สามเหลี่ยมที่มีค่ากว่าทองคำ
เหตุการณ์สะเทือนใจในอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกี่ยวกับทหารยิงเพื่อนทหารตายไปกว่าหนึ่งโหลและผู้ตกงานในย่านเมืองออลานโดยิงผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ถึงชีวิตและบาดเจ็บหลายคนคงนำไปสู่การวิจารณ์อเมริกาว่า นั่นคือความเสื่อมของทุนนิยมสามานย์ ฐานของความเป็นจริงจะสนับสนุนข้อสรุปเช่นนั้นหรือไม่ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับชาวอเมริกันมากว่า 40 ปี ผมมีความประทับใจว่า อเมริกากำลังวิวัฒน์ไปในแนวน่าวิตกเนื่องจากทุกคนถูกกระตุ้นให้บริโภคเพิ่มขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้น แม้ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยจะบริโภคคนละหลายเท่าของชาวโลกแล้ว แต่ก็ยังต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนรัฐบาลก็ดำเนินนโยบายให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนก่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นและความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยเพิ่มขึ้นทุกวัน ในขณะเดียวกันก็ออกไปรุกรานชาวโลกเพื่อช่วงชิงทรัพยากรด้วยการทำสงครามแบบยืดเยื้อซึ่งเมื่อรวมเข้ากับการแข่งขันภายในสร้างความกดดันให้ชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นจนในบางครั้งประทุออกมาในรูปของการฆ่าแกงกันดังที่เป็นข่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวอเมริกันส่วนหนึ่งซึ่งไม่ยึดการบริโภคแบบนั้นเป็นแนวดำเนินชีวิต เออร์วิน ลาสซโล อ้างไว้ในหนังสือชื่อ The Chaos Point ว่าชาวอเมริกันราว 25% ยึดความเป็นอยู่แบบพอเพียง ผมไม่มีตัวเลขอื่นมายืนยันตัวเลขนี้ หากมีโอกาสได้สัมผัสกับชาวอเมริกันสามกลุ่มคือ เยาวชนอเมริกันที่ต่อต้านวิถีชีวิตแบบวัตถุนิยมอย่างรุนแรงซึ่งครั้งหนึ่งเรียกกันว่า “ฮิปปี้” อีกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ในวัยกลางคนขึ้นไปและได้รับความสำเร็จทางเศรษฐกิจสูง กลุ่มนี้มักละทิ้งอาชีพที่ทำรายได้มหาศาลและบ้านเรือนหรูหราออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติแบบเรียบง่ายในชนบทด้วยการทำเกษตรกรรมในครัวเรือน และกลุ่มที่สามชื่อว่า “อามิช” ซึ่งยังดำเนินชีวิตแบบชาวนาไทยในสมัยก่อน กล่าวคือ ยังทำไร่ไถนาโดยใช้ม้าลากไถ ไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่ใช้เครื่องจักรกล ไม่มีรถยนต์และโทรศัพท์ในบ้าน
ผมเคยนำเรื่องราวของชาวอามิชมาเล่าไว้ในหนังสือชื่อ “อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถ” พวกเขาและชาวไร่ชาวนารุ่นปู่ย่าตายายของคนไทยมีชีวิตและความเป็นอยู่ตามยุคเกษตรกรรมซึ่งอาจแสดงได้ตามจุด A ของสามเหลี่ยมในภาพ เราทราบแล้วว่าโลกตกอยู่ในยุคเกษตรกรรมราว 8,000 ปีก่อนที่จะมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลจนเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราว 250 ปีที่ผ่านมา การปฏิวัติอุตสาหกรรมนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เมื่อชาวไร่ชาวนาพากันอพยพเข้าไปทำงานในเมือง ความเปลี่ยนแปลงจากชีวิตแนวเกษตรกรรมไปสู่ชีวิตที่มีการอุตสาหกรรมเป็นหลักเปรียบเสมือนการเคลื่อนจากจุด A ขึ้นไปสู่จุด B เมื่อชาวโลกมีก้าวหน้าจากการพัฒนาอุตสาหกรรมจนทำให้สามารถบริโภคได้มากขึ้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันมันก็นำความเสียหายร้ายแรงมาด้วย เช่น การแข่งขันและความกดดันอย่างเข้มข้นซึ่งนำไปสู่ความเครียด การขาดความเอื้ออาทรนำไปสู่ความหงอยเหงาเศร้าซึม การอยู่กันอย่างแออัดท่ามกลางอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษทำให้ชีวิตในเมืองไม่ปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและด้านทรัพย์สิน และการบริโภคแบบสุดโต่งนำไปสู่การเผาผลาญทรัพยากรและการทำลายสิ่งแวดล้อมซึ่งเท่ากับเรากำลังเผาบ้านตัวเอง

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสหรือได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ตระหนักว่า ความก้าวหน้าที่พาสังคมเคลื่อนไปสู่จุด B นั้นเปรียบเสมือนการขึ้นไปอยู่บนภูเขาสูง มันจะทำให้พวกเขาลื่นตกลงมาจนขาหรือคอหักได้ พวกเขาจึงมองหาทางออก การอพยพกลับไปอยู่ในชนบทเป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งเปรียบเสมือนการกลับไปอยู่บนที่ราบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวออกไปสู่ชนบทไม่ใช่การกลับไปสู่จุด A หากเป็นการเคลื่อนไปสู่จุด C ซึ่งมีความแตกต่างจากจุด A ในนัยสำคัญ นั่นคือ ผู้อยู่ ณ จุด C มีความรู้ความเข้าใจในวิวัฒนาการของโลกอย่างถ่องแท้และเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายด้วยความสมัครใจ ส่วนผู้ที่อยู่ ณ จุด A โดยทั่วไปขาดความรู้ความเข้าใจดังกล่าว ซึ่งรวมทั้งชาวไร่ชาวนาไทยในรุ่นปู่ย่าตายายและชาวชนบทอีกมากมายซึ่งยังกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน
สำหรับผม สามเหลี่ยมนี้มีค่าเกินทองคำเพราะมันทำให้ผมมองเห็นภาพของกระบวนการพัฒนาได้อย่างกระจ่างขึ้น กล่าวคือ จุด A เป็นสังคมแบบดั้งเดิมซึ่งวางอยู่บนฐานของการสืบทอดต่อ ๆ กันมาและยังถูกครอบงำด้วยอวิชชาเป็นส่วนใหญ่ จุด B สะท้อนความก้าวหน้าเมื่ออวิชชาลดลง แต่มีปัญหาร้ายแรงตามมาจากการพัฒนาบนฐานของการบริโภคแบบสุดโต่ง จุด C เป็นสังคมหลังวัตถุนิยมซึ่งงดการผลาญทรัพยากรเพื่อบริโภคโดยไม่จำเป็น จากมุมมองของการพัฒนา จึงอาจสรุปได้ว่าไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องพยายามพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจไปในแนวจุด B ก่อนที่จะรู้ว่ามันไม่ใช่การพัฒนาที่นำไปสู่ความสงบสุขแบบยั่งยืน เราสามารถพัฒนาจากจุด A ไปในแนวจุด C ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาสัจธรรมข้อนี้อีกครั้ง บทสรุปนี้และบทความเรื่อง “ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสุข” ซึ่งจะนำมาเสนอต่อไปชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราต้องการแสวงหาความสุขกายสบายใจเป็นจุดหมายหลักของชีวิต เรามีทางเลือกที่ดีกว่าการแสวงหาวัตถุเพียงอย่างเดียว
……………………
บทความโดย ดร.ไสว บุญมา พิมพ์ครั้งแรก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 13 พฤศจิกายน 2552







ผมเข้ามาอ่านบทความนี้ แล้วมีคำถามนะครับ อาจารย์ครับ การเดินทางจาก จุด A ไปยัง จุด C ของอาจารย์ คือ มันเกี่ยวข้องกับ “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน” ใช่ไหมครับ
อาจารย์ครับนับถือมากเลยครับ กว่าจะเป็น”สามเหลี่ยม” อันนี้ได้ ต้องใช้ประสบการณ์มากมายนะครับ ในการแปรเปลี่ยนความซับซ้อนมาเป็นความง่ายดาย และอธิบายด้วยประโยคอีกไม่กี่บรรทัด “สูงสุดคืนสู่สามัญ” จริงๆ ครับอาจารย์
เห็นด้วยกับคุณกิตติพงศ์ครับ อาจารย์อธิบายเรื่องที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยสามเหลี่ยมนี้ ชัดเจนเลยครับ
คุณกิตติพงศ์ คุณโกศล
ครับ … การเดินทางไปยังจุด C โดยไม่ผ่านจุด B เป็นคำตอบที่สังคมปัจจุบันควรพิจารณา ผมมองว่ามันเป็นทางออกที่เหมาะสม ปราชญ์พยายามชี้ให้เราเห็นมาก่อน รวมทั้งปราชญ์หมายเลขหนึ่งของสังคมไทยในปัจจุบันด้วย ท่านอาจไม่ได้อธิบายในรูปของสามเหลี่ยม ผมเพียงพยายามนำมาอธิบายในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งอาจทำให้ผู้อ่าน/ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้น หากสิ่งนี้เป็นภูมิปัญญา ผมเพียงเป็นผู้สังเคราะห์มาจากปัญญาของปราชญ์ผู้มีความรู้ความสามารถมากกว่าผม แต่น่าเสียดายว่าคนไทยเราไม่ค่อยฟังโดยเฉพาะคำอธิบายของคนไทยด้วยกัน หนังสือเรื่อง “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน” เป็นภูมิปัญญาของปราชญ์ซึ่งไม่สามารถมานั่งอธิบายให้พวกเราฟังได้ ในฐานะที่ได้พยายามร่ำเรียนเรื่องความยั่งยืนมา ผมจึงพยายามนำภูมิปัญญานั้นมาอธิบายต่อครับ
ผมเพิ่งเห็นคำผิดครับ ในบรรทัดที่ ๔ จากตอนจบ “C” ควรเป็น “B” ครับ คือเราไม่จำเป็นต้องเดินผ่าน B ก่อนจะไป C เราอาจตรงไปที่นั่นเลยเมื่อเรารู้ว่าการผ่านไปทาง B ไม่มีความจำเป็น
แก้ไขแล้วครับท่านอาจารย์ และขออภัยด้วยครับที่เกิดผิดพลาดขึ้น
ขอบคุณครับคุณโกศล อันที่จริงเป็นความผิดพลาดของผมเอง คงตาลายหลังจากอ่านทานหลายครั้งในตอนเขียน
อาจารย์ครับ ปราชญ์หมายเลขหนึ่งของสังคมไทยในความหมายของอาจารย์คือ เจ้าของ แนวทาง สามห่วง สองเงื่อนไข ใช่ไหมครับ
อาจารย์ครับ “สามเหลี่ยม” อันนี้ของอาจารย์ ถือเป็นวิทยาทานเลยนะครับ และขออนุญาตนำไปแพร่กระจายต่อนะครับ โดยจะทำการอ้างอิงถึงอาจารย์นะครับ ขอบคุณล่วงหน้ารอเลยนะครับ เพราะอาจารย์อนุญาตแน่นอนในฐานะครูบาอาจารย์ใช่ไหมครับ
สำหรับคุณโกศล ผมขอบคุณมากครับที่เห็นด้วยกับความคิดผมในกรณี สามเหลี่ยม ของอาจารย์ และคงต้องขอบคุณมากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เนื่องจากคุณโกศล เป็นคนดูแล Web นี้ใช่ไหมครับ ซึ่งผมมั่นใจนะครับ คนทุกคนที่เข้ามาอ่าน บทความต่างๆ ใน Web นี้ จะต้องได้อะไรออกไปนะครับ ขอบคุณครับคุณโกศล
คุณกิตติพงศ์ – ใช่ครับ แต่ผมมักไม่ใช้คำว่า “สองเงื่อนไข” ไม่ใช่ลบหลู่ปราชญ์ หรือผู้รู้และครูบาอาจารย์ผู้ตีความหมายแนวคิด แต่ผมมองว่า “สองเงื่อนไข” ไม่สื่อความเท่าที่ควร ไม่เป็นไร หากคนไทยส่วนใหญ่ในกว่า ๖๓ ล้านคนจะพยายามทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติ สิ่งที่ผมวิตกคือ เรื่องนี้กลายเป็น “ศีลห้า” ไปแล้ว กล่าวคือ คนไทยส่วนใหญ่ท่องได้ แต่ถ่องแบบนกแก้วนกขุนทอง …..
เรื่องการนำไปเผยแพร่ คุณโกศลได้ตั้งเงื่อไขไว้แล้วครับ นั่นคือ ทำได้ตราบใดที่เป็นในรูปของวิทยาทาน
อาจารย์ครับ ผมมั่นใจเลยนะครับ นกแก้วนกขุนทอง มีอยู่มากกว่า 60 ล้านคน (หรือ ตัว)ครับ สำหรับผมก็มิอาจเอื้อมยกตนเป็นผู้ตีความได้ในหลักการดังกล่าว แต่ผมแสดงความคิดเห็นตามประสาคนธรรมดาคนหนึ่งนะครับ ผมคิดว่า การให้ คือ องค์ประกอบที่สำคัญ ที่จะใช้ทำความเข้าใจ แนวคิด สามห่วง สองเงื่อนไข นะครับ ซึ่งมันมีคำสอนอีกชุดหนึ่ง ที่ท่านฯ บอกว่า “ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา” สำหรับผมนะครับผมคิดว่า ทั้งสองแนวทางมีความเชื่อมโยงกันเป็นอย่างมากนะครับ เหมือนกับชุดข้อมูล 2 ชุด ที่มีนัยสำคัญซึ่งกันและกันนะครับ
อาจารย์ครับ ถ้าไม่ใช้ “สองเงื่อนไข” ควรจะใช้อะไรครับ ผมก็รู้สึกฟังแล้วมันชอบกลเหมือนกันนะครับ ซึ่งถ้าว่ากันจริง มันก็ไม่น่าใช้คำว่า “เงื่อนไข” อาจารย์ขอคำตอบจากอาจารย์เป็นความรู้ประดับกะโหลกกะลาอย่างผมด้วยนะครับ
คุณกิตติพงศ์ – บทความซึ่งต่อจากบท “สามเหลี่ยม…..” จะพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจในวันศุกร์ที่ ๒๐ มีเรื่อง “การให้” อยู่ด้วย กรุณารออ่าน หลังจากพิมพ์ที่นั่นแล้ว คุณโกศล คงนำมาลงในเว็บนี้
สำหรับเรื่อง สองเงื่อนไข ผมมองว่าเป็นฐานของการพัฒนาทุกอย่าง จากระดับบุคคลไปจนถึงระดับสังคม ฉะนั้น จึงเป็นส่วนประกอบหลักของห้าส่วนในแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็อีกนั่นแหละ คนไทยท่องกันได้แบบคล่องปาก “ความรู้คู่คุณธรรม” แล้วทำกันอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่อย่างไร ? ปัญหาใหญ่ของสังคมเรามีรากเหง้าสำคัญมาจาก คนมีความรู้มากขึ้นแต่คุณธรรมไม่มากตามไปด้วย หลังวิกฤติปี ๒๕๔๐ ผมได้รับเชิญไปบรรยายที่นครปฐม ผมจำได้ว่าเมื่อผมบอกว่าวิกฤตินั้นเป็นอาการของความป่วยที่มีการขาดคุณธรรมเป็นต้นเหตุ ผู้ฝังดูจะงงกันมาก บางคนดูจะหัวเราะอยู่ในใจเสียด้วยซ้ำ ดัชนีของ Transparency International ประจำปีนี้เพิ่งออกมา คุณคงทราบแล้วว่ามันหมายความว่าอะไรนะครับ
ทราบแล้วครับกับดัชนีดังกล่าว อันดับที่ 84 (3.4) ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่า เค้าใช้ตัวบ่งชี้ (indicator) อะไรบ้างนะครับ ผมเคยอ่านแนวทาง Composite index อยู่เหมือนกันนะครับ (จำพวก HDI HPI ของ UNDP นะครับ) แต่ที่น่านับถือคือ ดัชนีของสิงคโปร์นะครับ ผมเคยดูข่าวเค้าใช้แนวทางการให้ผลตอบแทนสูงการทำงานของระบบเค้านะครับ ก็ต้องยอมรับว่า คนที่คิดนโยบายนี่เก่งนะครับ แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะใช้ได้กับเมืองไทยนะครับ ยิ่งตอนนี้เห็นท่านนักการเมืองต้องการขึ้นเงินเดือนอีก แปลกนะครับ ผมเห็นเรื่องนี้เป็นวาระได้ในทุกๆ รัฐบาล
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์นะครับ ที่ท่องกันสนุกปาก และเขียนกันสนุกมือ (จากที่ผมเคยอ่านนะครับ) กับแนวทางต่างๆ ของท่านฯ โดยเฉพาะงานวิจัยนะครับ บางทีอ่านแล้วก็งงมากเลย ซึ่งตามความคิดของผมนะครับ แนวทางฯ ของท่าน มันมีความหมายชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วนะครับ ไปๆ มาๆ งานวิจัยบางชิ้น ทำให้แนวทางฯ ของท่านกลายเป็นซับซ้อน วุ่นวาย ไปกันใหญ่นะครับ ก็อิ่มหนำสำราญกับงบประมาณแผ่นดินกันไปตามระเบียบของนักวิชาการบางคนนะครับ