ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข
เนื่องจากความสุขกายสบายใจเป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิต เราทุกคนจึงมักกระเสือกกระสนแสวงหากันอย่างทั่วถึง ส่วนนักวิชาการก็พยายามค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยหลัก เมื่อปลายปีที่ผ่านมา การวิจัยของมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ในอังกฤษสรุปว่า หลังจากมีปัจจัยเบื้องต้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว การใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อหาสรรพสิ่งมาเพิ่มจะไม่ทำให้เกิดความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขหลังจากร่างกายมีทุกอย่างเพียงพอแล้วประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ซึ่งอาจแยกออกได้เป็น ๕ หมวดหมู่ด้วยกันคือ
การมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่อยู่รอบข้างและการมีเพื่อน ความสัมพันธ์เป็นฐานของการมีชีวิตอันอบอุ่นและมั่นคง รวมทั้งความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว ญาติ เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงานและเพื่อนทั่วไปในชุมชน นอกจากจะสร้างความสุขกายสบายใจแล้ว ความสัมพันธ์อันแนบแน่นยังเป็นเกราะกำบังมิให้เกิดปัญหาที่มาจากโรคจำพวกการซึมเศร้าเหงาหงอยอีกด้วย
การมีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจ ความเคลื่อนไหวมีหลายชนิด จากการออกกำลังกายอย่างเข้มข้นไปจนถึงการเคลื่อนไหวจำพวกเดิน เต้นรำและทำสวนครัว นอกจากจะสร้างความสุขกายสบายใจแล้ว การเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจยังมีความสำคัญต่อการลดความกระสับกระส่าย ช่วยเสริมสร้างพลังทางสมองของเด็กและป้องกันการถดถอยของมันสมองในผู้สูงวัยอีกด้วย
การมีความช่างสังเกต การสังเกตรวมทั้งการมองเห็นความเป็นไปภายนอกจำพวกสภาพของท้องถนน การแต่งกายของฝูงชนตามศูนย์การค้า สีหน้าของผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ และการตระหนักถึงความรู้สึกภายในจิตใจของตนเอง เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลการศึกษาในสังคมตะวันตกตรงกับการปฏิบัติจำพวกการวิปัสสนาของพุทธศาสนาที่ฝึกให้ผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะซึ่งเป็นปัจจัยของการทำให้เกิดความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้น ยิ่งกว่านั้นการมีสติสัมปชัญญะยังเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคลเลือกกระทำในสิ่งที่ตรงกับหลักคุณธรรม หรือฐานในการดำเนินชีวิตมากขึ้นอีกด้วย
การเรียนรู้อยู่เป็นนิจ การเรียนรู้มีความสำคัญต่อการมีความสุขสำหรับคนทุกรุ่นทุกวัย ในวัยเด็ก การเรียนรู้มีความสำคัญต่อการพัฒนาด้านมันสมองและด้านการเข้าสังคม ในวัยผู้ใหญ่การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น การเรียนรู้อาจทำได้หลากหลายวิธีรวมทั้งการรื้อฟื้นสิ่งที่เคยเรามีความสนใจในอดีต การลงทะเบียนเรียนวิชาใหม่ ๆ ทั้งในและนอกสถานศึกษา การฝึกเล่นเครื่องดนตรีที่ไม่เคยเล่นมาก่อน การทำอาหารจานแปลก ๆ การหัดทำตุ๊กตาและการตัดเย็บเสื้อผ้าเอง การอาสาทำงานใหม่ ๆ ในสำนักงานก็เป็นการเรียนรู้อยู่เป็นนิจ
การให้ การให้ในที่นี้มีขอบเขตกว้างมาก จากกิจกรรมง่าย ๆ จำพวกการส่งยิ้มให้คนอยู่ใกล้ ๆ และการกล่าวคำขอบคุณ การแบ่งปัน การช่วยเหลือผู้อยู่รอบข้างไปจนถึงการสละเวลาออกไปอาสาช่วยงานในชุมชนและการทดแทนคุณแผ่นดิน กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ผู้ทำรู้สึกว่าตนเองมีค่าและชีวิตมีความหมายซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจในตัวเอง ในวัยเด็กการให้ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการร่วมมือกับผู้อื่นมีความสำคัญต่อการพัฒนาด้านการเข้าสังคม ในวัยผู้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยทอง การแบ่งปันและการให้ในรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าวเหล่านี้ทำให้ชีวิตมีความหมายยังผลให้อายุยืนยาวขึ้น
นอกจากปัจจัยที่แยกได้เป็น ๕ หมวดหมู่นั้นแล้ว การศึกษายังพบปัจจัยที่ควรได้รับการพิจารณาอีก ๓ ด้านด้วยกันคือ ด้านอาหารซึ่งควรประกอบด้วยอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายและในปริมาณที่มีความสมดุล ด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งการศึกษาพบว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมีความสุขกายสบายใจมากกว่าผู้ที่อยู่ไกลธรรมชาติ และด้านงานซึ่งการศึกษาพบว่า การทำงานที่มีความพึงพอใจทำให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้น การเรียนรู้อยู่เป็นนิจและการสร้างเครือข่ายเพิ่มโอกาสในการได้งานที่พอใจมากขึ้นด้วย
การวิจัยชิ้นนี้เป็นงานชิ้นล่าสุดที่ยืนยันว่า เมื่อคนเรามีปัจจัยเบื้องต้นที่ร่างกายต้องการเพียงพอแล้ว การมีเงินสำหรับซื้อหาสรรพสิ่งมาเพิ่มขึ้นไม่ทำให้มีความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้น ก่อนการศึกษาชิ้นนี้ มีหนังสือหลายเล่มที่มีข้อสรุปในแนวเดียวกัน ยิ่งกว่านั้นบางเล่มมีข้อมูลที่ยืนยันว่าการมีเงินจนเกินไปอาจทำให้ความสุขลดลง สองเล่มเขียนโดยชาวอเมริกันชื่อ Gregg Easterbrook ซึ่งตั้งชื่อเรื่องว่า The Progress Paradox: How Life Gets Better While People Feel Worse และ Barry Schwartz ซึ่งตั้งชื่อเรื่องว่า The Paradox of Choice: Why More Is Less อีกเล่มหนึ่งเขียนโดยชาวอังกฤษชื่อ Richard Layard ซึ่งตั้งชื่อเรื่องว่า Happiness: Lessons from a New Science เล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว
ข้อมูลต่าง ๆ ที่อ้างถึงเหล่านี้ชี้ให้เห็นเป็นอย่างดีอีกครั้งหนึ่งว่า แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีฐานทางวิทยาศาสตร์อันแข็งแกร่งรองรับอยู่ และการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงจะนำไปสู่ความสุขกายสบายใจ การดำเนินชีวิตในแนวดังกล่าวมีโอกาสนำสังคมไปสู่ความยั่งยืนสูงกว่าการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจกระแสหลักซึ่งใช้การบริโภคเพิ่มขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุดเป็นหัวจักรขับเคลื่อน การดำเนินชีวิตแบบนี้มีความโลภเป็นฐานจึงนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างเข้มข้นจนก่อให้เกิดการละเมิดกฎหมายและการทำลายจรรยาบรรณ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราเห็นอยู่ ณ วันนี้ล้วนมีที่มาจากการแย่งชิงทรัพยากรกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเมืองในไทย สงครามกลางเมืองในหลายประเทศในแอฟริกา สงครามระหว่างประเทศในอิรักและอัฟกานิสถาน หรือวิกฤติเศรษฐกิจโลก วิกฤติเหล่านี้มีแต่ผลร้ายซึ่งบ่อนทำลายความสุข แต่มันจะเกิดขึ้นต่อไปตราบใดที่เรายังไม่รู้จัก “พอ”
………
บทความโดย ดร.ไสว บุญมา ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บ้านเขาเมืองเรา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552







ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ทุกประการครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ นี่นะครับ ผมว่ามันเป็น พฤติกรรม / การปฏิบัติ ถกต้องและเหมาะสมที่สุดกับสังคมโลกใบนี้นะครับ แต่จะว่าไปแล้วมันก็ยากเย็นจริงๆ ครับ สังคมวันนี้สร้างเงื่อนไข การแข่งขัน ช่วงชิง เป็นเรื่องที่ถูกต้องไปซะหมดนะครับ แต่ผมก็ไม่ว่ากล่าวระบบสังคมนะครับ เพราะตรรกะพื้นฐานของระบบสังคมสมัยนี้ คือ การช่วงชิงทรัพยากร ตามที่อาจารย์เคยเขียนไว้นะครับ ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ และพอเข้าใจถึงการช่วชิงดังกล่าวด้วยนะครับ
แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ผมจะไม่เรียกร้องให้สังคมเกิดการให้นะครับ แต่ผมคิดว่าเริ่มจากตัวเองก่อนดีที่สุดครับ เป็นผู้ให้ก่อน แล้วค่อยเป็นรับนะครับ ตามคำสอนของ “ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา” ของนักปราชญ์อันดับ 1 นะครับ
ตรรกะ เป็นเรื่องจริงที่ไม่สามารถบิดเบือนได้และถ้าทุกคนบนโลกเข้าใจมันเป็นอย่างดี โลกคงจะไม่สับสนวุ่นวายเช่นนี้