันใด เศรษฐกิจระดับสูงก็ต้องการฐานของสังคมและการเมืองที่แข็งแกร่งมากขึ้นฉันนั้น เศรษฐกิจของเราต้องล้มครืนลงเพราะเราพัฒนากันแบบต้นแค นายเห็นไหมว่าตามบ้านเรานั้น พอมีพายุทีไรต้นแคเป็นต้องล้มก่อนต้นไม้อื่นทั้งนี้เพราะต้นแคไม่มีรากแก้ว ส่วนต้นตาลนั้น ถึงแม้จะสูงกว่าต้นแคหลายเท่าก็ไม่เคยล้ม เศรษฐกิจเราไม่มีรากแก้วเพราะนักการเมืองและข้าราชการส่วนหนึ่งละเลยหน้าที่ บางพวกใช้อำนาจหน้าที่ฉ้อโกงเอาดื้อ ๆ คนเป็นจำนวนมากต้องการรวยทางลัดโดยการยืมเงินต่างประเทศมาเก็งกำไรที่ดินนและหุ้น แม้แต่การเลือกตั้งที่มีการซื้อและขายเสียงกันอย่างแพร่หลายก็มีส่วนเป็นฉนวนให้เกิดความหายนะทางเศรษฐกิจครั้งนี้
____________________________
บทความโดย ดร.ไสว บุญมา เป็นบทหนึ่งในหนังสือเรื่อง “ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟ ไอเอมเอฟ” (IMF ในที่นี้ย่อมาจาก Insufficient Moral Foundation หรือ ฐานทางศีลธรรมจรรยาต่ำ ไม่ใช่ International Momentary Fund)







“จดหมายถึงนาย” เป็นบทความของอาจารย์ใช่ไหมคะ?
คุณywara
ผมไม่เคยเขียนเรื่อง “จดหมายถึงนาย” ครับ ผมเขียนหนังสือสองเล่มที่มีคำว่า “จดหมาย” อยู่ในชื่อเรื่องคือ “จดหมายจากบ้านนา” กับ “จดหมายจากวอชิงตัน” เล่มแรกพิมพ์ไปสองครั้งแล้วและมีสำนักพิมพ์มาขอพิมครั้งที่สาม ผมเขียนเนื้อหาเพิ่มเติมในรูปของ “ปัจฉิมลิขิต” ให้แล้ว แต่สำนักพิมพ์กำลังประสบปัญหาการเงิน อันที่จริงเมื่อวานนี้ผมเพิ่งส่งอีเมล์ไปถามสำนักพิมพ์ว่าจะยังสนใจพิมพ์หรือไม่ ถ้าเขาไม่พิมพ์ผมอาจจะนำมาเผยแพร่ทางเน็ต เรื่องนี้มีต้้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษด้วย เมื่อต้นปีมีคนมาติดต่อว่าจะนำไปเผยแพร่ทางเน็ตและตอนนี้ก็มีฝรั่งรออ่านอยู่บ้าง ให้ผมปรึกษาคุณโกศล กัลยาณมิตรผู้ทำเว็บไซต์นี้ก่อนว่าจะนำมาเผยแพร่ได้หรือไม่ ส่วน “จดหมายจากวอชิงตัน” นั้น ถ้าคุณสนใจว่าเกี่ยวกับอะไรบ้างอาจเข้าไปดาวน์โหลดได้จากอย่างน้อยสองแห่งคือ http://www.openbase.in.th และที่ http://www.edydog.co.cc
หนูไม่ทราบว่าตัวเองไปหมุดหัวอยู่ในมุมในของโลกมา ทำไมถึงได้มารู้จักอาจารย์ช้าอย่างนี้ หากวันนั้นหนูไม่ได้อ่านบทความการส่งมอบคทาของอาจารย์ปราโมทย์ หนูคงไม่มีบุญวาสนาได้มารู้จักอาจารย์ (ทางเน็ต) แม้จะช้าแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีโอกาส ตามคำกล่าวทั่วไปของคนเยอรมัน “besser spaeter als nie” หนูกราบคารวะขอเป็นลูกศิษย์ทางเน็ต จะเข้ามาหาความรู้จากอาจารย์จากเว็บไซต์นี้ และท่องโลกสเปซเพื่อเสาะหาผลงานของอาจารย์ค่ะ
เด็ก(บ้าน)นอก
คุณ Mukda
ขอบคุณ หวังว่าจะไม่เชื่อในทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเขียน หากจะนำไปเป็นส่วนประกอบในการศึกษาหาความรู้และความคิดของคุณแล้วสังเคราะห์ออกมาเป็นองค์ความรู้-ความคิด เป็นภูมิปัญญาของคุณเองที่จะมีประโยชน์สำหรับการดำเนินชีวิต
…..
คุณพ่อคิมในสมัยที่ท่านยังมีชีวิต เคยพูดเช่นเดียวกับที่อาจารย์สรุปไว้นี้เช่นกันค่ะ ..
“ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับฐานของสังคมและการเมืองที่มั่นคง ถ้าฐานของสังคมยังคลอนแคลน ประเทศพัฒนาเศรษฐกิจไปได้ไม่มาก การพัฒนาจะไม่ยั่งยืน”
ท่านเคยเล่าว่า ในสมัยที่พลเอกเปรม ยึดอำนาจ และเป็นนายกแปดปี (แม้ท่านเกลียดการปฏิวัติมาก)แต่ทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปได้ในหลายๆด้าน และฐานะทางเศรษฐกิจและการคลังที่มั่นคงฯ นั่นเป็นเพราะเรามี “ผู้นำที่เข้มแข็ง”
และท่านยังเล่าอีกว่า ลีกวนยูเคยพูดว่า ประเทศไทยไม่สามารถจะเจริญก้าวหน้าได้เพราะ”คนไทยไม่สามารถจะปกครองได้” ทั้งๆที่ประเทศไทยของเรามีทรัพยากรมากมาย ถ้ามีผู้นำดีๆและเข้มแข็ง ประเทศจะไปได้สวยกว่านี้มากนัก
ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งสำหรับเรื่องราวดีๆนี้ค่ะ ..
ขอบคุณครับคุณคิม
จะเห็นว่าสิ่งที่ผมนำมาเสนอมักมิใช่ของใหม่ ปราชญ์ไทยมักพูดไว้นานแล้ว แต่บางครั้งผู้คนในสมัยนี้มักลืมไปว่าบ้านเราก็มีปราชญ์ และก็มักลืมไปว่าประวัติศาสตร์มีบทเรียน แต่กลับเลิกเรียนประวัติศาสตร์ หรือ เลือกที่จะไม่คิด หรือคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเขา จึงไม่มีทางทำให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย … แต่ หารู้ไม่ว่า ความโอหังนั่นแหละคือหนทางสู่ความหายนะ